
Voyage to Cythera (1984)
: Theo Angelopoulos ♥♥♥♥
Cythera หรือ Kythira เกาะเล็กๆทางตอนใต้ของประเทศ Greece, ในปกรณัมกรีก คือสถานที่กำเนิดเทพีแห่งความรัก (Aphrodite) ดินแดนแห่งความสุขสมหวัง แต่ทว่าการเดินทางกลับบ้านในรอบ 32 ปีของบิดา (ถูกเนรเทศช่วงระหว่างสงครามกลางเมืองกรีก) ทำให้เขารู้สึกเคว้งคว้าง ล่องลอยคออยู่กลางมหาสมุทร
ปล. บางคนอาจเกิดความสับสน เทพีแห่งความรักไม่ใช่ Venus หรอกฤา? เธอผู้นั้นคือเทพเจ้าแห่งโรมัน (Roman Mythology) จริงๆก็องค์เดียวกับ Aphrodite จากปกรณัมกรีก (Greek Mythology) แต่พอจากคนละปรัมปราเลยเปลี่ยนเป็นคนละชื่อ
เมื่อเดือนก่อนที่ผมรับชม The Reconstruction (1970) และ The Travelling Players (1975) รู้สึกหวาดสะพรึงต่อผกก. Angelopoulos สร้างภาพยนตร์ที่ดูโคตรยาก สลับซับซ้อน เต็มไปด้วยรายละเอียดซ่อนเร้น และจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานประวัติศาสตร์กรีก, คราวนี้เลยเตรียมตัวมาอย่างดีกับ Voyage to Cythera (1984) ครุ่นคิดว่าต้องไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน … ก่อนค้นพบว่าผิดคาดอย่างแรง!
เอาจริงๆมันไม่ใช่ว่า Voyage to Cythera (1984) ดูง่ายหรืออย่างไร หนังยังเต็มไปด้วยความเอื่อยเฉื่อย เชื่องชักช้า ตามสไตล์ Angelopoulos เคลือบแฝงนัยยะ สัญญะซ่อนเร้น มีหลายสิ่งอย่างให้ขบครุ่นคิด แต่ความรู้พื้นฐานจาก The Reconstruction (1970) และ The Travelling Players (1975) เพียงพอให้สามารถทำความเข้าใจ ไม่จำเป็นต้องศึกษาอะไรเพิ่มเติม … นั่นทำให้ผมมองว่าหนังย่อยง่ายขึ้นเยอะ!
โปรดักชั่นงานสร้างของหนังเรื่องนี้ต้องบอกเลยว่าโคตรตื่นตาตะลึง งานภาพของ Yorgos Arvanitis ถ่ายทิวทัศน์สวยๆ การเคลื่อนเลื่อนกล้องช้าๆทำให้ผู้ชมซึมซับความหนาวเหน็บ บรรยากาศเย็นยะเยือก ละเล่นกับหมอกควัน พายุฝน ล่องลอยคออยู่กลางมหาสมุทร และเพลงประกอบของ Eleni Karaindrou ยังช่วยสร้างความวาบหวิว สั่นสยิวทรวงใน
ถ้าคุณเอาตัวรอดพานผ่าน The Reconstruction (1970) และ The Travelling Players (1975) ดูรู้เรื่อง วิเคราะห์เองได้ ผมเชื่อว่าจะสามารถรับชมผลงานอื่นๆของผกก. Angelopoulos อย่างสบายๆ
Theodoros ‘Theo’ Angelopoulos, Θεόδωρος Αγγελόπουλος (1935-2012) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติกรีก เกิดที่ Athens เติบโตขึ้นพานผ่านสงครามโลกครั้งที่สอง (Greece ถูกยึดครองโดย Nazi Germany, Fascist Italy และ Bulgaria) ช่วงระหว่าง Greek Civil War (1946-49) บิดาเคยถูกตำรวจลับจับกุม คุมขัง ส่งออกนอกประเทศ กว่าจะหวนกลับบ้านก็หลังสิ้นสุดสงครามกลางเมือง
โตขึ้นเข้าเรียนกฎหมาย National and Kapodistrian University of Athens ก่อนเดินทางสู่ฝรั่งเศสเรียนภาพยนตร์ Institut des hautes études cinématographiques (IDHEC) หลงใหลผลงานของ Orson Welles, Kenji Mizoguchi, หนังเงียบ, หนังเพลงยุค 50s, เคยฝึกงานกับ Jean Rouch, ก่อนเดินทางกลับ Greece ภายหลังเหตุการณ์ลอบสังหารทางการเมืองของ Grigoris Lambrakis
เมื่อเดินทางกลับ Greece ทำงานเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์ เขียนบทความแนะนำ “Greek filmmakers need to go beyond the commercial cinema.” ภายหลังจากนายพล Georgios Papadopoulos เข้ายึดอำนาจ ก่อการรัฐประหารเมื่อปี ค.ศ. 1967 นำประเทศเข้าสู่ยุคสมัยเผด็จการทหาร Regime of the Colonels (1967-74) สั่งปิดนิตยสารทุกฉบับ ทำให้เขาต้องหันมาสร้างหนังสั้น The Broadcast (1968) และภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก The Reconstruction (1970)
The Reconstruction (1970) means a lot to me, as if it were the only one I’ve ever made and the others are nothing more than variations on it.
Theo Angelopoulos
Ταξίδι στα Κύθηρα อ่านว่า Taxidi sta Kythira แปลว่า Voyage to Cythera เริ่มต้นด้วยพล็อตคล้ายๆกับ The Reconstruction (1970) การหวนกลับมาของบิดา เพียงคราวนี้ไม่ได้จากบ้านเพราะไปทำงานต่างประเทศ แต่ถูกเนรเทศระหว่างสงครามกลางเมืองกรีก Greek Civil War (1946-49)
ผกก. Angelopoulos น่าจะได้แรงบันดาลใจ Voyage to Cythera (1984) หลังจาก Andreas Papandreou แห่งพรรคการเมือง Panhellenic Socialist Movement (PASOK) ชนะการเลือกตั้งครั้งใหญ่ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปี ค.ศ. 1981 แล้วออกกฎหมาย Law 400/1982 อนุญาตให้อดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ Democratic Army of Greece (DSE) ที่ถูกเนรเทศทางการเมืองช่วงระหว่างสงครามกลางเมืองกรีก ได้มีโอกาสหวนกลับประเทศตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982
เรื่องราวของผู้กำกับภาพยนตร์ Alexandros (รับบทโดย Giulio Brogi) ขณะกำลังมองหาชายสูงวัย สำหรับแสดงภาพยนตร์เรื่องต่อไป บังเอิญพบเจอกับคนขายผลไม้ตรงตามความต้องการ พยายามออกติดตามจนมาถึงท่าเรือตามการนัดหมายของพี่สาว Voula (รับบทโดย Mary Chronopoulou) รอคอยต้อนรับบิดา Spyros (รับบทโดย Manos Katrakis) หวนกลับสู่ผืนแผ่นดิน Greece ในรอบ 32 ปี
เนื่องด้วย Spyros เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ Democratic Army of Greece (DSE) จึงถูกเนรเทศ เพิกถอนสิทธิ์พลเมือง ในช่วงระหว่างสงครามกลางเมืองกรีก อพยพลี้ภัยอยู่ Ukraine (ขณะนั้นยังอยู่ภายใต้ Soviet Union) แต่งงานมีบุตร แต่หลังจากรัฐบาล Papandreou อนุญาตให้หวนกลับมาตุภูมิ ก็ไม่รีรอช้า รีบเดินทางขึ้นเรือกลับมา
แต่ทว่า 32 ปีพานผ่าน ทุกสิ่งอย่างในประเทศ Greece ล้วนปรับเปลี่ยนแปลงไป แทบไม่หลงเหลือสิ่งคุ้นเคยชิน เกิดความรู้สึกผิดที่ผิดทาง พอหวนกลับบ้านต่างจังหวัดก็ค้นพบว่ากำลังจะถูกขายทอดตลาด พยายามยืดยื้อ ดื้อรั้น จนโดนเนรเทศออกนอกประเทศอีกครั้ง วันนั้นฝนตกหนัก ไร้เรือโดยสาร จำต้องล่องลอยคออยู่กลางมหาสมุทร
Giulio Brogi (1935-2019) นักแสดง สัญชาติอิตาเลี่ยน เกิดที่ Verona, Veneto เริ่มต้นเข้าสู่วงการโทรทัศน์ ผลงานภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ The Subversives (1967), The Spider’s Stratagem (1970), St. Michael Had a Rooster (1972), Voyage to Cythera (1984) ฯ
รับบทผู้กำกับภาพยนตร์ Alexandros วันนี้กำลังจะได้พบเจอบิดา Spyros หวนกลับสู่ผืนแผ่นดิน Greece ในรอบสามสิบกว่าปี แม้ไม่มักคุ้นชิน จดจำใบหน้าแทบไม่ได้ แต่พร้อมให้ความช่วยเหลือทุกสิ่งอย่าง แอบคาดหวังจักสามารถรื้อฟื้นความสัมพันธ์ ทว่าอีกฝ่ายไม่สามารถปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลง ทำให้เขามองย้อนกลับหาตนเอง โหยหาความรัก ใครสักคนสำหรับพึ่งพักพิง
ผกก. Angelopoulos เหมือนมีความชื่นชอบนักแสดงชาวอิตาเลียนเป็นพิเศษ ก่อนหน้านี้ Megalexandros (1980) ร่วมงานกับ Omero Antonutti และผลงานถัดไป The Beekeeper (1986) นำแสดงโดย Marcello Mastroianni
ผมแอบรู้สึกว่า Brogi มีรูปลักษณ์ การแต่งตัว สวมใส่แว่นขอบดำ ละม้ายคล้ายกับ Mastroianni (คงเป็นนักแสดงที่ผกก. Angelopoulos อยากร่วมงานด้วย แต่อาจยังหาคิวงานว่างไม่ได้) ท่าทางดูเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า พยายามมองหาบางสิ่งอย่าง เริ่มต้นคือนักแสดงรับบทชายสูงวัย เมื่อพบเจอบิดาก็หวนย้อนมองตนเอง เกิดความโดดเดี่ยวอ้างว้าง รับรู้ถึงสิ่งขาดหายไปในจิตวิญญาณ
ตัวละครนี้ชัดเจนมากๆว่าคือตัวตายตัวแทน อวตารผกก. Angelopoulos ทั้งสถานะผู้กำกับภาพยนตร์ และการสูญหายตัวของบิดา พออีกฝ่ายหวนกลับมาก็เกิดความเหินห่าง ช่องว่างระหว่าง ไม่สามารถสานสัมพันธ์ จนเมื่อตัวเขามีวัยวุฒิเพิ่มสูงขึ้น มองย้อนกลับหาตนเอง ถึงเริ่มเข้าใจอะไรๆหลายสิ่งอย่าง
Emmanuel ‘Manos’ Katrakis, Εμμανουήλ (Μάνος) Κατράκης (1908-84) นักแสดงสัญชาติกรีก เกิดที่ Kasteli, Kissamos (ขณะนั้นคือประเทศ Cretan State) พออายุสิบขวบครอบครัวอพยพสู่ Athens, วัยเด็กชื่นชอบเล่นกีฬาฟุตบอล จับพลัดจับพลูได้เล่นหนังเงียบ To Lavaro tou ’21 (1929) ก่อนกลายเป็นนักแสดงละคอนเวที, ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองเป็นสมาชิกกลุ่มต่อต้าน EAM-ELAS ต่อมาปฏิเสธลงนามต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์ เลยถูกเนรเทศ/คุมขังอยู่บนเกาะ Makronisos, ช่วงทศวรรษ 50s หวนกลับมา Athens กลายเป็นนักแสดงยอดฝีมือ Antigone (1961), A Neighborhood Named ‘The Dream’ (1961), Electra (1963), Enas delikanis (1963) และผลงานทิ้งท้าย Voyage to Cythera (1984)
รับบทบิดา Spyros ครั้งแรกเคยถูกเนรเทศเมื่อ Greco-Turkish War (1919-22), ต่อมาเข้าร่วมกลุ่ม EAM-ELAS แล้วระหว่างสงครามกลางเมือง Greek Civil War (1946-49) ปฏิเสธลงนามต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์ เลยโดนเนรเทศไปอยู่ Ukraine (ขณะนั้นยังอยู่ในเครือ Soviet Union), จนกระทั่งรัฐบาล Papandreou อนุญาตให้หวนกลับมาตุภูมิ ค.ศ. 1982 ก็ไม่รีรอช้า เร่งรีบขึ้นเรือกลับมา
แต่พอเดินทางกลับมาถึงบ้าน Spyros พบว่าทุกสิ่งอย่างล้วนเปลี่ยนแปลงไป ไม่สามารถปรับตัวให้มักคุ้นเคยชิน แม้แต่บ้านต่างจังหวัดก็กำลังจะถูกขายต่อ ความฝันพังทลาย ชีวิตไม่หลงเหลืออะไร ตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง ตัดสินใจเนรเทศตนเอง (ครั้งที่สาม) ต้องการขึ้นเรือออกเดินทางสู่ Cythera ดินแดนความหวังแห่งสุดท้าย แต่กลับไม่มีเรือลำไหนพร้อมรับ-ส่ง เพียงปล่อยให้ล่องลอยคออยู่กลางมหาสมุทร
อ่านจากประวัติของ Katrakis และตัวละคร Spyros พบว่ามีความเลือนลาง ใกล้เคียงกันอย่างมากๆ นั่นต้องคือความจงใจของผกก. Angelopoulos ให้นักแสดงถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้สึกของตนเองอย่างตรงไปตรงมา แทบไม่ต้องให้คำแนะนำ ปรุงปั้นแต่งอะไรใดๆ
แม้หนังจะไม่ภาพถ่ายระยะใกล้ (Close-Up) แต่ผู้ชมสามารถสัมผัสได้ถึงพลังการแสดงของ Katrakis ความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ก้าวเดินอย่างเชื่องชักช้า โหยหาที่จะได้กลับบ้าน วาดฝันอดีตแสนหวาน พอกลับมาถึงกลับตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง ก้มหน้าก้มตา ราวกับลมหายใจกำลังหมดสิ้นสูญในอีกไม่ช้า
Manos Katrakis, the actor I chose to play the old man because of his physical and moral identification with Spyros, died after the shoot was over. just like the character he plays, he had survived the revolution, had gone to prison for his politics. I felt somehow he was looking for the right place to die and the film provided him with just that.
Theo Angelopoulos
ถ่ายภาพโดย Giorgos (หรือ Yorgos) Arvanitis, Γιώργος Αρβανίτης (เกิดปี ค.ศ. 1941) ตากล้องสัญชาติกรีก เกิดที่ Makrakomi, Phthiotis ช่วงระหว่าง Greek Civil War (1946-49) บิดาหนีเข้าป่า มารดาเป็นนักโทษกลางเมือง บุตรชายจึงต้องอาศัยอยู่กับญาติที่ Nea Penteli ฝึกฝนงานด้านไฟฟ้า แต่ได้เข้าทำงานสตูดิโอ Finos Film ไต่เต้าจากผู้ช่วยจนกลายเป็นตากล้องหลัก แล้วได้ร่วมงานขาประจำผกก. Theo Angelopoulos ตั้งแต่หนังสั้น The Broadcast (1968) จนถึง Eternity and a Day (1998)
งานภาพในสไตล์ Angelopoulos จัดเข้าพวก ‘slow cinema’ กล้องขยับเคลื่อนไหวอย่างเอื่อยเฉื่อย เชื่องชักช้า เต็มไปด้วยลวดลีลา (Zooming, Panning, Tracking) ระยะเวลา Long Take ระยะภาพ Long Shot (แทบไม่เคยพบเห็น Close-Up) บันทึกภาพทิวทัศน์กว้างใหญ่ มนุษย์ตัวเท่ามดกระจิดริด บทสนทนาแสนน้อยนิด ต้องคอยสังเกตท่วงท่า อากัปกิริยา ภาษากาย ทุกรายละเอียด ‘mise-en-scène’ ล้วนมีการวางแผน ซักซ้อมเคลื่อนไหว (Choreographed) และเคลือบแฝงนัยยะซ่อนเร้น
Voyage to Cythera (1984) โดดเด่นกับการเลือกโทนสี ที่สอดคล้องเข้ากับสภาพอากาศ ท้องฟ้าทะมึน ลมพายุฝนอึมครึม พบเห็นก้อนเมฆเคลื่อนพานผ่านทิวเขาสูงใหญ่ การขยับเคลื่อนเลื่อนกล้องอย่างช้าๆ ช่วยทำให้ผู้ชมซึมซับบรรยากาศ สัมผัสความหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก สั่นสะท้านทรวงใน การหวนกลับบ้านครั้งนี้ของบิดา แทบไม่มีช่วงเวลาอบอุ่นหฤทัย
เรือสำราญสีขาวลำใหญ่ชื่อว่า MV Ukraina (เป็นการบ่งบอกว่าบิดาเดินทางมาจาก Ukraine) จอดเทียบท่าที่เมือง Piraeus อยู่ห่างจากกรุง Athens ไปประมาณ 12 กิโลเมตร, ส่วนหมู่บ้านต่างจังหวัดถ่ายทำยัง Ramavouni, Messinia สถานที่เดียวกับภาพยนตร์ Megalexandros (1980)
we almost shot another Soviet ship, named Samarkanda, which is the name of a town that has taken in quite a few political refugees from Greece. The only reason we did not use that boat was its date of arrival, which did not coincide with our schedule.
Theo Angelopoulos
“In the beginning was the darkness… and then there was light.” นี่คือคำกล่าวจากภาพยนตร์ Landscape in the Mist (1988) ซึ่งเป็นผลงานปิดไตรภาค ‘Trilogy of Silence’ ที่สามารถอ้างอิงถึงฉากแรก (ไม่นับ Opening Credit) ของ Voyage to Cythera (1984) ได้อย่างบังเอิญ? หรือจงใจ?

ซีเควนซ์แรกของหนังคือความฝันของ Alexandros ซึ่งใครๆ(รวมทั้งตัวผมเอง)ครุ่นคิดว่าเด็กชายคนนี้ย่อมคือ Alexandros แต่ผมอ่านเจอจากสัมภาษณ์ของผกก. Angelopoulos เด็กคนนี้กลับชื่อว่า Spyros (ชื่อของบิดา) แอบย่องเข้าด้านหลัง กลั่นแกล้งทหารนายหนึ่ง สามารถวิเคราะห์ในเชิงสัญลักษณ์ถึงการกระทำสิ่งต่อต้าน (เหมารวมถึงการต่อต้านรัฐบาล, เผด็จการทหาร, รวมถึง Nazi Germany) เลยเป็นเหตุให้ถูกไล่ล่า (นายทหารวิ่งไล่จับเด็กชาย) จำต้องหาสถานที่สำหรับหลบซ่อนตัว
มันอาจฟังดูแปลกๆที่ Alexandros ฝันเห็นบิดาตอนวัยเด็ก แต่หนังพยายามเลือนลางระหว่างบิดากับบุตรชาย เกิดภาพซ้อนทับ อดีต-ปัจจุบัน ความจริง-ความฝัน ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นซ้ำรอย!
A man wakes up is now Alexandros, the dream sequence his name was Spyros, and we later find out this is also the name of his father and son. I am trying to imply, of course, that my protagonist, who is a film director, used the image of the boy for the fictional presentation of his own childhood. The audience must realize, from the very first moment, through the use of the same name, the film deals with double identities throughout. All the characters here have a double, that of the film itself and that of the film within the film.
Theo Angelopoulos

ช่วงท้ายความฝัน เด็กชายวิ่งมาหลบมุมหลังประตู แล้วผู้ชมจะได้ยินเสียง “Got you, Alexandros! Got you, Eleni!” ดังขึ้นซ้ำไปซ้ำมา นั่นคือเสียงของผกก. Angelopoulos พูดเหมือนเป็นการปลอมประโลม ให้คำแนะนำ ไม่ต้องหวาดกลัวต่อเหตุการณ์บังเกิดขึ้น … ราวกับว่าความฝันนี้คือปมบางอย่างภายในจิตใจของ Alexandros
วินาทีที่ Alexandros ตื่นขึ้นจากความฝัน ได้ยินเสียงตะโกนเรียกชื่อ Spyro! จากนั้นจึงเลื่อนเปิดหน้าต่าง (สะท้อนภาพทิวทัศน์ ‘city landscape’) กล้องแพนนิ่งไปยังประตู พบเห็นภรรยากำลังเรียกหาบุตรชาย … นั่นหมายความว่า Alexandros ตั้งชื่อบุตรชาย Spyro เดียวกับชื่อของบิดา!


ทิวทัศน์ยามเช้าของกรุง Athens แสงสลัวๆ ดูขมุกขมัว ปกคลุมด้วยเมฆหมอก ราวกับดินแดนในความฝัน (Landscape in the Mist) แต่การเคลื่อนเลื่อนกล้องช้าๆ พร้อมบทเพลงบรรเลง Alexander’s Theme ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากทำนองสนุกสนานสู่ Old Man Theme เศร้าๆ เหงาๆ เวิ้งว่างเปล่า … เดินสวนกับภรรยา แต่กลับให้แม่บ้านสอบถามว่าวันนี้ต้องการอะไรหรือเปล่า

นี่อาจเป็นเพียงการเดินเล่นๆของ Alexandros เขย่งก้าวกระโดด ซ้ายที ขวาที แต่พอพบเห็นครั้งสอง-สาม-สี่ นี่มันต้องเคลือบแฝงนัยยะอะไรบางอย่าง? ผมมองว่ามันสอดคล้องแนวคิดการซ้อนทับ อดีต-ปัจจุบัน ความจริง-ความฝัน ก้าวเท้าซ้าย-ขวา ก็ไม่น่าจะแตกต่างกัน

มีชายสูงวัยมากมายเดินทางมาคัดเลือกนักแสดง เดินทางมาทดสอบหน้ากล้องด้วยการพูดคำว่า eίμαι εγώ อ่านว่า Eímai Egó แปลว่า It’s me. แต่ทุกคนล้วนไม่ใช่ ไม่ตรงความความต้องการของ Alexandros จนกระทั่งเมื่อตอนบิดา Spyros เดินทางกลับมา Greece ก้าวออกจากเรือสำราญ กล้องซูมเข้าหาเพื่อพูดว่า “It’s me!” … นี่ก็ถือเป็นการเลือนลางระหว่างภาพยนตร์กับชีวิตจริง หรืออาจจะเรียก ‘film within film’ ก็ได้กระมัง
ในหนังยังมีอีกครั้งที่ได้ยิน “It’s me!” คือตอน Spyros กักขังตัวอยู่ในบ้านต่างจังหวัด ภรรยา Voula จึงตัดสินใจเดินเข้าไปหา พอถึงประตูพูดขึ้นว่า “It’s me!” หลงเหลือเพียงเธอที่เขาอนุญาตให้อยู่เคียงข้าง



วินาทีที่ Alexandros พบเจอชายสูงวัย คนขายดอกไม้ มีภาพลักษณ์ตรงตามตัวละครที่เขาต้องการ คือขณะเดินมาถึงเคาน์เตอร์บาร์ พบเห็นบุคคลนั้นในภาพสะท้อนกระจก สามารถตีความถึงการพบเจอตัวตนเอง ชายผู้นี้ช่างมีใบหน้าละม้ายคล้ายบิดายิ่งนัก! … แน่นอนว่าคนขายดอกไม้รับบทโดย Manos Katrakis นักแสดงคนเดียวกับบิดา Spyros
มีนักข่าวสอบถามผกก. Angelopoulos ทำไมถึงเลือกขายดอกลาเวนเดอร์? คำตอบที่ได้รับช่วยอธิบายความลึกล้ำของหนังขึ้นอีกระดับ ต้องการสร้างสัมผัสการรับรู้กลิ่น หอมหวนคือช่วงเวลาแห่งความสุข ตรงกันข้ามกับเน่าเหม็นย่อมต้องรังเกียจขยะแขยง
I needed the suggestion of a scent that would accompany the film throughout. We hear the old man saying several times σάπιο μήλο (sápio mílo) It has been translated as “rotten apple,” but I prefer “withered apple,” which not only has an aroma of its own but sounds as an allegory, a metaphor. At one point, the old man says it in Russian, and through the change of language it somehow acquires more weight.
Theo Angelopoulos


ระหว่าง Alexandros เดินติดตามชายสูงวัยขายดอกไม้ พอเห็นคนแบกรูปปั้นเดินผ่านหน้ากล้องไป ทีแรกผมครุ่นคิดว่าคงแค่อุปกรณ์ประกอบฉาก ก่อนตระหนักว่ามันคือเทพเจ้าในปกรณัมกรีก และองค์ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า น่าจะคือเทพีแห่งความรัก (Aphrodite) ชี้บอกทางไปเกาะสวรรค์ Cythera หรือเปล่านะ?
แซว: ภาพยนตร์ของผกก. Angelopoulos มักมีรูปปั้นที่เคลือบแฝงนัยยะบางอย่างซุกซ่อนอยู่เสมอๆ

โดยไม่รู้ตัว Alexandros เดินติดตามชายสูงวัยขายดอกไม้มาจนถึงท่าเรือ พบเจอกับพี่สาว Voula วันนี้นัดหมายมารอรับบิดาเดินทางกลับสู่ผืนแผ่นดิน Greece ครั้งแรกในรอบสามสิบกว่าปี มันคือความบังเอิญ? ฤาชายขายดอกไม้คือบิดา? เหตุไฉนเขาเดินออกมาจากเรือสำราญเพียงคนเดียว? … คำถามเหล่านี้ไม่มีคำตอบนะครับ คือความจงใจของผู้สร้างเพื่อเลือนลางทุกสรรพสิ่งอย่างเข้าด้วยกัน จะตีความว่าชายขายดอกไม้ไม่มีตัวตนอยู่จริง เพียงจินตนาการของ Alexandros ก็ได้เช่นกัน!

เรือสำราญสีขาวลำใหญ่ยักษ์ (โดยปกติแล้วสีขาวคือสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ผุดผ่อง) นำพาอดีตนักโทษสงคราม ถูกเนรเทศออกนอกประเทศเมื่อหลายทศวรรษก่อน … มันอาจฟังดูขัดย้อนแย้ง แต่อาจสื่อถึงการกระทำของ Spyros เมื่อหลายทศวรรษก่อน เข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ แสดงออกต่อต้านรัฐบาล ไม่ใช่สิ่งสามารถตัดสินถูก-ผิด ดี-ชั่ว เพียงมุมมองหนึ่ง ในช่วงเวลาหนึ่ง
การเดินทางหวนกลับบ้านเกิด ทำออกมาให้ดูยิ่งใหญ่อลังการ ราวกับต้องการรื้อฟื้นช่วงเวลาในอดีต แต่ดูไปดูมา เรือสำราญสีขาวลำนี้ละม้ายคล้ายโลงศพเสียมากกว่า!
The scene could be considered as a symbolic emergence of the inhibited past, following the normalization of the political conditions in Greece. But the act of bringing out into the open memories of the resistance and the civil war lacks the impact it might have had several years earlier, when Greece was just coming out of seven years of dictatorship. The only reason the past comes back is to die.
Theo Angelopoulos

ทำยังกะหนังนัวร์ที่ก่อนจะเปิดเผยใบหน้าบิดา มักต้องมีลูกเล่นอย่างฉายภาพเงา สะท้อนกระจก กล้องเคลื่อนเลื่อนจากด้านหลัง ฯ อย่างหนังเรื่องนี้คือกล้องค่อยๆก้มลง (Tilt Down) ถ่ายเงาสะท้อนขณะก้าวย่าง แล้วค่อยๆซูมเข้าหาจากระยะไกลสู่ใกล้ (Zoom-In)
Because for the time being he is no more than a shadow. Voula, supposedly the film director’s sister, says as much when she explains why she did not want to come: “Who cares? Father or not. What does it all mean, anyway, why waste our time chasing a shadow?” We are at the early stages of the fiction within the fiction, the character of the old man is gradually established under our own eyes. For this reason I use a zoom lens, gradually concentrating on him as if drawing his portrait.
Theo Angelopoulos


แทนที่จะให้บิดาพบเจอมารดา มาเฝ้ารอคอยต้อนรับหน้าบ้านอย่างตรงไปตรงมา, หนังกลับเริ่มถ่ายตั้งแต่เขาก้าวย่างพานผ่านเศษซากปรักหักพังของตึก เพื่อสะท้อนสภาพจิตใจของเขาที่แทบไม่หลงเหลืออะไร กว่าจะหวนกลับมาบ้าน ต้องพานผ่านความทุกข์ยากลำบากมากมาย
บิดาไม่มีคำพูดแรกเมื่อพบเจอมารดา ส่วนเธออ้ำๆอึ้งๆอยู่นานจนเอ่ยกล่าวคำว่า “Did you eat?” คนไทยคงเข้าใจไม่ยากเพราะมันคือวิถีชีวิต คำถามสารทุกข์สุขดิบ ท้องอิ่มก่อนค่อนว่ากัน แต่ฝรั่งมังค่าจะครุ่นคิดเห็นแตกต่างออกไป
There is fear on both sides. The only thing his wife dares ask this man she hasn’t seen for ages is: “Have you eaten?” There is a kind of decent reserve, of humble modesty that prevents all the tenderness welling up inside her from coming out and puts in her mouth other words than those she intended to say. It’s almost like closing a door because she could not stand being confronted with his presence. Maybe she feels she has been betrayed.
Theo Angelopoulos


หนังเลือกใช้สถานที่ ลีลาถ่ายทำภายในบ้านได้อย่างชาญฉลาด บรรดาญาติๆมารอคอยต้อนรับ รับประทานอาหารร่วมกัน จากนั้นกล้องแพนนิ่ง 90 องศา พบเห็นมารดาเข้าไปหลบซ่อนตัวในห้องครัว และแพนนิ่งต่ออีก 90 องศา บิดาเก็บข้าวของออกจากบ้าน มิอาจอดรนทนอยู่สถานที่แห่งนี้ได้อีกต่อไป
นี่ถือเป็นหนึ่งในลายเซ็นต์ผกก. Angelopoulos ไม่บ่งบอกว่ามันเกิดห่าเหวอันใด บิดา-มารดาสนทนาอะไรกัน ถึงทำให้เธอต้องหลบหนีเข้าห้องครัว ทุกสิ่งอย่างล้วนเป็น “Off-Screen” ให้ผู้ชมขบครุ่นคิด จินตนาการเอาเอง
He feels he is a stranger, he can’t stay. It’s the old woman’s house, not his. To connect again with the feelings of old, he has to find a place where they have been happy together, in a hotel near the train station, where they once stayed the night of their trip to Athens. But the old woman does not leave her home, shutting herself inside her kitchen.
Theo Angelopoulos

ราวกับ déjà-vu ภาพแรกคือตอน Alexandros ออกติดตามชายสูงวัยขายดอกไม้, ภาพหลังเขาติดตามบิดา Spyros หนีออกจากบ้าน มองหาสถานที่อยู่ใหม่ โรงแรมเคยพักอาศัย สังเกตว่ามันสี่แยกเดียวกัน มุมกล้องเหมือนเดิมเป๊ะๆ ยกเว้นสภาพอากาศฟ้าครึ้ม vs. ฝนตกถนนเปียก (ตอนยังไม่พบเจอบิดา ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความหวัง วาดฝัน แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น)


ผกก. Angelopoulos เล่าว่าได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ของ Wim Wenders ที่ระหว่างการเดินทางชอบแวะปั๊มน้ำมัน สถานที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองสู่เมือง เมืองสู่ชนบท เลยพบเห็นทั้งขาไป-ขากลับ กลางวัน-กลางคืน มุมกล้องคล้ายๆเดิม déjà-vu อีกเช่นกัน!
the gas station we see twice, once by day and once by night, both times from the same angle-an identical travelling of the camera. The gas station is the intermediary between the city and the village. Every time I want to show someone going to the village I just show the Mobil station. My elliptical treatment is the opposite of the one used by Wenders in Paris, Texas. He insists on the evidence of the journey both in terms of time and space.
Theo Angelopoulos


ผมแนะนำให้จดจำภาพช็อตนี้ไว้สำหรับหนังเรื่องอื่นๆ ไม่แน่ใจว่าสถานที่เดียวกันไหม แต่เส้นทางบนเขา เลี้ยวลดคดเคี้ยว หมอกลงหนาจัด แล้วหยุดจอดข้างทาง คือภาพพบเห็นได้บ่อยในผลงานของผกก. Angelopoulos
การผิวปาก (whistle) ก็เฉกเช่นเดียวกัน คือวิธีการที่กลุ่มผู้ต่อต้านใช้ในการติดต่อสื่อสารมาตั้งแต่ยุคสมัย Ottoman Empire (Turks) สำหรับเตือนภัยอันตรายในหมู่บ้านชนบทห่างไกล
All those villages were in the hands of the resistance during the war, and people in the underground used to communicate by whistling, just as we see it being done in Voyage to Cythera. Whistled languages have been used since the Turkish occupation. Outlaws would warn each other of danger this way. All these remote villages in the mountains, once built for the safety and refuge they offered, have been now abandoned, their inhabitants running away to the valleys, to the cities, or abroad, any place where life conditions are a bit better. But the consumer society is now recuperating the mountains for their secondary residences, turning old villages into ski resorts.
Theo Angelopoulos

บิดารู้สึกเป็นสุขใจที่ได้หวนกลับบ้านเก่า พบเจอเพื่อนเก่า เลยลุกขึ้นมาเริงระบำบทเพลงพื้นบ้าน Σεράντα μήλα κόκκινα อ่านว่า Saranta mila kokkina แปลตรงตัว Forty Red Apples แต่สถานที่คือบนเนินเขา รายล้อมรอบด้วยหลุมศพ สถานที่แห่งความตาย จุดสิ้นสุด
และวิธีการนำเสนอฉากนี้ประกอบด้วยภาพสามช็อต ระยะใกล้ (ก็ไม่ใกล้หรอกนะ แค่ถือว่าใกล้สุด) ระยะห่างออกไป และไกลมากๆจนพบเห็นบุตรชายตะโกนเรียก ขัดจังหวะความสุข ทุกคนกำลังรอคอยอยู่ … เมื่อระยะภาพไกลออกไป ก็เหมือนกาลเวลาเคลื่อนพานผ่าน สิ่งต่างในอดีตจักค่อยๆเลือนลาง ความสำคัญลดน้อยลง จนมองไม่เห็น หมดสูญสิ้นความสำคัญ ถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง
In Voyage to Cythera there are three successive shots of an old man dancing. It is in a cemetery. The three shots are on the same axis. The first is the beginning of the dance, the second is a continuation of the dance and, at the same time, the discovery of the space around, the third is the arrival of the son who says, “these women are waiting for you to open the house.” At the same time, it also accentuates distance, since the third shot is from further away. I had a problem with these shots, but I finally accepted them. It was a series of shots against the light. Shots against the light usually create a kind of metaphysical beauty. This happens, for instance, in Bergman’s The Seventh Seal.
Theo Angelopoulos



บิดาเมื่อได้ยินข่าวว่าชาวบ้านทั้งหมดกำลังเตรียมขายบ้านและที่ดินให้กับนายทุน เขาจึงรีบตรงไปยังสถานที่ประชุม กล้องจับภาพขณะ Spyros และ Alexandros ก้าวเดินเข้ามา จากระดับจุลภาคสู่มหภาค ค่อยๆแพนนิ่ง ซูมออก พบเห็นผู้คนมากมายมารอลงนามซื้อขาย แต่เขาเป็นบุคคลเดียวไม่เห็นด้วย สำแดงอารยะขัดขืนด้วยการปลีกตัวจากฝูงชน ตรงไปยังกระท่อมหลังเล็กๆ … ผมคิดว่ามันเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เสียมากกว่า ขุดดินเพื่อแบ่งพื้นที่ของตนเอง ฉันจะไม่ยอมขายกระท่อมน้อยหลังนี้


ผกก. Angelopoulos เรียกสถานที่แห่งนี้ว่า ‘my own personal landscape’ พบเห็นอีกครั้งในฉากจบภาพยนตร์ Landscape in the Mist (1988) ผมไม่รู้ว่าต้นอะไร แต่มันล้อกับต้น Pear Tree (สาลี่) หน้าอพาร์ทเม้นท์ Alexandros สัญลักษณ์ของ Tree of Life … ต้นหน้าอพาร์ทเม้นท์ Alexandros ยังเขียวชอุ่ม ลูกดก น่าเด็ดมารับประทาน ตรงกันข้ามกับต้นของ Spyros เหลือเพียงกิ่งก้านไร้ใบ แถมทาสีน้ำเงินให้กลมกลืนเมฆหมอก ท้องฟ้า แห้งเหี่ยวโรยรา ใกล้จะหมดสิ้นชีวา


กระท่อมหลังน้อยถูกใครไม่รู้จุดไฟเผามอดไหม้ แน่นอนว่าต้องเป็นฝีมือชาวบ้านที่ไม่พึงพอใจ Spyros แสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ถึงการขับไล่ ผลักไส ไม่ต้อนรับเขาอีกต่อไป การหวนกลับบ้านครั้งนี้ทำให้เขาสูญเสียทุกสิ่งอย่าง … จะมองว่าคือพิธีฌาปนกิจ (Cremation) จุดสิ้นสุดของอดีต
และที่น่าสนใจคือฉากถัดไป Alexandros แวะเติมน้ำมันยังปั๊ม Mobil (น้ำมันคือเชื้อเพลิงสำหรับจุดไฟ) ก่อนแยกทางกับพี่สาว Voula พูดบอกไม่ชอบใจพฤติกรรมเห็นแก่ตัวของบิดา ต้องการเลือกเส้นทางชีวิตของตนเอง จากนั้นเธอจึงเดินหายลับเข้าไปในความมืด … ผมไม่อยากเรียกว่าฌาปนกิจความสัมพันธ์พี่น้อง แต่มันคือการแยกทางใครทางมันระหว่างทั้งสอง (Alexandros ยังคงติดตาม/ต้องการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับบิดา, ตรงกันข้ามกับพี่สาว Voula เลิกสุงสิง เลือกเส้นทางดำเนินชีวิตของตนเอง)


บิดา(และมารดา)ตัดสินใจค้างแรมอยู่บ้านชนบท Alexandros ไม่รู้จะโน้มน้าวอะไรยังไง จึงตัดสินใจเดินทางกลับ Athens แวะเวียนมาหาพี่สาว Voula หลังการแสดงละคอนเวที (ดอกไม้สวยๆ กลิ่นหอมตลบอบอวล แต่สภาพจิตใจของเขากลับไม่หอมหวนสักเท่าไหร่) ในตอนแรกเธอพยายามขับไล่ “Please leave” แต่พอเขากำลังจะไปกลับฉุดเหนี่ยวรั้ง “Don’t Go” ยื้อย่างกันอยู่สักพักก่อนถาโถมเข้าใส่ กอดจูบ ร่วมเพศสัมพันธ์กันกลางโรงละคอน
ภาพยนตร์ของผกก. Angelopoulos ต้องไม่ใช้อารมณ์ด่วนสรุปว่านี่คือการ Incest ฉากนี้อยู่ในโรงละคอน พวกเขาอาจกำลังถ่ายทำภาพยนตร์ เลือนลางระหว่างความจริง-การแสดง ‘film within film’ และคุณลองทบทวนดูว่า มันมีเหตุการณ์ไหนบ่งชี้นำว่า Alexandros และ Voula จะยินยอมร่วมรักกัน? … สองพี่น้องแตกต่างแทบจะขั้วตรงข้าม ไม่มีทางทำอะไรแบบนี้อย่างแน่นอน!
The woman making love in the theatre is his sister, in the film within the film, thus there is a barely indicated suggestion of possible incest. She begs him: “Don’t go,” but he goes, nevertheless. He has to pursue his self-probing journey and continue … his film.
Theo Angelopoulos
เกร็ด: บทละครเวทีคือ Hedda Gabler (1891) ได้รับการขนานนามว่าคือ “Female Hamlet” ประพันธ์โดย Henrik Ibsen (1828-1906) นักละคอนสัญชาติ Norwegian ได้รับฉายา “Father of Modern Drama”
It is Ibsen’s Hedda Gabler, at the end of which the heroine commits suicide. I manipulated the end somewhat. In Ibsen the suicide takes place in a room and the characters who discover her are supposed to say: “This is not done.” I turned the situation around. It is a play about lost illusions, and therefore a perfect illustration of my theme.


ถ้าคุณทำความเข้าใจหนังด้วยอารมณ์ ย่อมครุ่นคิดว่า Alexandros ตอนยืนอยู่กลางถนน หลังฝนหยุดตก (พื้นเปียกปอน) กล้องค่อยๆเคลื่อนถอยหลัง มันช่างเป็นบรรยากาศเศร้าๆ เหงาๆ รู้สึกผิดในตนเองที่ได้กระทำการดังกล่าว (ร่วมรักกับพี่สาว)
แต่ผมว่าหนังต้องการสื่ออารมณ์เดียวกัน แค่ว่าเหตุผลเบื้องหลังแตกต่างออกไป เพราะวินาทีนี้ Alexandros แทบจะสูญเสียความสัมพันธ์ทุกสิ่งอย่างในชีวิต ไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับใคร
- อยู่บ้านไม่เคยพูดคุยกับภรรยา เพียงฝากให้แม่บ้านสอบถามต้องการอะไร
- อยากจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์บิดา แต่อีกฝ่ายกักขังตนเองอยู่ในอดีต ไม่ได้สนใจอะไรบุตรชาย
- มารดาก็เฉกเช่นเดียวกัน ไม่มีฉากที่พวกเขาพูดคุยสนทนากันเสียด้วยซ้ำ
- พี่สาวที่มีทัศนคติแตกต่างตรงกันข้าม ถึงขนาดปฏิเสธเดินทางกลับกรุง Athens ด้วยรถคันเดียวกัน

บิดาคงรับรู้ว่าตนเองไม่มีทางต่อต้านอะไรใคร จึงโทรศัพท์มาฝากข้อความกับบุตรชาย บอกว่ากำลังออกเดินทางสู่ Cythera เกาะนี้ไม่ได้มีแค่ในปกรณัมกรีกเท่านั้นนะครับ ชื่อเรียกในปัจจุบันคือ Kythira, Κύθηρα ตั้งอยู่ทางตอนตะวันออกเฉียงใต้ของคาบสมุทร Peloponnese (แต่ถือเป็นสมาชิกแคว้น Attica)
ระหว่างที่ Alexandros กำลังรับฟังข้อความเสียง (จากการฝากข้อความ) เดินไปที่โต๊ะทำงาน เปิดอ่านบทหนังพัฒนาไว้ มีกล่าวถึงการเนรเทศครั้งที่สาม นั่นคือสิ่งกำลังบังเกิดขึ้นกับบิดา ซึ่งถือเป็นความเลือนลางระหว่างเหตุการณ์จริง-เรื่องราวในบทหนัง (film within film)


หลายคนน่าจะครุ่นคิดว่าบิดา Spyros ได้ยินเสียงของพระเจ้า “I hear you…” แต่หนังทั้งเรื่องไม่ได้มีการกล่าวพาดพิงศาสนาใดๆ เพียงตอนต้นเรื่อง ฉากในความฝัน เสียงบรรยายของผกก. Angelopoulos กำลังปลอบประโลมเด็กชาย … นี่อาจเป็นหนังซ้อนหนัง (film within film) เลือนลางระหว่างชีวิตจริง-ถ่ายทำภาพยนตร์ เสียงได้ยินอาจคือ Alexandros กำลังกำกับการแสดง หรือเสียงของผู้บรรยาย (บางครั้งก็มักถูกเรียกว่าเสียงของพระเจ้า)
Let’s not forget it is the director, Alexander, who calls all the shots, who picks the sets, creates the atmosphere, decides when it rains and when night falls.
Theo Angelopoulos


จริงๆเราสามารถตีความได้ทั้ง Spyros ทำการเนรเทศตนเอง หรือความขัดแย้งกับทางการที่ไม่ยอมขายบ้าน จึงกำลังถูกส่งกลับประเทศ แต่ทว่าไม่มีเรือลำไหนยินยอมรับการโดยสาร เอาแต่พูดคำว่า σάπιο μήλο อ่านว่า sápio mílo แปลว่า Rotten Apple เพื่อสร้างสัมผัสทางกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ ปฏิเสธอยู่เคียงชิดใกล้ ต้องการตีตนออกห่างไกลโดยไว
At this point in the story, the old man is lost, not quite Russian nor Greek, but whatever language he uses, the words are the same: “Rotten apple.” The expression crossed my mind accidentally as I was visiting a house while looking for locations. Someone had forgotten on the floor some apples that were slowly rotting away. The aroma was powerful, a kind of friendly, hot, and human fragrance. It is one of those abstract poetic elements spread through film.
Theo Angelopoulos

พอเรือตำรวจปล่อยทิ้ง Spyros ไว้บนแท่นลอยน้ำ (Floating Platforms) ล่องลอยคออยู่กลางมหาสมุทร ก็มีการเร่งเครื่อง สะบัดตูด ขับวนรอบ 360 องศา ราวกับไม่ยี่หร่า ไม่สนห่าเหว ปัดความรับผิดชอบ ไร้มนุษยธรรม … แต่เพราะนี่คือหนังของผกก. Angelopoulos เราจึงต้องขบครุ่นคิด ตีความในเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งผมมองว่าเป็นความจงใจล้อเลียน หนังซ้อนหนัง ฝนตกอย่างเว่อวังอลังการ ทำออกมาให้ดูตลกขบขันเสียด้วยซ้ำ

In Greece, you don’t really need a reason to put together a band, some singers, and throw a party. In this case, the dockers’ union is celebrating. The irony here is that a PA system is pumping through the speakers all kinds of revolutionary songs in an empty deserted place; obviously no one is interested to join the class struggle. Gone is the enthusiasm that inflamed the masses after the fall of the Colonels. These celebrations and party feasts are nothing more than empty political exercises.
Theo Angelopoulos
ในระหว่างการร้องรำทำเพลงของคนหนุ่ม-สาว Alexandros พยายามจะโทรศัพท์ติดต่อหาเพื่อนร่วมงาน แต่ทว่าเปิดประตูออกพบเห็นพี่สาว Voula กำลังร่วมรักกับชายแปลกหน้า นี่ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับศีลธรรมจรรยา หรือหนังซ้อนหนังเพื่อสร้างความอิจฉาริษยา มองในเชิงสัญลักษณ์ของอิสรภาพการแสดงออก กระทำสิ่งตอบสนองความต้องการทางกาย
Voula embodies the conflict of generations: she has been the victim of her father’s revolutionary dedication. She has hoped, herself, to change the world but nothing happened and she is bitterly disappointed; there is nothing she believes in any more. In this respect, she is the opposite of her mother, who has gradually found her way back to true love. Voula is even more disgusted than Alexander with the world she lives in. Alexander is still searching for love; she has given up. She uses her body as a last refuge, but her fling with the sailor doesn’t offer more than a brief moment of excitement. Nothing more, no sentiment.


หลายคนตีความกลุ่มนักดนตรี+ผู้ชม ขับร้องเพลง ร้องเล่นเต้น คือตัวแทนชาวกรีกรุ่นใหม่รักอิสระ ไม่สนใจเรื่องการเมืองฝั่งซ้ายหรือขวา เพียงความสนุกสนาน ครึกครื้นเครงไปวันๆ “New Generation of Pleasure-Seeking” ด้วยเหตุนี้พอเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาในร้าน สั่งหยุดเล่นดนตรี เหมือนเป็นการย้อนรอยอดีต ที่คนรุ่นก่อนยังยึดติดกับการใช้อำนาจบาดใหญ่ … แต่ทว่าผกก. Angelopoulos กลับไม่ได้ครุ่นคิดไปไกลถึงขนาดนั้น
When the policemen stops the music, he does not imply anything beyond that. When I wrote the scene, I wanted to portray someone who is bothered by music to such an extent that he has it stopped both times when he enters the cafe.
Theo Angelopoulos

บุตรชายยืนมองการจากไปของบิดา-มารดา พร้อมๆกับไฟเวทีด้านหลังค่อยๆดับลง จนปกคลุมอยู่ในความมืดมิด ถ้าเรามองหนังด้วยความรู้สึก ย่อมครุ่นคิดว่า Alexandros คงตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง แล้วฉันจะทำอะไรยังไงต่อไป แต่เพราะนี่คือหนังของผกก. Angelopoulos เราจึงต้องขบครุ่นคิด ตีความในเชิงสัญลักษณ์ “That’s the liberation.” ชาวกรีกรุ่นใหม่ได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระจากอดีต/ประวัติศาสตร์เลวร้าย
It is Alexandros who sees the departure of the two old people, and it is as if he was sending them away. That’s the liberation. Cutting the umbilical cord.
Theo Angelopoulos

Katerina ตัดสินใจที่จะล่องลอยคอไปกับสามี ถ้าเรามองหนังด้วยความรู้สึก มันคงเศร้าสร้อย เจ็บปวดรวดร้าว ถูกครอบครัว/ประเทศชาติทรยศหักหลัง แต่เพราะนี่คือหนังของผกก. Angelopoulos เราจึงต้องขบครุ่นคิด ตีความในเชิงสัญลักษณ์ Spyros คือตัวแทนอดีต คนรุ่นเก่า ตั้งแต่สงครามกลางเมืองกรีกเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น-สิ้นสุดไปนานแล้ว Greece ในปัจจุบัน(นั้น)ก็เปลี่ยนแปลงสู่ระบอบประชาธิปไตย ใยเราต้องรื้อฟื้น ปลุกผีให้ตื่นขึ้น มันถึงเวลาที่ควรปล่อยละวาง ตระหนักถึงสภาพเป็นจริง (Lost Illusions) ให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้ดำเนินสู่อนาคตสดใส
It’s a whole historical period that had become an obsession, a trauma. The period which created the disillusion I had mentioned before. Lost illusions. For me, in the film, the man is finally lucid. He has his identity crisis, he is seeking himself, but there is clarity in him.
Theo Angelopoulos

ตัดต่อโดย Yorgos Triandafyllou,
หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองผู้กำกับภาพยนตร์ Alexandros เริ่มต้นจากนอนหลับฝันถึงช่วงเวลาวัยเด็ก ตื่นขึ้นมา เช้าไปทำงาน รอรับบิดาหวนกลับบ้านในรอบ 32 ปี จากนั้นเดินทางสู่ต่างจังหวัด ท้ายที่สุดหวนกลับมาท่าเรือ มีเหตุให้ต้องร่ำลาจากชั่วนิรันดร์
- Opening Credit, เด็กชายจับจ้องมองจักรวาล
- Alexandros
- ความฝันของ Alexandros ถึงตอนยังเป็นเด็ก
- ตื่นเช้า จิบกาแฟ ออกเดินทางไปทำงาน
- มาถึงสตูดิโอพบเห็นการคัดเลือกนักแสดงชายสูงวัย
- ระหว่างแวะมาคาเฟ่ พบเจอคนขายดอกไม้ ตรงภาพลักษณ์ชายสูงวัยที่กำลังค้นหาจึงเดินออกติดตาม
- มาพบเจอพี่สาว Voula ที่ท่าเรือเมือง Piraeus
- การหวนกลับบ้านของบิดา Spyros
- บิดาลงจากเรือ พบเจอบุตรชาย-สาว
- พามาที่บ้านของมารดา มีงานเลี้ยงต้อนรับ พบปะญาติพี่น้อง
- แต่ทว่าบิดากลับทอดทิ้งงานเลี้ยง แล้วไปหาโรงแรมที่พักใหม่
- วันถัดมาเดินทางสู่บ้านชนบท Ramavouni, Messinia
- ผิวปากทักทายเพื่อนเก่า เริงระบำอยู่บนเนินเขา
- หวนกลับมาบ้านหลังเก่า
- ความดื้อรั้นของบิดา
- ชาวบ้านรวมกลุ่มกันลงประชามติขายที่ดิน แต่พอบิดารับรู้กลับปฏิเสธเสียงขันแข็ง
- ค่ำคืนรับประทานอาหารเย็น บิดาถูกสาปส่งจากบุตรสาว Voula และเพื่อนบ้าน เพราะไม่ยินยอมขายที่ดิน (ทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลอง)
- วันถัดมา บิดาปฏิเสธย้ายออกจากบ้านหลังเก่า ก่อนห้องน้ำบนเนินเขามอดไหม้ในกองเพลิง
- ณ ปั๊มน้ำมัน Alexandros ถกเถียงกับพี่สาว Voula
- วันถัดมา Alexandros หวนกลับไปบ้านต่างจังหวัด ได้รับแจ้งจากตำรวจว่าบิดาสูญหายตัวไป
- ก่อนพบเจอบิดาอยู่ในบ้าน ปฏิเสธกลับเข้าเมือง มารดาจึงขออยู่เป็นเพื่อน
- Alexandros กลับเข้าเมืองเพื่อพบเจอพี่สาว ร่วมรักกันในโรงละคอนเวที
- Alexandros หวนกลับมาบ้าน อ่านบทหนัง บิดาฝากข้อความจะเดินทางสู่ Cythera
- การเนรเทศครั้งที่สามของบิดา
- บิดากับมารดาร่วมกันออกเดินทาง โบกรถกลับเข้าเมือง นั่งรอขบวนรถไฟก่อนถูกตำรวจควบคุมตัว
- Alexandros ติดตามมาถึงท่าเรือ บิดาแสดงเจตจำนงค์ต้องการขึ้นเรือสู่ Cythera
- ตำรวจมาพาขึ้นเรืออีกแห่ง แต่ทว่ามาสายเกินไป ใช้เรือเล็กไล่ติดตาม กลับยังถูกปฏิเสธผู้โดยสาร
- บิดาถูกตำรวจปฏิเสธไม่ให้กลับขึ้นฝั่ง จำต้องล่องลอยคออยู่กลางมหาสมุทร
- Alexandros, พี่สาว Voula และมารดาแวะมาหลบฝนในคาเฟ่ริมท่าเรือ
- วันนั้นมีการจัดคอนเสิร์ตริมท่าเรือ แต่ทว่าฝนตกหนัก นักดนตรีเลยจัดงานในคาเฟ่
- ยามค่ำคืน มารดาอาสาขึ้นไปอยู่บนแท่นลอยน้ำเป็นเพื่อนบิดา ล่องคอยคออยู่กลางมหาสมุทร
เพลงประกอบโดย Eleni Karaindrou, Ελένη Καραΐνδρου (เกิดปี ค.ศ. 1941) นักแต่งเพลงสัญชาติ Greek เกิดที่ Teichio, Phocis แล้วไปเติบโตกรุง Athens ร่ำเรียนเปียโน ทฤษฎีดนตรีจาก Hellenic Conservatory แล้วยังมีความสนใจประวัติศาสตร์ โบราณคดี, ช่วงระหว่าง Regime of the Colonels (1967-74) เธออาศัยอยู่ Paris ร่ำเรียนมานุษยดนตรีวิทยา (Ethnomusicology), เรียบเรียงออร์เคสตรา และฝึกฝนดั้นสด Jazz, หลังปี ค.ศ. 1974 หวนกลับประเทศ Greece เปิดห้องแลปดนตรีพื้นบ้าน Laboratory for Traditional Instruments ที่ศูนย์วัฒนธรรม ORA Cultural Centre ทำเพลงประกอบละคอนเวที ภาพยนตร์ Periplanissi (1979) เข้าตาผู้กำกับ Theo Angelopoulos ร่วมงานกันตั้งแต่ Voyage to Cythera (1984) จนถึงเรื่องสุดท้าย
ต้องถือว่าผกก. Angelopoulos ได้พบเจอนักแต่งเพลงคู่บารมี Eleni Karaindrou เธอมีความเชี่ยวชำนาญมานุษยดนตรีวิทยา ไม่ใช่แค่เครื่องดนตรีพื้นบ้านกรีก แต่ยังศึกษาสังคมและวัฒนธรรมของดนตรีในบริบทท้องถิ่นและสากล
บทเพลงระหว่าง Opening Credit ฟังดูแปลกประหลาด บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีพื้นบ้านกรีก สร้างสัมผัสเหนือจริง ราวกับเสียงจากนอกโลก เสียงของจักรวาล? สร้างความปั่นป่วน มวนท้องไส้ การมาถึงของสิ่งที่ไม่มีใครเข้าใจ
For me, this sequence leads to a dream world, underlined by the music that seems to reach us from the outer spheres. Its purpose is to indicate right away the dreamlike state the film was conceived in. The following sequence shows the little boy as if he has landed from another planet. Though, to tell you the truth, I can’t really give you an exact interpretation of the did it this way because I liked it, without very precise ulterior motives. I can’t point out any strict logical reason for it.
Theo Angelopoulos
เช้าตื่นขึ้นมา Alexandros เปิดบทเพลง Θέμα Αλεξάνδρου อ่านว่า Théma Alexándrou แปลว่า Alexander’s Theme เริ่มต้นด้วยกลิ่นอาย Vivaldi ประสานเสียงไวโอลิน+เปียโน สร้างท่วงทำนองสนุกสนานครื้นเครง แต่ไม่นานจักค่อยๆแปรสภาพเป็นความมืดหมองหม่น เหลือเพียงเชลโล่ทุ้มต่ำ+เปียโน นั่นอาจเรียกได้ว่า Old Man’s Theme ฟังดูเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า แล้วเสียงดนตรีจะค่อยเบาลงจนเกือบเงียบสงัด ก่อนสิ้นสุดลงด้วยโอโบท่วงทำนองซึมเศร้า เหงาๆ เวิ้งว่างเปล่า ไม่รู้จะหาหนทางออกจากวังวน คลื่นลม ล่องลอยคออยู่กลางมหาสมุทร
The film director goes down to his studio and turns the radio on, and we hear a Vivaldi-like concerto grosso. This theme will be repeated again and again through the film, soon to be joined by the old man’s theme. At the end, both themes are performed on the violin by the character playing the old man.
Theo Angelopoulos
บทเพลงพื้นบ้านที่บิดาขับร้อง-ลุกขึ้นมาเริงระบำบนเนินเขา ชื่อว่า Σεράντα μήλα κόκκινα อ่านว่า Saranta mila kokkina แปลตรงตัว Forty Red Apples ซึ่งระหว่างการเริงระบำ มีการบรรเลงเครื่องดนตรีพื้นบ้านกรีก Ποντιακή λύρα อ่านว่า Pontiakí Lýra แปลว่า Pontic Lyre โดย George Amarantidis
ช่วงท้ายของหนังมีวงดนตรีเข้ามาในคาเฟ่ริมเล (ตั้งใจจะเล่นคอนเสิร์ต แต่ฝนตกหนักเลยเปลี่ยนมาเล่นในร้านแทน) ทำการมิกซ์หลายๆบทเพลงเข้าด้วยกัน (Medley) มีส่วนผสมของทั้งบทเพลงสากล+กรีก น่าเสียดายผมแกะได้แค่เริ่มต้นด้วย As Time Goes By (จากภาพยนตร์ Casablanca (1941)) และ The Bird of Scobie (บทเพลงแนวล้อเลียนที่ใช้ในภาพยนตร์ The Travelling Players (1975)) ใครรู้จักเพลงอื่นก็แนะนำกันมานะครับ
แถมท้ายกับบทเพลง Ταξίδι στα Κύθηρα หรือ Voyage to Cythera ที่เป็นฉบับขับร้องโดย Giorgos Dalaras ไม่ได้รวมอยู่ในหนัง แต่ผมเห็นคำแปลเนื้อร้องแล้วอดไม่ได้ มันช่างมีความงดงามยิ่งนัก
| ต้นฉบับกรีก | คำแปล Grok |
|---|---|
| Άρρωστη καρδιά δε βρίσκει γιατρειά στη λησμονιά χάνεται στ’ αγιάζι μέσα στο βοριά στα ξένα μακριά κι όλο περιμένει πάλι τη στιγμή να ξαναρθεί το καράβι στο λιμάνι θα φανεί θαλασσινό πουλί στα όνειρά μας. Σ’ άγγιξε ξανά του κόσμου η παγωνιά κι η ερημιά πώς να τη γιατρέψεις την παλιά πληγή βαθιά μες στην ψυχή κι όλο περιμένει πάλι τη στιγμή να ξαναρθεί το καράβι στο λιμάνι θα φανεί θαλασσινό πουλί στα όνειρά μας. | A sick heart finds no cure in forgetfulness it is lost in the sea in the north in the foreign distance and all the time it waits again for the moment to come again the ship in the harbor will appear a sea bird in our dreams. The world’s frost and desolation have touched you again how to heal the old wound deep in the soul and all the time it waits again for the moment to come again the ship in the harbor will appear a sea bird in our dreams. |
Voyage to Cythera (1984) เริ่มต้นด้วยการเดินทางหวนกลับบ้านของบิดา Spyros ถูกเนรเทศตั้งแต่ช่วงสงครามกลางเมืองกรีก แต่กาลเวลาพานผ่านมากว่าสามทศวรรษ Greece ได้ปรับเปลี่ยนแปลงไปจนไม่หลงเหลือแม้แต่สถานที่เคยเป็นบ้านพักอาศัย เลยตัดสินใจเนรเทศตนเอง ต้องการออกเดินทางสู่สถานที่ในอุดมคติ Cythera ถึงอย่างนั้นกลับไม่มีเรือลำไหนยินยอมให้โดยสาร ล่องลอยคออยู่กลางมหาสมุทร
การได้หวนกลับบ้านของบิดา/ผู้ถูกเนรเทศทางเมือง คือสิ่งที่ผกก. Angelopoulos สะท้อนถึงเหตุการณ์บังเกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น นายกรัฐมนตรี Andreas Papandreou ออกกฎหมายยกเลิกการเนรเทศ เพื่อให้โอกาสนักโทษการเมืองหวนกลับสู่ผืนแผ่นดินมาตุภูมิ … ฟังดูเหมือนการนิรโทษกรรม แต่กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ละเว้นความผิด (หมดอายุความไปแล้วกระมัง) เพียงเปิดโอกาสให้หวนกลับบ้านเท่านั้นแล
ผกก. Angelopoulos มองการออกกฎหมายดังกล่าว คือจุดสิ้นสุดสงครามกลางเมืองกรีกอยากแท้จริง! มันอาจไม่ได้ลบล้างหายนะบังเกิดขึ้น แต่เป็นการยินยอมรับความผิดพลาดทางการเมืองเมื่อหลายทศวรรษก่อน ที่สองขั้วความคิดเห็นซ้าย-ขวา ประชาธิปไตย-คอมมิวนิสต์ ทำไมถึงอยู่ร่วมกันไม่ได้? ต้องกำจัดอีกฝ่ายให้พ้นภัยทาง เราต่างมีเชื้อสายกรีกเดียวกัน ควรต้องเรียนรู้จักการยกโทษให้อภัย
ถ้ามองหนังในเชิงจิตวิทยา การหวนกลับบ้านของ Spyros คือช่วงเวลาห่อเหี่ยว สิ้นหวัง ชายสูงวัยยังคงโหยหาถึงอดีต ต้องการวิถีชีวิตดั้งเดิมกลับคืนมา ก่อนค้นพบว่าตนเองได้สูญเสียทุกสิ่งอย่าง หนังนำเสนอในเชิงเปรียบเทียบกับบ้านต่างจังหวัดที่ถูกบีบบังคับให้ขายต่อ ไม่หลงเหลือสถานที่ที่เป็นของตนเอง ท้ายที่สุดจึงถูกปล่อยเกาะ ล่องลอยเคว้งคว้างอยู่กลางมหาสมุทร ไร้เป้าหมาย ไร้หลักแหล่ง เพียงภรรยาคู่ชีวิตที่พร้อมลาจากโลกนี้ไปด้วยกัน … บางคนอาจตีความถึงความตายก็ได้กระมัง
ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถยินยอมรับความเปลี่ยนแปลง แต่ก็ไม่มีใครสามารถต่อต้านทานความเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน ถ้าเรามองหนังในอีกแง่มุมหนึ่ง ถึงเวลาที่คนรุ่นเก่าจะต้องปล่อยละวางจากอดีต ให้โอกาสคนรุ่นใหม่เลือกเส้นทางดำเนินชีวิตของตนเอง
the final departure of the old couple opens the door for the younger man to accomplish his own journey, mentioned all through the film… It exorcises the past but at the same time makes its peace with it. It offers the Greek audience a possibility to face the future without the traumas of the past.
Theo Angelopoulos
ในบทสัมภาษณ์ของผกก. Angelopoulos มีการเปรียบเทียบการเดินทางกลับบ้าน คือส่วนหนึ่งของวิถีชาวกรีก ยังสามารถค้นพบได้ในปกรณัมกรีก รวมถึงมหากาพย์ Odyssey
The triangle Ulysses-Penelope-Telemachus represents in this context the end of a journey. If one considers the last forty years in Greece as another War of Troy, the return of Ulysses is the obvious conclusion… Old Ulysses refuses to accept any compromises; therefore, he does not fit in anymore; there is no role for him to play. He is like a bottle thrown into the sea-a derisive, useless hope to be gotten rid of.
เกร็ด: Ulysses (หรือ Odysseus) ในมหากาพย์ Odyssey ใช้เวลาสิบปีหลัง Trojan War เดินทางกลับบ้านเกิด (เพราะเรืออับปางกลางมหาสมุทร ถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวโดยหญิงสาวหลายคน) ด้วยเหตุนี้ใครๆจึงครุ่นคิดว่าน่าจะเสียชีวิตไปแล้ว มีคน(ทรยศ)มากมายเสนอตัวขอแต่งงานกับ Penelope แต่ท้ายที่สุดเมื่อ Ulysses หวนกลับมา กอบกู้ราชบังลังก์ ครองรักกับภรรยาอีกครั้ง
ตอนวัยเด็กที่บิดาของผกก. Angelopoulos ถูกตำรวจลับจับกุมตัว ใครๆต่างครุ่นคิดว่าคงไม่น่าจะรอดชีวิต แต่เมื่อเขาหวนกลับมา (มันอาจไม่ได้ยาวนานหลายทศวรรษเหมือนในหนัง) ความสัมพันธ์ที่เคยมีกลับจืดจาง เหินห่าง ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป … นี่คือหนึ่งใน Theme หลักของผกก. Angelopoulos พบเห็นในหลายๆผลงาน
ก่อนหน้านี้ผลงานของผกก. Angelopoulos สตรีเพศมักไม่ค่อยมีบทบาทมากนัก เพียงวัตถุทางเพศ รองมือรองเท้าบุรุษ สะท้อนบริบททางสังคมชายเป็นใหญ่ ปิตาธิปไตย แต่โดยไม่รู้ตัวภาพยนตร์เรื่องนี้รับอิทธิพลจากโลกภายนอก ความเปลี่ยนแปลงยุคสมัย โดยเฉพาะพี่สาว Voula (รับบทโดย Mary Chronopoulou) กล้าพูด กล้าแสดงออก กล้าขัดแย้งต่อบิดา/น้องชาย ไม่ละอายแม้ร่วมเพศสัมพันธ์กับชายแปลกหน้า
Let me put it this way. Compared with my earlier films, the woman here is more assertive, she no longer accepts following male initiatives.
และโดยเฉพาะมารดา Katerina แม้เหินห่างจากสามีมานาน มีความเป็นเอกเทศ สามารถพึ่งพาตนเอง แต่เธอยังเลือกที่จะร่วมเดินทางไปกับเขา โบกรถขึ้นเรือ ยินยอมล่องลอยคออยู่กลางมหาสมุทร ราวกับพบเจอเกาะสวาทหาดสวรรค์ Cythera ไม่จำเป็นต้องคือสถานที่แห่งหนึ่งใด เพียงได้อยู่ใกล้ชิดชายคนรัก
She is the victim of everything that happened, but she is the only one who remained true to herself all these years. Her almost incredible fidelity to her husband-let me just remind you all this happens in the film within the film-gives her the right to invent once again true love for herself
แซว: ผกก. Angelopoulos ครุ่นคิดว่าชื่อหนังภาษาอังกฤษไม่ค่อยตรงความสักเท่าไหร่ “A departure that all one knows of is the trip itself. It’s not really a Voyage to Cythera, it is more like Embarking for Cythera.”
หลังฉายรอบปฐมทัศน์ใน Greece เดินทางไปยังเทศกาลหนังเมือง Cannes เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์ถือว่าดียอดเยี่ยม สามารถคว้ามาสองรางวัล … ผู้ชนะ Palme d’Or ปีนั้นคือ Paris, Texas (1984)
- Best Screenplay
- FIPRESCI Prize เคียงคู่กับ Paris, Texas (1984)
แม้ปัจจุบันยังไม่มีข่าวคราวการบูรณะ แต่คุณภาพ DVD ของค่าย Artificial Eye ถือว่าพอแก้ขัด หรือใครสนใจ Blu-Ray ฉบับภาษาญี่ปุ่นของ Kinokuniya ทำการสแกนใหม่คุณภาพ HD วางจำหน่ายปี ค.ศ. 2012
ผมไม่ได้มีความประทับใจแรกต่อ The Reconstruction (1970) และ The Travelling Players (1975) ที่ดีนัก! เพราะดูไม่ค่อยรู้เรื่อง ต้องใช้เวลาสักพักใหญ่กว่าจะสามารถทำความเข้าใจอะไรๆ แต่พอรับชม Voyage to Cythera (1984) รู้สึกสบายๆ เพลิดเพลินผ่อนคลาย ภาพสวย เพลงเพราะ เกิดความชื่นชอบประทับใจสไตล์ Angelopoulos ขึ้นมาโดยพลัน!
จัดเรต pg กับการทอดทิ้งผู้สูงวัย
Leave a Reply