
Monterey Pop (1968)
: D. A. Pennebaker ♥♥♥♥
เทศกาลดนตรีสมัยใหม่ (Modern Music Festival) เริ่มต้นที่ Monterey International Pop Festival ระหว่างวันที่ 16-18 มิถุนายน ค.ศ. 1967 ณ Monterey, California และยังเป็นช่วงเวลา Summer of Love ของวัยรุ่น Love Generation
เมื่อพูดถึงเทศกาลดนตรีในช่วงทศวรรษ 60s หลายคนคงนึกถึงแต่ 1969 Woodstock Music and Art Fair แต่จุดเริ่มต้นเทศกาลดนตรีสมัยใหม่ (Modern Music Festival) ผมลองสอบถามบรรดา AI บางแหล่งเสนอแนะว่า Newport Jazz Festival (1954) หรือ Newport Folk Festival (1959) หรือ Teenage Awards Music International (1964) แต่เทศกาลเหล่านี้ยังจำเพาะเจาะจงสไตล์ดนตรี ต้องรอคอยจนถึง Monterey International Pop Festival ทำการรวบรวมหลากหลายสไตล์ศิลปิน The Mamas & the Papas (Folk Rock), Hugh Masekela (African Jazz), Jefferson Airplane (Psychedelic Rock), Otis Redding (Soul Music), Jimi Hendrix (Rock & Roll), Ravi Shankar (Indian Classical) ฯ และพอดิบพอดีตรงกับช่วงการมาถึงของ Summer of Love
Summer of Love คือปรากฎการณ์ทางสังคมเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนปี ค.ศ. 1967 เมื่อบรรดาคนหนุ่มสาว ชาวฮิปปี้ (Hippies) บีทนิก (Beatniks) วัยรุ่น Love Generation ต่อต้านสังคมในทศวรรษ 60s ประมาณการณ์เรือนแสนมุ่งสู่ Haight-Ashbury, San Francisco โดยมิได้นัดหมาย! บางคนเพียงเดินทางมาฟังเพลง บางคนต้องการพบปะเพื่อนใหม่ บางคนทำการประท้วงเรียกร้องให้ยุติสงครามเวียดนาม รวมถึงต่อต้านวิถีชีวิตบริโภคนิยม (Anti-consumerism)
สำหรับภาพยนตร์/สารคดีเกี่ยวกับคอนเสิร์ต (Concert film) เท่าที่ค้นหาได้มีจุดเริ่มต้น Adventure in Music (1944) บันทึกภาพการแสดงดนตรีคลาสสิก, Jazz on a Summer’s Day (1959) ถ่ายทำเทศกาลดนตรี 1959 Newport Jazz Festival, T.A.M.I. Show (1964) เกี่ยวกับเทศกาลดนตรี 1964 Teenage Awards Music International ฯ
Monterey Pop (1968) ก็อาจดูเหมือนไม่ได้แตกต่างจาก Concert film ทั่วๆไป แต่พอมาอยู่ในมือผู้กำกับ D. A. Pennebaker ก่อนหน้านี้เพิ่งมีผลงาน Dont Look Back (1967) นำเสนอเบื้องหน้า-เบื้องหลัง ไม่ใช่แค่บันทึกภาพการแสดงคอนเสิร์ตเพียงอย่างเดียว แต่ยังเปิดเผยสันดานธาตุแท้ตัวตนของ Bob Dylan
ความแตกต่างของ Monterey Pop (1968) กับหนัง/สารคดีคอนเสิร์ตก่อนหน้านี้ คือการใส่รายละเอียดเบื้องหน้า-เบื้องหลัง ร้อยเรียงภาพผู้คน พูดคุยสัมภาษณ์ เก็บบรรยากาศโดยรอบเทศกาล และระหว่างการแสดงบนเวทียังมีตัดสลับกลับไปกลับมากับปฏิกิริยาผู้ชม ลุกขึ้นมาโยกเต้น พบเห็นความครึกครื้นเครง ช่วยทำให้ประสบการณ์การรับชมคอนเสิร์ตมีความสมจริง ราวกับได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลดนตรี
เกร็ด: ภาพโปสเตอร์สารคดีวาดโดย Tomi Ungerer ชื่อเต็มๆ Jean-Thomas ‘Tomi’ Ungerer (1931-2019) ศิลปินชาวฝรั่งเศส ผลงานส่วนใหญ่วาดภาพประกอบหนังสือเด็ก-ผู้ใหญ่ และอีกภาพยนตร์น่าจดจำคือ Dr. Strangelove (1964)
Donn Alan Pennebaker (1925-2019) ผู้กำกับสารคดี สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Evanston, Illinois บิดาเป็นช่างภาพโฆษณา โตขึ้นอาสาสมัครทหารเรือช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง จากนั้นเข้าศึกษาต่อวิศวกรรม Yale University จบออกมาเปิดบริษัท Electronic Engineering แต่ไม่นานเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย, ได้แรงบันดาลใจจากผู้กำกับหนังทดลอง Francis Thompson ตัดสินใจลาออกมาถ่ายทำหนังสั้น, ร่วมกับ Robert Drew และ Richard Leacock ก่อตั้ง Drew Association มีชื่อเสียงจากถ่ายทำสารคดี Primary (1960), Crisis (1963), ก่อนแยกออกมาฉายเดี่ยว Dont Look Back (1967) ถือกล้อง 16mm พร้อมไมค์ ไม่ต้องใช้ทีมงาน ทำทุกสิ่งอย่าง ‘one-man-cinema’ ด้วยตัวคนเดียวทั้งหมด!
แม้ตอนออกฉาย Dont Look Back (1967) จะไม่ประสบความสำเร็จด้านรายรับ แต่เสียงตอบรับถือว่าดียอดเยี่ยม ผกก. D. A. Pennebaker เลยได้รับการติดต่อจากโปรดิวเซอร์ Lou Adler และ John Phillips (สมาชิกวง The Mamas & the Papas) ชักชวนมาบันทึกภาพการแสดงสด Monterey International Pop Festival ระหว่างวันที่ 16-18 มิถุนายน ค.ศ. 1967
John and I made a deal with ABC to do a movie for TV. We asked DA Pennebaker because of Don’t Look Back. He really understood the music and the personalities.
Lou Adler
ผกก. D. A. Pennebaker รวบรวมสมัครพรรคพวกตากล้องที่เคยร่วมงาน มีประสบการณ์ถ่ายทำสารคดี เข้าใจวิธีการถ่ายทำ+บันทึกเสียงพร้อมกันในตัว อาทิ Richard Leacock, Albert Maysles, James Desmond, Nick Proferes ฯ
The one at Newport [Jazz on a Summer’s Day (1959)], they had a 35mm camera, but all they could do was stand at the back of the hall and use a long lens and film everybody at once. You couldn’t go onstage with people or get backstage, you couldn’t do anything like that until you got synch cameras… This’s first concert film that was synch sound.
D. A. Pennebaker
ด้วยความที่ไม่เคยมีใครเคยกำกับการแสดงสดคอนเสิร์ตมาก่อน ผกก. D. A. Pennebaker ก็ไม่รู้จะทำอะไรยังไง เช้าตื่นขึ้นมาส่งมอบฟีล์ม 4-5 ม้วน จากนั้นให้อิสระบรรดาตากล้อง+ช่างเสียง อยากจะถ่ายทำอะไรยังไงก็ตามสบาย พบเจอกันอีกทีตอนเย็น ส่งฟีล์มเข้าห้องแล็ป พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานเพื่อนำมาปรับใช้วันถัดไป … การถ่ายทำเริ่มตั้งแต่ตอนเตรียมงาน ก่อนเริ่มเทศกาล ทำให้พอเข้าสู่วันงานจริง ทุกคนเลยรู้หน้าที่ของตนเอง
The whole idea of how do you do a concert film, no one had shot one live before. I’m the director right, everybody calls me the director, so I’m supposed to tell six or seven people what to do today. I had no idea what to tell them. How could I know? I didn’t know what I was going to do myself.
Every day we would meet and have breakfast at that pancake house, terrible pancakes, and I would give everybody four or five rolls of film. They’d come back that night and we would send them off to the lab. Before we got home with it, I had seen nothing. I had no idea what other people were shooting. We talked about sometimes, if we had acts, whoever it was, The Who let’s say, we wanted to have stage cameras for close ups. You wanted to be able to get what was taking place on stage. At the same time, you wanted to get some sense of the audience. We weren’t sure what else, we hadn’t seen it yet. We hadn’t seen what would happen.
I tell you that film made me realize that if you gave people the insight and the liberty to do whatever they wanted, that people who were interested would do fantastic things. There was nobody who came back with stuff that was not usable.
ด้วยฟุตเทจหลายร้อยกว่าชั่วโมง ผกก. D. A. Pennebaker ร่วมกับนักตัดต่อ Nina Schulman ใช้เวลาเป็นปีๆคัดเลือก 14 บทเพลง ในระยะเวลา 79 นาที มันอาจจะดูน้อยเมื่อเทียบกับ Woodstock (1970) ที่พยายามยัดเยียดทุกสิ่งอย่างให้มากที่สุด! แต่ความตั้งใจของผู้สร้าง “This is a movie.” ต้องการทำให้เกิดความพอดิบดี ค่อยๆไต่ไล่ระดับอารมณ์จนถึงจุดสูงสุด
There were so many musicians that in the end editing down was hard. People I knew and liked personally, we had to say no… I was thinking about how to fashion it, what kind of film to make about it. The big thing about festival films, especially where there were hippies and things, was you’d have a little sociology thrown in. Somebody would do an interview on drugs or about being a hippie, whatever it was. So you had to deal with sociology between songs.
I wanted the whole thing to be like putting on a record. Put on a record, you listen, and when it’s done put on another record. And nobody talks to you about drugs or any shit like that. And I wanted to have quality. People were worried about that. People who normally would have helped us with distribution thought we were too slick, too I don’t know. Anyway there was a problem there.
เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง! San Francisco (Be Sure to Wear Flowers) แต่งโดย John Phillips, ขับร้องโดย Scott McKenzie เป็นซิงเกิ้ลวางจำหน่ายเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1967 สำหรับโปรโมทเทศกาลดนตรี Monterey International Pop Music Festival แม้เพลงนี้จะไต่อันดับสูงสุด #4 ชาร์ท US Billboard Hot 100 แต่กลายเป็นเพลงชาติอย่างไม่เป็นทางการของชาวฮิปปี้ วัยรุ่น Love Generation ต่อต้านสังคมในทศวรรษ 60s
บทเพลงถัดมา Creeque Alley (แผลงมาจาก Creque Alley หรือ Crequi Alley ชื่อคลับ/บ้านพักใน Virgin Islands ที่คือจุดเริ่มต้นทุกสิ่งอย่าง) แต่งโดย John & Michelle Phillips เป็นเพลงแนวอัตชีวิตประวัติ (Autobiographical) เล่าเรื่องราวการรวมกลุ่ม ก่อตั้งวงดนตรี The Mamas & the Papas เคยไต่อันดับสูงสุด #5 ชาร์ท US Billboard Hot 100
เกร็ด: San Francisco (Be Sure to Wear Flowers) และ Creeque Alley ของ The Mamas & the Papas ไม่ได้นำจากการแสดงบนเวที แต่เป็นฉบับบันทึกเสียงในสตูดิโอ สำหรับอารัมบท คลอประกอบฟุตเทจก่อนเริ่มต้นคอนเสิร์ต
ช่วงท้ายของเพลง Creeque Alley มีคำร้อง “And California dreamin’ is becomin’ a reality” จากนั้นฉายภาพการแสดงบทเวทีของ The Mamas & the Papas บทเพลง California Dreamin แต่งโดย John & Michelle Phillips แต่ตอนนั้นทั้งสองยังไม่ได้จัดตั้งวง เลยส่งมอบให้ Barry McGuire ออกซิงเกิ้ลปี ค.ศ. 1963
ต่อมาหลังก่อตั้งวง The Mamas & the Papas ก็บันทึกเสียงใหม่ปี ค.ศ. 1965 แม้ไต่อันดับสูงสุด #4 ชาร์ท US Billboard Hot 100 แต่ยอดขายระดับ 3xPlatinium (เกินกว่า 3 ล้านแผ่น) สูงสุดแห่งปี และได้รับการโหวตติดอันดับ #420 ชาร์ท Rolling Stone: 500 Greatest Songs of All Time (2021)
เพลงถัดไป Rollin’ and Tumblin’ ต้นฉบับแนวเพลง Blues (กลายเป็น Blues Standard) แต่งโดย Hambone Willie Newbern วางจำหน่ายเมื่อปี ค.ศ. 1929 ได้รับการตีความใหม่โดย Canned Heat วงดนตรี Blues Rock สัญชาติอเมริกัน
The 59th Street Bridge Song (Feelin’ Groovy) บทเพลงแนว Folk Rock แต่งโดย Paul Simon, ทำการแสดงโดย Simon & Garfunkel รวมอยู่ในอัลบัม Parsley, Sage, Rosemary and Thyme (1966)
จากนั้นรับชม Hugh Masekela นักทรัมเป็ตสัญชาติ South African (เจ้าของฉายา Father of South African Jazz) บรรเลงบทเพลง Bajabula Bonke (The Healing Song) แต่งโดย Philemon Hou วางจำหน่ายซิงเกิ้ลปี ค.ศ. 1968
Jefferson Airplane วงดนตรี Psychedelic Rock สัญชาติอเมริกัน ได้เล่นสองบทเพลง High Flying Bird แต่งโดย Billy Edd Wheeler, ต้นฉบับเป็นแนว Folk & Country บันทึกเสียงครั้งแรกโดย Judy Henske เมื่อปี ค.ศ. 1963, ส่วนฉบับของ Jefferson Airplane บันทึกเสียงปี ค.ศ. 1965 ก่อนนำมารวมอัลบัม Early Flight (1974)
อีกบทเพลงคือ Today แต่งโดย Marty Balin & Paul Kantner ต้นฉบับเป็นแนว Folk Rock ตั้งใจจะแต่งให้ Tony Bennett แต่ทว่า Jefferson Airplane นำมาตีความใหม่กลายเป็น Psychedelic Folk รวมอยู่ในอัลบัม Surrealistic Pillow (1967)
เกร็ด: ผกก. Jean-Luc Godard มีความประทับใจการแสดงของ Jefferson Airplane ถึงขนาดติดต่อ D.A. Pennebaker และ Richard Leacock ชักชวนมาร่วมทำสารคดี One P.M. (มาจาก One Pennebaker Movie หรือ One Parallel Movie) แต่เห็นว่าถ่ายทำได้แค่เพียงซีเควนซ์เดียว ไม่สามารถหาเงินทุน เลยต้องล้มพับโปรเจค
Ball and Chain บทเพลงแนว Blues แต่ง/ขับร้องโดย Big Mama Thornton รวมอยู่ในอัลบัม Ball and Chain (1968), แต่ทว่าฉบับสร้างชื่อให้เพลงนี้ขับร้องโดย Janis Joplin สมาชิก Big Brother and the Holding Company วงดนตรี Psychedelic Rock สัญชาติอเมริกัน … ดั้งเดิมนั้นเพลงนี้ไม่ได้มีการถ่ายทำเอาไว้ แต่เสียงตอบรับดียอดเยี่ยมของผู้ชม ทีมผู้สร้างจึงโน้วน้าวให้ขึ้นทำการแสดงอีกรอบ
Paint It Black ต้นฉบับแต่งโดย Mick Jagger & Keith Richards ของวง The Rolling Stones รวมอยู่ในอัลบัม Aftermath (1966)ซึ่งต้นฉบับมีการใช้เครื่องดนตรี Sitra แต่ฉบับดัดแปลงโดย Eric Burdon & the Animals วงร็อคสัญชาติอังกฤษ เปลี่ยนมาเป็นบรรเลงไวโอลิน
My Generation แต่งโดย Pete Townshend กลายเป็นบทเพลงประจำตัว (Signature Song) ของวงร็อคสัญชาติอังกฤษ The Who แม้ไต่อันดับเพียง #2 ชาร์ท US Billboard Hot 100 แต่ได้รับการโหวตติดอันดับ #11 นิตยสาร Rolling Stone: 500 Greatest Songs of All Time (ชาร์ทปี 2004 และ 2010)
ก่อนหน้านี้มีหลายบทเพลงที่เป็นลูกครึ่ง Psychedelic ผสมกับ Rock แต่ทว่า Section 43 ของ Country Joe and the Fish รวมอยู่ในอัลบัม Electric Music for the Mind and Body (1967) ผมรู้สึกว่ามีท่วงทำนองดนตรีที่เป็น Psychedelic อย่างชัดเจนที่สุด
Otis Redding (เจ้าของฉายา King of Soul Music) ร่วมกับวง Booker T. & the M.G.’s ทำการแสดงสองบทเพลงสุดมันส์ Shake ต้นฉบับแต่ง/ขับร้องโดย Sam Cooke เป็นบทเพลงบันทึกเสียงสุดท้าย เสียชีวิตก่อนวางจำหน่ายซิงเกิ้ลปลายปี ค.ศ. 1964
อีกบทเพลงคือ I’ve Been Loving You Too Long แนว Soul แต่งโดย Otis Redding & Jerry Butler, รวมอยู่ในอัลบัม Otis Blue: Otis Redding Sings Soul (1965) ไต่อันดับสูงสุด #21 ชาร์ท US Billboard Hot 100
หนึ่งในการแสดงสุดบ้าระห่ำของ Jimi Hendrix ขับร้อง-เล่นบทเพลง Wild Thing แต่งโดย Chip Taylor, ต้นฉบับโดยวงร็อคอเมริกัน The Wild Ones จัดจำหน่ายปี ค.ศ. 1965, แต่ฉบับโด่งดังที่สุดกลับเป็นวงร็อคอังกฤษ The Troggs บันทึกเสียงปีถัดมา ติดอันดับ #1 ชาร์ท US Billboard Hot 100 และส่งเพลงนี้ได้รับการโหวตติดอันดับ #257 ชาร์ท Rolling Stone: 500 Greatest Songs of All Time (2004)
เกร็ด: ผู้จัดงานพยายามติดต่อ The Beatles แต่ตอนนั้นสมาชิกทั้งสี่ต่างเบื่อหน่ายกับการทัวร์คอนเสิร์ตเลยปฏิเสธเข้าร่วม แต่ทว่า George Harrison เป็นผู้แนะนำ Ravi Shankar และ Paul McCartney ช่วยผลักดัน Jimi Hendrix การขึ้นแสดงคอนเสิร์ตครั้งนี้ทำให้ทั้งสองมีชื่อเสียงโด่งดัง
คั่นระหว่างการแสดงสุดบ้าระห่ำของ Jimi Hendrix และไคลน์แม็กซ์อันทรงพลังของ Ravi Shankar มันเลยอาจไม่น่าจดจำสักเท่าไหร่กับ Got a Feelin’ ของ The Mamas & the Papas ประกอบอัลบัม If You Can Believe Your Eyes and Ears (1966), แต่ผมมองว่านี่คือตำแหน่งที่เหมาะสม เพราะทำให้ผู้ชมมีเวลาพักหายใจชั่วครู่ ก่อนนำเข้าสู่การแสดงชุดท้าย
ทิ้งท้ายกับการแสดงที่ถือเป็นไฮไลท์ Ravi Shankar (Sitar), Alla Rakha (Tabla) และ Kamala Chakravarti (Percussion) ในเครดิตขึ้นชื่อเพลง धुन (दादरा और तेज़ तीनताल) อ่านว่า Dhun (Dadra and Fast Teental) แต่จริงๆแล้วมันคือสไตล์+จังหวะดนตรีคลาสสิกอินเดีย/ฮินดู
- धुन, Dhun: A style of music in Indian classical tradition. It’s a light, folk-inspired melodic composition, more flexible than a strict raga, focusing on expressive, lyrical tunes played on instruments like the sitar.
- दादरा, Dadra: A rhythm (tala) with 6 beats (3+3). It’s simple and used in light classical or semi-classical music, like thumri or folk songs.
- तेज़ तीनताल, Fast Teental: A rhythm (tala) with 16 beats (4+4+4+4) played at a fast tempo. It’s versatile, used in serious classical performances for energetic, complex improvisations.
ความตั้งใจของ Shankar คือต้องการเผยแพร่ดนตรีพื้นบ้านอินเดียสู่เวทีระดับโลก ทว่าเสียงของเครื่องดนตรี Sitra ราวกับเสียงสวรรค์ ฟังขณะเสพยามันช่างเคลิบเคลิ้มล่องลอย จนกลายเป็นเพลงชาติ/จิตวิญญาณของชาวฮิปปี้เสียอย่างนั้น T_T
Most hippes started associating drugs with Indian music and that’s a problem for Ravi. He had spent years and years of disciplined life to play like this and people think he must have taken dope to play that good.
George Harrison
เกร็ด: ระหว่างบทเพลงนี้จะมีการฉายภาพปฏิกิริยาของบุคคลชื่อดัง สำแดงความอึ่งทึ่ง เหมือนเพิ่งเคยได้รับฟังครั้งแรก อาทิ Jimi Hendrix, Mike Bloomfield, Micky Dolenz (The Monkees), Michelle Philips (The Mamas & the Papas)
ด้วยความที่ Monterey Pop (1968) ได้รับทุนสนับสนุน $200,000 เหรียญ จากสถานีโทรทัศน์ American Broadcasting Company (ABC) แต่พอโปรดิวเซอร์ Lou Adler นำเอาฟุตเทจจุดไฟเผากีตาร์ของ Jim Hendrix ไปฉายให้กับหัวหน้า Thomas W. Moore ได้รับคำตอบ “Keep the money and get out.”, “Not on my network.”
พอได้รับการปฏิเสธห้ามฉายทางสถานีโทรทัศน์ ABC, ผกก. D. A. Pennebaker ก็นำสารคดีเรื่องนี้ไปเข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Venice แต่กว่าจะสามารถหาผู้จัดจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาก็ช่วงปลายปี แม้ทำเงินได้ไม่มาก แต่ช่วยสร้างกระแสเทศกาลดนตรี ให้คนทั่วไปเกิดความกระตือรือล้น สนอกสนใจ อยากเข้าร่วมเมื่อมีการจัดงานครั้งต่อไป
ปัจจุบัน Monterey Pop (1968) ได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ จากฟีล์มต้นฉบับ 16mm สู่คุณภาพ 4K ผ่านการตรวจอนุมัติโดยผู้กำกับ D. A. Pennebaker รวมอยู่ในบ็อกเซ็ต The Complete Monterey Pop Festival (2017) พร้อมกับ Jimi Plays Monterey & Shake! Otis at Monterey (1986) และอีกสองชั่วโมงคอนเสิร์ตที่ไม่ได้รวมอยู่ในทั้งสองเรื่อง
สามสารคดีคอนเสิร์ตแห่งทศวรรษ 60s ประกอบด้วย Monterey Pop (1968), Woodstock (1970) และ Gimme Shelter (1970) ผมแนะนำให้ไล่เรียงรับชมตามนี้ (ตามวันที่จัด) จะพบเห็นเริ่มต้น → สูงสุด → จุดจบของวิวัฒนาการฤดูร้อนแห่งรักของวัยรุ่น Love Generation
ด้วยความที่ Monterey Pop (1968) คือจุดเริ่มต้นฤดูร้อนรัก เมื่อเทียบกับ Woodstock (1970) หรือ Gimme Shelter (1970) เลยไม่ได้ดูยิ่งใหญ่อลังการ แต่ในแง่การเป็น ‘Concert film’ ผมถือว่าครบถ้วนสมบูรณ์ โดยเฉพาะการปิดท้ายอันตราตรึงของ Ravi Shankar สุดยอดการแสดงที่ต้องยืนปรบมือให้เลยละ
จัดเรตทั่วไป รับชมได้ทุกเพศวัย
Leave a Reply