Love Story (1970)

Love Story

Love Story (1970) : Arthur Hiller ♥♥♥♥♡

หนังรักโรแมนติกที่มีเพลงประกอบสุดแสนไพเราะ เข้าชิง 7 Oscar ได้มา 1 สาขา Best Original Score, มันอาจดูธรรมดากับเรื่องราวความรักในหนังเรื่องนี้ แต่เป็นคุณจะไม่โศกเศร้าเสียใจได้ยังไง กับหญิงสาวอายุเพียง 25 ปีที่เสียชีวิต เธอสวยและฉลาด ชอบ Mozart, Bach และ The Beatles โชคชะตาหรืออะไรที่พรากความรักของพวกเขาไป

ผมไม่ได้สปอยนะครับ ประโยคแรกของหนังก็พูดขึ้นมาแล้วว่า

What can you say about a twenty-five-year-old girl who died? That she was beautiful and brilliant? That she loved Mozart and Bach? The Beatles? And me?

นี่ทำให้เรารู้ตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วว่า เป้าหมายตอนจบหญิงสาวคนหนึ่งจะเสียชีวิต ซึ่งสิ่งที่ทำให้หนังน่าสนใจ คือเรื่องราวระหว่างการเดินทาง เกิดอะไรขึ้น? อะไรที่ทำให้เธอเสียชีวิต? ทำไมเธอถึงเสียชีวิต? มันอาจไม่มีอะไรรอเซอร์ไพรส์อยู่ตอนท้าย แต่บรรยากาศ อารมณ์ ความรู้สึกที่ค่อยๆเก็บสะสมไป มันจะทำให้เขื่อนน้ำตาของคุณแตกออกได้โดยไม่รู้ตัว

ก่อนถึงยุคที่หนังเกาหลีแนว tearjerk จะได้รับความนิยมอย่างสูง ครั้งหนึ่งในอเมริกาก็เคยมีหนังแนวนี้ที่ฮิต ป๊อปปูล่าอยู่เช่นกัน, Love Story ชื่อหนังก็บอกอยู่แล้วว่ามีเรื่องราวอะไร มันช่างดูธรรมดา เรียบง่าย เฉกเช่นเดียวกับหนัง นี่กระมังที่ทำให้ตอนจบที่แสนเจ็บปวด โดนใจผู้ชมอย่างคาดไม่ถึง, นี่เป็นหนังเรื่องที่ 6 ในประวัติศาสตร์ของ hollywood ที่ทำเงินเกิน $100 ล้านเหรียญ เทียบกับ Adjusted ticket-price ของเว็บ Boxofficemojo หนังอยูอันดับ 37 ค่าเงินปัจจุบัน (2016) เท่ากับ $606 ล้านเหรียญ เยอะมากนะครับ เป็นหนึ่งในหนังโคตรฮิตในสมัยนั้นเลย

Arthur Hiller (1923 – 2016) เป็นผู้กำกับลูกครึ่งสัญชาติ Canadian-American เริ่มต้นจากการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์โทรทัศน์ในแคนาดา ก่อนย้ายมาอยู่อเมริกาช่วงปลายยุค 50s เซ็นต์สัญญากับ Paramount Pictures, หนังที่ Hiller กำกับมักเป็นแนว Comedy หรือไม่ก็ Drama, ตลอด 50 ปีทำงาน กำกับภาพยนตร์ 33 เรื่อง ได้เป็นประธาน Directors Guild of America ช่วงระหว่าง 1989 ถึง 1993 จากนั้นมาเป็นประธาน Academy of Motion Picture Arts and Sciences (ประธาน Oscar) ตั้งแต่ปี 1993 ถึง 1997, Arthur Hiller เสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2016 รวมอายุได้ 92 ปี

Love Story (1970) ถือเป็นหนังที่ได้รับการพูดถึง ยกย่อง กล่าวถึงที่สุดของ Arthur Hiller นะครับ, นักแสดงหญิง Jean Byron ที่เคยร่วมงานกัน พูดถึง Hiller ว่า ‘เป็นคนสุขุม พูดไม่เยอะแต่รู้ว่าตนเองต้องการอะไร, เขาไม่เคยบอกนักแสดงว่าต้องเล่นยังไง ให้แสดงสิ่งที่ทำได้ออกมาอย่างเต็มความสามารถ แล้วเขาจะคอยช่วยผลักดันในสิ่งที่เรามี ช่างเป็นความสุขที่ได้ร่วมงานกับเขา’

Arthur Hiller was calm, quiet and he knew exactly what he wanted. He never told you what to do. He took what you had and very gently focused it. It was such a joy to work with him.

Love Story ดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกันของ Erich Segal ที่เป็นคนดัดแปลงบทภาพยนตร์ด้วย, จริงๆแล้ว บทหนังถูกเขียนขึ้นก่อน แล้ว Segal ขายลิขสิทธิ์ให้ Paramount Pictures ซึ่งระหว่างเตรียมงานสร้างหนัง โปรดิวเซอร์ได้ขอให้เขาเขียนเป็นนิยายเพื่อขายในวันวาเลนไทน์ (ให้เป็นการโปรโมทหนังไปในตัว) ปรากฏว่านิยายดันขายดีเป็นเทน้ำเทท่า กลายเป็น Bestseller ล่วงหน้าก่อนหนังฉาย (ทำให้ใครๆคิดว่า หนังสร้างหลังจากนิยายขายดี)

นิยายเรื่องนี้ในอเมริกาถือว่าดังมากๆ ขนาดนักวิจารณ์หนังต่างประเทศแทบทุกคนที่ผมตามอ่าน จะต้องพูดถึงนิยายเล่มนี้ก่อนเสมอ ซึ่งทุกความเห็นลงมติเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่เป็นนิยายที่บรมห่วย ผมไม่เคยอ่านนิยายเลยไม่ขอออกความเห็น ไม่รู้เหมือนกันว่ามีฉบับแปลไทยหรือเปล่า (นิยายขายดีชื่อดังขนาดนั้นน่าจะเคยมีคนแปลไทยอยู่ แต่จะมีหลงเหลือไหม คงต้องไปหาแถวร้านขายหนังสือมือสองนะครับ) แต่ถ้าอยากอ่านนิยายภาษาอังกฤษ ลองหาใน Amazon ดูนะครับ น่าจะยังมีขายแน่ๆ

นำแสดงโดย Ali MacGraw นักแสดงหญิงที่ครั้งหนึ่งได้รับการโหวตให้เป็น Top Female Box Office Star in the World เธอแสดงหนังไม่เยอะ แต่ได้รับการจดจำจากผู้ชมในยุค 70s-80s เป็นอย่างดี, กับหนังเรื่องนี้ทำให้เธอได้ Golden Globe Award สาขา Best Actress: Drama และได้เข้าชิง Oscar แต่ไม่ได้รางวัล, บท Jennifer ‘Jenny’ Cavalleri เป็นผู้หญิงฉลาดหลักแหลม หัวไว ชอบเพลงคลาสสิก พ่อทำงานเป็นคนขายขนมปัง (working-class)

Ryan O’Neal เดิมทีเป็นนักมวยสากลสมัครเล่น แล้วผันตัวมาเป็นนักแสดง ผลงานที่ดังที่สุดของเขาน่าจะคือ Barry Lyndon (1975) ของ Stanley Kubrick ที่ได้รับบทนำ ได้เข้าชิง Golden Globe 2 ครั้ง และได้ชิง Oscar ครั้งหนึ่ง (จากหนังเรื่องนี้), Oliver Barrett IV เป็นลูกของตระกูลผู้ดี Barrett เข้าเรียนที่ Harvard University และเข้าร่วมทีม Ice Hockey ของมหาวิทยาลัย, Oliver เป็นคนฉลาด แต่ใจร้อน และมีปมเรื่องพ่อที่ต้องการพิสูจน์ตัวเอง

เกร็ด: ใน Harvard University จะมีทีม Ice Hockey ชาย ถือเป็นทีมแข่งของมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา ชื่อทีม Harvard Crimson ในการแข่งขัน Tournament League ระหว่าง Harvard พบกับ Cambridge ถ้าเปรียบก็คล้ายๆกับฟุตบอลแดงเดือด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับลิเวอร์พูล ที่มักจะไม่มีใครยอมใคร ยอมกันไม่ได้ ในหนังเราจะได้เห็นการแข่งขันนี้ด้วยนะครับ

Jenny และ Oliver พบกันที่ห้องสมุด (สถานที่ทรงภูมิปัญญา) แต่การสนทนาของทั้งคู่ เรียกว่ากวนประสาท ดูถูก เสียดสี ล้อเลียน หาได้มีวุฒิภาวะของผู้ดีแม้แต่น้อย กระนั้น Oliver กลับมองว่า Jenny มีเสน่ห์ชวนหลงใหล ส่วน Jenny มองว่า … ไม่รู้สิ เหมือนเธอจะสามารถคุมเขาได้อยู่หมัด, เมื่อ Jenny รู้ถึงฐานะของ Oliver ก็ไม่ได้รังเกียจตนเองว่ามีฐานะต่ำกว่า เช่นกันกับ Oliver ก็ไม่ได้ถือตนเองว่ามีฐานะสูงกว่า

กระจก 2 ด้านของหนัง ครอบครัวฝั่งพระเอกที่พ่อมีความเข้มงวด และตั้งความหวังให้ลูกโตขึ้นเป็นในแบบที่ตนต้องการ, ครอบครัวฝ่ายนางเอก ที่พ่อเป็นเสมือนเพื่อน โอนอ่อนผ่อนตาม ให้อิสระเสรีไม่มีบีบบังคับ แม้แต่ความเชื่อทางศาสนาเมื่อลูกขอไม่แต่งงานในโบสถ์ คือมันสุดโต่งทั้งสองด้านเลยนะครับ ฝั่งหนึ่งซ้ายจัด ฝั่งหนึ่งขวาจัด เลี้ยงลูกโตขึ้นมาเกิดปมทั้งสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งลูกไม่ยอมรับแบบสุดโต่ง อีกฝั่งลูกก็เหลิงระเริงแบบไม่แคร์สุดโต่ง เห้อ!

เมื่อชายหญิงที่มาจากสองครอบครัวต่างกันสุดโต่งขนาดนี้ มาพบกับ รักกัน แต่งงานกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่นดั่งฝัน พวกเขาต้องเสียสละอะไรบางอย่าง ฝ่ายชายสละสิทธิ์ในกองมรดกของตน ฝ่ายหญิงสละโอกาสที่จะไปเรียนต่อฝรั่งเศส ซึ่งสิ่งที่ทั้งสองเสียไปนี้ ผมถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต รองจากความรักที่ทั้งคู่มีให้กัน, กับฝ่ายชายผมไม่แคร์เท่าไหร่เรื่องเงินทอง กองมรดก หรือยศฐาบรรดาศักดิ์ แต่กับฝ่ายหญิง การเสียสละความฝันของตน นี่เปรียบเสมือนการสูญเสียเลือดเนื้อ จิตวิญญาณ ที่มันจะคอยกัดกร่อนชีวิตทำให้เธอค่อยๆตายลงอย่างช้าๆ

ในหนังอธิบายว่าเธอเป็นโรคชนิดหนึ่งเกี่ยวกับเลือด (แต่หลีกเลี่ยงไม่บอกตรงๆว่าโรคอะไร) ผมครุ่นคิดอย่างหนักว่ามีความหมายอะไรแฝงไว้หรือเปล่า ก็พบว่า ‘เลือด’ เป็นสิ่งที่ไหลเวียนทั่วร่างกาย หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ ซึ่งสอดคล้องกับย่อหน้าที่แล้วที่ผมพูดไป กับสิ่งที่หญิงสาวเสียสละเพื่อความรักครั้งนี้ มันอาจเหมือนทำให้ความเข้มข้นของชีวิตลดลง

ฤาสิ่งที่ผู้กำกับต้องการบอกคือ การแต่งงานครองคู่ของคนทั้งสอง จะเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่ต้นแล้ว

ถ่ายภาพโดย Richard Kratina, สองหนุ่มสาวตกหลุมรัก เดินทางและพรากจากกันท่ามกลางหิมะ (ที่บริสุทธิ์ขาวโพลน), การแข่งขัน Ice Hockey อาจไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเสียเท่าไหร่ แต่จะมีมุมกล้องประหลาดๆ เช่น ถ่ายจากพื้นน้ำแข็ง (มุมมองลูกพัค), ถ่ายสะท้อนกระจกข้างสนาม ฯ ที่ทำให้ดูตื่นตา, มีบางฉากที่ใช้ภาพนิ่งถ่ายตึกซูมเข้า พร้อมเสียงบรรยาย แทนการถ่ายให้เห็นตัวละครสนทนากัน ผมไม่รู้ที่หนังทำแบบนี้เพราะเกิดความผิดพลาดขณะล้างฟีล์มหรือเปล่า จึงใช้วิธีนี้เลี่ยงแทนการถ่ายซ่อม กระนั้นมันกลับให้ความรู้สึกที่เป็นเอกลักษณ์ของหนังที่แปลกดี, ไฮไลท์ที่ผมชอบมา คือการซ้อนภาพระหว่าง Jenny ที่กำลังมองและ Oliver ที่กำลังเล่นสเก็ตน้ำแข็ง นี่ให้ความรู้สึกเหมือน Jenny จินตนาการถึงสิ่งที่ตัวกำลังจะสูญเสีย พลาดโอกาสไปเมื่อเธอเสียชีวิต (ว่าจะไม่ได้เห็นคนรักของเธอเล่นสเก็ตน้ำแข็งอีกต่อไปแล้ว)

ตัดต่อโดย Robert C. Jones การเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ถือว่าตรงไปตรงมามาก แบบเดียวกับคำพูดที่ชอบถากถาง เสียดสีของคู่พระนาง ทำให้การตัดต่อมีความกระชับ ฉับไว กระฉับกระเฉง, หนังใช้มุมมองของพระเอกเป็นคนเล่าเรื่องทั้งหมด เริ่มจากปัจจุบันเล่าเป็นเสียงบรรยายย้อนอดีต ตั้งแต่จุดเริ่มต้นเล่าเรื่องมาจนถึงปัจจุบัน, ผมชอบช่วงท้ายๆที่หนังไม่ได้ทำให้เราเห็นขณะนางเอกเสียชีวิต ไม่มีฉากร้องไห้ฟูมฟายของใครสักคน ทุกคนในหนังดูจะเข้มแข็งเหมือนกันหมดเลย กลั้นน้ำตาไปกันได้ยังไงไม่รู้ (คงแอบไปร้องไห้หลังฉาก) นี่ทำให้หนังมี impact มากนะครับ เพราะผู้ชมจะรู้สึกอึดอัด อัดอั้นไปตามตัวละครต่างๆด้วย ถ้าคุณเป็นคนบ่อน้ำตาแตกง่าย คงเริ่มซึมตั้งแต่ตอนรู้ว่านางเอกป่วย ผมกัดฟันกัดริมฝีปากอั้นไว้นะครับ ทนไว้ไปจนตอนจบ กลั้นหายใจไว้ด้วย ไม่งั้นคงได้ไหลพรากๆเป็นแน่ ถือว่าการตัดต่อทำให้หนังเรื่องนี้ลุ่มลึกมากๆ

เพลงประกอบโดย Francis Lai ว่ะ! เพลงอะไรมันจะไพเราะได้ขนาดนี้, ตอนผมได้ยินครั้งแรกเกิดความลังเลสงสัย ว่าเพลงนี้มันจาก Mozart, Bach หรือคีตกวียุคคลาสสิกดังๆคนไหนหรือเปล่า คุ้นหูมากๆ รู้ว่าต้องเคยได้ยินแน่ๆ ปรากฏว่าไม่ใช่เลยครับ เป็น Original แท้ๆของ Francis Lai ที่แต่งประกอบหนังเรื่องนี้ โดยได้อิทธิพลจากเพลงของ Mozart, Bach และ Handel, เพลงที่ดังที่สุดในหนัง ได้ยินบ่อยที่สุด และอยากร้องไห้ทุกครั้งที่ได้ยิน (Where Do I Begin?) Love Story โห! ขนาดชื่อเพลงมันยัง ‘จะเริ่มที่ตรงไหนดี? เรื่องของความรัก’

ผมหยิบเอาเวอร์ชั่น Cover ที่ใส่เนื้อร้องเข้าไป ร้องโดย Andy Williams (ทำนองแต่งโดย Carl Sigman) มาให้ฟังนะครับ เพลงนี้ติดชาร์ท Billboard สูงถึงอันดับ 9 (สูงสุดในทุก Cover ของเพลงนี้)

นอกจากเพลงที่แต่งขึ้นแล้ว ยังมีเพลงคลาสสิกดังๆอาทิ Mozart: Sonata In F Major, Bach: Concerto No. 3 in D Major (เพลง Harpsichord ที่ Jenny เล่น), ผมถือว่าหนังเรื่องนี้มีเพลงประกอบที่เศร้ามากๆ ที่สุดเรื่องหนึ่ง น่าจะเรียกน้ำตาผู้ชมได้แน่ เป็นเพลงประกอบประเภทสร้างบรรยากาศ ขับเคลื่อนอารมณ์ ที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึก สัมผัสได้ คล้อยตาม

ใจความของหนังคือ เรื่องราวของการมีชีวิต การเติบโต ความรัก การต่อสู้ ชัยชนะ พ่ายแพ้ สรุปก็คือเล่าเรื่องชีวิตทั่วๆไป มันอาจดูธรรมดา แต่เมื่อใส่ความซื่อตรง การเสียดสีถากถาง ทำให้ผู้ชมรู้สึกมีชีวิตชีวา จับต้องเรื่องราวได้ มันอาจไม่มีอะไรมากในเรื่องราวรักโรแมนติก แต่นี่เป็นเรื่องราวของการต่อสู้ ทัศนคติ และผลลัพท์ ที่มันอาจไม่ได้ดั่งใจใครทุกคน (แต่ได้ใจผมไปเต็มๆ)

หนึ่งในประโยคคำพูดสุดคมคายของหนัง ‘Love means never having to say you’re sorry.’ ที่บทหนังจริงๆ เขียนไว้ว่า ‘Love means not ever having to say you’re sorry.’ ในหนังถูกพูด 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็น Jenny พูดกับ Oliver และครั้งที่สอง Oliver พูดกับพ่อ เปรียบเสมือนการส่งต่อความรู้สึกผ่านคำพูดที่แฝงความหมายลึกซึ้ง ประโยคนี้ได้กลายเป็นคำฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง จนกลายเป็นอมตะ ติดอันดับ 13 จัดอันดับ AFI’s 100 Years… 100 Movie Quotes ในหนังสือพวก คำพูดแนวคิดดีๆเกี่ยวกับความรัก เชื่อว่ามักจะมีประโยคนี้อยู่เสมอ

หนังเข้าฉาย 16 ธันวาคม 1970 ทุนสร้าง $2.2 ล้านเหรียญ ทำเงิน $136.4 ล้านเหรียญ เข้าชิง 7 สาขา Oscar ได้มา 1 รางวัล
– Best Picture
– Best Director
– Best Writing, Screenplay Based on Material Not Previously Published
– Best Actor in a Leading Role (Ryan O’Neal)
– Best Actress in a Leading Role (Ali MacGraw)
– Best Actor in a Supporting Role (John Marley)
– Best Music, Original Score (ชนะ)

เข้าชิง 7 สาขา Golden Globe Award ได้มาถึง 5 รางวัล (มากที่สุดเทียบเท่า Doctor Zhivago, The Godfather, One Flew Over the Cuckoo’s Nest และ A Star is Born)
– Best Motion Picture
– Drama Best Director
– Best Actress in a Drama (Ali MacGraw)
– Best Screenplay
– Best Original Score

เข้าชิงแต่ไม่ได้
– Best Actor in a Drama (Ryan O’Neal)
– Best Supporting Actor (John Marley)

ถึงหนังกวาดรางวัลมากมาย แต่เสียงนักวิจารณ์ค่อนข้างแตก สาเหตุหนึ่งอาจจะมาจากนิยายที่ห่วยบรม ทำให้หลายคนเกิดอคติ คิดว่าทำเป็นหนังออกมาคงมีสภาพไม่ต่างกัน แต่กับนักวิจารณ์ที่ชื่นชมหนัง จะพูดในทำนองที่ว่า ทำออกมาได้ดีกว่านิยายหลายเท่ามากๆ อะไรที่เป็นจุดนิยายไม่กล้านำเสนอ หนังจะพูดถึงอย่างไม่ละอาย ความเข้มข้นของอารมณ์ ตัวละคร และบทเพลง แม้ใจความของเรื่องราวจะเหมือนกัน แต่การตีความและวิธีการนำเสนอต่างชั้นกันเยอะ

ผมไปอ่านเจอทฤษฎีหนึ่ง ของ Roger Ebert ต่อแนวคิดจากหนังเรื่องนี้ที่น่าสนใจมากๆ ตั้งชื่อว่า ‘Ali MacGraw’s Disease’ ว่าด้วย โรคที่ป่วยของตัวละครไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากอะไร แต่ลักษณะอาการจะทำให้เขาหรือเธอมีความสวย/หล่อยิ่งขึ้น และงดงามที่สุดในขณะเสียชีวิต

เข้าใจทฤษฎีนี้กันไหมเอ่ย นี่คือหนึ่งในสูตรสำเร็จของหนังแนว tearjerk สมัยปัจจุบันเลยนะครับ ถ้าสมมติว่ามีใครในหนังสักคนต้องตาย ตอนเริ่มป่วย ผู้คนรอบข้างรวมถึงผู้ชมจะรู้สึกสงสารเห็นใจ ให้การดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยเป็นอย่างดี ทำให้เขา/เธอคนนั้นดูสวย/หล่อขึ้นกว่าเดิม ซึ่งพอถึงตอนจบตัวละครนั้นตาย เราก็จะร้องไห้ฟูมฟาย ชื่นชมว่าเป็นการตายที่งดงามและมีคุณค่า, หากันเองได้ไหมเอ่ย หนังที่เข้าทฤษฎีนี้ ผมไม่อยากยกตัวอย่างนะครับ มันเยอะจนไม่รู้จะยกอะไร เห็นจากเรื่องไหน ให้รู้ไว้แล้วกันว่า เริ่มต้นมาจากหนังเรื่องนี้

ถ้าคุณเป็นคนชอบแนว tearjerk หนังเรื่องนี้น่าจะได้สมหวังแน่ เตรียมทิชชู่เผื่อไว้ได้เลย เพียงแต่มันอาจจะอึดอัดกว่าปกตินิดหน่อย เพราะความเจ็บปวดรวดร้าวมันสุมอกอยู่ข้างใน คำถาม ทำไม! ทำไม? หนังไม่มีคำตอบนี้ ทำให้ความคิดและความรู้สึกของคุณอลม่านทั้งในหัวสมองและจิตใจ

แนะนำกับคนชอบฟังเพลงเพราะๆ เนื้อหาเรียบง่ายแต่ทรงพลัง, คอหนังดราม่า โรแมนติก โศกนาฎกรรม, แฟนหนัง Ali MacGraw และ Ryan O’Neal

จัดเรต 15+ กับ love scene คำพูดเสียดสี หยาบคายและนิสัยความเห็นแก่ตัว

TAGLINE | “Love Story หนังรักโรแมนติกที่แสนเรียบง่ายแต่โคตรทรงพลัง มีเพลงประกอบสุดไพเราะ และคุณตกหลุมรัก Ali MacGraw สุดหัวใจ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of