Perhaps Love (2005)

Perhaps Love

Perhaps Love (2005) Chinese : Peter Chan ♥♥♡

จากผู้กำกับ Peter Chan (Comrades, Almost A Love Story) ทำหนังเพลงรักสามเส้า ได้รับการเปรียบเทียบว่าเป็น Moulin Rouge ของเอเชีย ด้วยเรื่องราวที่มีลักษณะหนังซ้อนหนัง รักซ้อนรัก และซ้อนกับอดีตของคู่พระนาง นำแสดงโดยโจว ซวิ่น, ทาเคชิ คาเนชิโร่ และจาง เสฺวโย่ว

ชีวิตก็เหมือนภาพยนตร์ บางครั้งเราเป็นพระเอกในหนังของตัวเอง บางครั้งก็เป็นตัวเอกในชีวิตของคนอื่น แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่ตัวประกอบในชีวิตของหลายๆคน

Perhaps Love เป็นหนังที่ดูค่อนข้างยาก มีการตัดต่อสลับไปมาระหว่างอดีต-ปัจจุบัน ที่เรื่องราวเหมือนกันมากจนชวนสับสน ต้องใช้การสังเกตพอสมควรถ้าต้องการทำความเข้าใจ แต่หนังไม่ได้มีความซับซ้อนขนาดนั้น เพราะการเล่าเรื่องราวที่มีความคล้ายกัน มักสะท้อนถึงว่าชีวิตก็เป็นวัฎจักรอยู่แบบนี้ อะไรเคยเกิดขึ้นมาก็จะซ้ำรอยเดิม เพียงแค่ช่วงเวลา วัยวุฒิภาวะเติบโตขึ้น ความคิดวิธีการมองโลกก็จะเปลี่ยนไปด้วย

มีอีกสิ่งที่จะขอเกริ่นไว้ นี่เป็นหนังที่ผมมีโอกาสรับชมในโรงภาพยนตร์เมื่อตอนเข้าฉาย จดจำได้ว่าตอนนั้นชื่นชอบหลงใหลมากๆ ตื่นเต้นตระการตาเจ็บช้ำถึงทรวง แถมซื้อแผ่น DVD เก็บไว้ที่บ้านด้วย แต่สิบปีถัดมากลับมารับชมครานี้หาความประทับใจอีกไม่ได้เลย นั่นเพราะผมเติบโตขึ้นด้วยกระมัง ทำให้มองเห็นความตั้งใจของผู้กำกับ Peter Chan ที่รักสามเส้ามันก็แค่หน้าหนัง แต่ใจความจริงๆคือนำเสนอทัศนะของตัวเองต่อ จีนแผ่นดินใหญ่-เกาะฮ่องกง-ประเทศอังกฤษ นอกจาก Wong Kar-Wai แล้ว ก็มี Peter Chan นี่แหละที่ชอบทำหนังลักษณะนี้

Peter Ho-sun Chan (เกิด 28 พฤศจิกายน 1962) เป็นผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ เกิดที่ Hong Kong จากพ่อแม่ที่อพยพไปจากจีนแผ่นดินใหญ่ เติบโตขึ้นที่เมืองไทย ไปเรียนสาขาภาพยนตร์ที่อเมริกา University of California, Los Angeles (UCLA) แต่เรียนไม่จบ กลับมาฮ่องกงได้กลายเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก Alan And Eric : Between Hello And Goodbye (1991) ที่ทำให้ Eric Tsang ได้รางวัล Best Actor จาก Hong Kong Film Awards

สำหรับผลงานที่ถือว่าประสบความสำเร็จสุดของ Peter Chan คือ Comrades, Almost A Love Story (1996) ชื่อไทย เถียน มี มี่ 3650 วันรักเธอคนเดียว ผมได้เขียนรีวิวหนังเรื่องนี้ไปแล้ว หน้าหนังเป็นเรื่องความรักและการพลัดพราก แต่ใจความจริงๆคือทัศนะของผู้กำกับต่อ จีน-ฮ่องกง-อังกฤษ ลองหาอ่านดูนะครับ

เกร็ด: Peter Chan เคยร่วมงานกับหนังไทยเรื่อง จันดารา (พ.ศ. ๒๕๔๔) ของนนทรีย์ นิมิบุตร

Peter Chan อยู่กินกับ Sandra Ng Kwan-yu มีลูกด้วยกัน 1 คน แต่ทั้งคู่ไม่ได้แต่งงานกัน ซึ่งในหนัง Sandra Ng ปรากฏตัวรับเชิญเล็กๆ เป็นผู้จัดการส่วนตัวของ Lin Jiandong

จากชีวประวัติของผู้กำกับที่ผมเล่ามาคร่าวๆ มีความคล้ายคลึงกับตัวละคร Lin Jiandong ของ Takeshi Kaneshiro เป็นอย่างมาก (แถมให้ภรรยามารับเชิญเป็นผู้จัดการของตัวละครนี้อีก) นี่แสดงถึง Peter Chan ได้ใส่ตัวเองลงไปในหนังเรื่องนี้ เป็นการซ้อนเรื่องราวกึ่งชีวประวัติเคลือบเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง

เรื่องราวรักสามเส้าที่ก่อตัวขึ้นระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์เพลงเรื่องหนึ่ง พื้นหลังเป็น Shanghai ยุค 1930s เมื่อ Lin Jiandong (รับบทโดย Takeshi Kaneshiro) พระเอกคนใหม่ที่มาแสดงนำในเรื่องราวของผู้กำกับ Nie Wen (รับบทโดย Jacky Cheung) ต้องประกบคู่กับ Sun Na (รับบทโดย Zhou Xun) แฟนสาวของผู้กำกับ โดยไม่รู้ตัวพบว่าทั้งสองเคยเป็นอดีตคู่รักกันมาก่อน แถมพล็อตที่พวกเขาต้องแสดงร่วมกัน เป็นเรื่องรักสามเส้าซึ่งผู้กำกับได้ลงมาแสดงเองเป็นมือที่ 3 ด้วย

เกร็ด: Perhaps Love ถ่ายทำที่ Beijing และ Shanghai ถือว่าเป็นหนังเพลงเรื่องแรกในรอบกว่า 40 ปีของจีนแผ่นดินใหญ่

Takeshi Kaneshiro รับบท Lin Jiandong ชายหนุ่มผู้หลงใหลยึดติดอยู่กับความทรงจำในอดีต เมื่อสิบปีก่อนตกหลุมรักใช้ชีวิตร่วมกับหญิงสาวชื่อ Sun Na แต่วันหนึ่งเธอจากไปทิ้งไว้แต่ความขมขื่น, Lin Jiandong มีความฝันต้องการเป็นผู้กำกับแต่ทำไม่สำเร็จ ผันตัวมาเป็นนักแสดงจนกลายเป็นดาราดัง เพื่อที่จะมีโอกาสสักครั้งหนึ่งได้พบเจอ ร่วมเล่นหนังกับ Sun Na และวันนั้นก็มาถึง

เมื่อทั้งคู่มีโอกาสพบกัน แต่เหมือนว่า Lin Jiandong เกิดความไม่แน่ใจตนเอง ว่าต้องการให้ Sun Na กลับมารักมีชีวิตอยู่ด้วยกันอีก หรือแค่ต้องการเล่นแง่ระบายความเจ็บปวดของตนเองออกมาให้เธอรับรู้ ซึ่งการกระทำของเขาทั้งหมด ล้วนเพื่อหาคำตอบของหัวใจ ทำไมเธอถึงจากไป? และปัจจุบันฉันยังรักเธออยู่หรือเปล่า?

Kaneshiro นักร้อง นักแสดงหลายสัญชาติ จีน-ฮ่องกง-ไต้หวัน-ญี่ปุ่น และพูดอังกฤษได้ มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก Executioners (1993) ก่อนตามด้วยหนังของ Wong Kar-wai เรื่อง Chungking Express (1994), Fallen Angels (1995) ฯ กับหนังเรื่องนี้เราสามารถเปรียบตัวละครนี้ได้คือผู้กำกับ Peter Chan เองเลย ถึงตัวจะเกิดที่ฮ่องกง แต่มีจิตใจฝักใฝ่จีนแผ่นดินใหญ่มาก (คิดว่าตัวละครนี้น่าจะเปรียบได้กับ ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่)

Zhou Xun (โจว ซวิ่น) รับบท Sun Na จากเด็กหญิงยากจนค้นแค้นไม่มีแม้เงินจะซื้อข้าวกิน มีความใฝ่ฝันต้องการมีชื่อเสียงโด่งดังร่ำรวยเงินทองจะได้ไม่อดอยากยากจนอีก แต่การเลือกเดินทางเส้นนั้นจำต้องเสียสละทุกสิ่งอย่างรวมถึงความรักและตัวตนที่เคยเป็นมา, มันอาจดูเป็นเรื่องง่ายของเธอที่จะสามารถสลัดอดีตของตนได้พ้น แต่เมื่อได้พบเจอร่วมงานกับคนรักเก่า ที่พยายามทุกวิถีทางทำให้เธอหวนระลึกถึงช่วงเวลาในอดีต มันทำให้หญิงสาวจำต้องเผชิญหน้า โอบรับตัวตนความจริงนั้นมา สุดท้ายเธอจำต้องเลือกระหว่างหวนคืนกลับไปหรือเดินหน้าต่อ

โจว ซวิ่น นักร้องนักแสดงชื่อดัง เกิดที่ Quzhou, Zhejiang พ่อของเธอเป็นคนฉายหนังทำให้เธอวาดฝันเป็นนักแสดง (แต่ครอบครัวคัดค้านไม่อยากให้เป็น) โตขึ้นแอบเข้าเรียนสาขาการแสดงที่ Zhejiang Arts Institute ผลงานที่ทำให้เธอมีชื่อเสียงระดับนานาชาติคือ Suzhou River (2000), Balzac and the Little Chinese Seamstress (2002), The Banquet (2006), The Equation of Love and Death (2008), Painted Skin (2008) ฯ กับหนังเรื่องนี้ทำให้เธอกวาดรางวัลนับไม่ถ้วน รวมถึง Hong Kong Film Awards และ Golden Horse Awards สาขา Best Actress

ดวงตาอันกลมโตของ Sun Na มักสะท้อนความรู้สึกเจ็บปวดที่อยู่ข้างในจิตใจ ความชอกช้ำทุกข์ทรมาน แน่นอนมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหลงลืมอดีต แต่เธอแค่ไม่พยายามพูดหรือแสดงออกมาก็เท่านั้น ร่างอันบอบบางสั่นสะท้านทุกครั้งที่พบกับหิมะอากาศหนาว โลกความจริงมันช่างโหดร้ายเหลือเกินสำหรับหญิงสาวตัวเล็กๆ, ผมเปรียบตัวละครนี้กับประเทศฮ่องกง เคยมีชีวิตอยู่กินรักกับ Lin Jiandong (เคยเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน) เมื่อแยกจากเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว คบอยู่กับคนรักใหม่ Nie Wen (ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ) ได้กลับมาพบกันของคนรักเก่า คือช่วงเวลาที่ฮ่องกงจะหวนกลับคืนสู่จีนแผ่นดินใหญ่

Jacky Cheung (จาง เสฺวโย่ว) รับบท Nie Wen ผู้กำกับภาพยนตร์ที่กลายเป็นคนรักมือที่สาม ผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรด้วยเลย แต่ต้องตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แม้จะอยู่กินร่วมกันกับ Sun Na มาถึงสิบปี แต่เพราะได้มองเห็นในสายตาและการแสดงออกของคู่พระนางในหนังของเขา จึงพร้อมเสียสละหลีกทางให้ความรักของทั้งสอง

จาง เสฺวโย่ว หนึ่งในจตุรเทพของ Hong Kong เป็นนักร้องที่โด่งดัง น้ำเสียงไม่ต้องพูดถึงทรงพลังอย่างที่สุด สำหรับการแสดงก็ถือว่าไม่ธรรมดา บทพูดไม่เยอะมากแต่แสดงออกทางสีหน้าได้อย่างลุ่มลึก, ตัวละครนี้สามารถเปรียบได้กับประเทศอังกฤษ ที่ตอนแรกปลุกปั้น Sun Na มากับมือ (ได้ฮ่องกงเป็นเมืองขึ้น สร้างให้กลายเป็นเมืองท่าที่ยิ่งใหญ่) อยู่ด้วยกันหลายปีจนในที่สุดถึงเวลากลับคืนสู่ประเทศจีน ก็ยินยอมปลดปล่อยเธอไป

แต่ใช่ว่าเมื่อฮ่องกงกลับคืนสู่จีนแล้วจะยินยอมอยู่ภายใต้การปกครองของแผ่นดินแม่นะครับ เมื่อปี 1997 ได้ทำสัญญาเพื่อซื้อใจชาวฮ่องกง โดยให้ปกครองด้วยตนเองต่อไปอีก 50 ปี ให้เป็นเรื่องของลูกหลานอนาคตเป็นผู้ตัดสินอนาคตแท้จริงของเกาะแห่งนี้, นี่เปรียบได้กับ Lin Jiandong (จีน) ที่จากไปอีกครั้ง และ Sun Na (ฮ่องกง) คราวนี้ที่ไม่มี Nie Wen (อังกฤษ) คือตอนจบที่เธอต้องก้าวเดินต่อด้วยลำแข้งของตนเอง

ถ่ายภาพมี 2 คน, Peter Pau รับงานถ่ายภาพที่เมือง Shanghai (ฉากย้อนอดีตและขณะหวนคืน) ส่วน Christopher Doyle ปักหลักถ่ายที่ปักกิ่ง Beijing (ส่วนใหญ่เป็นฉากภายในสตูดิโอ)

การเลือกใช้ผู้กำกับภาพ 2 คน เพราะต้องการ Visual Style ที่ต่างกัน, Peter Pau Tak-Hei คือตากล้องรางวัล Oscar จากหนังเรื่อง Crouching Tiger, Hidden Dragon (2000) มีความโดดเด่นในการสร้างบรรยากาศ งานภาพให้สัมผัสที่ลุ่มลึก ถ่ายฉากหิมะตกจะรู้สึกหนาวเหน็บ (หิมะของเมืองเซียงไฮ้คือหิมะจริงๆ), ส่วน Christopher Doyle งานภาพจะมีความฉาบฉวยกว่า แต่จะโดดเด่นเรื่องสีสันและการจัดแสง [นึกถึงหนังของ Wong Kar-Wai ไว้] (หิมะในเมืองปักกิ่ง จะเห็นอยู่ว่าทำมือ เป็นหิมะเทียม)

หิมะเป็นสัญลักษณ์ของความหนาวเหน็บเย็นยะเยือก ใช้แทนสภาวะอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร ที่มีทั้งหิมะแท้กับหิมะเทียม (หนาวจริงๆ กับหนาวหลอกๆ), ช่วงท้าย Sun Na มีคำพูดที่โหยหวนถึงฤดูร้อน (แน่ละ ก็หนังทั้งเรื่องนำเสนอแต่เฉพาะช่วงหน้าหนาว ใครๆก็คงโหยหาหน้าร้อน)

แต่หนังไม่ได้มีแต่สีดำนะครับ ใน Musical หลายๆเพลงมีการเลือกชุดตัวละครที่เรียกได้ว่า Rainbow Costume หลากหลายสีสัน กระนั้นพื้นหลังก็ยังสีดำมืดมิดอยู่ดี (ส่วนนี้ดูๆไปคล้ายหนังเรื่อง Chicago พอสมควร ที่มีความมืดหม่นแต่ยังจัดจ้านสวยสด)

ตัดต่อโดย Chi-Leung Kwong (Chungking Express-1994) และ Wenders Li, หนังใช้มุมมองการเล่าเรื่องผ่านตัวละครแฟนตาซีที่ชื่อ Monty (รับบทโดย Ji Jin-hee) ตอนแรกเกริ่นในลักษณะตัวเองเป็นเหมือนนักข่าว ต่อมาเห็นเป็นคนขายก๋วยเตี๋ยว, คนยกของ, นักแสดงประกอบฉาก ฯ

เกร็ด: ตัวละคร Monty ทำให้ผมนึกถึง ตัวละครชื่อ Ché ของ Antonio Banderas ใน Evita (1996) ที่เป็นคนเล่าเรื่อง ปรากฎตัวมีส่วนร่วมแทบทุกฉาก แต่ไม่ได้มีบทบาทความสำคัญอะไรต่อเนื้อเรื่อง

การตัดต่อของหนังเรื่องนี้ ใช้การตัดสลับระหว่าง อดีต-ปัจจุบัน บางครั้งเหตุการณ์ต่อเหตุการณ์ (ซีนต่อซีน) แล้วใช้การเปลี่ยนฉาก แถด้วย Musical หรือกำลังถ่ายภาพยนตร์อยู่, แต่ถ้าเป็นขณะกำลังร้องเพลง อาจมีถึงระดับช็อตต่อช็อตตัดสลับกันเลย ซึ่งจะมีสองสามครั้งที่ภาพซ้อนทับกัน คืออดีตเกิดอะไรขึ้น ปัจจุบันก็เป็นเช่นนั้น, วิธีที่ผมใช้ทำความเข้าใจคือมองหนังเป็นเส้นตรง ให้อดีตกับปัจจุบันคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่ใช่การย้อนเล่าเรื่องราวไปมา มองแบบนี้เสมือนว่าเวลาจะไม่ใช่ตัวแปรสำคัญของหนัง แต่คือสิ่งที่ทำให้เรื่องราวที่ดำเนินไปเป็นเส้นตรง

การเล่าเรื่องแบบนี้ถือเป็นการท้าทายผู้ชมลักษณะหนึ่ง ซึ่งผมรู้สึกหนังดูยากแค่เฉพาะช่วงแรกๆที่ยังไม่เคยชินกับวิธีการเท่านั้น เมื่อใดเริ่มจับทางได้ก็จะเห็นว่ามันไม่ได้ซับซ้อนอะไรเสียเท่าไหร่ นอกเสียจากดูไม่รู้เรื่องแล้วยอมแพ้ปิดทิ้ง แบบนี้ก็ไม่มีวันเข้าใจได้แน่, ลองทนดูให้จบแบบไม่รู้เรื่องไปก่อนสักรอบนะครับ ให้เห็นว่าหนังมีเนื้อหาอะไรบ้าง แล้วค่อยหาอีกวันว่างๆมานั่งศึกษา เชื่อว่ารับชมครั้งที่ 2-3 น่าจะเข้าใจมองเห็นอะไรๆได้เยอะขึ้น

ในฉากเพลง มีการตัดต่อที่รวดเร็วฉับไวมาก คล้ายๆกับ Moulin Rouge! (2001) คือเน้นการสร้างอารมณ์ให้กับผู้ชมด้วยการกำหนดกรอบการมองเห็น ลักษณะเหมือนกำลังรับชม Music Video ที่นำเสนอความสวยงามของ Visual งานภาพและการเต้น (Choreographer) ถึงขนาดไปว่าจ้างยอดฝีมือนักออกแบบท่าเต้นของ bollywood ชื่อดัง Faran Khan, กระนั้นหนังก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากการร้องเล่นเต้นเป็นจุดขายที่ต่อเนื่อง หลายจังหวะเว้นว่าง บางครั้งนำเสนอด้วยวิธีอื่น ทำให้ดูเหมือนว่า บทเพลงเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งสำคัญหรือจุดขายของหนัง

ผมไปอ่านเจอบทสัมภาษณ์หรือบทวิจารณ์จากที่ไหนสักที่ มองว่าหนังเรื่องนี้ไม่เชิงเป็นหนังเพลง เป็นหนังดราม่าที่มีซ้อนการร้องเพลงประกอบเข้าไปด้วย ซึ่งขณะโปรโมทหนัง ไม่มีสักครั้งที่จะโฆษณาว่าเป็น Perhaps Love เป็นหนัง Musical ผู้คนส่วนใหญ่จะเออออห่อหมกไปเอง เพราะเห็นการร้องเล่นเต้นในฉากแรก, นี่ผมก็แอบเห็นด้วยเล็กๆ เพราะปกติแล้วหนังแนว Musical มักจะขายบทเพลง/การร้องเล่นเต้น ไม่ใช่ขายเรื่องราวหรือการแสดง แต่หนังเรื่องนี้ทำเหมือน เพลงคือสิ่งสมทบไม่ใช่ตัวละครหลัก

เพลงประกอบโดย Peter Kam และ Leon Ko ทั้งสองได้ร่วมงานกับ Peter Chan อีกใน The Warlord (2007)

จากย่อหน้าก่อน ถ้าคุณสามารถมองได้ว่านี่ไม่ใช่หนังเพลง จะสามารถอธิบายอะไรๆหลายอย่างได้ จากการที่หนังมีส่วนผสมมั่วๆของบทเพลงหลากหลายแนว อาทิ ช่วงแรกหนังเปิดด้วยเพลงสไตล์ Broadway ร้องเล่นเต้นเต็มรูปแบบ จากนั้นบทเพลงก็หายไปดื้อๆ ได้ยินครั้งต่อมาแปรสภาพกลายเป็นบทเพลงป็อปธรรมดาทั่วไป แถมเพลงที่ใช้ใครก็ไม่รู้ร้อง (ไม่ใช่ตัวละครในหนังด้วยซ้ำ) ฯ นี่ทำให้ความต่อเนื่องของ Musical หายไปโดยสิ้นเชิง กลายเป็นเหมือน Jukebox หรือ Music Video เพลงประกอบภาพยนตร์

กระนั้นหนังมีเพลงเพราะๆที่ติดหูอยู่หลายเพลงนะครับ แต่ผมอ่านภาษาจีนไม่เท่าไหร่ ค้นเจอใน Youtube ได้แค่ 2 เพลงฮิตๆ

妳是愛我的, You Do Love Me ขับร้องโดย Jacky Cheung เป็นบทเพลงของชายหนุ่มผู้ชอกช้ำระกำรัก ในขณะพบว่าหญิงสาวที่อยู่ด้วยกันมานาน แท้จริงแล้วอาจไม่ได้รักเขา เธอต้องเคยมีจิตใจมอบให้ชายอื่นมาก่อนหน้า รู้แบบนี้มันช่างเจ็บปวดรวดร้าว แต่ไม่สามารถแสดงออกมาได้ จึงขับร้องเป็นบทเพลงเชิงรำพันออกมาอย่างทรงพลัง เธอเคยรักฉันใช่ไหม

อีกบทเพลงหนึ่ง 外面 ชื่อภาษาอังกฤษ The World Out There ขับร้องโดย Zhou Xun เสียงร้องนุ่มๆ กีตาร์เบาๆ เต็มเปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว โลกภายนอกมันช่างโหดร้ายไร้ความปราณีต่อผู้ใด แต่ยังไงก็ต้องสู้ต่อไป

ในหนังรู้สึกเพลงนี้จะดังขึ้น 2-3 ครั้ง มีฉบับที่ผู้ชายร้องด้วย แต่ผมนำฉบับของ Zhou Xun มาให้ฟัง มีความไพเราะกว่ามากทีเดียว

หน้าหนังใจความของเรื่องนี้ คือความรักที่ถึงบทพิสูจน์ จากคนในอดีต(ที่พยายามหลงลืมมานาน หวนคืนกลับมา) และปัจจุบัน (กายอยู่ด้วยกัน แต่ใจอยู่ไหม?) หญิงสาวจะเลือกใคร? ซึ่งความลังเลไม่แน่ใจนี้ ทำให้ตอนจบเธอสูญเสียทุกสิ่งอย่าง ไม่ได้ทั้งคนรักเก่าและคนรักใหม่ก็จากไป

Peter Chan เป็นผู้กำกับที่ทำหนังรักเก่ง นี่ใครๆก็พูดกัน ไม่รู้จะมีแต่ผมหรือเปล่าที่บอกว่าเขาไม่ได้ทำหนังรัก แต่ทำหนังที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ โดยอารมณ์รักคือมิติหนึ่งเท่านั้น ในหนังของเขาจะมี โลภ โกรธ หลง เกลียด อิจฉาริษยา ฯ แทรกสอดอยู่ด้วยทุกรสทุกอารมณ์ ซึ่งมีนัยยะที่มักสอดแทรกเอาไว้ คือความสัมพันธ์ระดับมหภาคของ จีน-ฮ่องกง-อังกฤษ/อเมริกา ด้วยความที่ตนเป็นคนหลายเชื้อชาติ เติบโตขึ้นจากสังคมหลากหลายรูปแบบ ทำให้มีความเข้าใจเรื่องความแตกต่าง/ความขัดแย้งเป็นอย่างดี

Perhaps Love อาจจะรัก เป็นคำรำพันถึง จีนต่อฮ่องกง/หรือชาวฮ่องกงต่อประเทศจีน ในอดีตทั้งสองเคยเป็นของกันและกัน แต่เพราะต้องแยกจากทำให้ความรู้สึกมันแปรสภาพไปมาก ปัจจุบันกลับมาเป็นของกันและกันอีกรอบ แต่คราวนี้ความรักแบบเดิมจะยังคงอยู่ไหม… ไม่รู้สิ ยังตอบไม่ได้ “น่าจะ” กระมัง

ผมคิดว่าคำตอบนี้ Peter Chan ก็ยังไม่แน่ใจตัวเองนัก เหมือนดั่งตัวละคร Lin Jiandong ที่มีความลังเลไม่รู้จะคิด/รู้สึกอะไรกับ Sun Na เมื่อได้พบเจอกัน, ผมค่อนข้างเชื่อว่า Chan มีทัศนะเข้าข้างฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ผู้คนประชาชนชาวฮ่องกงยังคงปรารถนาที่จะปกครองตนเอง นี่ทำให้เขาเกิดความลังเลไม่กล้าแสดงความเห็นออกมา ทิ้งความขับข้องใจเอาไว้อย่างไร้คำตอบ (ที่ไม่มีคำตอบเพราะ Lin Jiandong ตัดสินใจก้าวออกมาจากชีวิตของ Sun Na คือไม่รอคำตอบของเธอ เป็นตัวของตัวเองดีกว่า)

หนังมีรายงานทุนสร้างประมาณ $10 ล้านเหรียญ(สหรัฐ) ไม่มีตัวเลขรายรับทั้งหมด แต่สัปดาห์แรกทำเงินในประเทศจีนได้ $2.2 ล้านเหรียญ ทุบสถิติรายรับเปิดตัวสัปดาห์แรกตลอดกาล

เหตุผลสำคัญที่ผมไม่ค่อยชอบหนังเรื่องนี้เท่าแต่ก่อน คือ direction ของผู้กำกับ ในวิสัยทัศน์ของการกำกับหนังเพลงที่ค่อนข้างชัดอยู่นะว่า Peter Chan ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านนี้แม้แต่น้อย ถึงทุกอย่างจะอลังการงานสร้าง เทคนิคตระการตา แต่หลายอย่างขาดๆเกินๆ อาทิ หนังโฟกัสอยู่ที่เรื่องของคู่พระนางจนไม่มีเวลาให้มือที่สามจะมีความสำคัญอะไรเลย (ฉากย้อนอดีต Flashback มีอยู่น่าจะครึ่งหนึ่งของหนังเลย แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาสร้างเรื่องราวของมือที่สามให้เป็นปัญหากัน!)

แนะนำกับคอหนังเพลง ชื่นชอบหนังจากประเทศจีน แนวรักโรแมนติกสามเส้า, แฟนๆของผู้กำกับ Peter Chan นักแสดงอย่าง โจว ซวิ่น, ทาเคชิ คาเนชิโร่, จาง เสฺวโย่ว และเฉิง จื้อเหว่ย์ ไม่ควรพลาด

จัดเรต PG กับบรรยากาศหนังที่อึมครึม ซึมเศร้า หดหู่

TAGLINE | “Perhaps Love หนังเพลงของ Peter Chan ที่คงสไตล์ของตนเองไว้ชัดเจน แต่หลายอย่างขาดๆเกินๆ มีบทเพลงเพราะๆบ้างก็เท่านั้น”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of