The Beekeeper

The Beekeeper (1986) Greek : Theo Angelopoulos ♥♥♥♡

หลังจากบุตรสาวแต่งงาน บุตรชายออกจากบ้านไปเรียนต่อ บิดาจึงหมดภาระครอบครัว Marcello Mastroianni ตัดสินใจทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง เกษียณอาชีพครู มาเป็นคนเลี้ยงดูผึ้ง (The Beekeeper) ออกเดินทางไปทั่วประเทศ Greece เพื่อค้นหาสถานที่สำหรับ(ผึ้ง)เก็บเกสร ดูดน้ำหวานดอกไม้

เมื่อปลดเปลื้องความรับผิดชอบครอบครัว ชีวิตของบิดาก็ราวกับดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด หลังจากนี้ไม่รู้จะทำอะไรยังไง? เลยตัดสินใจหวนกลับหารากเหง้า ทำอาชีพเก่าของบรรพบุรุษ ออกเดินทางค้นหาตัวตนเอง รื้อฟื้นความสัมพันธ์กับธรรมชาติ … มันไม่เชิงว่ามองหาสถานที่ตายแบบ Ballad of Narayama แต่ก็สามารถตีความไปในทิศทางนั้น

ในมุมของผกก. Angelopoulos ทำการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างคนสองรุ่น, เมื่อตอนบิดาขับรถทัวร์ประเทศ Greece พบเจอสาวแรกรุ่นขอติดรถไปด้วย ก็ไม่ได้ครุ่นคิดอะไรเลยเถิด แต่เธอพยายามหยอกเย้า ยั่วยวน เปลือยกายวับๆแวมๆ พาแฟนหนุ่มมาร่วมเพศสัมพันธ์ในโรงแรม จนเขาแทบมิอาจอดกลั้นฝืนทน … ผมมีความชื่นชอบหนังลักษณะนี้เป็นพิเศษ เมื่อเดือนก่อนเพิ่งเขียนถึง Night Moves (1975) พบเห็นความพยายามอดกลั้นฝืนทนของ Gene Hackman ไม่ให้ถูกล่อลวงโดยเด็กสาวอายุ 14-15 มันช่าง “Masterpiece” – Ingmar Bergman

Trilogy of Silence เริ่มต้นจาก Voyage to Cythera (1984) บิดาหวนกลับบ้านในรอบสามสิบปี ค้นพบว่าทุกสิ่งอย่างได้ปรับเปลี่ยนแปลงไป, The Beekeeper (1986) เปลี่ยนจากสถานที่มาเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนสองรุ่น ก่อบังเกิดสิ่งเรียกว่า ‘generation gap’ ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่ บิดา-มารดาไม่เข้าใจลูกหลาน พยายามพูดคุยกลับมีแต่เรื่องถกเถียง เลยทำได้เพียงปิดปาก ตกอยู่ในความเงียบงัน ไม่รู้จะทำอะไรยังไง


Theodoros ‘Theo’ Angelopoulos, Θεόδωρος Αγγελόπουλος (1935-2012) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติกรีก เกิดที่ Athens เติบโตขึ้นพานผ่านสงครามโลกครั้งที่สอง (Greece ถูกยึดครองโดย Nazi Germany, Fascist Italy และ Bulgaria) ช่วงระหว่าง Greek Civil War (1946-49) บิดาเคยถูกตำรวจลับจับกุม คุมขัง ส่งออกนอกประเทศ กว่าจะหวนกลับบ้านก็หลังสิ้นสุดสงครามกลางเมือง

โตขึ้นเข้าเรียนกฎหมาย National and Kapodistrian University of Athens ก่อนเดินทางสู่ฝรั่งเศสเรียนภาพยนตร์ Institut des hautes études cinématographiques (IDHEC) หลงใหลผลงานของ Orson Welles, Kenji Mizoguchi, หนังเงียบ, หนังเพลงยุค 50s, เคยฝึกงานกับ Jean Rouch, ก่อนเดินทางกลับ Greece ภายหลังเหตุการณ์ลอบสังหารทางการเมืองของ Grigoris Lambrakis

เมื่อเดินทางกลับ Greece ทำงานเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์ เขียนบทความแนะนำ “Greek filmmakers need to go beyond the commercial cinema.” ภายหลังจากนายพล Georgios Papadopoulos เข้ายึดอำนาจ ก่อการรัฐประหารเมื่อปี ค.ศ. 1967 นำประเทศเข้าสู่ยุคสมัยเผด็จการทหาร Regime of the Colonels (1967-74) สั่งปิดนิตยสารทุกฉบับ ทำให้เขาต้องหันมาสร้างหนังสั้น The Broadcast (1968) และภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก The Reconstruction (1970)

ช่วงระหว่างสรรค์สร้าง The Travelling Players (1975), ผกก. Angelopoulos มีโอกาสรับรู้จักกับคนเลี้ยงผึ้ง พูดคุยถูกคอ กลายเป็นเพื่อนสนิทสนม ชักชวนมาร่วมงาน หลังจากนั้นก็ยังติดต่อ เดินทางไปหากันอยู่เรื่อยๆ เรียนรู้วิถีชีวิต ซึมซับปรัชญาการทำงาน ครุ่นคิดอยากสร้างภาพยนตร์สักเรื่องเกี่ยวกับคนประกอบอาชีพนี้

While shooting The Travelling Players, I met a beekeeper who lives on an island and who has become my friend. He played a small part in the film and was the middleman between the local peasants and us. He played again in Megalexandros as one of the bandits. To do it he had to leave behind his home and his bees. I like him very much. I often visit him, and every time I am there, I can’t help noticing the way he watches his beehives, following the constant traffic of the bees, in and out of the beehive. For him it was an absorbing occupation; he was as attentive as a sound engineer in a recording session. Most of the people who do physical work hate their jobs, because they are usually exhausting and dirty and don’t really pay. But beekeepers love their profession; they have an erotic relation with the bees. Therefore, in a way, they are just like artists.

Theo Angelopoulos

เมื่อครั้น Voyage to Cythera (1984) ผกก. Angelopoulos ตั้งชื่อตัวละครบิดา Spyros (คือชื่อบิดาจริงๆของผกก. Angelopoulos) มาคราวนี้ก็ยังคงใช้ชื่อตัวละครหลักเดียวกัน แต่ในสองสถานะคือบิดาแท้ๆ (Real Father) และตัวแทนของบิดา (Father Figure) พยายามหาหนทางเชื่อมโยงระหว่างอดีต-ปัจจุบัน ความสัมพันธ์บุตรสาว เพื่อก้าวดำเนินสู่อนาคตใหม่

Spyros was the name of my father. For me, it represents his entire generation… He has lived through forty years of intense history, a period of major changes and importance for Greece and the rest of the world. War, repression, but also hope. He is a man of our time, with all this past behind him, facing a young girl who has no memory at all. It is the conflict between memory and non-memory. The search for a father figure comes out of the need to restore emotional harmony and to feel that one’s existence is not just a matter of chance. It is a way of establishing a link between yesterday and tomorrow.

In The Beekeeper the main character is the father of his own biological daughter but also of the young girl who travels with him. Through both of them, he tries to find a means of reaching into the future.


หลังจากบุตรสาวแต่งงาน บุตรชายออกเดินทางไปเรียนต่อ Athens ทำให้บิดา Spyros (รับบทโดย Marcello Mastroianni) ตัดสินใจเกษียณอาชีพครู เพื่อมาทำงานคนเลี้ยงดูผึ้ง (The Beekeeper) ขับรถออกเดินทางไปทั่วประเทศ Greece เพื่อค้นหาสถานที่สำหรับ(ผึ้ง)เก็บเกสร ดูดน้ำหวานดอกไม้

ระหว่างการเดินทาง Spyros ได้พบเจอสาววัยรุ่นนิรนาม (รับบทโดย Nadia Mourouzi) ขอติดรถไปด้วย ช่วงแรกๆก็ไม่ได้ครุ่นคิดอะไร พยายามรักษาระยะห่าง เราสองวัยวุฒิแตกต่างเกินไป แต่เธอพยายามหยอกเย้า ยั่วยวน เปลือยกายวับๆแวมๆ พาแฟนหนุ่มมาร่วมเพศสัมพันธ์ในโรงแรม จนเขาแทบมิอาจอดกลั้นฝืนทน


Marcello Vincenzo Domenico Mastroianni (1924-96) นักแสดงสัญชาติอิตาเลียน เกิดที่ Fontana Liri, Lazio (ขณะนั้นคือ Kingdom of Italy) แล้วมาเติบโตยัง Turin และกรุง Rome บิดาเป็นช่างไม้ (Carpenter) ส่วนลุง Umberto Mastroianni คือนักแกะสลักชื่อดัง, ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองถูกส่งเข้าค่ายกักกันนาซี ก่อนหลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ Venice หลังสงครามใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดง รับบทนำครั้งแรก Atto d’accusa (1951), White Nights (1957), โด่งดังพลุแตกกับ Big Deal on Madonna Street (1958), กลายเป็นดาวดาราค้างฟ้าจาก La Dolce Vita (1960), La Notte (1961), Divorce, Italian Style (1961), 8½ (1963), Yesterday, Today and Tomorrow (1963), Marriage Italian-Style (1964), The Pizza Triangle (1970), A Special Day (1977), Dark Eyes (1987) ฯ

รับบท Spyros ชายสูงวัย (อายุ 55 ปี) ท่าทางเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ร่วมงานแต่งงานบุตรสาวด้วยสีหน้าเย็นชา แอบออกมาภายนอกโดยไม่ยี่หร่าอะไรใคร ขัดอกขัดใจบุตรชาย-สาว และภรรยา เกษียณอาชีพครูเพื่อทำงานเลี้ยงดูผึ้ง ขับรถออกเดินทางทั่วประเทศ Greece พบปะเพื่อนเก่า และสาวแรกรุ่นที่กระตุ้นให้เขาอยากมีชีวิตอีกครั้ง

ผกก. Angelopoulos เคยอยากได้ Mastroianni มาร่วมแสดงภาพยนตร์ Megalexandros (1980) แต่ตอนนั้นผู้จัดการอีกฝ่ายเรียกค่าตัวสูงมากๆ จึงจำต้องเปลี่ยนเป็นนักแสดงคนอื่น, สำหรับ The Beekeeper (1986) ตอนแรกครุ่นคิดอยากได้ Gian Maria Volonte ขณะนั้นล้มป่วยมะเร็งปอด ไม่น่าจะรับเล่นไหว เพื่อนนักกวี Tonino Guerra เลยแนะนำ Mastroianni นัดมาพูดคุย ตอบตกลงแทบจะโดยพลัน

My intention was to use Marcello is to reverse the image he projects. I was looking for an actor who could carry the film on his shoulders. The role excluded any display of virtuosity and demanded a style of acting that is esoteric and silent, and this, I think, is the opposite of the image Marcello has been projecting. I was afraid that any other actor and mainly the ones I know here in Greece would have been crushed by the weight of this role. Marcello, on the contrary, carried the film not only because he is a good actor but also by using this weight as an image.

Theo Angelopoulos

Mastroianni เป็นนักแสดงที่มีภาพลักษณ์เหนื่อยๆ เบื่อหน่าย สีหน้าเพิกเฉย เยือกเย็นชา เอาจริงๆแทบไม่แตกต่างจากบทบาทในหนังเรื่องนี้ แต่ด้วยวัยวุฒิ ผมหงอก ผิวหนังแห้งเหี่ยว และรูปร่างที่อวบท้วนสมบูรณ์ ทำให้ขยับเคลื่อนไหวมีความเอื่อยเฉื่อย ผู้ชมสัมผัสได้ถึงน้ำหนัก พลังการแสดง ภาระมากมายที่ตัวละครแบกไว้บนบ่า

หลายคนอาจมองว่านักแสดงระดับ Mastroianni กับภาพยนตร์ลักษณะนี้ เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า เสียเวลา แต่ผมมองว่าการมีตัวตนของ Mastroianni ด้วยพลังดาราอันเหลือล้น ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับหนัง สร้างแรงดึงดูด ทวีความน่าสนใจ โดยเฉพาะความพยายามหักห้ามใจตนเอง ไม่ให้หลงมารยาของสาวแรกรุ่นเจ้าเสน่ห์ … ผมเรียกว่า Fan Service เป็นการแสดงที่ท้าทายไม่น้อยเลยละ

ไฮไลท์การแสดงของ Mastroianni คือหลังจากถูกสาวแรกรุ่นทอดทิ้ง ช่วงท้ายของหนังแม้งไม่มีห่าเหวอะไรเลย เพียงตัวละครนั่งลง ค่อยๆก้มหน้า แต่มันเหมือนมีพลังงานหนักอึ้งค่อยๆกดทับ ทำเอาเขาดูแก่ลงนับสิบปี ก่อนลุกขึ้นมาเขวี้ยงขว้างกล่องเก็บรังผึ้ง ทิ้งตัวลงนอนชักดิ้นชักงอ กำหมัดเคาะสัญญาณ … นี่ขนาดหนังไม่ได้เน้นขายการแสดง แค่เพียงพลังดาราล้วนๆยังทรงพลังได้ขนาดนี้!

เกร็ด: เสียงพากย์ตัวละครได้ยินในหนัง คือน้ำเสียงจริงๆของ Mastroianni ฝึกพูดเลียนแบบการออกเสียงภาษากรีก (Phonetically) ได้รับการฝึกสอนจากผกก. Angelopoulos เพื่อให้ตรงตามความต้องการ

Marcello learned Greek. For a whole week, once the shooting was over, I taught him phonetically every line he spoke in the film, before he went ahead and dubbed himself. I insisted on every inflection, on the diphthongs and the pronunciation of every single consonant that does not exist in Italian. He had asked to have his voice on the soundtrack, and he did it. True, it is an exception. Greek is a very difficult language to speak, certainly for someone who has never done it before. Possibly it is a bit easier for an Italian, because there is some kind of kinship in the sonority of the two languages.

ในบรรดานักแสดงต่างชาติที่เคยร่วมงานผกก. Angelopoulos มีเพียง Marcello Mastroianni กลายเป็นเพื่อนสนิท นักแสดงคนโปรด จริงๆอยากจะร่วมงานกันมากครั้งกว่านี้ แต่ด้วยอายุอานาม รวมถึงอาการป่วยอิดๆออดๆ เลยมีโอกาสแค่ The Beekeeper (1986) และ The Suspended Step of the Stork (1991)

Marcello is the only foreign actor with whom I really worked. No need for preparations, no pussyfooting around, we were fully communicating from the very first shot on that film.

ถ่ายภาพโดย Giorgos (หรือ Yorgos) Arvanitis, Γιώργος Αρβανίτης (เกิดปี ค.ศ. 1941) ตากล้องสัญชาติกรีก เกิดที่ Makrakomi, Phthiotis ช่วงระหว่าง Greek Civil War (1946-49) บิดาหนีเข้าป่า มารดาเป็นนักโทษกลางเมือง บุตรชายจึงต้องอาศัยอยู่กับญาติที่ Nea Penteli ฝึกฝนงานด้านไฟฟ้า แต่ได้เข้าทำงานสตูดิโอ Finos Film ไต่เต้าจากผู้ช่วยจนกลายเป็นตากล้องหลัก แล้วได้ร่วมงานขาประจำผกก. Theo Angelopoulos ตั้งแต่หนังสั้น The Broadcast (1968) จนถึง Eternity and a Day (1998)

งานภาพในสไตล์ Angelopoulos จัดเข้าพวก ‘slow cinema’ กล้องขยับเคลื่อนไหวอย่างเอื่อยเฉื่อย เชื่องชักช้า เต็มไปด้วยลวดลีลา (Zooming, Panning, Tracking) ระยะเวลา Long Take ระยะภาพ Long Shot (แทบไม่เคยพบเห็น Close-Up) บันทึกภาพทิวทัศน์กว้างใหญ่ มนุษย์ตัวเท่ามดกระจิดริด บทสนทนาแสนน้อยนิด ต้องคอยสังเกตท่วงท่า อากัปกิริยา ภาษากาย ทุกรายละเอียด ‘mise-en-scène’ ล้วนมีการวางแผน ซักซ้อมเคลื่อนไหว (Choreographed) และเคลือบแฝงนัยยะซ่อนเร้น

งานภาพของ The Beekeeper (1986) อาจไม่ได้ช็อตที่สร้างความตื่นตราตะลึงแบบ Voyage to Cythera (1984) แต่ผู้ชมสามารถสัมผัสบรรยากาศหม่นหมอง เศร้าซึม มีการย้อมสีให้ดูทะมึนๆ ท้องฟ้ามืดครึ้ม ปกคลุมด้วยก้อนเมฆ แทบไม่พบเห็นแสงสว่างสดใส, การมาถึงของสาวแรกรุ่นไม่ได้ทำให้อะไรๆเปลี่ยนแปลงไปมากนัก เพียงแค่ Spyros ดูผ่อนคลายชั่วครู่ ก่อนตกอยู่ในความห่อเหี่ยว เปล่าเปลี่ยว และระเบิดอารมณ์เกรี้ยวกราด

การถ่ายทำของ The Beekeeper (1986) คล้ายๆแบบ The Travelling Players (1975) คือออกเดินทางไปทั่วประเทศ Greece เพื่อค้นหาแหล่งดอกไม้สำหรับผสมเกสร ทำรังน้ำผึ้ง ซึ่งมีทั้งขึ้นเหนือ-ล่องใต้ สถานที่ส่วนใหญ่ผกก. Angelopoulos ล้วนเคยพานผ่าน ใช้ถ่ายทำผลงานเรื่องก่อนๆหน้า … แนวคิดดังกล่าวถือว่าน่าสนใจทีเดียว เพราะการเดินทางของ Spyros อาจตีความว่าเป็นการสำรวจตนเอง ทบทวนอดีต หวนกลับหาธรรมชาติ

The two lovers in The Reconstruction meet at the inn in Iannina. I went there again for The Travelling Players, and Iannina with the lake next to it, are featured in The Hunters as well. Strange, for I am a southerner through and through. I was born in Athens, the origins of my family are Crete and the Peloponesus and this is indeed the Deep South. And yet, it is a fact, I shot most of my films in the north, particularly in Epirus, a region in northwest Greece. Beyond the rain and the bare landscape, I am particularly fond of the stones and the stone houses. I must be trying to bring up some hidden image from my subconscious, but what image, I don’t know.

Egio is in the Peloponesus, the South of Greece, for this film is crossing the country, starting from Florina, in Macedonia, next to the Albanian and Yugoslav borders in the North and going all the way down South. I shot some scenes in Galaxii and Oumenissa in the North, also in Naphplion, which I also used for The Travelling Players and The Hunters, and of course there are scenes in Athens.

Theo Angelopoulos

ภาพแรกของหนัง Spyros เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เนื่องจากฝนตกจึงต้องย้ายสถานที่เข้ามาภายในบ้าน ปล่อยให้โต๊ะเปียกปอน แจกันดอกไม้ล้มลง ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวน “smell Spring” ผู้ชมคงไม่ได้กลิ่นอะไร แต่ผมเคยกล่าวถึงใน Voyage to Cythera (1984) ว่าผกก. Angelopoulos ต้องการสร้างสัมผัสทางกลิ่นในจินตนาการให้กับผู้ชม

I needed the suggestion of a scent that would accompany the film throughout… It is one of those abstract poetic elements spread through film.

Theo Angelopoulos

ระหว่างการถ่ายรูปหมู่ สายตาของบิดา Spyros จับจ้องมองบุตรสาวในชุดแต่งงาน มันช่างเต็มไปด้วยเลศนัย เหมือนมีอะไรบางอย่างซุกซ่อนเร้นไว้ ความรู้สึกที่มิอาจเปิดเผยออกไป ซึ่งหลายคนตีความถึง “incestuous love for his daughter”

การแสดงออกของบิดาที่หลายคนอาจมองว่ามากเกินเลยกับบุตรสาว (แต่ผมไม่รู้สึกว่ามันจะเกินเลยเถิดอะไรนะ เป็นการแสดงออกความรัก ความสนิทสนมระหว่างพ่อ-ลูก เสียมากกว่า!) ยังพบเห็นได้อีกหลายครั้ง อาทิ

  • ขณะร่ำลาหลังงานแต่งงานสิ้นสุด จู่ๆโอบอุ้มทำราวตนเองคือเจ้าบ่าว เธอคือเจ้าสาว แล้วขับกล่อมบทเพลง “I climbed up the pear tree”
  • ตอนพบเจอบุตรสาวอีกคนทำงานคาเฟ่ปั๊มน้ำมัน ก็มีการโอบกอด แนบเนื้อ ชิดใกล้

เกร็ด: The Pear Tree ผมหาข้อมูลไม่ได้ แต่คาดว่าน่าจะคือบทเพลงกล่อมเด็ก (nursery song) “I climbed up the pear tree / to pick a lot of pears / But the pear tree / came crashing down.” เพราะต้น Pear (สาลี่) มีขนาดเล็ก ผู้ใหญ่จึงไม่สามารถปีนป่าย กิ่งก้านหัก พลัดตกลงมาได้รับบาดเจ็บ … สะท้อนตัวของบิดา Spyros ที่แก่เกินวัย ไม่เหมาะจะทำตัวเป็นคนหนุ่ม ตกหลุมรักสาวแรกรุ่น

ระหว่างงานแต่งงาน เหมือนว่าจะมีนกตัวหนึ่งโบยบินเข้ามาในบ้าน (ไม่มีการถ่ายภาพเจ้านก เป็นการใช้เทคนิค “Off-Screen” ให้ผู้ชมจินตนาการเอาเอง) เจ้าสาวพบเห็นจึงพยายามไล่จับ เดินวนรอบวงกลม (กล้องเคลื่อนหมุนจากฟากฝั่งสามีมาจนถึงบิดา) ก่อนฝูงชนจะดำเนินผ่านหน้า Spyros ทำได้เพียงเหม่อมองบุตรสาวก้าวออกจากชีวิตตนเอง

นก สัตว์สัญญะแห่งอิสรภาพ ใครต่อใครจึงโหยหา ไขว่คว้า ยกเว้นเพียง Spyros ปฏิเสธไล่ติดตามเหมือนคนอื่น เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาเคยพยายามทำมาตลอดชีวิต วันนี้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า แทบไม่อยากเข้าร่วมงานเลี้ยงร่ำลา(บุตรสาว)เสียด้วยซ้ำ

งานเลี้ยงแต่งงานจัดขึ้นชั้นบน (เปรียบเสมือนเปลือกภายนอก) ทุกคนเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน ครึกครื้นเครง แต่พอบิดาหนีลงมาชั้นล่าง (สิ่งซุกซ่อนภายในจิตใจ) ดื่มน้ำดับกระหาย คลายความลุ่มร้อนทรวงใน พบเจอภรรยาสะดุ้งตกใจ ทำแก้วน้ำตกหล่น สะท้อนความสัมพันธ์ครอบครัวที่แตกร้าว ไม่สามารถประสานรอยต่อ

เสียงแก้วแตกดังไปถึงชั้นบน แต่แทนที่จะมีใครลงมาช่วยเก็บกวาด เจ้าบ่าว-เจ้าสาวกลับเลือกที่จะเปิดเพลงดังลั่น เริงระบำต่อไป ไม่สนใจปัญหาคาราคาซัง นี่คือช่วงเวลาแห่งความสุข ก็ไม่รู้หลอกตนเองอยู่หรือไร? นี่สามารถสะท้อนถึงวิถีชาวกรีกสมัยใหม่ สนเพียงความสุขเฉพาะหน้า ทอดทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง

แม้ยังอยู่ระหว่างงานแต่งงาน บิดากลับหนีออกจากบ้าน ก้าวเดินข้ามสะพานมาหยุดยืนต้นไม้ฝั่งตรงข้าม ผมไม่แน่ใจว่าต้นอะไร แต่ดูแห้งเหี่ยวโรยรา (=บิดาสูงวัย) หมอกควัน/ไอเย็นล่องลอยมา ท้องฟ้าทะมึน อึมครึม บรรยากาศหลังฝนตก มันช่างหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก สั่นสะท้านทรวงใน

ฉากนี้จะมองเป็นการพรรณาความรู้สึกของบิดา (หลังบุตรสาวแต่งงาน) หรือตีความเชิงมหภาคถึง Greece ในยุคสมัยประชาธิปไตย ทอดทิ้งคนรุ่นเก่าไว้เบื้องหลัง ฟากฝั่งตรงข้าม ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับวิถีสมัยใหม่

เมื่อตอนส่งบุตรสาวขึ้นรถ ออกเดินทางไปกับสามี เสี้ยววินาทีถัดมาหมอกควัน/ไอเย็นล่องลอยผ่านหน้า นี่เป็นการสร้างสัมผัสหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก (ทางร่างกาย) และเสียงแซกโซโฟนท่วงทำนองโหยหวน คร่ำครวญ สั่นสะท้านทรวงใน (ทางจิตใจ)

อีกข้อสังเกตหนึ่งคือตอนลาจากบุตรสาว แท็กซี่วิ่งไปทางซ้ายมือภาพ แล้วตอนลาจาก(อดีต)ภรรยา แท็กซี่วิ่งไปทางขวามือภาพ นี่น่าจะสื่อถึงต่างคนต่างแยกย้าย คนละทิศละทาง ส่วนตัวของ Spyros เดินไปขึ้นรถจอดอยู่ข้างๆ ดำเนินสู่เส้นทางของตนเองเช่นเดียวกัน!

ผมเคยกล่าวถึงใน Voyage to Cythera (1984) ว่าผกก. Angelopoulos เรียนรู้การแทรกใส่ฉากปั๊มน้ำมันจากหนังของ Wim Wenders เพื่อสื่อถึงการเดินทาง จากสถานที่หนึ่งสู่สถานที่อีกแห่งหนึ่ง ล้วนต้องแวะเติมน้ำมันอยู่เสมอๆ

The gas station is the intermediary between the city and the village. Every time I want to show someone going to the village I just show the Mobil station. My elliptical treatment is the opposite of the one used by Wenders in Paris, Texas. He insists on the evidence of the journey both in terms of time and space.

Theo Angelopoulos

หนึ่งในซีนที่หลายคนกล่าวขวัญถึง เริ่มจากภายนอกร้าน Spyros กำลังก้าวเดินเข้ามามาภายใน พบเห็นสาวนิรนามหยอดเหรียญตู้เพลง กำลังโยกเต้น เริงระบำ โดยไม่สนห่าเหวอะไรใคร นี่คือภาพสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของประเทศ Greece หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ (ทศวรรษ 80s) เลิกสนใจปัญหาการเมือง โลกภายนอกช่างวุ่นๆวายๆ โหยหาความสุข ตอบสนองความพึงพอใจส่วนตน (New Generation of Pleasure-Seeking)

แม้ไม่ได้อยากสุงสิง แต่การที่สาวแรกรุ่นขอติดรถมาด้วย ทำให้เขาบังเกิดความรับผิดชอบ พยายามทำตัวเหมือนบิดา (Father Figure) อดกลั้นฝืนทน แม้ถูกเธอหยอกเย้า ยั่วยวน เปลือยกายวับๆแวมๆ ก็ยังนั่งหันหลัง (สูบบุหรี่แก้เครียด) ภาพช็อตนี้มีการปรับโฟกัสใกล้-ไกล ไม่ใช่ว่าไม่รู้ไม่เห็น แต่พยายามแสร้งทำเป็นไม่สนใจ คุณธรรม/สามัญสำนึกค่ำคอเอาไว้ ไม่อยากเสียแก่ เกินเลยกับเธออายุรุ่นราวคราวเดียวกับบุตรสาวของตน

การที่สาวแรกรุ่นนำพานายทหารหนุ่ม มาร่วมรักหลับนอนในห้องพักของ Spyros นี่ไม่ใช่แค่การยั่วราคะอีกฝ่าย ยังเป็นภาพสะท้อนคนรุ่นใหม่ที่อธิบายไปแล้ว “Pleasure-Seeking” โดยไม่สนห่าเหว ใครหน้าไหน เพียงตอบสนองความพึงพอใจส่วนตน

Spyros มิอาจอดรนทนเห็น-ได้ยิน สาวแรกรุ่นร่วมรักกับนายทหารหนุ่ม เขาจึงตัดสินใจออกจากห้อง ลงมาเดินหนาวสั่นอยู่กลางถนน (สภาพอากาศหนาวเหน็บ = สั่นสะท้านทรวงใน) ยืนอยู่กลางสามแยก ไม่รู้จะทำอะไรยังไง ไม่รู้จะเลือกหนทางเดินไหน (สื่อถึงชีวิตมาถึงทางแยกที่ต้องเลือกว่าจะดำเนินไปเส้นทางไหน) รอคอยถึงเช้าจนอีกฝ่ายออกจากห้องพักถึงกลับเข้าไปเก็บข้าวของ

Spyros เดินทางไปพบเจอเพื่อนเก่า The Sick Man (รับบทโดย Serge Reggiani) พักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล แอบเข้ามาหาตั้งแต่ตอนค่ำมืด เพื่อที่จะให้อีกฝ่ายได้ดื่มแอลกอฮอล์ พอพระอาทิตย์ขึ้นถึงพากันไปเดินเล่นริมทะเล ในบรรดาบทสนทนาน่าสนใจ ชายคนนี้พยายามตะโกนโหวกเหวก “Hey, you inside!, Hey, you outside!” ราวกับต้องการปลุกตื่นเมืองแห่งนี้ที่อยู่ในสภาพเงียบงัน เคลือบแฝงนัยยะถึงสถานการณ์การเมืองกรีก ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงสู่ระบอบประชาธิปไตยก็สงบไสล หลับไหล ไร้ความตื่นเต้นเร้าใจ

คือพวกเขา/คนรุ่นเก่าๆ พานผ่านประวัติศาสตร์กรีกที่ถ้าไม่พบเจอสงคราม ก็ภายใต้ระบอบเผด็จการทหาร ไม่คุ้นเคยชินกับสันติสุขของประชาธิปไตย เลยยังคงโหยหาความวุ่นๆวายๆให้หวนกลับมา … กระมังนะ

Spyros ครุ่นคิดว่าตนเองทอดทิ้งสาวแรกรุ่นไปเรียบร้อยแล้ว แต่เธอกลับจดจำรายละเอียด สถานที่ในแผนที่ได้อย่างแม่นยำ มาเฝ้ารอคอย แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนในห้องพักโรงแรม จากนั้นนำโฟมโกนหนวดมาทาบนใบหน้า ทำเหมือนว่าจะโกนหนวดให้ กลับปล่อยทิ้งไว้เช่นนั้น???

นี่ไม่ใช่แค่การหยอกเย้า กลั่นแกล้ง หรือเพียงกระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจ (Pleasure-Seeking) ของสาวแรกรุ่นเท่านั้น ถ้าเราตีความในเชิงสัญลักษณ์ มักจะคือความพยายามของคนรุ่นใหม่ อยากรู้อยากเห็น อยากลองปรับเปลี่ยนคนรุ่นก่อนให้ดำเนินตามวิถีของคนรุ่นใหม่ … แต่ผลลัพท์ดูจะประสบความล้มเหลว

Spyros เดินทางไปเยี่ยมเยียน(อดีต)ภรรยา อยากชักชวนให้ร่วมออกเดินทางไปด้วยกัน แต่นี่ไม่ใช่ตอนจบของ Voyage to Cythera (1984) และแม้เธอไม่ได้พูดตอบปฏิเสธ การไม่แสดงออก ไร้อารมณ์ทางเพศ ทำให้เขาหมดความกระตือรือล้น และฉากถัดมาทิ้งตัวลงนอน(นึกว่านอนตาย)เคียงข้างกล่องใส่ผึ้ง ไม่หลงเหลือเยื่อใยความสัมพันธ์กับ(อดีต)ภรรยา

พอลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตา Spyros ราวกับได้ถือกำเนิดใหม่ ลิ้มรส Water of Life บังเกิดความมุ่งมั่นตั้งใจ ขับรถติดตามหาสาวแรกรุ่น พบเจอยังร้านอาหารแห่งหนึ่ง แล้วตัดสินใจพุ่งเข้าชน มันคงสร้างความตื่นเต้นเร้าใจ เธอจึงยินยอมไปกับเขา … หญิงสาวรักสนุก โหยหาอิสรภาพ คงอยากทำเหมือน Bonnie and Clyde แต่ผมอ่านเจอว่าผกก. Angelopoulos เป็นแฟนหนัง Breathless (1960) และหลายๆผลงานของ Jean-Luc Godard

Greece เป็นประเทศที่มีหลายเกาะใหญ่ จึงมักต้องใช้เรือข้ามฟากอยู่เสมอๆ ระหว่างการเดินทางจากเกาะหนึ่งสู่อีกเกาะหนึ่ง สัญลักษณ์ของความเปลี่ยนแปลง จากเคยทำอย่างหนึ่งมาเป็นทำอีกอย่างหนึ่ง ก่อนหน้านี้ Spyros พยายามรักษาระยะห่าง ทำตัวเหมือนบิดา (Father Figure) แต่คราวนี้จู่ๆถาโถมเข้าใส่ พยายามโอบกอดจูบสาวนิรนาม ก่อนถูกผลักไส นี่มันใช่สถานที่เหมาะสมเสียที่ไหน “Not like this!”

เหตุการณ์ดังกล่าวน่าจะทำให้ Spyros เกิดความรู้สึกผิดอย่างรุนแรง! ตอนแวะเข้าปั๊มน้ำมัน พบเจอบุตรสาวอีกคน เธอทั้งสองแทบจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน มันคงทำให้เขาเกิดความโล้เล้ลังเลใจ นี่เป็นอีกช็อตที่ใช้การปรับโฟกัสใกล้-ไกล แสดงออกกลัวๆกล้าๆ ไม่รู้จะทำอะไรยังไง

สถานที่สุดท้ายในแผนที่ ตั้งอยู่บนเนินเขาที่พอกล้องแพนนิ่งจะพบเห็นเมือง Egio ตั้งอยู่บนเกาะ Peloponesus ทางตอนใต้ของประเทศ Greece … ทิศทางการเดินทางน่าจะเริ่มจากเหนือล่องใต้ สูงสุดสู่ต่ำสุด

ไม่ใช่แค่สถานที่สุดท้ายในแผนที่เท่านั้น Spyros ยังแวะเวียนมายังบ้านหลังเก่าของบรรพบุรุษที่ถูกทิ้งร้าง เชื่อว่าน่าจะเคยพักอาศัยเมื่อครั้นยังเด็ก … ก็เท่ากับว่าเป็นการหวนกลับหารากเหง้า จุดกำเนิด บ้านเกิดของ Spyros

ระหว่างเฝ้ารอคอย Spyros แวะเวียนกลับไปบ้านหลังเก่า สาวนิรนามก็ดื่มสุราเมามาย ไม่ชอบความชักช้า ตัวคนเดียวเปล่าเปลี่ยวหัวใจ เมื่อเขากลับมา กล้องค่อยๆซูมเข้าหา จู่ๆกัดมือของอีกฝ่าย ราวกับแวมไพร์ดูดเลือด กัดกินเนื้อ สำแดงการครอบครอง ต้องการเป็นเจ้าของ เก็บแต้ม?

คนส่วนใหญ่น่าจะมองซีเควนซ์นี้ Spyros ร่วมรักกับสาวนิรนาม แต่วันก่อนตอนผมเขียนถึง Voyage to Cythera (1984) มันมีฉาก Alexandros ร่วมรักกับพี่สาว Voula ในโรงละคอนเวที แล้วผกก. Angelopoulos อธิบายว่านั้นคือการแสดงภาพยนตร์ ไม่เนื้อหาอันใดบ่งบอกว่าทั้งสองจะมีความสัมพันธ์พี่-น้อง (Incest)

นั่นทำให้ผมตั้งใจรับชมฉากนี้ใหม่ ก่อนสังเกตเห็นว่าทั้งหมดอาจคือเป็นเพียงจินตนาการของ Spyros ที่ได้ร่วมรักกับสาวนิรนาม

  • ครั้งแรก Spyros นอนแน่นิ่งอยู่เบื้องหน้าจอภาพยนตร์ สาวแรกรุ่นเปลือยกายเข้ามาถอดรองเท้า กอดจูบลูบไล้ เธอขึ้นทำให้เขา (Woman on Top)
  • ครั้งสอง Spyros นั่งอยู่เบื้องหน้าจอภาพยนตร์ สาวแรกรุ่นเดินเข้ามาจากฟากฝั่งผู้ชม ขึ้นไปนอนแน่นิ่ง แล้วเขาถาโถมเข้าไปขึ้นค่อน ร่วมเพศสัมพันธ์ (Man on Top)
  • ครั้งสาม Spyros อยู่บริเวณที่นั่งผู้ชม พบเห็นสาวแรกรุ่นนอนเปลือยกายเบื้องหน้าจอภาพยนตร์ ก่อนลุกขึ้นมาสวมใส่เสื้อผ้า แล้วออกไปรับประทานอาหารร่วมกัน (ต่างคนต่างอยู่ น่าจะไม่ได้มีอะไรกัน)

ครั้งแรกและครั้งสอง เพศสัมพันธ์เกิดขึ้นบนเวที/เบื้องหน้าจอภาพยนตร์ มันสามารถตีความว่าคือจินตนาการ การแสดง หรือภาพยนตร์, ยกเว้นครั้งสุดท้ายที่ Spyros อยู่บริเวณที่นั่งผู้ชม นั่นอาจเป็นเหตุการณ์จริง ไม่ได้มีการร่วมรักหรือทำอะไร ปล่อยให้นอนจนสร่างเมา มันอาจดูเหมือนสำแดงความเป็นสุภาพบุรุษ แต่ขณะเดียวกัน เขาไม่เข้าใจความต้องการฝ่ายหญิงเลยสักนิด!

Even physical love cannot help him establish contact with this other generation.

Theo Angelopoulos

Spyros นำพาสาวแรกรุ่นมายังร้านอาหารแห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้ดูหรูหรา โบร่ำราณ สามารถสื่อถึงความพยายามที่เขาจะชักนำเธอกลับสู่วิถีคนรุ่นก่อน แต่อาหารยังไม่เสิร์ฟ หญิงสาวก็มิอาจอดรนทน โลกมันเปลี่ยนไปแล้วทำไมฉันต้องย้อนเวลากลับหาอดีต?

นี่ถือเป็นอีกครั้ง(สุดท้าย)ที่ Spyros พยายามจะใช้กำลังขืนใจสาวแรกรุ่น (ครั้งแรกบนเรือกำลังข้ามฟาก, ครั้งนี้ขบวนรถไฟกำลังเคลื่อนพานผ่าน) แต่คงไร้ความรู้สึกในรสจุมพิต จึงทำให้เธอเลือกทอดทิ้งเขา เข้าไปเก็บข้าวของ แล้วร่ำลาจากไป … สรุปก็คือ Spyros ไม่สามารถร่วมรักกับสาวแรกรุ่น = คนรุ่นเก่าไม่สามารถปรับตัวเข้ากับโลกสมัยใหม่

หลังจากถูกทอดทิ้ง ชีวิตหมดสูญสิ้นทุกสิ่งอย่าง หวนกลับมาจุดสิ้นสุดแผนที่ หลายคนมักตีความว่าสถานที่แห่งความตาย (เหมือน Ballad of Narayama) Spyros นั่งลงอย่างห่อเหี่ยว เปล่าเปลี่ยว เขาดูแก่หงักลงหลายปี ท่าทางเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า หมดเรี่ยวแรงกาย-ใจ จากนั้นจู่ๆถอดหมวกลุกขึ้นมา ระบายอารมณ์อัดอั้น ด้วยการพลิกกล่องรังผึ้ง ปล่อยให้บรรดาฝูงผึ้งบินออกมาทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส … ตีความในเชิงสัญลักษณ์ ทำลายรังผึ้ง = ไม่สามารถสื่อสารกับธรรมชาติ หรือคือการที่คนรุ่นเก่าไม่สามารถทำความเข้าใจสาวแรกรุ่น การเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่

We are now living a major historical moment, waiting for the world to change but having no idea how and when this is going to happen. In any case, it is clear that something has to happen to pull us out of the state we are in. There have always been big, wide gaps in the history of mankind, moments of profound silence. We are living through such a period and this silence can induce terror.

Theo Angelopoulos

เมื่อตอนที่ Spyros เดินทางไปหาเพื่อนเก่าพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล พอนางพยาบาลเข้ามาตรวจร่างกาย ก็ว่าจะออกไปรอข้างนอก เพื่อนคนนี้จึงทำการเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ ราวกับต้องการส่งสัญญาณ สื่อสารอะไรบางอย่าง, เฉกเช่นเดียวกับช่วงท้ายของหนัง หลังถูกผึ้งต่อยจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ลงไปนอนกองกับพื้น กล้องจับจ้องที่มือของ Spyros มีท่าทางการเคาะ (แต่ไม่ได้ยินเสียง) เหมือนต้องการสื่อสารอะไรบางอย่างกับผู้ชม?

The first time it was a sunny day
We were blinded by the infinite light
None of our desires was hidden
We were vainly looking for a shade

คำแปลสัญญาณของ Spyros กล่าวถึงแสงสว่างที่สว่างจร้าเกินไป จักทำให้สายตามืดบอด มองอะไรอย่างอื่นไม่เห็น ไม่สามารถปิดซ่อนเร้น ใครต่อใครจึงมองหาร่มเงา สำหรับซุกซ่อนด้านมืด (hidden desire) ของตนเอง … นี่สามารถสะท้อนตัวตนของ Spyros (พยายามปกปิด “incestuous love”) และยังสอดคล้องเข้ากับสถานการณ์การเมืองกรีก ยุคสมัยประชาธิปไตยอาจดูเจิดจรัส แต่เชื่อเถอะว่ามันย่อมต้องมีบางสิ่งเลวร้ายหลบซ่อนอยู่!

แซว: เมื่อตอน Voyage to Cythera (1984) มีการผิวปากสำหรับสื่อสารเพื่อนสมาชิก EAS/ELAS สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์, ส่วนการเคาะเป็นจังหวะนี้ เห็นว่าสำหรับนักโทษ(การเมือง)ที่ถูกคุมขังในเรือนจำ

สิ่งที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิด ครุ่นคิดว่า Spyros พยายามฆ่าตัวตายด้วยการถูกผึ้งต่อยจนเสียชีวิต เหตุผลหนึ่งอาจเพราะช็อตจบของหนังที่กล้อง Tilt Up ขึ้นบนท้องฟ้า ราวกับวิญญาณล่องลอยออกจากร่าง ผมเอาคำอธิบายฉากจบจากบทสัมภาษณ์ผกก. Angelopoulos มาให้อ่านเลยแล้วกัน

I was often asked: “Why does he commit suicide?” I do not believe he commits suicide. His is an act of despair, but while he is doing it, as he is turning over the beehive, he tries to establish some kind of communication, hitting the ground with his hand the way prisoners do in jail. For he is a prisoner of certain circumstances, and he tries to communicate with the past. But we have to look for something else.

Theo Angelopoulos

ใจความของหนังในมุมของผกก. Angelopoulos เกี่ยวกับการสื่อสารระหว่างคนสองรุ่น หลังจาก Spyros ไม่สามารถร่วมรักกับสาวนิรนาม ถูกเธอทอดทิ้ง เขาจึงตกอยู่ในความสิ้นหวัง สำแดงอารมณ์เกรี้ยวกราด เหมือนศิลปินทำลายภาพวาด/รูปแกะสลักของตนเอง

ตัดต่อโดย Takis Yannopoulos,

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองบิดา Spyros หลังเข้าร่วมงานแต่งงานบุตรสาว ออกเดินทางทั่วประเทศ Greece เพื่อค้นหาแหล่งดอกไม้สำหรับผสมเกสร ทำรังน้ำผึ้ง พบเจอสาวแรกรุ่นขอรถไปด้วย ก็ไม่ได้ครุ่นคิดอะไร แต่เธอพยายามหยอกเย้า ยั่วยวน เปลือยกายวับๆแวมๆ พาแฟนหนุ่มมาร่วมเพศสัมพันธ์ในโรงแรม จนเขาแทบมิอาจอดกลั้นฝืนทน

ระหว่างที่ Spyros ออกเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ จะได้ยินเสียงพูด(ของ Marcello Mastroianni) เหมือนกำลังอ่านสมุดบันทึก ระบุสถานที่ วันเวลา บุคคลพบเจอ ทบทวนความทรงจำ หวนระลึกความหลัง (เกี่ยวกับบุคคลนั้น)

  • อารัมบท, งานแต่งงานของบุตรสาว
    • บิดาเข้าร่วมงานแต่งงานของบุตรสาว
    • ระหว่างงานแวบออกมาเดินเล่นนอกบ้าน
    • หลังเสร็จสิ้นงานเลี้ยง ต่างคนต่างแยกย้ายคนละทิศทาง
  • การเดินทางของ Spyros และสาวนิรนาม
    • ยามค่ำคืน ณ จุดนัดพบ สาวนิรนามของติดรถของ Spyros ออกเดินทางไปด้วย
    • อรุณรุ่งมาถึงปั๊มน้ำมัน ทีแรกว่าจะแยกย้าย ก่อนที่ Spyros ชักชวนเธอมารับประทานอาหารเช้า
    • Spyros มาถึงจุดหมายหนึ่ง ปล่อยฝูงผึ้งให้หาเกสร น้ำหวานดอกไม้
    • ยามบ่ายเข้าพักโรงแรมร่วมกับสาวนิรนาม
    • พอตกค่ำหลังทานอาหาร เธอพาแฟนหนุ่มเข้ามาในห้อง ร่วมเพศสัมพันธ์อยู่เตียงข้างๆ
    • Spyros แสดงความไม่พึงพอใจอย่างรุนแรง จึงทอดทิ้งเธอไว้ แล้วออกเดินทางต่อ
  • พบเจอเพื่อนเก่า/คนรักเก่า
    • Spyros เดินทางมาถึงร้านขายสินค้าบ้านครบวงจร พบเจอกับเพื่อนเก่า
    • พากันออกเดินทางไปเยี่ยมเยียนเพื่อนอีกคนที่ล้มป่วยหนัก รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล
    • จากนั้นแอบหลบหนีออกมานั่งดื่มริมทะเล
    • เดินทางมาถึงเมืองแห่งหนึ่ง แล้วบังเอิญพบเจอสาวนิรนามคนนั้น แวะมาทักทาย ยั่วให้อยากแล้วจากไป
    • เดินทางไปหา(อดีต)ภรรยา ต้องการจุดไฟความสัมพันธ์ ชักชวนร่วมออกเดินทาง แต่เธอบอกปัดปฏิเสธ
    • Spyros ตัดสินใจออกติดตามหาสาวนิรนาม ขับรถพุ่งชนร้านอาหาร เธอจึงทอดทิ้งแฟนหนุ่มเพื่อเดินทางไปกับเขา
    • ระหว่างโดยสารเรือข้ามฟาก Spyros พยายามถาโถมเข้าใส่ แต่ถูกเธอผลักไส นี่ยังไม่ถึงเวลา
    • แวะเวียนมาเติมน้ำมัน พบเจอกับบุตรสาวอีกคน คุยกันนานกระมัง สาวนิรนามเลยงอนตุ๊บป่อง
  • โรงภาพยนตร์แห่งรัก
    • Spyros ขับรถพาสาวนิรนามมาถึงสถานที่สุดท้าย
    • Spyros แวะเวียนกลับไปบ้านหลังเก่าของบรรพบุรุษ
    • จากนั้นพาเธอเข้าโรงหนังเก่าที่ถูกทิ้งร้าง พบเจอเจ้าของที่เป็นเพื่อนเก่า
    • Spyros จินตนาการร่วมรักสาวแรกรุ่น
    • จากนั้นพาเธอออกไปรับประทานอาหารเย็น
    • แต่เธอสำแดงความไม่พึงพอใจ เก็บข้าวของ ร่ำลาจากไป
    • ทอดทิ้งให้ Spyros นั่งห่อเหี่ยวอยู่ท่ามกลางกล่องรังผึ้ง ก่อนลุกขึ้นมาสำแดงอารมณ์เกรี้ยวกราด จนได้รับบาดเจ็บสาหัส

แซว: The Beekeeper (1986) เป็นหนึ่งในผลงานไม่กี่เรื่องของผกก. Angelopoulos ที่ดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรงเกือบจะเป๊ะๆ (Linear Narrative) ยกเว้นแค่ฉากในโรงภาพยนตร์ร้างเท่านั้นเอง


เพลงประกอบโดย Eleni Karaindrou, Ελένη Καραΐνδρου (เกิดปี ค.ศ. 1941) นักแต่งเพลงสัญชาติ Greek เกิดที่ Teichio, Phocis แล้วไปเติบโตกรุง Athens ร่ำเรียนเปียโน ทฤษฎีดนตรีจาก Hellenic Conservatory แล้วยังมีความสนใจประวัติศาสตร์ โบราณคดี, ช่วงระหว่าง Regime of the Colonels (1967-74) เธออาศัยอยู่ Paris ร่ำเรียนมานุษยดนตรีวิทยา (Ethnomusicology), เรียบเรียงออร์เคสตรา และฝึกฝนดั้นสด Jazz, หลังปี ค.ศ. 1974 หวนกลับประเทศ Greece เปิดห้องแลปดนตรีพื้นบ้าน Laboratory for Traditional Instruments ที่ศูนย์วัฒนธรรม ORA Cultural Centre ทำเพลงประกอบละคอนเวที ภาพยนตร์ Periplanissi (1979) เข้าตาผู้กำกับ Theo Angelopoulos ร่วมงานกันตั้งแต่ Voyage to Cythera (1984) จนถึงเรื่องสุดท้าย

เริ่มต้นด้วยเสียงเปียโนนุ่มๆ ผสมกับเข้าหยาดฝน ฟังดูเศร้าๆ หมองหม่น ความมืดเข้าปกคลุมจิตใจ บิดาผู้หมดสิ้นภาระหน้าที่ บุตรสาวกำลังแต่งงาน บุตรชายย้ายออกจากบ้าน ภรรยาไม่เหลือเยื่อใย ต่อจากนี้ถึงเวลากระทำสิ่งตอบสนองทางใจ เติมเต็มคำสัญญาบรรพบุรุษ ออกเดินทางค้นหาสถานที่สงบสุข

บทเพลงเดียวกัน Θέμα Του Αποχαιρετισμού อ่านว่า Thema Tou Apoheretismou ใช้ชื่ออังกฤษ Farewell Theme แต่เมื่อเปลี่ยนมาบรรเลงด้วยเสียงแซกโซโฟน มอบสัมผัสวาบหวิว สั่นสยิวกาย โดดเดี่ยวเดียวดาย โหยหาใครสักคนเคียงข้างกาย พยายามหักห้ามใจตนเอง เตรียมพร้อมยินยอมรับความตาย แต่ก็มิอาจอดกลั้นฝืนทน ท้ายที่สุดจึงตกอยู่ในความห่อเหี่ยว หมดสิ้นหวังอาลัย

ปล. Thema Tou Apoheretismou มีอยู่หลากหลาย Variation เริ่มต้นด้วยการเดี่ยวเปียโน, ดูโอ้เปียโน-แซกโซโฟน, ผสมออร์เคสตา และช่วงท้ายของหนังหลังสาวนิรนามลาจากไป จึงหลงเหลือเพียงบรรเลงแซกโซโฟน ราวกับลมหายใจเฮือกสุดท้าย

บทเพลงที่สาวนิรนามเปิดจาก Jukebox ชื่อว่า I’ll Hit The Roads (ใช้ชื่อภาษาอังกฤษ) แต่งโดย Eleni Karaindrou, คำร้องโดย Melina Tanagri, ขับร้องโดย Julie Massino … บทเพลงนี้ยังดังขึ้นอีกครั้งระหว่างสาวนิรนามรับประทานอาหารกับแฟนหนุ่ม จากนั้น Spyros ขับรถพุ่งชน เธอจึงตัดสินใจหนีตาม/ร่วมออกเดินทางไปกับเขา

ระหว่างที่ Spyros แวะเวียนไปหาบุตรสาวอีกคนที่คาเฟ่ปั๊มน้ำมัน จะมีลูกค้าคนหนึ่งเข้ามาเปิดบทเพลง Το Συνδικάτο Του Εγληματος อ่านว่า To Sindikato Tou Eglimatos แปลว่า The Syndicate of the Crime แต่งขึ้นโดย Loukianos Kilaidonis ประกอบอัลบัม Media Luz (1976), ผมรู้สึกมักคุ้นกับเพลงนี้มากๆ ท่วงทำนองเศร้าๆ เหงาๆ เหมือนเคยได้ยินถูกนำมาใช้ประกอบหนังเงียบ แต่ยังนึกไม่ออกว่าเรื่องไหน

Το Rock Της Καντίνας อ่านว่า To Rock Tis Kantínas แปลว่า The Rock of the Canteen เพลงร็อคดังขึ้นระหว่างสาวนิรนามกำลังดื่มด่ำ มึนเมา เฝ้ารอคอยเขาหวนกลับมา (แวะเวียนไปเยี่ยมบ้านหลังเก่าที่ถูกทิ้งร้าง) ฟังผ่านๆดนตรีร็อคก็ตามสไตล์ รู้สึกรุกเร้าอารมณ์ แต่ผมสัมผัสถึงความรุนแรง หนักอึ้ง (ค่อนไปทาง Heavy Rock) และการสัมผัสลูบเล้าโลมมือของ Spyros ราวกับแวมไพร์ดูดเลือด กัดกินเนื้อ สำแดงการครอบครอง ต้องการเป็นเจ้าของ เก็บแต้ม?

Voyage to Cythera (1984) นำเสนอเรื่องราวของบิดา Spyros หวนกลับบ้าน/ผืนแผ่นดิน Greece ในรอบสามสิบปี ก่อนค้นพบว่าทุกสิ่งอย่างได้ปรับเปลี่ยนแปลงไป บ้านหลังเก่าเคยอยู่อาศัยก็กำลังถูกบีบให้ขาย ไม่หลงเหลือสถานที่แห่งหนไหนสำหรับพึ่งพักพิงทางร่างกาย-จิตใจ

The Beekeeper (1986) นำเสนอเรื่องราวของบิดา Spyros หมดสิ้นภาระครอบครัว บุตรชาย-สาวต่างเติบโตเป็นผู้ใหญ่ สามารถพึ่งพาตนเอง เขาจึงเกษียณอาชีพครู ออกมาเป็นคนเลี้ยงดูผึ้ง หวนกลับหารากเหง้า สานต่ออาชีพเก่าบรรพบุรุษ ออกเดินทางค้นหาตัวตนเอง รื้อฟื้นความสัมพันธ์กับธรรมชาติและบุคคลรอบข้าง

การได้พบเจอสาววัยรุ่นนิรนาม ตัวแทนคนรุ่นใหม่ หัวใจรักอิสระ ช่วงแรกๆ Spyros พยายามรักษาระยะห่าง เราสองวัยวุฒิแตกต่างกันเกินไป แต่ทัศนคติหลายๆอย่างของเธอทำให้เขาราวกับฟื้นคืนชีพ เกิดความระริกระรี้จนแทบมิอาจควบคุมตนเอง อยากครอบครอง เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ แต่มิอาจร่วมรักหลับนอน

ความแตกต่างระหว่างคนสองรุ่น ยุคสมัยปรับเปลี่ยนแปลงไป อยากจะครอบครอง แต่มิอาจเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ไม่สามารถเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่ แถมถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยวเดียวดาย จึงระเบิดระบายอารมณ์ ปล่อยให้ผึ้งสำแดงความเกรี้ยวกราด บาดเจ็บสาหัสทั้งร่างกาย-จิตใจ … เมื่อตอน Voyage to Cythera (1984) ยังมีภรรยาอยู่เคียงข้าง จึงสามารถรื้อฟื้นความรักขึ้นใหม่, แต่สำหรับ The Beekeeper (1986) เหลือเพียงผึ้งที่เลี้ยง และความหมดสิ้นหวังอาลัย

ผกก. Angelopoulos มีความสนใจในความสัมพันธ์ระหว่างคนเลี้ยงผึ้งกับธรรมชาติ กว่าจะได้น้ำผึ้งมาถึงผู้บริโภค ต้องใช้ความรู้ ประสบการณ์ ราวกับสามารถพูดคุยสื่อสาร ซึ่งเขาเปรียบเทียบดั่งนักกวี ศิลปินรังสรรค์ผลงานศิลปะ

Beekeepers have the soul of poets. They have a privileged relation with nature, and picking honey is like an artistic activity. They communicate with the bees through their senses, and my protagonist falls apart when this communication is interrupted. His final act is directed against the bees as well, like a dying sculptor destroying one of his own statues.

Theo Angelopoulos

มองผิวเผินหนังเรื่องนี้แทบจะไม่มีการกล่าวถึงสงคราม/การเมืองของประเทศ Greece แต่ผกก. Angelopoulos ได้ออกแบบตัวละครบิดา Spyros คือผู้แบกประวัติศาสตร์กรีก 40+ กว่าปีไว้บนบ่า

Please keep in mind we’re talking about a man who is fifty-five years old and carries half a century of history on his back. He is no innocent, he feels the weight of the past on his shoulders. He may mention his former hopes of changing the world, while reminiscing about things gone by in the company of old friends, but this context of the film is clear from the very beginning.

นั่นแสดงว่าสิ่งที่ผกก. Angelopoulos ต้องการนำเสนอออกมาคือภาพสะท้อนคนรุ่นก่อน/ตัวเขาเองที่มีชีวิตพานผ่านช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากลำบาก สารพัดสงคราม ผู้นำเผด็จการทหาร แต่ปัจจุบัน(นั้น) Greece ได้กลายเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ นั่นคือนิมิตหมายอันดี รู้สึกเหมือนได้ปลดเปลื้องภาระหน้าที่ แต่สำหรับคนรุ่นเขาย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายจะยินยอมรับ ปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลง

การเลือกโรงหนังที่ถูกทิ้งร้างสำหรับฉากไคลน์แม็กซ์ ยังสามารถสะท้อนถึงยุคสมัยวงการภาพยนตร์ที่ก็กำลังปรับเปลี่ยนแปลงไป ผกก. Angelopoulos รับอิทธิพลจาก Orson Welles, Jean-Luc Godard, Kenji Mizoguchi ฯ ในช่วงทศวรรษ 80s ยักษ์ใหญ่เหล่านั้นต่างล้มหายตายจาก ผู้สร้างภาพยนตร์ที่กล้าท้าทายขนบก็ค่อยๆลดน้อยลงตามกาลเวลา

Cinema was once an integral part of our life, part of this world that has collapsed under our eyes. It was one of the means for keeping in contact with life around us and it was one of our creative options.


หนังฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Venice เสียงตอบรับค่อนข้างแตก นักวิจารณ์บางคนบอกเสียดายนักแสดง Marcello Mastroianni ใช้ไม่คุ้มค่าความสามารถสักเท่าไหร่ ผลลัพท์เลยไม่ได้รางวัลใดๆกลับมา

แม้ปัจจุบันยังไม่มีข่าวคราวการบูรณะ แต่คุณภาพ DVD ของค่าย Artificial Eye วางจำหน่ายปี ค.ศ. 2010 ถือว่าพอแก้ขัดไปก่อน ก็ไม่รู้จะมีโอกาสหารับชม Blu-Ray ได้เมื่อไหร่?

หลายสิ่งอย่างใน The Beekeeper (1986) อาจดูไม่ค่อยกลมกล่อมนัก แต่ผมกลับชื่นชอบหนังเรื่องนี้มากสุดใน Trilogy of Silence เพราะนักแสดงคนโปรด Marcello Mastroianni พยายามอดกลั้นต่อการถูกยั่วเย้าของสาวแรกรุ่น หลังจากไม่สามารถหยุดยับยั้งชั่งใจ ตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง มันช่างท้าทายจิตสามัญสำนึก ความรู้สึกนึกคิดผู้ชม จักสามารถค้นหานัยยะซ่อนเร้นจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้หรือเปล่า?

จัดเรต 18+ กับภาพโป๊เปลือย อารมณ์อัดอั้น เพศสัมพันธ์ต่างวัย

คำโปรย | การเป็น The Beekeeper ของ Marcello Mastroianni ทำให้ถูกผึ้งต่อย ได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ
คุณภาพ | ผึ้งต่อย
ส่วนตัว | สาหัส

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: