Memories of Matsuko (2006)

memories of matsuko

Memories of Matsuko (2006) Japanese :  Tetsuya Nakashima ♥♥♥♥

ตัวละคร Oharu จากหนังเรื่อง The Life of Oharu (1952) ของผู้กำกับ Kenji Mizoguchi อาจถือว่าเป็นผู้หญิงโชคร้ายที่สุดในโลก แต่เธอไม่เคยฆ่าใครเพราะผิดหวังในรัก ผิดกับ Matsuko ที่เลวร้ายไม่ต่างกัน แต่ได้ล้ำเส้นไปไกล, ในความทรงจำของ Matsuko มีงานภาพสไตล์ Psychedelic สวยงามเว่อเกินจริง สร้างโดยผู้กำกับ Tetsuya Nakashima (Kamikaze Girls) นำแสดงโดย Nakatani Miki ที่จะทำให้คุณรันทนด้วยน้ำตา ชวนค้นหาว่าชีวิตของเธอให้ข้อคิดอะไร

เมื่อสิบปีก่อน ผมซื้อแผ่น DVD หนังเรื่องนี้ เพราะปกมีความเย้ายั่วยวนใจมาก สีสันสดใส คงเป็นหนังโลกสวยที่มีสไตล์โดดเด่น (สงสัยเพราะตอนนั้นเพิ่งดู Amélie ไป เลยใคร่สนใจหนังแนว Visual ภาพสวยๆงานศิลป์เลิศๆ) แต่พอเปิดดูก็ร้องเห้ย! นี่มันหนังบัดซบอะไรเนี่ย โลกสวยกะผี มีทั้งสุรานารี หนังAV ขายตัว ฆาตกรรม นำเสนอด้วยงานภาพแบบนี้มัน หลอกตัวเองมากๆ

นั่นเป็นสิ่งที่ผมจดจำมาถึงปัจจุบัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่หลงลืมไปคือ ตอนนั้นเสียน้ำตาให้กับหนังหรือเปล่า? ปกติเรื่องพรรค์นี้จะไม่ลืมนะ น่าสงสัยมากว่าทำไมถึงจำไม่ได้, กับการรับชมครั้งนี้ ทลายสิ่งที่เป็นฉากฉาบหน้า เนื้อหนังภายนอกเอาออกไป สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือในจิตใจของหญิงสาว เพียงแค่เธออยากให้ทุกคนมีความสุข ไม่ต้องการมีปัญหาอะไร แต่กลับไม่มีใครเข้าใจ โลกภายนอกทำกับเธออย่างโหดร้าย จนเกิดคำถามในใจ นี่ฉันเกิดมาเพื่ออะไร?

ผลงานจาก Tetsuya Nakashima ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น เกิดที่ Fukuoka เริ่มต้นทำงานจากการเป็นผู้กำกับโฆษณา Music Video สร้างสไตล์ที่มีความโฉบเฉี่ยว สีสันฉูดฉาด ผสมผสานกับอนิเมชั่น/Computer Graphic ซึ่งพอได้รับโอกาสให้กำกับภาพยนตร์ จึงประยุกต์ความชื่นชอบนี้ สร้าง Visual Style ให้กับผลงานภาพยนตร์ของตนเอง, ผลงานแรกที่สร้างชื่อให้กับผู้กำกับคือ Kamikaze Girls (2004) มีความโดดเด่นเรื่องงานภาพ ถึงขนาดได้รางวัล Best Director จาก Yokohama Film Festival ส่วนผลงานที่เป็นไฮไลท์ในชีวิตคือ Confessions (2010) กวาดรางวัลนับไม่ถ้วน รวมถึง Best Picture และ Best Director จาก Japan Academy Prize

ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง 嫌われ松子の一生 (Kiraware Matsuko no Isshō?) แปลว่า Life of despised Matsuko เขียนโดย Muneki Yamada ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 2003 ยอดขายปีแรกสูงถึง 1.2 ล้านเล่ม ทำให้ได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์, ละครโทรทัศน์, ละครเวที (2 ครั้งแล้ว) รวมถึงมีนิยายภาคต่อตามมาอีกหลายเล่ม

หลังจากผู้กำกับ Tetsuya Nakashima ได้อ่านต้นฉบับเกิดความสนใจต้องการดัดแปลงเรื่องราวนี้เป็นภาพยนตร์ ซึ่งก็ได้ทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเรื่องราวบางส่วน เห็นว่าในนิยาย เรื่องราวมัน Dark มืดหม่นยิ่งกว่าในหนังอีกนะครับ เช่น ตัดเรื่อง Matsuko โดนครูใหญ่ข่มขืน (ในหนังเปลี่ยนเป็นแค่ Sexual Harassment และมีถอดเสื้อจับนม) เรื่องราวของ Ryuichi จะมีเกี่ยวกับศาสนาตั้งแต่ต้น (แต่หนังจะให้เขาเข้าถึงพระเจ้าเมื่อติดคุกแล้ว) ฯ

Sho Kawashiri (รับบทโดย Eita Nagayama) เด็กหนุ่มอาศัยอยู่ใน Tokyo เพิ่งถูกแฟนทิ้ง รู้สึกชีวิตไร้เป้าหมาย ไม่สนใจอนาคต, ได้รับรู้การเสียชีวิตของป้า Matsuko Kawashiri (นำแสดงโดย Miki Nakatani) ที่ไม่เคยพบหน้า ถูกไว้วานจากพ่อให้ทำความสะอาดอพาร์ทเม้นท์ของเธอ เป็นเหตุให้ Sho ได้เรียนรู้ พบเจอเรื่องราวชีวิตของเธอคนนี้ ที่ค่อยๆกล่อมเกลาสั่งสอนให้เขาเข้าใจชีวิตมากขึ้น

Matsuko Kawajiri หญิงสาวผู้มีโชคชะตาอาภัพคนรัก เธอต้องการแค่ให้ใครๆรักเธอ (เพราะตัวเองขาดความรักจากพ่อ ที่สนใจน้องสาวมากกว่า) แต่วิธีการค่อนข้างเห็นแก่ตัวสักหน่อย คือพยายามเปลี่ยนแปลงพวกเขาให้เป็นแบบที่ตนใฝฝัน แน่นอนว่าใครจะไปยอม เธอจึงเปลี่ยนตัวเองเพื่อพวกเขา แต่กลับไม่มีใครอีกที่จะมองเห็น เข้าใจตัวตนความต้องการแท้จริงของเธอ

Miki Nakatani นักแสดง/นักร้อง สัญชาติญี่ปุ่น เชื่อว่าหลายคนคงจดจำเธอได้จาก Ring (1998) และ Ring 2 (1999) [ภาคหลังกลายเป็นนางเอกเต็มตัว] นอกจากนี้ยังมี When the Last Sword Is Drawn (2003) ฯ ในระหว่างการถ่ายทำ Nakatani เคยหนีออกจากกองถ่ายครั้งหนึ่ง เพราะความเครียดกดดันในการรับบทเหมือนดั่งที่ตัวละคร Matsuko ต้องแบกรับความแปรปรวนทางอารมณ์อยู่หลายต่อหลายครั้ง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ จนตัวเธอเองไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ทัน… แต่วันสองวันก็กลับมาถ่ายต่อนะครับ ไม่ได้ทิ้งไปเลย (เห็นว่าผู้กำกับก็เตรียมแผน/คิดไว้แล้วว่า Nakatani ต้องมีสักครั้งที่ Breakdown เพราะถ้านักแสดงที่รับบทนี้ไม่สติแตก มันแปลว่าเข้าไม่ถึงตัวละครแสดงได้ไม่สมจริง)

เห็นในหนังเราก็แค่ขำๆ อึ้งทึ่งไปกับสภาวะอารมณ์ของตัวละคร แต่พยายามคิดให้ได้ถึงชีวิตจริงดูสักนิดนะครับ เป็นคุณจะอดทนต่อความผิดหวัง เจ็บปวด ได้มากครั้งเท่า Matsuko หรือเปล่า ขนาดนักแสดงที่รับบทยังแทบแย่ อย่าหัวเราะเยาะกับความทุกข์ของผู้อื่นเป็นอันขาดนะครับ เพราะเมื่อไหร่ที่คุณเจอเข้ากับตัวจะรู้ว่ามันหัวร่อไม่ออกแม้แต่น้อย

Nakatani กวาดรางวัล Best Actress แทบทุกสถาบันที่เธอได้เข้าชิง อาทิ Japan Academy Prize, Kinema Junpo Awards, Mainichi Film Concours, Asian Award น่าเสียดายไม่ได้เข้าชิง Blue Ribbon Awards

Yusuke Iseya รับบท Youichi Ryu จากเด็กหนุ่มเติบโตกลายเป็นชายยากูซ่า ลุ่มหลงใหลในโลกอาชญากรรม, คงเพราะจากเคยเป็นครูผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง กลายมาเป็นคนรักร่วมหลับนอน คงไม่มีแม่พระคนไหนจิตใจโอบอ้อมอารีดีงามได้ขนาดนี้ นั่นคือเหตุผลให้ไอ้มังกรยก Matsuko ให้เป็นดั่งพระเจ้า ภายหลังเกินเอื้อกว่าที่ตนจะกล้าสัมผัส

Asuka Kurosawa (ไม่ได้เป็นญาติอะไรกับ Akira Kurosawa นะครับ) รับบท Megumi Sawamura เพื่อนสาวที่ Matsuko สนิทสนมด้วยเป็นที่สุด, จากติดคุกติดตาราง กลายเป็นนักแสดง AV แต่งงานกับทายาทเจ้าของบริษัทถ่ายหนัง ชีวิตมีแต่รุ่งโรจน์ขึ้นเรื่อยๆ (ในวิถีทางอสุจริต) เป็นความน่าเสียดายที่ Matsuko พยายามเปรียบเทียบตนเองกับ Megumi จนเกิดความอิจฉาริษยา ไม่ยอมรับความมีเมตตาช่วยเหลือใดจากเธอ (และตีตนออกห่าง) มันเหมือนเพราะถ้าเธอทำอย่างนั้น ก็เท่ากลับยอมรับว่าโลกที่เธอเพ้อฝันอยู่มันจะไม่ใช่ของตนเองอีกต่อไป

Akira Emoto นักแสดงรุ่นใหญ่ยอดฝีมือ รับบทพ่อของ Matsuko ที่มีความเข้มงวด เคร่งเครียดจริงจัง ใบหน้าของนิ่งสนิท มีหัวเราะแค่ตอนลูกสาวทำหน้าตลกๆให้เห็นเท่านั้น, ผมคิดว่ามันอาจเป็นความเข้าใจไปเองของ Matsuko จากการกระทำของพ่อที่ดูเหมือนจะรักน้องสาวมากกว่า แต่จริงๆแล้วพ่อคงรักลูกๆของตนเท่ากัน จะเห็นได้จากตอนที่ Matsuko จากไป เขาก็ไม่เคยลืมระลึกถึงเธอ

อีกคนที่ขาดไม่ได้คือ Eita Nagayama รับบท Sho Kawashiri หลานสาวของ Matsuko จริงๆทั้งสองเคยพบกันแต่ใครจะไปจำได้ (ยังเด็กขนาดนั้น) การรับเรียนรู้ชีวิตของป้า ก็ไม่รู้สอนอะไรๆเขาได้หรือเปล่า สามารถเปรียบตัวละครนี้แทนด้วยเราผู้ชม การรับรู้ของเขาก็เหมือนการรับรู้ของเรา ถ้าคิดว่าหลังจากนี้ Sho จะเปลี่ยนไปอย่างไรหรือไม่ แทนด้วยความคิดของตัวคุณเองได้เลย, ผมไม่แน่ใจในนิยายมีเขียนบทสรุปของ Sho ไว้หรือเปล่า แต่การไม่พูดถึงอะไรเลยในตอนจบ มองได้แค่ที่ผมบอกไปนี้นะครับ แล้วแต่ผู้ชมจะคิดตีความเอาเองเลย อยากให้เขาเข้าใจก็จักเข้าใจ ย้อนถามตัวเองด้วยละว่า เข้าใจอะไร?

ถ่ายภาพโดย Masakazu Ato เพื่อนสนิท ขาประจำของ Tetsuya Nakashima, งานภาพมีความแฟนตาซีสวยงามเกินจริง เนื่องเพราะต้องการสะท้อนความโลกสวยสดใสในจิตใจของ Matsuko (จะมองว่านี่เป็นความทรงจำที่ใสซื่อบริสุทธิ์ของ Matsuko ก็ยังได้) มีลักษณะ Psychedelic ที่เหมือนคนเมายาภาพหลอน มีการใช้เลนส์ตาปลา/เลนส์Wide เพื่อสร้างความแปลก, ใช้คอมพิวเตอร์เพิ่มลดความเข้มของสีแสง ฯ

สีเขียวสุขใจ

memories-of-matsuko3

สีน้ำเงินคือความอ้างว้างโดดเดี่ยว

memories-of-matsuko5

สีแดงคือความสูญเสีย การตาย

memories-of-matsuko4

Establish Shot ช็อตก่อนเริ่มแต่ละซีน มักจะมีดอกไม้/ต้นหญ้า จัดเรียงสวยงามอยู่ด้านล่างของภาพ มีลักษณะเหมือนกรอบรูป ซึ่งสายพันธุ์สีสันของดอกไม้มีนัยยะแสดงถึงอารมณ์ความรู้สึกของ Matsuko, จริงๆไม่ใช่แค่ด้านล่างของภาพนะครับ คิดว่าน่าจะทุกฉากของหนังต้องมีดอกไม้ประกอบอยู่ อาจจะใส่แจกันไว้, Wallpaper, เครื่องประดับ, ลายเสื้อผ้า ฯ เป็นสิ่งสัญลักษณ์แสดงถึงความสวยสดใสในโลกใบนี้ของ Matsuko (แต่ถ้าเป็นต้นหญ้า จะคือความแห้งแล้งจบสิ้นหวัง)

memories-of-matsuko1 memories-of-matsuko2

ทรงผมของ Matsuko สื่อถึงความฟุ้งซ่านที่อยู่ในหัวของเธอ (ผมตามเทรนด์ทรงผมไม่ทันเท่าไหร่ คุณเธอเปลี่ยนบ่อยมาก)
– ตอนเป็นครูมัดม้วนผมเรียบร้อย แสดงถึงความสงบเสงี่ยมต้องการเป็นคนดี
– ตอนเป็นแม่บ้าน มัดผมเรียบร้อย
– ทรงบ็อบ คือสาวมั่น กล้าคิดกล้าทำอะไรด้วยตนเอง
– หางม้าม้วนหยิกสองข้าง ชีวิตที่ยุ่งเหยิงแต่ยังผูกมัด ดำเนินต่อไปได้อย่างมีระเบียบ
– กระเซอะกระเซิง ไม่มีการมัดเหมือนคนบ้า ไม่สนใจอะไรแล้วในชีวิต (ในหนังจะมีระดับของมันด้วย ช่วงแรกๆจะกระเซอะน้อยๆ ช่วงท้ายจะกระเซิงแบบหมดรูป)

ตัดต่อโดย Yoshiyuki Koike เพื่อนสนิท ขาประจำของ Tetsuya Nakashima, วิธีการเล่าเรื่องมีความคล้ายกับหนังเรื่อง Citizen Kane (1940) เริ่มต้นด้วยการตายของตัวละครสำคัญ (ที่เป็นชื่อหนัง) จากนั้นมีตัวละครหนึ่งที่ทำการสืบค้นหาเรื่องราวอดีตของผู้เสียชีวิต พบเจอกับผู้คนต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รับรู้เสี้ยวของเรื่องราว แล้วส่งไม้ผลัด เพื่อให้นำมาประติดประต่อกันจนเป็นเรื่องสมบูรณ์

บุคคลต่างๆที่ Sho ได้พบเจอ เล่าเรื่องป้า Matsuko ให้ฟัง ต่างมีมุมมองทัศนคติต่อเธอต่างออกไป ประกอบด้วย
– พ่อ ที่รู้จักตั้งแต่เด็กมองว่าเป็นคนไร้ค่า เพราะการทอดทิ้งครอบครัว
– เพื่อนข้างห้อง ไม่ได้รู้จักอะไรเลยมองว่าเป็นยัยบ้าเสียสติ
– นายตำรวจ ที่รู้จักตั้งแต่เป็นสมัยอาจารย์สอนหนังสือ มองเธอคือคดีหนึ่ง
– Megumi เพื่อนรักของป้า มีชีวิตสุขทุกข์ร่วมกันมา มองเป็นเพื่อนรักเพื่อนแท้
– Ryu อดีตแฟนหนุ่มยากูซ่า ที่หลงรักเทิดทูนดั่งพระเจ้า

ช่วงท้าย หลังนำเสนอการเสียชีวิตของ Matsuko จะมีการประมวลภาพชีวิตของเธอไล่กลับไปสู่จุดเริ่ม เป็นภาพประกอบและเสียงร้องเพลง ประกอบกับ Visual Effect กล้องเคลื่อนถล่าพัดผ่านด้วยสายลม, หลายคนคงสะอื้นไห้ เศร้าสลดรันทนกับความบัดซบของชีวิตเธอ และดีใจแทนว่าไม่ต้องทนทุกข์ลำบากทรมานอีกต่อไปแล้วนะ หลับให้สบาย ขึ้นสวรรค์ไปเลย

เพลงประกอบโดย Gabriele Roberto ชาวอิตาลี นี่เป็นผลงานเพลงภาพยนตร์เรื่องแรก, คำร้องแต่งโดย Takeshi Shibuya นักแต่งเพลงรุ่นดึกของญี่ปุ่น, บมเพลงในหนังมีทำนองที่หลากหลาย อาทิ Classic, Jazz, Pop, Rock, Rap ฯ มีความร่วมสมัยเป็นปัจจุบันนิยมอย่างมาก นี่เพราะผู้กำกับเป็นคนเคยทำงานสาย Music Video มาก่อน เลยต้องทันเทรนด์ไม่ตกยุค

บทเพลงแรก まげてのばして (Magete nobashite แปลว่า Reach out, stretch up high, ยื่นมืออกไป ให้สูงที่สุด) ในหนังจะมี 3 ฉบับ
1) ขับร้องโดยเด็กหญิง Ami Yuma
2) ฉบับหญิงสาว Miki Nakatani
3) คำร้องภาษาอังกฤษ ใช้ชื่อว่า Walking On Springtime ขับร้องโดย Barbara Borra

นี่เป็นเพลง Waltz ที่มีความไพเราะ สะเทือนจับใจที่สุดของหนัง สื่อถึงความฝันความต้องการของ Matsuko เอื้อมมือเพื่อสัมผัสดวงดาว แต่ไม่เคยไขว่คว้าได้มาครอบครอง, ผมเลือกฉบับของเด็กหญิงมาให้ฟัง มีเพียงเปียโนบรรเลงประกอบ รู้สึกนุ่มนวลไพเราะกว่าฉบับที่ Nakatani ร้องเสียอีก (ฉบับที่หญิงสาวร้องใช้ Orchestra เต็มวงประกอบ)

ผมอดไม่ได้ที่จะต้องนำ Walking On Springtime มาให้ฟังด้วย เป็นเพลงเดียวกันนะครับ ทำนองคล้ายๆกันแต่เรียบเรียงใหม่ ส่วนคำแปลรู้สึกว่าไม่ได้ตรงกันนัก แต่ใจความ(น่าจะ) คล้ายๆกัน

Love is Bubble ขับร้องโดย Bonnie Pink (ชื่อจริง Kaori Asada) เปรียบช่วงเวลาสบู่ (Soap lady) ของ Matsuko คือขณะเธอเป็นคุณตัว ขายเรือนร่างหาเงินเลี้ยงชีพ บทเพลงทำเป็น Music Video สรุปเหตุการณ์ในช่วงเวลานี้ มีท้วงทำนอง Jazz เครื่องดนตรีกลอง แซ็กโซโฟน ทรัมเป็ต มีความสนุกสนานครึกครื้น, ชีวิตจริงของโสเภณีไม่ได้ตื่นเต้นเร้าใจสวยงามเหมือนในเพลงนะครับ มันควรตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง

เพลง Happy Wednesday ขับร้องโดย Miki Nakatani เป็นแนวป็อปจังหวะสนุกๆ ชื่อเพลงค่อนข้างตรงตัวอยู่ ความสุขสันต์ของวันพุธ (สุขจากการเป็นชู้) ฉากนี้ใช้ Visual Effect แบบจัดเต็ม มีลักษณะเหมือน Music Video ท่าเต้นของ Nakatani คิกขุน่ารักมาก

วันพุธ น่าจะเปรียบเปรยถึงวันที่สินค้า ‘ลดราคา’ (ดูหนังวันพุธยังลดราคาเลย) หรือช่วงเวลาโปรโมชั่น วัยรุ่นสมัยนี้คงรู้จักดี รักโปรโมชั่น คบกันตอนแรกๆหวานปานน้ำตาลขึ้นมด พอโปรหมดเหลือน้ำตาลเต็มกระปุก ลดราคาสุดๆก็ยังขายไม่ได้ ดังฉากนี้ เพลงจบรักของ Matsuko ก็จบลงทันที (เร็วกว่าช่วงโปรโมชั่นอีก!)

บทเพลงสุดท้ายที่เลือกมาคือ What Is A Life เป็นแนว Alternate Rock/Rap ขับร้องโดย AI & Oikawa Rin ขณะที่ Matsuko อยู่ในคุก แต่เธอไม่เคยยอมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตาชีวิต อะไรกันทำให้เธอมั่นคงได้ขนาดนี้?

การแรปของเพลงนี้ถือเป็นไฮไลท์เลย ด้วยคำร้องที่เป็นการตั้งคำถามเกี่ยวกับการมีชีวิต ร้องวนไปเรื่อยๆ (เหมือนวัฏจักรชีวิต) ในคุก สถานที่ที่คนส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากเข้ามา อยู๋แล้วมักจะท้อแท้สิ้นหวัง แต่กับ Matsuko ไม่เคยมีช่วงเวลาหมดอาลัยตายอยากสักวินาทีเดียว (เรียกได้ว่า อยู่ในคุกก็ยังเป็นดอกไม้สวยสดใสไม่เคยเฉา)

อะไรกันที่ทำให้ Matsuko มองโลกในแง่ดีขนาดนั้น?

โกหกปลิ้นปล้อน, ขโมยของ, ถูกข่มขืน, ทอดทิ้งพ่อ-แม่ พี่น้อง, แฟนหนุ่มทุบตี, ขอทาน, ฆ่าตัวตาย, เป็นชู้, ขายตัว, ฆ่าคนตาย, ติดคุก, อิจฉาริษยา, กินเหล้า, ติดยา, สติแตก … อะไรอีกละ ความชั่วร้ายที่มนุษย์สามารถกระทำได้ เหล่านี้ Matsuko ได้รับได้ปฏิบัติ แสดงออกถูกกระทำ มาน่าจะเกือบครบทุกสิ่งอย่าง, ปกติแล้วถ้ามนุษย์จะเลว มันก็ทำได้ไม่กี่อย่างนะครับ เพราะจิตสำนึกมักค้ำอะไรสักอย่างไว้ ทำแบบนี้ได้แต่จะมีจรรยาบรรณไม่ยอมทำอีกอย่าง กระนั้นสำหรับ Matsuko ไม่ใช่เพราะเธอขาดจิตสำนึกหรืออะไร ทุกสถานการณ์นำพาไป ข้ามเส้นของสามัญสำนึกมนุษย์ แถมไม่เคยนำเรื่องพรรค์นี้มาคิดติดใจอะไรแม้แต่น้อย กระทั่งการฆ่าคนตาย … ไม่เห็นจะรู้สึกสำนึกผิดด้วยซ้ำที่อยู่ในคุก

Matsuko ถือว่าเป็นตัวละครที่ไร้จิตสำนึกโดยแท้ แต่เราไม่สามารถเอาบรรทัดฐานสามัญสำนึกของมนุษย์มาตัดสินดีเลวกับเธอได้ เพราะเมื่อในใจมีความต้องการอะไรสักอย่างหนึ่ง การกระทำจึงพุ่งเป้าไปที่เป้าหมายนั้นด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีความชั่วร้ายเคลือบแคลงแม้แต่น้อย อย่างการฆ่าคน (ที่ด้วยสามัญสำนึกของมนุษย์ มองยังไงก็ผิด) แต่การกระทำของเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยความไร้เดียงสาเท่านั้น … ถ้านี่เรียกว่าการมองโลกในแง่ดี ก็คงอธิบายคำถามข้อสงสัยนี้ได้ แต่ถ้าไม่ผมก็ไม่รู้คำตอบเหมือนกัน

“คุณค่าของคน อยู่ที่การให้” นี่คือคำพูดที่เป็นใจความของหนัง, สิ่งที่ Matsuko มอบให้ คนส่วนใหญ่คงมองหาสิ่งที่เป็นนามธรรม อาทิ เงินทอง, ข้าวของ, เสื้อผ้า, เครื่องประดับ? ไม่ใช่นะครับ สิ่งที่เธอมอบให้กับคนทุกคน คือความรักความบริสุทธิ์ใจ ทุ่มเทเสียสละ จริงใจ เรียกว่ามอบทั้งตัวและหัวใจให้ทั้งหมด แต่เพราะมีผู้ชาย 2 ประเภทที่หญิงสาวพบเจอ
1) คนที่ตักตวงเอาแต่ประโยชน์ อาทิ บรรดาสามีคนรักทั้งหลาย
2) คนที่ไม่ทะนุถนอมความรัก ความบริสุทธิ์ใจอาทิ พ่อกับน้องชาย

ผู้ชายทุกคนในหนังเรื่องนี้ถือเป็นตัวร้ายนะครับ (ผู้หญิงทุกคนในหนัง น้องสาว/เพื่อนสนิท ต่างเข้าใจมองเธอในด้านดีทั้งนั้น) ไม่รู้เกิดจากอคติอะไรของผู้เขียนนิยายเรื่องนี้หรือเปล่า แต่สิ่งที่น่าทึ่งกว่านั้นคือผู้กำกับ สามารถนำเสนอเรื่องราวของผู้หญิง ทั้งๆที่เขาเป็นผู้ชาย แต่กลับมีความเข้าใจความคิด จิตใจของหญิงสาวได้อย่างลึกซึ้ง, น่าเสียดายที่ผมไม่รู้ชีวประวัติของผู้กำกับเท่าไหร่ มันอาจมีแรงดลใจบางอย่างที่ทำให้เขาชื่นชอบเรื่องราวลักษณะนี้ ซึ่งไม่ใช่แค่หนังเรื่องนี้นะครับ ผลงานดังๆของเขาอย่าง Kamikaze Girls (2004), Confessions (2010), The World of Kanako (2014) ก็ล้วนนำเสนอโลกของผู้หญิง มันต้องมีอะไรแน่ๆ

Matsuko เกิดมาเพื่ออะไร? คำตอบดีสุดที่ผมให้ได้คือ ชีวิตของเธอจะกลายเป็นบทเรียน แบบอย่างให้กับคนอื่นๆ ได้เข้าใจ ค้นพบตัวเอง กล้าที่จะมีชีวิตก้าวเดินต่อไปได้,
– คนที่ผิดหวังท้อแท้ เห็น Matsuko จะรู้สึกมีกำลังใจขึ้น
– คนที่อยากฆ่าตัวตาย เห็นความพยายามของ Matusko แล้วจะไม่มีวันคิดเรื่องนี้อีก
– คนที่อกหักทำอะไรไม่ได้ จะลุกขึ้นเริ่มต้นไม่ ไม่ยอมแพ้

กล่าวคือชีวิตของเธอเมื่อตายไปแล้ว หรือพอกลายเป็นหนังเรื่องนี้ มีประโยชน์กว่าตอนที่ยังมีชีวิตอยู่เสียอีก

ช่วงท้ายของหนังและบั้นปลายชีวิตของ Matsuko ถือว่าน่าเศร้า เพราะมันกลับตารปัตรในโลกอันสวยงามตามจินตนาการของเธอ อาศัยอยู่ท่ามกลางกองขยะ (กลายเป็นขยะสังคม) นั่นเพราะเธอเลือกที่จะไม่ให้อะไรอีกแล้ว ไม่แม้แต่จะรักตัวเอง ปิดกั้นทุกสิ่งอย่าง [แต่ก็ยังแอบให้กับนักร้อง Idol สุดหล่อ ที่สุดท้ายก็แห้วไปตามระเบียบ] ถึงขนาดแกะสลักไว้บนผนัง ‘ขอโทษที่เกิดมา’ มนุษย์เราหยุดที่จะก้าวเดินต่อไม่ได้นะครับ ขนาดโลกยังไม่ยอมหยุดหมุนเลย เมื่อใดที่ยืนอยู่กับที่ ก็เท่ากับรอวันตาย ไร้ความหมาย จบสิ้นลงทันที

เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง Matsuko ก็รู้ถึงความต้องการของตัวเอง ตั้งแต่ตอนพบกับ Megumi ที่โรงพยาบาลแล้วถูกยัดนามบัตรใส่มือ เมื่อกลับมาบ้านจินตนาการถึงน้องสาวตัดผมให้ (ชีวิตในหนังคุ้นๆว่า เธอไม่เคยตัดผมให้น้องสาวที่ป่วยเลยสักครั้ง) ที่ตนฝืนหยุดอยู่นี้มันไม่ได้แก้ไขปัญหาอะไรเลย ตราบใดยังมีชีวิตก็ต้องก้าวเดินต่อไป วินาทีนั้นเธอลุกขึ้นเดินกลับไปหานามบัตรที่ขว้างทิ้งไป พร้อมแล้วที่จะเริ่มต้นใหม่ แต่… สังคมไม่ต้องการเธออีกต่อไป

การเสียชีวิตของ Matsuko ถูกกลุ่มเด็กนักเลงทำตัวกร่างทำร้ายบอบช้ำ ถือเป็นการตายอย่างไร้ค่าที่สุดในโลกภาพยนตร์

หนังเข้าชิง Japan Academy Prize 9 สาขา ได้มา 3 รางวัล ประกอบด้วย
– Best Director
– Best Actress (Miki Nakatani) ** ได้รางวัล
– Best Screenplay
– Best Cinematography
– Best Editing ** ได้รางวัล
– Best Lighting
– Best Art Direction
– Best Sound
– Best Music Score ** ได้รางวัล

สิ่งที่ทำให้ผมหลงรักหนังเรื่องนี้ คือวิธีการเล่าเรื่องที่ใช้หลาน Sho เด็กหนุ่มที่ยังไม่ค้นพบตัวเอง ได้พบเจอกับป้า Matsuko เรียนรู้จักและเข้าใจชีวิตของเธอ แม้ตอนจบจะไม่มีการบอกว่า ชะตากรรมของเขาเป็นยังไงต่อไป เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหรือเหมือนเดิมแย่ลง แต่เราสามารถเปรียบตัวละครนี้ได้กับผู้ชม คุณรู้สึก/ได้ข้อคิดอะไรจากการรับรู้เรื่องราวชีวิตของ Matsuko คำตอบของคุณจะคือคำตอบของ Sho

ข้อคิดที่ผมได้จากหนังเรื่องนี้ ประกอบด้วย
– ตราบใดที่ยังมีชีวิต ก็ต้องสู้ต่อไป มีสุขก็ต้องมีทุกข์ ล้มแล้วลุกเริ่มต้นใหม่ได้
– ไม่มีอะไรในโลกที่เราจะมีความสุขไม่ได้ ต่อให้ถูกทุบตบตีทำร้าย ไม่มีเงินกินข้าว หรืออยู่ในคุก ความสุขมันเกิดขึ้นในจิตใจของคน (ไม่ใช่ภายนอก)
– คนเราจำต้องเห็นแก่ตัวเพื่อแลกกับความสุข เช่นเดียวกันกับความทุกข์ก็ต้องเห็นแก่ตัวเพื่อแลกกับไม่ให้คนอื่นทุกข์กับเราด้วย

แนะนำกับคนที่อยู่ในสภาวะทุกข์ ซึมเศร้า อกหัก แฟนทิ้ง นี่เป็นหนังที่จะให้กำลังใจพวกคุณได้มาก, ชื่นชอบ Visual Style แบบ Psychedelic, Pop Art ของผู้กำกับ Tetsuya Nakashima และแฟนหนังของ Nakatani Miki ไม่ควรพลาดเลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักจิตวิทยา จิตแพทย์ สังคมสงเคราะห์ ศึกษาเรียนรู้พฤติกรรม ค้นหาคำตอบว่าปัญหาของ Matsuko คืออะไร และจะมีวิธีการอะไรช่วยเหลือเธอได้บ้าง

จัดเรต 15+ กับโลกสวยที่โคตรบัดซบ

TAGLINE | “สุดยอดการแสดงของ Nakatani Miki ผสมผสานกับสไตล์การกำกับของ Tetsuya Nakashima ทำให้ Memories of Matsuko คือความทรงจำที่สวยงามและหดหู่ แฝงข้อคิดไม่เหมือนใคร”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of