The Classic (2003)

The Classic

The Classic (2003) Korean : Kwak Jae-yong ♥♥♥♥♥

‘หว้า เชยจัง… ไม่สิ เรียกว่าคลาสสิกดีกว่า’ ผมดูหนังเรื่องนี้มาไม่รู้กี่ครั้งตลอดสิบกว่าปี ไม่เคยเข้าใจว่าทำไมหนังถึงชื่อว่า The Classic มาวันนี้เข้าใจแล้ว เพราะความคลาสสิก ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเราทันที แต่กาลเวลาเท่านั้นถึงจะบอกได้ว่า อะไรคือสิ่งคลาสสิก

กับหนังที่จะเขียนใน 1-2 วันนี้ My Sassy Girl และ The Classic ผมขอทดลองอะไรสักนิดหน่อยนะครับ จะไม่ใช้รูปแบบเดิมๆในการเขียนบทความนี้ เพราะหลังจากค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต พบว่ามีบทความเกี่ยวกับหนังเยอะแยะเต็มไปหมด เขียนไปก็คงไม่ต่างอะไรจากคนอื่นนัก เลยถือโอกาสทำอะไรที่ดูแตกต่างออกไปเสียหน่อย

ผมจำไม่ได้แล้วว่าเริ่มดู The Classic ครั้งแรกเมื่อไหร่ แต่จำได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งส่งแผ่นมาให้ คู่กับ My Sassy Girl แล้วบอกว่า ชาตินี้ถ้าเมิงยังไม่ได้ดูสองเรื่องนี้ อย่างเรียกตัวเองว่านักดูหนัง, เอาละหว่าคำสบประมาทแบบนี้ เป็นใครจะทนได้ วันหนึ่งก็เอาแผ่นกลับบ้าน ไปดูทีวี LCD จอใหญ่ ดูไปร้องไห้ไป แม่เดินมาเห็น ถามเป็นอะไรหรือเปล่าลูก ผมยิ้มๆแล้วไล่ให้ออกจากห้อง คนกำลังอินมาขัดจังหวะเสียได้ กินข้าวมื้อเย็นก็โดนแม่แซว ดูหนังแล้วร้องไห้ทำเป็นเด็กไปได้ (ตอนนั้นผมน่าจะอายุ 17-18) ผมยิ้มๆแล้วถามแม่ว่า ตอนสมัยพ่อมาจีบเขียนจดหมายถึงกันบ้างหรือเปล่า ทีนี้แม่ทำหน้าอายบ้างไม่ตอบ ฮะฮารู้นะว่าเคย

ชีวิตมนุษย์เราเต็มไปด้วยเรื่องคลาสสิกทั้งนั้นนะครับ ยิ่งเมื่ออายุมากขึ้น แก่ตัวลงไป มองย้อนกลับนึกถึงความทรงจำในอดีต สิ่งต่างๆที่เคยทำ มาสมัยนี้อาจไม่มีคนทำแล้ว เมื่อมีการพูดถึง เล่าออกมาให้คนรุ่นปัจจุบันฟัง พวกเขาจะมีความรู้สึกทึ่ง สมัยนี้มันไม่ยากลำบากเท่าเมื่อก่อน ทำไปได้ยังไง บางอย่างดูเชย ล้าสมัย ตกยุค ซ้ำซาก นี่เรียกว่า Cliché แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง ดังที่นางเอกในหนังพูดขึ้น ‘ฉันเรียกว่าคลาสสิกแล้วกัน’ โลกจะกลับตารปัตร จากความเชยเป็นความล้ำ จากล้าหลังเป็นร่วมสมัย ใจความวันนี้จะมาพูดถึง ‘อะไรคือความคลาสสิกของหนังเรื่อง The Classic’

ความคลาสสิกของหนังเรื่องนี้คือ ‘แนวคิด’ อะไรที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ปัจจุบันสิ่งเหล่านั้นมักจะเกิดขึ้นคล้ายๆกัน วิธีการรูปแบบอาจเปลี่ยนแปลง แต่แก่นแท้ แนวคิด สาระสำคัญยังคงเหมือนเดิม

ความคลาสสิกแรกของหนังคือการถ่ายภาพ จะแบ่งเป็น 2 โทนสี แยกกันระหว่างอดีตกับปัจจุบัน, ฉากอดีตจะมีโทนน้ำตาลอ่อน ใช้แสงสีอ่อนๆ ตัวละครมักจะใส่ชุดสีขาวหรือสีอ่อน ให้ความรู้สึก ‘เหมือนอยู่ในกระดาษของความทรงจำ’, กับฉากปัจจุบันจะมีสีสันเป็นร่วมสมัย ใช้แสงสีเข้มๆ เน้นความสดใสสมจริง เสื้อผ้าก็จะมีสีสันสวยสดใสกว่า

ต่อมาคือมุมมองการเล่าเรื่อง หนังเริ่มต้นจากปัจจุบัน ใช้มุมมองของนางเอก (จีแฮ) ที่เป็นคนเปิดอ่านจดหมายและบันทึกของ พ่อพระเอก (โอจุนฮา) ที่ส่งมาหาแม่ ในฉากย้อนอดีตทั้งหมดจึงเป็นมุมมองของโอจุนฮา (ไม่ใช่มุมมองของแม่นางเอก)

– มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำเดิมระหว่างอดีตกับปัจจุบัน อาทิ วิ่งกลางสายฝน, เขียนจดหมาย, ให้ของขวัญ, จับหิ่งห้อย ฯ
– บางเหตุการณ์ที่เรื่องราวเหมือนเดิม แต่มีบางอย่างเปลี่ยนไป (ตรงกันข้าม) อาทิ เพื่อนสนิทตกหลุมรักคนๆเดียวกัน (อดีต เพื่อนพระเอกตกหลุมรักนางเอก, ปัจจุบัน เพื่อนนางเอกตกหลุมรักพระเอก), มอบดอกไม้หลังการแสดง (อดีต พระเอกให้ดอกไม้นางเอกหลังการแสดง ปัจจุบัน เพื่อนนางเอกให้ดอกไม้พระเอกระหว่างการแสดง) ฯ
– บางเหตุการณ์แนวคิดเดิม แต่รูปแบบวิธีการต่างกันโดยสิ้นเชิง อาทิ การแสดง (อดีต นางเอกเดี่ยวเปียโน ปัจจุบันพระเอกแสดงละครเวที), ตั้งใจฆ่าตัวตาย (อดีต เพื่อนพระเอกผูกคอตายเพราะประชดพ่อ ปัจจุบัน เพื่อนนางเอกกรีดมือประชดแฟนหนุ่ม) ฯ

ค่านิยมของสังคม อดีตปัจจุบันที่แตกต่างกัน, สมัยก่อน พ่อ-แม่ มักจะเป็นผู้เลือกคู่ครองให้กับลูก โดยดูจากฐานะและความสำคัญ เมื่อแต่งงานกันแล้วจะได้เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน โดยไม่สนว่าลูกทั้งสองจะชอบคอกันหรือไม่ ขณะที่ปัจจุบัน พ่อแม่ถูกลดบทบาท การแต่งงานเป็นเรื่องของคนสองคนที่ชอบคอกัน และพูดคุยตกลงกันว่าจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน, นี่อาจเป็นสิ่งที่บางคนไม่มองว่าเป็นความคลาสสิก แต่ผมเห็นเป็น ‘แนวคิด’ ซึ่งคือสิ่งเดียวกับความคลาสสิก

ถ้าไม่พูดถึงงานศิลปะและเพลงคลาสสิกก็กระไรอยู่ สองสิ่งนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่อยู่ยงคงกระพัน ยาวนานกว่าชั่วอายุของมนุษย์เสียอีก กับเรื่องราวในอดีต หนังใช้เพลงคลาสสิก สื่อถึงความงดงาม ทั้งจากการแสดง Beethoven: Piano Sonata 8, mvt 2 ‘Pathetique’ Sonata, การเต้น Folk Dance ฯ ส่วนสมัยปัจจุบัน ใช้การแสดงละครเวที และเดินชมงานแสดงศิลปะ

หนึ่งในฉากที่ผมชอบมาก เป็นเหตุการณ์ในอดีตที่พระเอก(โอจุนฮา) นางเอก (จูฮี) และเพื่อนพระเอก (ยุนเทโซ) ไปเรียนเต้น Folk Dance ที่เป็นตัวแทนของ Tradition/Classic จากนั้นยุนเทโซ เดินไปเปลี่ยนเพลงเป็น Hippy Hippy Shake ของ The Swinging Blue Jeans ที่เป็นตัวแทนของเพลง Rock&Roll สมัยใหม่ (ของสมัยนั้น) แต่ไฮไลท์ของฉากนี้คือตอนเพลง Me To You, You To Me ร้องโดย Cha Jeon-Geo, Tan Pung-Kyeong ด้วยสไตล์ดนตรีแบบ Pop Rock นี่ถือเป็นตัวแทนของสมัยปัจจุบันที่แท้จริง ซึ่งในฉากอดีตจะได้ยินแค่ท่อนแรก แต่พอตัดกลับมาปัจจุบัน ฉากวิ่งฝ่าสายฝนจะได้ยินแทบทั้งเพลง

ความระลึกถึง (Nostalgia) ก็ถือเป็นคลาสสิกอีกประเภท, สมัยเด็กๆ วัยรุ่นต่างจังหวัด บ้านมีท้องนา วิ่งเล่น คลุกโคลน ขุดขี้ดินตามหาแมลง, พายเรือข้ามฝาก, ตะโกนแหกปากในบ้านผีสิง, ขโมยแตงโมจากสวนคนอื่นกิน, วิ่งหลบฝนที่กระท่อมกลางนา ฯ เวลาผ่านไปสิ่งเหล่านี้แม้อาจกลายเป็นความทรงจำที่ลางเลือน แต่เราจะจำ ‘ความรู้สึก’ เมื่อวันนั้นได้ นี่คือ Nostalgia

สุดท้ายหลังจากดูหนังเรื่องนี้ เชื่อว่าหลายคนคงจะมีความต้องการอะไรบางอย่าง อาทิ อยากมีคนรักที่ทุ่มเทกายใจให้เราแบบในหนัง อยากเขียนจดหมาย อยากเห็นคนที่เราชอบตอบจดหมายกลับมา ฯ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงคงรู้สึกไม่ต่างกัน นิยามความรักของหนังเรื่องนี้มีสองความหมาย ‘ความรักคือการอดทน’ และ ‘ความรักคือการเสียสละ’ ถ้าเรารักเขาจริง ย่อมต้องสามารถอดกลั้นและปล่อยเขาให้เป็นอิสระได้ นี่เช่นกันที่ถือว่าเป็นแนวคิดสุดคลาสสิก

แต่ละคนคงมีนิยาม ‘คลาสสิก’ ของตัวเองในรูปแบบ วิธีการ แนวคิดที่ต่างกันไป สำหรับผมความคลาสสิกคือ ‘อมตะ’ มันอาจจะดูเชยล้าสมัยเมื่อเทียบกับปัจจุบัน แต่ถ้าสามารถสร้างความรู้สึกสักอย่างให้เกิดขึ้นกับผมได้ ดังที่กล่าวมาในหลายๆย่อหน้า นั่นแหละครับ คือสิ่งที่เป็นนิยามคลาสสิกของผม

หนังเรื่องนี้มีเพดานหนึ่งที่ผมไปถึงแล้วจับต้องได้ รู้เลยว่าคือข้อจำกัด นั่นคือ ‘ระยะเวลา’ บอกตามตรง 10 ปี มันยังสั้นไปที่จะเรียกหนังเรื่องนี้ว่าคลาสสิก ตอนนี้ผมรู้สึกกับหนังได้แค่ Nostalgia เท่านั้น แต่เข้าใจความหมายของความคลาสสิกในหนัง นี่ทำให้ผมคิดว่า ต้องอีกนานเท่าไหร่ถึงจะสามารถเห็นหนังเรื่องนี้กลายเป็นคลาสสิกได้ อีก 10 ปี? 20 ปี? 40 ปี? โอ้… เกินจากนี้ไม่คิดว่าจะมีชีวิตอยู่ได้ทันเห็นแล้ว เชื่อว่าสักวันหนึ่ง The Classic จะต้องกลายเป็นคลาสสิกแน่ๆ สาธุ ขอให้ทันเห็นทีเถอะ

แนะนำกับคอหนังรักโรแมนติก ถ้าคุณพลาดหนังเรื่องนี้อย่างริอาจเรียกตัวเองว่า คอหนังเกาหลี คอหนังรัก คอหนังโรแมนติก เด็ดขาดนะครับ, แฟนหนัง Son Ye-jin, Jo Seung-woo, Jo In-sung ผู้กำกับ Kwak Jae-yong (คนเดียวกับที่กำกับ My Sassy Girl), ใครชอบฟังเพลงเพราะๆ โดยเฉพาะถ้ามี Canon in D เป็นเพลงโปรดไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต PG กับฉากตั้งใจจะฆ่าตัวตาย

TAGLINES | “The Classic แม้วันนี้จะยังไม่ถึงขั้นคลาสสิก แต่สักวันจักต้องถึง การแสดงเยี่ยม ภาพสวย ตัดต่อน่าสนใจ และเพลงเพราะมากๆ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | FAVORITE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of