Landscape in the Mist

Landscape in the Mist (1988) Greek : Theo Angelopoulos ♥♥♥♥

พี่สาววัย 13-14 และน้องชายอายุ 5 ขวบ ตัดสินใจหนีออกจากบ้าน ต้องการติดตามหาบิดาเชื่อว่าอยู่ประเทศ Germany แต่ทว่าบุคคลนั้นไม่มีตัวตนอยู่จริง! มันเลยกลายเป็นการเดินทางที่เลื่อนลอย ฝันซ้อนฝัน หนังซ้อนหนัง เมื่อหมอกควันจางหาย เด็กๆทั้งสองจะดำเนินถึงปลายทางอย่างไร? คว้ารางวัล Silver Lion (Best Director) จากเทศกาลหนังเมือง Venice

The Travelling Players (1975) อาจเป็นผลงานที่มีความพิเศษเฉพาะตัว ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่ หนึ่งในเอกภพ ‘Singular Archivement’ แต่มันยังมีหนังอีกเรื่องของผกก. Angelopoulos ชื่อว่า Landscape in the Mist (1988) นำเสนอการเดินทางของสองเด็กน้อย ที่จักสร้างความตราตรึง เคลือบแฝงนัยยะลุ่มลึกซึ้ง อีกหนึ่งมาสเตอร์พีซแห่งวงการภาพยนตร์

สไตล์ภาพยนตร์ของผกก. Angelopoulos แม้ถ่ายภาพระยะไกล (Long Shot) แทบไม่มีช็อตระยะใกล้ (Close-Up) แต่ทว่า ‘Trilogy of Silence’ เป็นไตรภาคที่ผู้ชมสามารถสัมผัสอารมณ์เศร้าๆ เหงาๆ โดดเดี่ยวเดียวดาย โหยหาที่พึ่งพักพิงทางร่ายกาย-จิตใจ, Landscape in the Mist (1988) เด็กน้อยทั้งสองต้องการติดตามหาบิดา ไม่รู้อยู่แห่งหนไหน ไม่รู้จะทำอะไรยังไง (ไม่ต่างจาก MacGuffin) พวกเขาพบเจอทั้งคนดี-ชั่วร้าย พานผ่านช่วงเวลาสุข-ทุกข์ กลางวัน-กลางคืน ความมืด-แสงสว่าง สะท้อนภูมิทัศน์ทางการเมืองกรีกในยุคสมัยหลังสงคราม/ประชาธิปไตย ขาดผู้นำพาประเทศสู่ความยิ่งใหญ่ ทุกสิ่งอย่างกำลังถดถอยหลัง สาละวันเตี้ยลง

It’s a movie wondrously wrought, heart-breakingly beautiful. It conveys, with stunning impact, part of the alienation of the whole postwar era: the death of the past, the steady erosion of optimism, the loss of the consolations of family, religion, tradition and political idealism. Working at the peak of his inspiration and gifts, Angelopoulos crystallizes that disquiet in a pared-down plot, the odyssey of two illegitimate Greek children, wandering over the desolate highways and railroad lines of their country. Searching for a “father” who proves to be an illusion, they move toward a dream within a dream, a film within a film, a landscape dissolving in strange and inexplicable mists.

นักวิจารณ์ Michael Wilmington จากนิตยสาร The Los Angeles Times

Theodoros ‘Theo’ Angelopoulos, Θεόδωρος Αγγελόπουλος (1935-2012) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติกรีก เกิดที่ Athens เติบโตขึ้นพานผ่านสงครามโลกครั้งที่สอง (Greece ถูกยึดครองโดย Nazi Germany, Fascist Italy และ Bulgaria) ช่วงระหว่าง Greek Civil War (1946-49) บิดาเคยถูกตำรวจลับจับกุม คุมขัง ส่งออกนอกประเทศ กว่าจะหวนกลับบ้านก็หลังสิ้นสุดสงครามกลางเมือง

โตขึ้นเข้าเรียนกฎหมาย National and Kapodistrian University of Athens ก่อนเดินทางสู่ฝรั่งเศสเรียนภาพยนตร์ Institut des hautes études cinématographiques (IDHEC) หลงใหลผลงานของ Orson Welles, Kenji Mizoguchi, หนังเงียบ, หนังเพลงยุค 50s, เคยฝึกงานกับ Jean Rouch, ก่อนเดินทางกลับ Greece ภายหลังเหตุการณ์ลอบสังหารทางการเมืองของ Grigoris Lambrakis

เมื่อเดินทางกลับ Greece ทำงานเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์ เขียนบทความแนะนำ “Greek filmmakers need to go beyond the commercial cinema.” ภายหลังจากนายพล Georgios Papadopoulos เข้ายึดอำนาจ ก่อการรัฐประหารเมื่อปี ค.ศ. 1967 นำประเทศเข้าสู่ยุคสมัยเผด็จการทหาร Regime of the Colonels (1967-74) สั่งปิดนิตยสารทุกฉบับ ทำให้เขาต้องหันมาสร้างหนังสั้น The Broadcast (1968) และภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก The Reconstruction (1970)

Τοπίο στην ομίχλη อ่านว่า Topío Stín Omíchli แปลตรงตัว Landscape in the Mist มีจุดเริ่มต้นจากผกก. Angelopoulos อ่านข่าวหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับสองพี่น้องวัยละอ่อน หนีออกจากบ้าน ต้องการติดตามหาบิดาอาศัยอยู่ Germany ประทับใจในความมุ่งมั่นอันแรงกล้า … แต่ก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายได้พบเจอกันหรือเปล่า

A few years ago, I read in a newspaper article that two children were leaving for Germany to search for their father. I was impressed by this strong desire to find their father.

Theo Angelopoulos

ผกก. Angelopoulos ร่วมพัฒนาบทหนังกับสองนักเขียนขาประจำ Tonino Guerra และ Thanassis Valtinos ร่วมงานกันตั้งแต่ Voyage to Cythera (1984) ด้วยความที่การเดินทางของเด็กๆมีลักษณะละม้ายคล้ายคณะการแสดงในภาพยนตร์ The Travelling Players (1975) จึงตัดสินใจนำเอานักแสดงชุดเดิม หวนกลับมารับเชิญ (Cameo)

แต่ในขณะที่ The Travelling Players (1975) ออกเดินทางพานผ่านหลากหลายช่วงเวลาในประวัติศาสตร์กรีก ค.ศ. 1939-52, Landscape in the Mist (1988) เลือนลางระหว่างโลกความจริง-จินตนาการเพ้อฝัน หลายๆฉากมันช่างดูเหนือจริง (Surreal) ซึ่งสามารถสะท้อนสภาพสังคมกรีกปัจจุบัน(นั้น)


พี่สาว Voula (รับบทโดย Tania Palaiologou) และน้องชายวัยห้าขวบ Alexandros (รับบทโดย Michalis Zeke) ทุกวันจะเดินทางไปสถานีรถไฟ Athens Railway Station เฝ้ารอคอยบิดาที่มารดาบอกว่าอาศัยอยู่ Germany วันแล้ววันเล่า จนกระทั่งวันหนึ่งทั้งสองจึงตัดสินใจแอบขึ้นขบวนรถไฟ German Express ก่อนถูกพนักงานตรวจตั๋วจับกุมตัว (เพราะไม่มีตั๋ว) พาไปส่งคืนลุงที่โรงงานแห่งหนึ่ง ก่อนแอบได้ยินว่าบิดาของทั้งสองไม่มีตัวตนอยู่จริง เพราะมารดาตั้งครรภ์กับผู้ชายแปลกหน้า (One Night Stand)

Voula & Alexandros จึงหาหนทางหลบหนีออกจากโรงพัก แอบขึ้นรถไฟ ออกเดินทาง ยังคงมีเป้าหมายชายแดน Germany พานผ่านช่วงเวลาสุข-ทุกข์ พบเจอคนดี-ชั่ว หนึ่งในนั้นคือ Orestis (รับบทโดย Stratos Tzortzoglou) สมาชิกคณะการแสดง The Travelling Players (1975) ขับรถโดยสารบรรทุกเสื้อผ้า ให้ความช่วยเหลือเด็กๆทั้งสองในหลายครั้งครา แต่ท้ายที่สุดก็ถึงเวลาต้องแยกจาก พวกเขาจะสามารถดำเนินสู่เป้าหมายปลายทางฝันสำเร็จหรือไม่?


ผกก. Angelopoulos เล่าถึงการทำงานกับเด็กๆทั้งสองที่อายุแตกต่างกันพอสมควร (Tania Palaiologou อายุ 13-14, Michalis Zeke อายุ 5 ขวบครึ่ง) จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการแตกต่าง

เด็กชาย Michalis Zeke ยังไม่รู้ประสีประสาเรื่องการแสดง วิธีการคือพยายามพูดคุย ทำให้รู้สึกว่าเหมือนกำลังเล่นเกม “convince him that he was participating in a game” อย่างฉากพบเจอม้าตายแล้วต้องร่ำร้องไห้ เด็กเล็กไม่รู้จะทำยังไง ผกก. Angelopoulos จึงใช้วิธีตะคอกใส่ ให้ทีมงานเข้ามาช่วยกดดัน รู้สึกอับอายจนอดรนทนไม่ไหว

ขณะที่เด็กหญิง Tania Palaiologlou แม้โตพอพูดคุยกันรู้เรื่อง เข้าใจว่าจะต้องทำอะไรยังไง แต่เธออยู่ในช่วงอารมณ์อ่อนไหว เห็นว่าประจำเดือนมาครั้งแรกในกองถ่าย เลยปฏิเสธเข้าฉากข่มขืน ถึงขนาดกักขังตนเองอยู่ในห้อง พยายามโน้มน้าวอยู่นาน ถึงอย่างนั้นปฏิเสธส่งเสียงกรีดร้องตามบท … ซึ่งมันพอดิบพอดีเข้ากับตัวละครมากกว่า

เกร็ด: ระหว่างการถ่ายทำ Tania Palaiologlou แอบตกหลุมรัก Stratos Tzortzoglou นักแสดงหนุ่มผู้รับบท Orestis พักกองทีไรพยายามเกาะติดตาม จนใครๆสังเกตได้ ผกก. Angelopoulos ตัดสินใจไม่เข้าไปยุ่งยาม เพราะมองว่าช่วยเสริมความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร “Since it was in the spirit of the film, I did not interfere.” แต่รักครั้งแรก หัวใจย่อมแตกสลาย


ถ่ายภาพโดย Giorgos (หรือ Yorgos) Arvanitis, Γιώργος Αρβανίτης (เกิดปี ค.ศ. 1941) ตากล้องสัญชาติกรีก เกิดที่ Makrakomi, Phthiotis ช่วงระหว่าง Greek Civil War (1946-49) บิดาหนีเข้าป่า มารดาเป็นนักโทษกลางเมือง บุตรชายจึงต้องอาศัยอยู่กับญาติที่ Nea Penteli ฝึกฝนงานด้านไฟฟ้า แต่ได้เข้าทำงานสตูดิโอ Finos Film ไต่เต้าจากผู้ช่วยจนกลายเป็นตากล้องหลัก แล้วได้ร่วมงานขาประจำผกก. Theo Angelopoulos ตั้งแต่หนังสั้น The Broadcast (1968) จนถึง Eternity and a Day (1998)

งานภาพในสไตล์ Angelopoulos จัดเข้าพวก ‘slow cinema’ กล้องขยับเคลื่อนไหวอย่างเอื่อยเฉื่อย เชื่องชักช้า เต็มไปด้วยลวดลีลา (Zooming, Panning, Tracking) ระยะเวลา Long Take ระยะภาพ Long Shot (แทบไม่เคยพบเห็น Close-Up) บันทึกภาพทิวทัศน์กว้างใหญ่ มนุษย์ตัวเท่ามดกระจิดริด บทสนทนาแสนน้อยนิด ต้องคอยสังเกตท่วงท่า อากัปกิริยา ภาษากาย ทุกรายละเอียด ‘mise-en-scène’ ล้วนมีการวางแผน ซักซ้อมเคลื่อนไหว (Choreographed) และเคลือบแฝงนัยยะซ่อนเร้น

Landscape in the Mist (1988) ได้ทำการแปรสภาพทิวทัศน์ธรรมชาติ (Natural Landscape) สู่ภาพสะท้อนจิตใจ (Internal Landscape) หลายครั้งมอบสัมผัสเหนือจริง (Surreal) ราวกับอยู่ในความฝัน โลกแฟนตาซี พบเห็นสิ่งดูแปลกตา เหตุการณ์คาดไม่ถึง และยังชวนอึ่งทึ่งกับควบคุมสภาพอากาศ ลม-ฟ้า-ฝน หิมะโปรยปราย ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆ-หมอกควัน มอบสัมผัสหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก มองไม่เห็นอนาคต/เป้าหมายปลายทางของเด็กๆทั้งสอง

I feel the need to transform a natural landscape into an internal landscape that I see in my imagination… The landscapes in my film are not necessarily the image of Greece, they are images of Greece as I see it.

Theo Angelopoulos

คนที่เคยรับชมหลายๆผลงานผกก. Angelopoulos น่าจะรู้สึกคุ้นชินกับสถานที่ถ่ายทำ ชอบแวะเวียนกลับไปเมืองเดิมๆอย่าง Ioannina, Thessaloniki, Attica ฯ เพราะมันคือสถานที่ที่เป็นภาพติดตราฝังใจ “my own personal film landscape” และยังให้คำเรียกว่า “film landscape”

I believe the past is my own personal past dragged into the present by my occupation as a filmmaker. The tree at the end of the film is the tree from Voyage to Cythera, a reference to my own personal film landscape. In the course of this picture, the children cross a film landscape in order to reach, at the end, a different film landscape, which, I believe, should offer them renewed hope. I would like to believe the world will be saved by the cinema. Cinema is my world and it is the scope of all my journeys. I am always searching for secret little utopias that will enchant me; I am doing my best to believe in the relevance of these trips I am constantly embarking on through my films.


In the beginning was the darkness… and then there was light. And the light was divided from the darkness… and the earth from the sea… and the rivers, the lakes… and the mountains were made. And then the flowers and the trees… the animals… the birds…

ผมรู้สึกว่าผกก. Angelopoulos คงเต็มไปด้วยความโล้เล้ลังเลใจ ตั้งชื่อหนัง Landscape in the Mist มันก็น่าจะเริ่มต้นภาพแรกด้วยภูมิทัศน์ในสายหมอก แต่เขากลับเลือกกล่าวถึงจุดกำเนิดโลก เด็กๆทั้งสองก้าวเดินออกจากความมืดมิด “In the beginning was the darkness…” เหมือนจะอ้างอิงจากพันธสัญญาเดิม (Old Testament) แต่จริงๆแล้วไม่ใช่นะครับ เพราะประโยคแรกในคัมภีร์ไบเบิลคือ “In the beginning was the Word, and the Word was with God, and the Word was God.”

เกร็ด: คำว่า Word แปลมาจากภาษากรีก Logos (Λόγος) ซึ่งมีความหมายอันลึกล้ำและซับซ้อน Word, Speech, Reason, Principle, Discourse, Law ฯ

หลังจากภาพแรกเริ่มต้นด้วยความมืดมิด ช็อตสองของหนังถ่ายทำภายในสถานีรถไฟ Athens Railway Station สองพี่น้องผ่านเข้าประตูที่มีแสงสว่างเจิดจร้า “… and then there was light” ภาพถ่ายย้อนแสง ทำให้เห็นเพียงเงามืด แล้วพอเด็กๆเดินผ่านหน้ากล้อง แพนนิ่งไปอีกฟากฝั่ง รายละเอียดต่างๆจึงปรากฎเด่นชัด

ไม่ใช่แค่บิดาไม่มีตัวตน แต่ตลอดทั้งเรื่องผู้ชมก็ไม่เคยพบเห็นหน้ามารดา เพียงครั้งนี้แง้มประตูเข้ามาแอบดูลูกๆทั้งสองกำลังหลับนอน ถึงอย่างนั้นแค่ชายเสื้อก็ไม่ฉายให้เห็น มีเหมือนไม่มี ต่างอะไรกับไร้ตัวตน? คือบุคคลชั่วร้ายในสายตาผู้ชมบางคนเสียด้วยซ้ำ … นั่นเพราะเธอโกหกลูกๆเกี่ยวกับบิดา อีกทั้งยังมีพฤติกรรมสำส่อน เปลี่ยนผู้ชายไม่ซ้ำหน้า ทำงานขายบริการหรือเปล่านะ?

วันถัดมาพบเห็นเด็กๆทั้งสองวิ่งเล่นท่ามกลางเศษหิน-ดิน-ปูน อาคารบ้านเรือนที่กำลังก่อสร้าง ไปถึงยังสถานที่ที่ดูเหมือนโรงพยาบาลจิตเวช ชายคนหนึ่งยืนกางแขนโบกโบยบิน เด็กชายเรียกเขาว่า Seagull (นกนางนวล) ท่าทางสติสตางค์ดูไม่สมประกอบสักเท่าไหร่

ต้องถือว่านี่คือ Landscape แรกของหนัง (ช็อตก่อนหน้านี้ล้วนถ่ายตอนกลางคืน มองอะไรไม่ค่อยเห็น) แต่แทนที่จะเป็นทิวทัศน์ธรรมชาติสวยๆ กลับฉายภาพปรักหักพังและคนบ้า นี่คือภาพสะท้อน Greece ยุคสมัยนั้นในมุมมองผกก. Angelopoulos

ด้วยความที่ไม่มีตั๋วโดยสาร สองพี่น้องเลยถูกส่งลงสถานีถัดไป อ้างว่าเดินทางมาเยี่ยมเยียนลุง ทำงานอยู่โรงงานแห่งหนึ่ง (คาดว่าน่าจะโรงงานซีเมนต์) ซึ่งพอเจ้าหน้าที่ตำรวจพามาส่ง พูดคุยกับลุง เปิดเผยความจริงที่มารดาของเด็กๆปกปิดซ่อนเร้นไว้ (ซ่อนเร้นไว้ในปูนซีเมนต์?)

ถ้าไม่จำเพาะเจาะจงว่าโรงงานอะไร? เราสามารถเหมารวมอุตสาหกรรมของประเทศ Greece คือสิ่งกำลังเข้ามาแทนที่วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวกรีก สัญลักษณ์ความเปลี่ยนแปลงสู่โลกยุคสมัยใหม่

เจ้าหน้าที่ตำรวจพาเด็กๆมายังโรงพัก ระหว่างให้ทั้งสองนั่งรอคอยอยู่ด้านนอก พบเห็นหญิงคนหนึ่งกำลังพร่ำเพ้อถึงบุตรชายเสียชีวิต “He slipped the robe around his neck” นี่ก็สามารถสะท้อนสภาพสังคมกรีกยุคสมัยนั้น กำลังทำในสิ่งผูกมัด รัดคอตนเอง กำลังจะหมดสิ้นลมหายใจในอีกไม่ช้า … ผมไม่สามารถอธิบายในเชิงรูปธรรมว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ผกก. Angelopoulos เพียงต้องการให้ผู้ชมซึมซับความรู้สึก เข้าใจมุมมองของตนเอง (ที่มีต่อ Greece ยุคสมัยนั้น)

คงไม่มีใครตอบได้หรอกว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไร ทำให้ทุกคนอื่นๆยกเว้นเด็กๆทั้งสอง หยุดยืนแน่นิ่ง แหงนเงยมองท้องฟ้าขณะหิมะแรกตก มันช่างดูเหนือจริง/เหนือจินตนาการ (Surreal) บางคนอาจมองว่าคือช่วงเวลา ‘magical realism’ แต่เอาเป็นว่าเด็กๆสามารถหลบหนีจากโรงพัก แล้วออกเดินทางต่อไป

ผมตีความฉากนี้ว่าบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ สนแต่เหตุการณ์เบื้องหน้า หิมะแรกตกสร้างความประทับใจ ทำให้ปล่อยปละละเลย มองข้ามเรื่องเล็กๆ ของเด็กๆรุ่นใหม่ ไม่เคยเอาปัญหาของพวกเขามาใส่ใจ

นี่เป็นอีกฉากที่โคตรๆแปลกประหลาด เริ่มต้นจากสองพี่น้องพบเห็นเจ้าสาววิ่งหนีออกจากงานแต่งงาน ใครบางคน(บิดา?)เข้ามาปลอบประโลมก่อนยินยอมหวนกลับไป → จากนั้นรถแทร็คเตอร์ลากม้าตัวหนึ่งน่าจะป่วยใกล้ตาย แล้วจู่ๆเชือกขาด เด็กๆวิ่งเข้ามาดู ร่ำร้องไห้ เศร้าโศกเสียใจ → ภาพด้านหลังแขกเหรื่อออกมาส่งตัวเจ้าบ่าว-เจ้าสาว ร้อง-เล่น-เต้น สนุกสนานหรรษา

ผมมองซีเควนซ์นี้เปรียบเทียบกับบทเรียนชีวิต (ม้า = สัตว์สัญญะของชีวิต) เดี๋ยวสุข-เดี๋ยวทุกข์ ดีใจ-เศร้าโศก ทุกสิ่งอย่างสามารถบังเกิดขึ้นพร้อมๆกัน เจ้าสาวอาจเกิดความหวาดกลัว ไม่อยากแต่งงาน แต่เมื่อเธอสงบสติอารมณ์ก็จักพบเจอความสุขสำราญ ขณะที่เด็กๆเสียใจกับความตายของเจ้าม้า แต่อีกประเดี๋ยวทุกสิ่งอย่างก็จักเคลื่อนพานผ่าน

ในมุมมองผกก. Angelopoulos อาจเปรียบเทียบม้าใกล้ตาย = Greece ยุคสมัยนั้น แม้มีความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ แต่จิตใจมนุษย์กลับตกต่ำทราม มีเพียงเด็กๆไร้เดียงสาที่ยังสนใจเจ้าม้า คนอื่นๆรวมถึงเจ้าของใช้รถลาก ดูจะไม่สนอะไรนอกจากความสะดวก สุขสบายของตนเอง

สองพี่น้องระหว่างทางขึ้นเขา พบเจอชายแปลกหน้ากำลังซ่อมรถโดยสาร พยายามทำเป็นไม่สนใจ แต่อีกฝ่ายเอ่ยปากชักชวน บนรถมีที่นั่งมากมาย ต้องการสื่อว่าโลกใบนี้ก็มีคนดีหลงเหลือ ไม่ใช่ทุกคนจะเลวร้ายไปเสียหมด … เลือกตำแหน่งเส้นทางระหว่างขึ้นเขา เพื่อสื่อถึงน้ำใจของ Orestis คือสิ่งทำให้มนุษย์ชาติสามารถดำเนินสู่จุดสูงสุด (บนยอดเขา)

ที่จอดรถดีๆไม่จอด ต้องมาจอดบริเวณเปียกแฉะ พื้นเจิ่งนองหลังฝนตก แต่นี่เป็นการอ้างอิงถึงฉากแรกภาพยนตร์ The Reconstruction (1970) รถโดยสารตกหล่ม ประเทศชาติจมปลักโคลนเลน ไม่สามารถดำเนินต่อไปข้างหน้า … แต่ตำแหน่งที่รถจอดครั้งนี้ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น สถานการณ์ของ Greece อาจถือว่ายังไม่ย่ำแย่ขีดสุด

ตอนรับชมหนังเรื่องนี้ ผมไม่ได้มีการเตรียมการ ศึกษาอะไรมาก่อนล่วงหน้า พอพบเห็นคณะการแสดงจาก The Travelling Players (1975) ถึงขนาดต้องขยี้ตา เต็มไปด้วยความโคตรๆประหลาดใจ ไม่น่าเชื่อว่าทศวรรษพานผ่าน ทุกคนยังสามารถกลับมารวมตัวกันพร้อมหน้า ค่อยๆก้าวเดินเข้ามา กล้องเคลื่อนเลื่อนเข้าหา คล้ายๆแบบฉากแรกของหนังเรื่องนั้น

คนที่เคยรับชม The Travelling Players (1975) อาจฉงนสงสัยว่าคณะนักแสดงชุดนี้ไม่ใช่ว่ามีการทรยศหักหลัง ล้มหายตายจาก แต่ผมแนะนำให้มองว่าทั้งหมดคือการแสดง ทุกคนจึงสามารถหวนกลับมารวมตัว … หรือใครจะมองจักรวาลคู่ขนาน ภาพในจินตนาการ เพียงอ้างอิงถึงภาพยนตร์เรื่องก่อนหน้า

สมาชิกคณะการแสดง The Travelling Players เดินเข้ามาหา Orestis พูดแจ้งข่าวว่าไม่สามารถหาโรงละคอน สถานที่ทำการแสดง จากนั้นเลี้ยวยูเทิร์น เดินหันหลังจากไป นี่แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ทุกสิ่งอย่างพลิกกลับตารปัตร ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนรุ่นเก่าจะสามารถปรับตัว

อีกสิ่งหนึ่งน่าสนใจก็คือต้นไม้ใหญ่ มีเพียงกิ่งก้านไร้ใบ (ฤดูหนาว) นี่สามารถสะท้อนเข้ากับคณะการแสดงที่เต็มไปด้วยผู้สูงวัย คนรุ่นเก่า เหมารวมถึงประเทศ Greece ที่แม้ก้าวสู่โลกสมัยใหม่ แต่อะไรๆกลับแห้งเหี่ยว ร่วงโรยรา เป็นไปตามสังขารา

ระหว่างพี่สาวนอนหลับใหล น้องชาย Alexandros เกิดความหิวกระหาย เดินผ่านรถเข็นผลไม้ร่วงหล่น แสดงความซื่อสัตย์ ปฏิเสธลักขโมย เดินผ่านไปอย่างไม่รู้หนาวรู้ร้อน ก่อนแวะเข้าร้านอาหาร เก็บจาน-ชาม-ขวดน้ำ แลกกับเบอร์เกอร์หนึ่งชิ้น … เด็กชายได้รับการเสี้ยมสอนมารยาทมาเป็นอย่างดี หรือเพราะความไม่รู้ประสีประสากันแน่

สิ่งน่าสนใจคือระหว่างเด็กชายได้รับมอบหมายให้เก็บจาน-ชาม จู่ๆนักไวโอลินเข้ามาในร้าน ทั้งๆไม่มีใครกลับยังทำการแสดง (บทเพลง Main Theme ของหนัง) นั่นทำให้ Alexandros หยุดทำงาน นั่งรับฟังอย่างมีมารยาทผู้ดี … นี่อาจจะล้อกับตอนหิมะตก บรรดาผู้ใหญ่ต่างยืนหยุดนิ่ง ได้กระมัง?

นาฬิกาเวลาหกโมงห้านาที มีการเชิญธงชาติลงจากยอดเสา คนอื่นๆต่างยืนหยุดนิ่ง เคารพธงชาติ แต่เหตุไฉนเด็กชายถึงไม่รู้มารยาทดังกล่าว? หรือจะสื่อว่าเขาแสดงความไม่สนใจ? และนอกจากธงชักลง มุมกล้องก็ค่อยๆเคลื่อนลงเช่นเดียวกัน … แทนที่จะเลือกตอนเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสา กลับเลือกเวลาชักธงลง เคลือบแฝงนัยยะตรงๆถึงสภาพของประเทศ Greece กำลังสาละวันเตี้ยลง

พอท้องฟ้ามืดครึ้ม Orestis เดินไปคุยไปกับเด็กๆ มาจนถึงขยะกองหนึ่ง พบเห็นฟีล์มหนัง หยิบมันขึ้น ส่องมองกับแสงสว่าง (จากทอดทิ้งอยู่บนพื้น ยกขึ้นสูงเหนือศีรษะ = ภาพยนตร์คือสิ่งสูงส่ง ทรงคุณค่า) ครุ่นคิดว่าพบเห็นต้นไม้ (Tree of Life?) แต่พอลองจับจ้องมองกลับไม่พบเห็นอะไร!

ความตั้งใจดั้งเดิมของผกก. Angelopoulos อยากจะให้กล้องค่อยๆซูมเข้าไปในเฟรมภาพที่เป็นต้นไม้ Tree of Life แล้วไปโผล่ยังสถานที่แห่งนั้น โลกแห่งความฝัน แฟนตาซี เหนือจินตนาการ (Surreal) แต่ด้วยข้อจำกัดด้านเทคนิคจึงทำไม่สำเร็จ ก่อนนำฟุตเทจดังกล่าวย้ายตำแหน่งไปไว้ตอนจบของหนังแทน

The piece of film found by Orestes was in the script, but, for technical reasons, we could not follow it all the way through. I intended to have the camera approach this single image and actually enter it. For this, we had to prepare two inter-negatives and the image lost its definition. What is left in the film, is only half of the idea I had. For me, the symbolic elements are a means of escaping the confines of the simple narrative, explorations of a surreal world. They are inserted into the fabric of the script, though quite often I am not sure what they mean.

Theo Angelopoulos

ณ ชายหาดเวิ้งว้าง กว้างใหญ่ กล้องเคลื่อนเลื่อนพานผ่านบรรดาสมาชิกคณะการแสดง The Travelling Players ต่างคนต่างพร่ำบ่นโน่นนี่นั่น สวมบทบาทเป็นตัวละครที่ถ้าใครเคยรับชมหนังเรื่องนั้นก็น่าจะมักคุ้นเคยชิน แล้วจู่ๆผู้จัดการ(มั้งนะ)ขับรถมาแจ้งข่าว ไม่สามารถติดต่อหาสถานที่การแสดง ทำเอาใครต่อใครตกอยู่ในความเงียบงัน หันหลังให้กล้อง ก้าวออกเดินสู่ท้องทะเล (ราวกับมุ่งสู่ความตาย) ทอดทิ้งให้เด็กๆทั้งสองยืน-นั่งมองอย่างฉงนสงสัย

ปล. การได้พบเห็นนักแสดงจาก The Travelling Players (1975) มารับเชิญอย่างพร้อมหน้า แต่ด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่น พวกเขาดูแก่ชราลงหลายปี สร้างความเศร้าสลดหดหู่ กาลเวลาเคลื่อนพานผ่าน ทุกสิ่งอย่างได้เปลี่ยนแปลงไป อดีตแสนหวานหลงเหลือเพียงความทรงจำเลือนลาง

ตรงกันข้ามกับตอน Orestis ชักชวนสองพี่น้องเดินทางไปด้วยกัน, คราวนี้ระหว่างฝนตก ถนนเปียกปอน Voula โบกรถบรรทุกคันหนึ่ง คนขับเหมือนจะมีน้ำใจ แต่พอสบโอกาสตอนน้องชายนอนหลับใหล กระทำการข่มขืนหญิงสาว สูญเสียพรหมจรรย์ … นัยยะตรงๆถึง ‘loss innocent’ หรือคือประเทศ Greece ได้กลายเป็นดินแดนสาปสูญ ‘lost paradise’

ระหว่างที่ Voula กำลังโดนข่มขืนภายในท้ายรถบรรทุก สังเกตว่าจะมีรถขับมาจอดข้างทาง ชายคนหนึ่งลงมารอคันหลัง พูดคุยหรือส่งของอะไรสักอย่าง แล้วทั้งสองคันก็ขับออกไป … เหตุการณ์คู่ขนานนี้มีแนวคิดเดียวกัน ก็คือให้อิสระผู้ชมครุ่นคิดจินตนาการว่ามันมีลับลมคมใน/เกิดอะไรขึ้นนอกจอ สิ่งชั่วร้ายซุกซ่อนอยู่ในที่แจ้ง

ตอนภาพยนตร์ The Travelling Players (1975) มันจะมีฉากที่คณะนักแสดงวิ่งไล่จับไก่มาทำอาหาร ช่วงทุพภิกขภัย (Famine) ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง, แต่ในบริบทของ Landscape in the Mist (1988) ไม่น่าจะสื่อถึงช่วงเวลาข้าวยากหมากแพง ผมครุ่นคิดว่าอาจต้องการเปรียบเทียบเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังไล่ล่า ติดตามหาเด็กๆทั้งสองบนขบวนรถไฟ หรือเปล่า?

แซว: มันอาจเป็นไปได้ว่าเด็กๆเริ่มหิวข้าว ยังไม่ได้รับประทานอะไร เลยจินตนาการภาพเจ้าไก่ตัวนี้ขึ้นมา

ระหว่างกำลังรอคอยขบวนรถไฟ Voula ออกมายืนตรงประตู พบเห็นคนสวมใส่ชุดกันฝนสีเหลือง บนรางเลื่อนแล่นผ่านหน้า ทีแรกครุ่นคิดว่าคงคือพนักงานรถไฟ ก่อนพบเจอพวกเขาอีกครั้งตอนเฮลิคอปเตอร์เก็บกู้รูปแกะสลักมือจมน้ำ … แต่ผมก็ไม่รู้อยู่ดีว่าคนเหล่านี้คือใคร?

จากการคาดเดาล้วนๆ เพราะการแต่งตัวประหลาดๆ จึงอาจคือสิ่งมีชีวิตในจินตนาการเด็กสาว แต่ก็ไม่รู้คอยปกปักษ์รักษา Guardian Angel หรือบุคคลคอยสอดแนม ไล่ล่าติดตามตัวพวกเธอ … อะไรที่ดูแล้วไม่เข้าใจ ก็โยนไปเป็นภาพความฝัน/สิ่งเหนือจินตนาการของเด็กๆ

เพราะพบเห็นตำรวจกำลังจะตรวจค้นบนขบวนรถไฟ สองพี่น้องเลยตัดสินใจกระโดดลงกลางทาง มาถึงยังเหมืองถ่านหินหรืออะไรสักอย่าง พบเห็นรถขุดจักรกลขนาดใหญ่ (Bucket-Wheel Excavator) น้ำหนักหลายหมื่นตัน! พอมันขยับเคลื่อนไหว สร้างความตื่นตระหนก ตกอกตกใจกลัว … นี่คือสัญลักษณ์ของเทคโนโลยียุคสมัยใหม่ ยิ่งใหญ่ทรงพลัง สามารถขุดเหมืองได้มากมาย สร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศ Greece ก้าวสู่ระบอบทุนนิยมอย่างเต็มตัว

จริงอยู่ว่าเครื่องจักรกลอาจดูยิ่งใหญ่ แต่ความหวาดกลัวของเด็กๆ สะท้อนถึงยุคสมัยที่มนุษย์สูญเสียจิตวิญญาณให้วัตถุ สิ่งข้าวของ ระบอบทุนนิยม สนเพียงผลประโยชน์ กำไรเงินทอง พบเห็นรถบรรทุกขับเข้า-ออกมากมาย เต็มไปด้วยความวุ่นๆวายๆ โชคดีว่าพวกเขาบังเอิญพบเจอ Orestis จึงสามารถหลบหนีออกจากสถานที่แห่งนี้

ตรงกันข้ามกับเหมืองวุ่นๆวายๆ Orestis นำพาเด็กๆมายังหาดทราย สายลม (แต่ไม่มีแสงแดดเพราะท้องฟ้าเต็มไปด้วยก้อนเมฆ) เปิดเพลงจังหวะสนุกสนาน ชักชวนเด็กหญิงมาเต้นรำ ทำให้เธอบังเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นภายใน จู่ๆออกวิ่งไปทิศทางตรงข้าม สำแดงความเหนียงอาย ไม่รู้จะทำอะไรยังไงกับ(ความรู้สึก)รักครั้งแรกของสาวแรกรุ่น

โดยปกติแล้วชายหาดคือสถานที่คาบเกี่ยวระหว่างชีวิต-ความตาย แต่ในบริบทของหนังนี้อาจสื่อถึงการเติบโตของเด็กหญิง หลังเสียความบริสุทธิ์ ก็ได้พบเจอกับรักครั้งแรก … แต่ทว่าบันไดวนด้านหลัง บอกใบ้ถึงสรวงสวรรค์ที่ว่างเปล่า

Orestis กลับมาหาคณะการแสดง The Travelling Players ก่อนพบเห็นพวกเขานำเอาเสื้อผ้า สิ่งข้าวของประกอบฉากมาวางขาย และยังพบว่าคุณปู่ (น่าจะคือ Agamemnon) เพิ่งเสียชีวิตได้ไม่นาน … นั่นถือเป็นจุดสิ้นสุดของคณะการแสดง หนทางเดียวที่จะเอาตัวรอดก็คือแยกย้าย ขายสมบัติ ทางใครก็ทางมัน

ยามดึกดื่น Voula ลุกขึ้นจากเตียง เข้าไปยังห้องพักของ Orestis สำหรับคนมองโลกในแง่ดีอาจไม่ได้ครุ่นคิดอะไร แต่สถานการณ์เช่นนี้มันเหมือนว่าเด็กสาวต้องการแสดงออกความรัก อยากจะตอบแทนด้วยเรือนร่างกาย … ทว่าฝ่ายชายคงคาดเดาเรื่องพรรค์นี้ จึงไม่ได้หลับนอนอยู่ในห้อง ออกมานั่งกินลมชมวิวอยู่ภายนอก

ปล. ใครเคยรับชม The Travelling Players (1975) น่าจะมักคุ้นกับมุมกล้องที่บุตรสาวย่องมาห้องบิดา ก่อนแอบเห็นมารดาร่วมรักกับชู้รัก ผมเลยรู้สึกว่าความตั้งใจของฉากนี้จึงคือเด็กสาวต้องการร่วมรักกับ Orestis

Greece is dying. We’re dying as a people. We’ve completed our appointed cycle. Three thousand years among broken stones and statues, and now we are dying.

คนขับแท็กซี่จากภาพยนตร์ Ulysses’ Gaze (1995)

ผกก. Angelopoulos น่าจะได้แรงบันดาลใจจาก La Dolce Vita (1960) ของ Federico Fellini ที่เฮลิคอปเตอร์หิ้วรูปปั้นพระเยซูคริสต์รอบกรุง Rome แต่ทว่าหนังเรื่องนี้มีแค่รูปแกะสลักมือ แถมนิ้วชี้ยังสูญหายไป (ถ่ายทำยังท่าเรือเมือง Thessaloniki) สามารถสื่อถึง Greece ที่กำลังไร้ทิศทาง ไม่รู้จะดำเนินไปแห่งหนไหน ประเทศชาติใกล้ถึงกาลล่มสลาย

คงเพราะ Orestis กำลังจะอาสาสมัครทหาร จึงตัดสินใจขายมอเตอร์ไซด์ฮาเล่ย์ แต่ทว่านี่ไม่แตกต่างจากคณะการแสดง The Travelling Players ขายผ้าเอาหน้ารอด ชวนให้ผมนึกถึงคำกล่าวของผกก. Angelopoulos ใช้เปรียบเทียบตอนจบ The Beekeeper (1986) การเทกระจาดรังผึ้งไม่แตกต่างจากศิลปินทำลายงานศิลปะของตนเอง

His final act is directed against the bees as well, like a dying sculptor destroying one of his own statues.

Theo Angelopoulos

มอเตอร์ไซค์ฮาเล่ย์ คือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม อิสรภาพของวัยรุ่นหัวขบถ ขับรถโลดแล่นไปทุกแห่งหน ไม่ต่างจากสาวคนรัก เพื่อนคู่ใจ เมื่อต้องนำมาขายก็ราวกับกำลังจะสูญเสียจิตวิญญาณของตนเอง … แต่ในมุมของคนรุ่นเก่า นักบิดมอเตอร์ไซด์เหล่านี้มันช่างหนวกหู น่ารำคาญ ไอ้เด็กเมื่อวานซืน ชอบสร้างความวุ่นวาย/มลพิษให้กับสังคม (เหมือนจะจงใจถ่ายติดควันดำล่องลอยอยู่ในเฟรม)

ณ บาร์ของบรรดานักซิ่งมอเตอร์ไซด์ ทั้งการจัดแสงฟุ้งๆ โทนสีเข้มๆ เต็มไปด้วยเงามืด/ด้านมืด สาวๆแต่งตัวเหมือนบุรุษ หนุ่มๆสวมใส่แจ็กเก็ตหนัง เปิดเพลง Punk, Garage Rock ให้ตายเถอะโรบิน ผมมองยังไงก็คือบาร์เกย์ คละคลุ้งกลิ่นอาย Homosexual ซึ่งพอเด็กหญิงพบเห็น Orestis เดินไปกับผู้ชาย … ก็แล้วแต่ผู้ชมจะครุ่นคิดจินตนาการ

เด็กสาวคงเกิดความตระหนักถึงรสนิยมทางเพศของ Orestis บังเกิดความผิดหวัง อกหัก รักคุด จึงพาน้องชายออกเดินทางบนถนนยามดึกดื่น เขาจึงขับมอเตอร์ไซด์มางอนง้อ ลงมาโอบกอด กล้องหมุนรอบตัว 360 องศา … การหมุนกล้องรอบตัวลักษณะนี้มักสื่อถึง Orestis คือศูนย์กลางจักรวาล ที่พึ่งพักพิงของเด็กสาว แต่ขณะนี้เธอได้สูญเสียเขาไป ถึงเวลาต้องออกเดินทางอีกครั้ง

แซว: การเคลื่อนเลื่อนกล้องซีนนี้แม้งโคตรสโลโมชั่น ผมต้องการจะจับภาพหมุนรอบ 360 องศาภายในเวลา 6-7 วินาที (ไฟล์ภาพจะไม่ขนาดใหญ่เกินไป) ขนาดว่าใช้ความเร่งสูงสุด 1000% ยังไม่ครบรอบเลย!

จากประสบการณ์ขึ้นรถไฟหลายๆครั้ง ทำให้ Voula เรียนรู้ว่าต้องซื้อตั๋วโดยสาร แต่เธอไม่มีเงินจึงตัดสินใจขอจากทหารนายหนึ่ง 385 drachmas (เทียบค่าเงินปี ค.ศ. 1988 = 2.66 ดอลลาร์) … แต่มันใช่การขอเฉยๆนะหรือ?

สำหรับคนมองโลกในแง่ดีคงไม่ครุ่นคิดอะไร แต่ให้ลองสังเกตท่าทางรุกรี้ร้อนรนของทหารนายนี้ ทำไมเขาถึงต้องนำพาเธอไปยังบริเวณระหว่างขบวนรถโดยสาร อ้ำๆอึ้งๆอยู่นานถึงยินยอมควักเงินมาให้ … คำตอบก็คือเขาครุ่นคิดว่าเธอเข้ามาเสนอขายบริการทางเพศ เห็นอายุยังน้อย ไม่บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ มันเลยกระอึกกระอักกระอ่วนใจ ท้ายที่สุดทำไม่ลงเลยมอบเงินให้ฟรีๆ

การจะเดินทางข้ามประเทศจำเป็นต้องใช้ Passport … แต่เดี๋ยวนะ Greece ไม่มีชายแดนติด Germany ต้องพานผ่านหลายประเทศ อีกหลายพันกิโลเมตร เช่นนั้นแล้วการจะข้ามพรมแดนแล้วไปถึง Germany มันจึงเป็นเรื่องพร่ำเพ้อจินตนาการ

สมมตินะครับสมมติว่ามันมีชายแดน Greece → Germany สองพี่น้องเดินทางมาถึงด่านข้ามแดน ซีเควนซ์นี้ถ่ายทำตอนกลางคืน มองอะไรแทบไม่เห็น เพียงได้ยินเสียงขณะพี่สาวสอบถาม “Are you afraid?” น้องชายตอบว่า “No, I’m not afraid.” ล้อกับตอนต้นเรื่องที่สองพี่น้องถาม-ตอบคำถามเดียวกันนี้ ก่อนทุกสิ่งอย่าง Fade-to-Black และได้ยินเสียงปืนดังขึ้นมา … เทคนิค “Off-Screen” ให้อิสระผู้ชมครุ่นคิดจินตนาการเหตุการณ์บังเกิดขึ้น

ตามคำบอกกล่าวของผกก. Angelopoulos นี่คือต้นไม้เดียวกับภาพยนตร์ Voyage to Cythera (1984) แต่เรื่องนั้นพบเห็นเพียงกิ่งก้านไร้ใบ และมีการทาสีน้ำเงินให้เข้ากับบรรยากาศหนาวเหน็บช่วงฤดูหนาว, ส่วนเรื่องนี้น่าจะถ่ายทำช่วงใบไม้ผลิ เลยพบเห็นใบเขียวขจี สัญลักษณ์ของ Tree of Life เดินผ่านเมฆหมอก Landscape in the Mist แล้วแต่ผู้ชมจะครุ่นคิดจินตนาการว่านี่คือความฝัน สรวงสวรรค์ (สวนอีเดน?) โลกหลังความตาย หรือสถานที่ที่สองพี่น้องพายเรือข้ามแม่น้ำถึงประเทศ Germany

ตัดต่อโดย Yannis Tsitsopoulos,

หนังดำเนินเรื่องผ่านสองพี่น้อง Voula & Alexandros (นานๆครั้งจะได้ยินเสียงบรรยายของ Voula) ตั้งแต่หนีออกจากบ้าน แอบขึ้นรถไฟ ต้องการเดินทางติดตามหาบิดา เชื่อว่าอาศัยอยู่ Germany พานผ่านสถานที่ต่างๆ ขึ้นเขาลงห้วย ผจญภัยโลกว้าง

  • อารัมบท, สองพี่น้องเดินทางไปรอคอยบิดาที่สถานีรถไฟ Athens Railway Station
  • Opening Credit
  • สองพี่น้องหนีออกจากบ้าน
    • วันๆของสองพี่น้อง เช้าตื่นขึ้นมา กลางวันวิ่งเล่นบริเวณสถานที่ก่อสร้าง
    • ยามค่ำคืนเดินทางไปรอคอยบิดาที่สถานีรถไฟ
    • แต่วันนี้ทั้งสองตัดสินใจแอบขึ้นขบวนรถไฟ Germany Express ก่อนถูกพนักงานตรวจตั๋วจับได้
    • สองพี่น้องถูกส่งลงสถานีถัดไป
    • วันถัดมาเจ้าหน้าที่ตำรวจพาสองพี่น้องไปส่งให้กับลุงทำงานโรงงาน แต่ทว่าลุงกลับบอกปัดภาระรับผิดชอบ พร้อมเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับบิดาของเด็กๆ
    • เด็กๆถูกพาไปโรงพัก ระหว่างหิมะกำลังตก ทั้งสองจึงแอบหลบหนีออกมา
    • สองพี่น้องแอบขึ้นรถไฟ แล้วลงสถานีถัดมา
    • พบเห็นเจ้าสาววิ่งออกจากงานแต่งงาน + ม้าตัวหนึ่งกำลังจะเสียชีวิต
  • สองพี่น้องพบเจอกับ Orestis 
    • สองพี่น้องก้าวเดินขึ้นเขา บังเอิญพบเจอ Orestis กำลังซ่อมรถโดยสาร
    • Orestis อาสาขับรถพาเด็กๆเข้าเมือง มาพบเจอคณะการแสดง The Travelling Players
    • ระหว่างพี่สาวนอนหลับอยู่ น้องชาย Alexandros เดินเล่นรอบเมือง แวะเข้าร้านอาหาร ขอทำงานแลกกับขนมปัง
    • Orestis พาสองพี่น้องเดินเล่นยามค่ำคืน และนำฟีล์มเปล่าๆมาให้ชม
    • คณะการแสดง The Travelling Players ร้องรำทำเพลงบนชายหาด
  • บทเรียนความไว้เนื้อเชื่อใจ
    • สองพี่น้องตัดสินใจออกเดินทางต่อ พยายามโบกรถระหว่างฝนตกหนัก
    • คนขับรถแวะรับประทานอาหาร
    • เช้าวันถัดมาระหว่างน้องชายหลับอยู่ คนขับรถลงมือข่มขืน Voula 
    • สองพี่น้องหนีจากคนขับรถ แล้วแอบขึ้นรถไฟ
    • พอพบเห็นตำรวจเลยตัดสินใจลงกลางทาง ณ ชุมชนเหมืองแห่งหนึ่ง
    • บังเอิญพบเจอ Orestis ขับรถพาหลบหนี
  • จุดจบของ The Travelling Players
    • Orestis ขับรถพาเด็กๆไปนั่งกินลมชมวิวริมหาดทราย
    • พาไปยังสถานีรถไฟ แต่ทว่า Voula ยังไม่เร่งรีบร้อน
    • Orestis หวนกลับมาคณะการแสดง พบเห็นกำลังขายเสื้อผ้า ชุดการแสดง ไม่มีอีกแล้ว The Travelling Players
    • ค่ำคืนหลับนอนในโรงแรม Voula แวะเวียนไปยังห้องพักของ Orestis กลับไม่พบเจอตัว
    • Orestis มานั่งชมวิวอยู่ริมทะเล พบเห็นเฮลิคอปเตอร์กำลังยกมือขึ้นจากผืนน้ำ
    • Orestis พามายังลานมอเตอร์ไซด์ เสนอขายรถของตนเอง
    • ค่ำคืนที่บาร์ Voula รู้สึกผิดหวังในตัว Orestis (ที่เป็นเกย์?)
    • สองพี่น้องร่ำลาจาก Orestis
  • ชายแดน Germany
    • สองพี่น้องมาถึงสถานีรถไฟ Voula ตั้งใจจะขายบริการทางเพศ แต่นายทหารคนนั้นให้เงินมาฟรีๆ
    • ครั้งแรกที่สองพี่น้องขึ้นรถไฟโดยมีตั๋วโดยสาร แต่ทว่าการจะข้ามแดนต้องใช้ Passport
    • ยามค่ำคืนสองพี่น้องพยายามแอบข้ามชายแดน ก่อนได้ยินเสียงปืน
  • ปัจฉิมบท, สองพี่น้องเดินทางมาถึงดินแดนแห่งหมอก ก้าวเดินมาพบเจอต้นไม้ Tree of Life

ปล. หนังดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรง (Linear Narrative) แต่ผู้ชมต้องคอยสังเกตเอาเองว่าฉากนี้คือโลกความจริง (Realist) เพราะบางครั้งมันช่างดูเหนือจริง (Surreal)


เพลงประกอบโดย Eleni Karaindrou, Ελένη Καραΐνδρου (เกิดปี ค.ศ. 1941) นักแต่งเพลงสัญชาติ Greek เกิดที่ Teichio, Phocis แล้วไปเติบโตกรุง Athens ร่ำเรียนเปียโน ทฤษฎีดนตรีจาก Hellenic Conservatory แล้วยังมีความสนใจประวัติศาสตร์ โบราณคดี, ช่วงระหว่าง Regime of the Colonels (1967-74) เธออาศัยอยู่ Paris ร่ำเรียนมานุษยดนตรีวิทยา (Ethnomusicology), เรียบเรียงออร์เคสตรา และฝึกฝนดั้นสด Jazz, หลังปี ค.ศ. 1974 หวนกลับประเทศ Greece เปิดห้องแลปดนตรีพื้นบ้าน Laboratory for Traditional Instruments ที่ศูนย์วัฒนธรรม ORA Cultural Centre ทำเพลงประกอบละคอนเวที ภาพยนตร์ Periplanissi (1979) เข้าตาผู้กำกับ Theo Angelopoulos ร่วมงานกันตั้งแต่ Voyage to Cythera (1984) จนถึงเรื่องสุดท้าย

พอเสียงเครื่องดนตรีโอโบ (Oboe) ดังขึ้นพร้อมกับเครดิตชื่อหนัง มันช่างวังเวง เหว่ว้า เวิ้งว้างว่างเปล่า คร่ำครวญโหยหา สองพี่น้องเฝ้ารอคอยบิดาอยู่สถานีรถไฟ แต่เขาคือใคร? อยู่แห่งหนไหน? ทำไมถึงไม่เคยหวนกลับมา? งานเพลงของ Karaindrou ตั้งใจทำออกมาให้คละคลุ้งกลิ่นอาย Felix Mendelssohn และ César Franck แห่งยุคสมัย Romanitc

The children’s impetuosity… reminds me very much of the Romantic escapes of earlier times, so I wanted to evoke something of Mendelssohn and Franck, a perfume from the Romantic school of music. For this, an instrument had to be chosen, and here the oboe seems most suitable; it is romantic and a scream at the same time.

Eleni Karaindrou

ผมแอบแปลกใจเล็กๆที่ Karaindrou ไม่ได้ออกอัลบัมเพลงประกอบ Landscape in the Mist (1988) แต่เหตุผลเข้าใจไม่ยาก เพราะเธอไม่ได้แต่งเพลงอื่นนอกจาก Adagio ทำออกมาในลักษณะ Variation เปลี่ยนเครื่องดนตรีบรรเลง เปียโน โอโบ ไวโอลิน ฯ ให้สอดคล้องเข้ากับบรรยากาศขณะนั้นๆ

มีสองบทเพลงขับร้อง ‘diegetic music’ ที่ดังขึ้นในหนัง ต่างเป็นผลงานของวง The Last Drive วงดนตรีแนว Punk, Garage Rock สัญชาติกรีก (ขับร้องเป็นภาษาอังกฤษ) ถือเป็นตัวแทนวัยรุ่น/ดนตรียุคสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี

  • Orestis เดินไปกดตู้เพลง เต้นรำกับ Voula ริมชายหาด ได้ยินบทเพลง Night of The Phantom (1986) แต่งโดย Larry Slater & Larry Roquemore
  • อีกบทเพลงดังขึ้นในบาร์ของแก๊งค์มอเตอร์ไซด์ ได้ยินบทเพลง Every Night (1987) แต่งโดย The Human Experience

ผมเลือกบทเพลง Every Night เพราะผมรู้สึกว่ามันแอบสะท้อนความต้องการ (Hidden Desire) ของ Voula ต่อ Orestis แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่แค่เรื่องวัยวุฒิ ยังรวมถึงรสนิยมทางเพศที่เขาปกปิดไว้ พอเธอสังเกตเห็นจึงอกหัก รักคุด มิอาจอดรนทนอยู่ในบาร์(เกย์)แห่งนี้อีกต่อไป … หรือจะตีความบทเพลงนี้คือ ‘Hidden Desire’ ของ Orestis ต่อคนรับซื้อมอเตอร์ไซด์ก็ได้กระมัง

Every night
I hope and pray
I wish your loving baby
Will come my way

I go to sleep
With one thought on my mind
I love you baby, yeah
And I′m gonna make you mine

Oh yes, I’m gonna make you mine
Well, no matter what you do
I wanna love you pretty baby
So you thought my love is true

I gotta make you mine
Now if you love me
Well, you know just what to do
You gotta show me that you love me
You gotta prove your love is true

Now if you leave me
Don′t ever come back again
‘Cause if you leave me
I’d want this misery to end

I wanna love ya
Love you baby all the time
I wanna love you pretty girl
And I′m gonna make you mine

Oh yes, I′m gonna make you mine
Well, no matter what you do
I wanna love you pretty baby
So you thought my love is true

Landscape in the Mist (1988) นำเสนอการเดินทางของสองเด็กน้อย Voula & Alexandros เพื่อติดตามหาบิดา เชื่อว่าอาศัยอยู่ Germany ขึ้นเขาลงห้วย โดยสารรถไฟ-รถเมล์-รถบรรทุก-มอเตอร์ไซด์ฮาเล่ย์ แต่ชายคนนั้นหาได้มีอยู่จริง เพียงคำล่อหลอกของมารดาเพื่อให้ลูกๆเกิดประกายความหวัง … หรือสิ้นหวังก็ไม่รู้เหมือนกัน

การที่บิดาเป็นใครก็ไม่รู้ ทำให้การเดินทางครั้งนี้ถือว่าไร้จุดมุ่งหมายปลายทาง สาระสำคัญจึงคือการผจญภัย พบปะผู้คนดี-ชั่ว พบเห็นสิ่งสวยงาม-อัปลักษณ์ เปรียบเสมือนกับ(การเดินทาง)ชีวิต เด็กๆทั้งสอง(และผู้ชม)ได้เรียนรู้จักสิ่งต่างๆมากมาย

Landscape in the Mist, for instance, is not just about two children looking for their father. It is a journey which is the initiation into life. On the road they learn everything-love and death, lies and truth, beauty and destruction. The journey is simply a way to focus on what life gives us all.

Theo Angelopoulos

เมื่อพูดถึงคำว่าภูมิทัศน์ (Landscape) คนส่วนใหญ่มักครุ่นคิดถึงทิวทัศน์ธรรมชาติ ผืนป่า ขุนเขา ลำเนาไพร (Natural Landscape) แต่ความตั้งใจของผกก. Angelopoulos ใช้สิ่งรอบข้างเหล่านั้นสะท้อนสิ่งที่อยู่ภายใน ภาพสะท้อนจิตใจ (Internal Landscape) หรือที่เขาเรียกว่า Human Geography

what I refer to as human geography. It often happens when you look at a film where you feel you know everything there is to know about the physical aspect of the persons on screen and there is nothing more for you to find out about them. Landscape in the Mist is a kind of fairytale in which I was trying to preserve the delight and wonder of an initial discovery.

ขณะเดียวกับหนังยังสะท้อนภูมิทัศน์ประเทศ Greece ภายหลังสงคราม พานผ่านยุคสมัยเผด็จการครองเมือง ก่อนเปลี่ยนสู่ระบอบประชาธิปไตยเต็มใบตั้งแต่ปี ค.ศ. 1974, เด็กๆทั้งสองคือตัวแทนคนรุ่นใหม่ บริสุทธิ์ใสไร้เดียงสา แต่ต้องดำเนินชีวิตบนโลกของผู้ใหญ่ที่เคยพานผ่านช่วงเวลาเลวร้ายเหล่านั้นมา

สิ่งที่เด็กๆต้องประสบพบเจอในปัจจุบัน(นั้น)ของ Greece อาทิ ชนบทถูกทิ้งร้าง เศษซากปรักหักพัง, การเติบโตของคอนโดมิเนียม โรงงานอุตสาหกรรม, ความเห็นแก่ตัวของผู้คน เอาแต่พร่ำบ่น สนเพียงกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตน, คณะการแสดงหาสถานที่/ผู้ชมไม่ได้ จึงต้องแยกย้าย ขายผ้าเอาหน้ารอด, และโดยเฉพาะอุปนิสัยรักอิสระ โหยหาความสุขคนรุ่นใหม่ เหมารวมรสนิยมทางเพศด้วยกระมัง ฯ เหล่านี้คือสิ่งที่ผกก. Angelopoulos มองว่าเป็นเส้นทางสู่หายนะ

Greece is dying. We’re dying as a people. We’ve completed our appointed cycle. Three thousand years among broken stones and statues, and now we are dying.

คนขับแท็กซี่จากภาพยนตร์ Ulysses’ Gaze (1995)

Landscape in the Mist เป็นชื่อหนังที่โคตรน่าสนเท่ห์ เพราะคำว่า Mist หมอกควันคือสิ่งที่ทำให้เรามองไม่เห็นเบื้องหน้า ก็เหมือนการเดินทางของเด็กๆทั้งสองต้องการติดตามหาบิดา แต่ไม่รู้จะดำเนินไปยังแห่งหนไหน? ขณะเดียวกันยังสามารถสะท้อนถึงประเทศ Greece ไม่ใช่ดินแดนแห่งสายหมอก แต่คืออนาคตไร้ทิศทาง (เหมือนนิ้วชี้ที่หายไปจากรูปแกะสลัก) มองไม่เห็นว่าจะดำเนินสู่ความรุ่งโรจน์เช่นไร เพียงสาละวันเตี้ยลง เฝ้ารอคอยความตายคืบคลานเข้ามา

ในปกรณัมกรีกก็มีเรื่องราวการสูญหายตัวนับสิบปีของ(กรีก/โรมัน) Odysseus หรือ(ละติน) Ulysses นั่นทำให้บุตรชาย Telemachus พยายามออกติดตามหาบิดา ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าสักวันต้องหวนกลับมา จัดการกับพวกบุคคลทรยศหักหลัง พยายามจะยึดครองอาณาจักร ครอบครองรักมารดา Penelope

วัยเด็กของผกก. Angelopoulos บิดาเคยถูกตำรวจลับจับกุม คุมขัง ส่งออกนอกประเทศ นั่นคือเหตุการณ์ติดตราฝังใจ กลายเป็นปมด้อย บ่อยครั้งสรรค์สร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับการหายตัวไปของบิดา พยายามออกติดตามหา ใครสักคนสามารถเป็นที่พึ่งพักพิงทางใจ (Father Figure) แม้เขาจะหวนกลับบ้านหลังสิ้นสุดสงครามกลางเมือง แต่ก็ไม่สามารถเติมเต็มช่วงเวลาห่างหายไปในชีวิต

เด็กๆทั้งสองไม่ใช่แค่เดินทางจากสถานที่หนึ่งสู่สถานที่หนึ่ง ทิวทัศน์หนึ่งสู่ทิวทัศน์หนึ่ง แต่ยังเหมารวมถึง ‘Cinema Landscape’ ที่ผกก. Angelopoulos เคยสรรค์สร้างผลงานอื่นๆไว้ก่อนหน้า พบเจอคณะการแสดงจาก The Travelling Players (1975), พานผ่านสถานที่เคยถ่ายทำภาพยนตร์ Megalexandros (1980), Voyage to Cythera (1984) ฯ ด้วยจุดมุ่งหมายค้นหายูโทเปีย ดินแดนในอุดมคติที่เพ้อใฝ่ฝัน หลบหนีจากโลกความจริงอันโหดร้าย

The two children travel through a cinematic landscape that is like another hope. I want to believe that the world will be saved by cinema. For me, cinema is the world and my journey. I try to find a few small utopias that can fill me with admiration.

Theo Angelopoulos

เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Venice เสียงตอบรับถือว่าดีล้นหลาม เป็นหนึ่งในตัวเต็งคว้า Golden Lion แต่ประธานกรรมการปีนั้น Sergio Leone มอบรางวัลใหญ่ให้กับ The Legend of the Holy Drinker (1988) ของผกก. Ermanno Olmi … ถึงอย่างนั้นก็คว้ายิบๆย่อยๆถึง 7 รางวัล มากเป็นสถิติเลยกระมัง

  • Silver Lion ในปีนั้นถือเป็นรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอันดับสาม (รองจาก Golden Lion และ Grand Jury Prize) แต่ปัจจุบันมักมีสร้อยต่อท้าย Silver Lion for Best Direction
  • FIPRESCI Prize – Competition เคียงคู่กับ Hard Times (1988)
  • OCIC Award เคียงคู่กับ The Legend of the Holy Drinker (1988)
  • C.I.C.A.E. Award
  • Pasinetti Award: Best Film
  • Prize of the Students of the La Sapienza University
  • Sergio Trasatti Award

ปีถัดมาเข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Berlin สาย Forum of New Cinema ก็ยังสามารถคว้ารางวัล Interfilm Award รวมถึง European Film Award: European Film of the Year เลยกลายเป็นตัวแทนประเทศ Greece ส่งเข้าชิง Oscar: Best Foreign Language แต่ไม่ผ่านเข้ารอบใดๆ

แม้ว่า Landscape in the Mist (1988) ยังไม่เคยติดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตลอดกาลของนิตยสาร Sight & Sound แต่ก็มีชาร์ทอื่นๆที่รวมหนังเรื่องนี้เข้าไปด้วย อาทิ

  • Movieline Magazine: 100 Greatest Foreign Films (1996) ไม่มีอันดับ
  • Village Voice Critics’ Poll: 100 Best Films of 20th Century (2001) ติดอันดับ #97
  • The National Society of Film Critics: 100 Essential Films (2002) ไม่มีอันดับ
  • BBC: The 100 greatest foreign-language films (2018) ติดอันดับ #100

นอกจาก DVD ของค่าย Artificial Eye ผมเห็นแผ่น Blu-Ray ของญี่ปุ่น Kinokuniya (2012) และ Kadokawa Entertainment (2019) คาดว่าน่าจะแค่สแกนใหม่ ยังไม่พบเห็นข่าวคราวการบูรณะใดๆ

ผมไม่ได้มีความประทับใจแรกที่ดีต่อ The Travelling Players (1975) เพราะหนังเต็มไปด้วยรายละเอียด ลึกล้ำซับซ้อน เฉพาะตัวเกินไป เพียงความท้าทายให้ขบครุ่นคิดค้นหาคำตอบ เลยค่อยๆเกิดความชื่นชอบขึ้นทีละเล็กๆ, Landscape in the Mist (1988) อาจด้วยประสบการณ์รับชมหนังของผกก. Angelopoulos มันเลยเข้าใจแนวคิด วิธีการนำเสนอ จึงเกิดความชื่นชอบหลงใหลในบัดดล งดงาม ตราตรึง สั่นสะท้านทรวงใน หัวใจแตกสลาย

ในแง่เทคนิคภาพยนตร์ The Travelling Players (1975) เต็มไปด้วยลูกเล่นเหนือล้ำ ซับซ้อน ท้าทายกว่ามากๆ, แต่สัมผัสทางอารมณ์ต้องบอกว่า Landscape in the Mist (1988) จักทำให้ผู้ชมตกอยู่ในความห่อเหี่ยว สิ้นหวัง ทำอะไรไม่ได้นอกจากนิ่งเงียบงัน ปิดไตรภาค ‘Trilogy of Silence’ ได้อย่างหมดจด สมบูรณ์แบบ

จัดเรต 15+ เด็กๆหนีออกจากบ้าน พานผ่านช่วงเวลาสุข-ทุกข์

คำโปรย | การเดินทางของเด็กชาย-หญิง ติดตามหาบิดายังดินแดนแห่งหมอกควัน Landscape in the Mist มันช่างเศร้าสลด หดหู่ หัวใจแตกสลาย
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | หัวใจแตกสลาย

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: