
Salesman (1969)
: Albert Maysles, David Maysles, Charlotte Zwerin ♥♥♥♥
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ถือเป็นช่วงยุคทองของอาชีพขายตรง (Golden Age of Salesman) ชายแปลกหน้าสวมสูทผูกไทด์ เดินไปเคาะประตูบ้าน เสนอขายสากกะเบือยันเรือรบ แต่พอสินค้าเป็นคัมภีร์ไบเบิล มันจึงเกิดความรู้สึกขัดแย้งบางอย่างขึ้นในใจ
Salesman (1969) อาจเป็นสารคดีที่ดูเหมือนไม่มีอะไรนอกจากฉายภาพคนทำงานขายตรง (Direct Selling) แต่โดยไม่รู้ตัวบันทึกวิถีชีวิต การต่อสู้ดิ้นรน จิตวิญญาณชาวอเมริกันในช่วงทศวรรษนั้น ด้วยวิธีการที่เรียกว่า “Direct Cinema” ทุกสิ่งอย่างพบเห็นอย่างไม่มีการปรุงแต่ง หรือจำลองสถานการณ์ ล้วนคือเหตุการณ์จริงทั้งหมด!
The film transcends the specificity of its cultural moment, capturing the very essence of what it is to be American.
นักวิจารณ์ Michael Chaiken จาก Criterion
ความน่าสนใจของ Salesman (1969) คือประเด็นคริสต์พาณิชย์ การขายตรงคัมภีร์ไบเบิลใช่สิ่งถูกต้องเหมาะสม? ศรัทธาศาสนา vs. ข้ออ้างผลประโยชน์? ผมยังจดจำฉากหนึ่งจากภาพยนตร์ The Last Temptation of Christ (1988) เมื่อครั้น Jesus Christ เดินทางมาถึง Jerusalem พอพบเห็นพ่อค้าแม่ขายในวิหารของพระเจ้า ถึงขนาดสำแดงความเกรี้ยวกราดออกมา
When it was almost time for the Jewish Passover, Jesus went up to Jerusalem. 14 In the temple courts he found people selling cattle, sheep and doves, and others sitting at tables exchanging money. 15 So he made a whip out of cords, and drove all from the temple courts, both sheep and cattle; he scattered the coins of the money changers and overturned their tables. 16 To those who sold doves he said, “Get these out of here! Stop turning my Father’s house into a market!” 17 His disciples remembered that it is written: “Zeal for your house will consume me.”
John 2:13-17
แต่เท่าที่ลองสอบถามหลายๆ AI พบว่าชาวอเมริกัน+คริสเตียนส่วนใหญ่ ไม่ได้มีปัญหากับการซื้อ-ขาย(ตรง)คัมภีร์ไบเบิล แต่สำหรับชาวพุทธมันมีประเด็นร้อน พุทธพาณิชย์ (หมายถึง กระบวนการค้าขายความเชื่อและความศรัทธาในพระพุทธศาสนา โดยใช้วัตถุหรือสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนามาเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ แสวงหา ผลประโยชน์ในทางพาณิชย์) ผมเลยอดไม่ได้จะมองมุมนี้แล้วตั้งคำถามกับสารคดี Salesman (1969) ธุรกิจเกี่ยวกับความเชื่อ-ศรัทธา-ศาสนา มันมีความถูกต้องเหมาะสมเช่นไร?
Albert Maysles (1926-2015) และ David Maysles (1931-87) สองพี่น้องผู้สร้างสารคดี สัญชาติอเมริกัน ต่างเกิดที่ Boston, Massachusetts ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish บิดาเป็นผู้อพยพชาว Ukraine ส่วนมารดามาจาก Poland
- Albert หลังรับใช้ชาติ U.S. Army Tank Corps ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี Syracuse University ต่อด้วยปริญญาโทสาขาจิตวิทยา Boston University และได้เป็นอาจารย์อยู่สามปี และผู้ช่วยวิจัยโรงพยาบาลจิตเวช Massachusetts General Hospital ระหว่างนั้นมีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานประเทศรัสเซีย ถ่ายทำสารคดี Psychiatry in Russia (1955) ให้กับสถานีโทรทัศน์ CBS (แต่ออกอากาศทาง WGBH-TV ของ NBC) เลยครุ่นคิดหันมาเอาดีด้านนี้
- David ดำเนินตามรอยพี่ชาย สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี-โท สาขาจิตวิทยา Boston University แล้วอาสาสมัครเป็นทหารหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประจำการอยู่ West Germany หลังครบกำหนดกลับมาได้งานเป็นผู้ช่วยโปรดักชั่นในกองถ่าย Bus Stop (1956), The Prince and the Showgirl (1957) แล้วเกิดความเบื่อหน่ายสไตล์ภาพยนตร์ Hollywood
สองพี่-น้องด้วยความที่มีความสนใจด้านเดียวกัน เลยร่วมงานถ่ายทำสารคดีสั้น Russian Close-Up (1957), Youth in Poland (1957) ออกอากาศทางช่อง NBC สร้างชื่อให้กับพวกเขาจนมีโอกาสเข้าร่วม Drew Associates ถ่ายทำสารคดี Primary (1960), Adventures on the New Frontier (1961) บุกเบิกแนวคิด “Direct Cinema” ก่อนแยกวงออกมามาก่อตั้งสตูดิโอโปรดักชั่น Maysles Films ผลงานเด่นๆ อาทิ Salesman (1969), Gimme Shelter (1970), Grey Gardens (1975) ฯ
ช่วงระหว่างถ่ายทำสารคดี With Love from Truman (1966) พูดคุยสัมภาษณ์ Truman Capote คุยโวโอ้อวดผลงานเรื่องล่าสุด In Cold Blood (1966) เป็นนวนิยายประเภท ‘non-fiction novel’ นั่นทำให้สองพี่น้อง Maysles บังเกิดแรงบันดาลใจ อยากสรรค์สร้างภาพยนตร์/สารคดีที่เป็น ‘non-fiction film’
สองพี่น้อง Maysles เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน ในตอนแรกต้องการเลียนแบบนวนิยาย Moby-Dick ของ Herman Melville ขึ้นเรือล่องมหาสมุทร South Atlantic คาดหวังว่าจะมีโอกาสบันทึกภาพการล่าปลาวาฬ แต่หลังจากออกทะเลได้ไม่นานก็เริ่มพ่ายแพ้คลื่นลม มิอาจอดรนทนวิถีชาวประมง บังเกิดศีลธรรมขึ้นมาในจิตใจ … กล่าวคือไม่อยากเห็นปลาวาฬถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา
พอหวนกลับขึ้นฝั่ง ได้รับคำแนะนำจาก Joseph Fox (บรรณาธิการหนังสือของ Capote) ให้ปรับเปลี่ยนมาทำเรื่องง่ายๆ บันทึกวิถีชีวิตและการทำงานของพนักงานขายตรง (Salesman)
It was Joseph Fox, Capote’s editor at Random House, who proposed a more manageable, less pungent subject. If they truly wanted to capture something of the spirit of American life, Fox suggested, they’d be better off filming the trials and tribulations of the average door-to-door salesman.
นักวิจารณ์ Michael Chaiken จาก Criterion
ผมหาข้อมูลไม่ได้ว่าทำไมถึงสองพี่น้อง Maysles ถึงจำเพาะเจาะเลือกเลือกอาชีพพนักงานขายตรงคัมภีร์ไบเบิล แต่มีรายละเอียดจดหมายส่งไปขอคำแนะนำจากสำนักพิมพ์ต่างๆ Bible House, Inc.; Christian Booksellers Association; Bible Editions, Inc. กลับมีเพียง Melbourne I. Feltman รองประธานของ Consolidated Book Publishers เขียนจดหมายตอบกลับพร้อยช่วยติดต่อ Hargrove Turner ประธาน Mid-American Bible Company แนะนำผู้จัดการการขาย Kennie Turner พร้อมสี่พนักงานโดดเด่น Charles McDevitt, James Baker, Raymond Martos และ Paul Brennan
We want to film on the spot a Bible salesman in a rural or semirural area. We would particularly like to capture and convey the challenge of the first call at an unknown house. Our procedure would be to follow a salesman on the job and off … to share and record his experiences, his successes, his disappointments—in short, to film the total unique adventure of life on the road.
We are looking for a dedicated, top-notch, full-time Bible salesman who stays on the road for at least a few days at a time… We realize that the salesman we’ve described is not at all common. However, I think you will agree with our hunch that at least a few still exist. Mr. Feltman, I want to assure you that our purpose is only to make a good film about what we feel is a subject with a great deal of human interest.
Can you recommend some small companies that have a salesman selling Bibles door-to-door?
เรื่องราวของสารคดีเกาะติดสี่พนักงานขายตรง เดินทางไปเสนอขายคัมภีร์ไบเบิลราคา $49.95 ดอลลาร์ (เทียบกับค่าเงิน ค.ศ. 2025 เกือบๆจะ $500 ดอลลาร์) ให้กับชาวบ้านระดับรากหญ้าในย่าน New England และ Florida
- James Baker ฉายา The Rabbit อายุน้อยสุดในกลุ่มจึงยังมีความบุ่มบ่าม ผลีผลาม หุนหันพลันแล่น (Impulsive) กำลังอยู่ในช่วงเรียนรู้งาน ค่อยๆสะสมประสบการณ์
- Charles McDevitt ฉายา The Gipper เป็นบุคคลมากด้วยประสบการณ์ จึงเต็มไปด้วยเทคนิค ลีลาการขายประสิทธิภาพสูง เมื่อสังเกตเห็นจุดอ่อนไหวของลูกค้า ก็รีบคว้าจับ จี้แทงใจดำ แล้วปิดการขายโดยไว
- Raymond Martos ฉายา The Bull ร่างกายบึกบึน ตัวใหญ่สุดในกลุ่ม อาจยังไม่มีลีลาการขายโดดเด่น แต่ด้วยพละกำลังมากมายเหลือเฟือ จึงสามารถผลักดันลูกค้าจนสามารถปิดการขายได้เรื่อยๆ
- Paul Brennan ฉายา The Badger แม้ทำงานมาสักพัก พอมีประสบการณ์ แต่ทำยอดขายไม่ค่อยตรงตามเป้าหมายสักเท่าไหร่ อาจเพราะวิธีการที่พยายามเร่งเร้า ยั่วเย้า (badgering) จนลูกค้ารู้สึกรำคาญใจ ตอนเดินทางไป Florida ขายคัมภีร์ไบเบิลไม่ได้สักเล่ม ตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง สงสัยจะต้องเปลี่ยนอาชีพเสียแล้วกระมัง
เกร็ด: สองพี่น้อง Maysles จ่ายค่าตอบแทนเซลล์แมนทั้งสี่เพียง $100 ดอลลาร์ แต่ออกค่าเดินทาง ค่าอาหาร ที่พักอาศัยให้เสร็จสรรพ


โดยปกติแล้วการลงถนน สัมภาษณ์ผู้คน ถ่ายทำสารคดีทั่วๆไป มักใช้ทีมงานอย่างน้อย 4-5 คน ตากล้อง ผู้ช่วยตากล้อง บันทึกเสียง ผู้กำกับ ผู้จัดการกองถ่าย ฯ แต่ไม่ใช่สำหรับผลงานของสองพี่น้อง Maysles ซึ่งก็จะมีแค่สองพี่น้อง Albert รับหน้าที่ถ่ายภาพ David ถือไมค์บันทึกเสียง แค่นั้น! … การมีทีมงานแค่คนสองคน ทำให้การพูดคุยสัมภาษณ์ดำเนินไปอย่างผ่อนคลาย เพราะถ้าคนมากมายมันจะเกร็งๆ เคร่งเครียด เหมือนมีแรงกดดันอะไรบางอย่าง
สำหรับสไตล์การถ่ายภาพไม่ได้มีอะไรให้พูดถึงนัก Maysles ใช้กล้องฟีล์ม 16mm น้ำหนักเบา สามารถแบกขึ้นบ่า (Hand Held) เดินไปเดินมา ขยับเลื่อนซ้าย-ขวา ซูมเข้า-ออกได้ทุกทิศทาง (Unchained Camera) พยายามบันทึกภาพไม่ใช่แค่ใบหน้าลูกค้า-พนักงานขาย แต่ยังอากัปกิริยา ท่าทางเคลื่อนไหว รวมถึงสิ่งข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านที่ดูโดดเด่นสะดุดตา
ฟุตเทจความยาวกว่า 100+ ชั่วโมง เมื่อถ่ายทำแล้วส่งให้นักตัดต่อ Charlotte Zwerin (รับรู้จักตอนร่วมงาน Drew Associates) ใช้เวลาเกือบสองปี! ช่วยกันพัฒนาโครงสร้าง คัดเลือกเหตุการณ์น่าสนใจ ทีแรกวางแผนจะนำเสนอพนักงานขายทั้งสี่ดำเนินคู่ขนานไปพร้อมๆกัน แต่สุดท้ายโฟกัสที่ Paul Brennan (The Badger) เพราะเรื่องราวของคนอื่นไม่ค่อยน่าสนใจสักเท่าไหร่
It became clear to Zwerin that, structurally, Salesman demanded that Paul Brennan, the most dynamic and perplexing of the four men, be at its center. She showed her rough assemblages to David, who agreed with her about Brennan’s tragicomic screen presence and encouraged her to keep on in the direction she had been going.
นักวิจารณ์ Michael Chaiken จาก Criterion
สารคดีเรื่องนี้ไม่มีเพลงประกอบ แต่มีหลายบทเพลงดังขึ้นจากวิทยุ แผ่นเสียง ได้ยินเสียงฮัม ขับร้องเพลง ในลักษณะ ‘diegetic music’ ซึ่งบังเอิ้ญมีความสอดคล้องเข้ากับเรื่องราวเป็นอย่างดี … ผมเลือกมาสองบทเพลงเด่นๆ
- If I Were a Rich Man (1964) แต่งโดย Sheldon Harnick & Jerry Bock สำหรับประกอบละคอนเพลง Fiddle on the Roof (1964)
- ตอนสารคดีเรื่องนี้ออกฉาย ยังไม่ฉบับภาพยนตร์ Fiddler on the Roof (1971)
- Yesterday (1965) แต่งโดย Lennon–McCartney ของวง The Beatles ประกอบอัลบัม Help! (1965) สามารถไต่ขึ้นอันดับ #1 ชาร์ท US Billboard Hot 100 นานถึง 4 สัปดาห์
อาชีพขายตรง (Salesman) ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สาเหตุเพราะเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกากำลังเติบโต (Economic Boom) ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยบริโภคนิยม (Consumer Culture) ปริมาณผู้บริโภค/ประชากรเพิ่มสูงขึ้น (ดังชื่อยุคสมัย Baby Boomer) พนักงานไม่จำเป็นต้องมีการศึกษาสูงก็สามารถทำงานนี้ได้ และที่สำคัญคือเป็นเจ้านายตนเอง ขยันมากได้มาก ขยันน้อยได้น้อย … แต่ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถประกอบอาชีพนี้
เพราะการจะเป็นเซลล์แมน สำคัญที่สุดคือต้องมีวาทะศิลป์ พูดอย่างไรให้สามารถโน้มน้าวผู้บริโภคซื้อสินค้าของตนเอง นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ เพราะบางครั้งมันอาจต้องโกหกหลอกลวง บิดเบือนความจริง ชักแม่น้ำทั้งห้า สรรหาข้ออ้างมาหว่านล้อม นั่นทำให้ภาพจำของพนักงานขายตรงไม่ต่างจากเด็กเลี้ยงแกะ กะล่อนปลิ้นปล้อน หาความเชื่อถือไม่ได้สักเท่าไหร่
เรื่องราวของสารคดี Salesman (1969) แม้เริ่มต้นแนะนำสี่พนักงานขายตรง แต่ต่อมาพุ่งเป้าความสนใจไปยัง Paul Brennan เจ้าของฉายา The Badger อาจเรียกได้ว่าเป็นบุคคลไม่ค่อยมีวาทะศิลป์ เสนอการขายอย่างเร่งรีบ บีบบังคับ (badgering) ต้องการปิดการขายให้ได้โดยไว จนทำให้ลูกค้ารู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ พอยอดขายไม่เข้าเป้าก็ถูกหัวหน้า/ผู้จัดการตำหนิต่อว่า ไม่ขยันทำงาน ขี้เกียจคร้าน เอาแต่สรรหาข้ออ้าง ทำให้ตกอยู่ในความห่อเหี่ยว หมดสูญสิ้นศรัทธาในตนเอง
Paul’s bitterness over his failure to close sales is compounded by a palpable sense of disbelief that life has somehow cheated him out of a nobler destiny.
นักวิจารณ์ Michael Chaiken จาก Criterion
ในมุมของชาวอเมริกัน นับถือศาสนาคริสต์ คัมภีร์ไบเบิลถือเป็นสิ่งสูงส่ง ทรงคุณค่า ทุกครอบครัวควรต้องมีติดบ้านสักเล่ม! แต่อาชีพขายตรงคัมภีร์ไบเบิล ด้วยการใช้คำพูดโน้มน้าว ยกคำกล่าว Jesus Christ มาเกลี้ยกล่อม เพื่อให้ลูกค้าจ่ายเงินซื้อสินค้า นี่ไม่ใช่การเผยแพร่ศาสนา มันคือการแสวงหากำไรจากความเชื่อศรัทธา และเงินที่ได้ก็ไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางศาสนา … เงินเข้ากระเป๋าผู้ผลิต และส่วนแบ่งกำไรกับพนักงานขายตรง
นั่นแสดงถึงความขัดแย้งระหว่างความเชื่อ-ศรัทธา-ศาสนา กับวิถีของชาวอเมริกัน อยากร่ำรวย อยากประสบความสำเร็จ “If I were a rich man” แต่การจะไต่เต้าไปถึงจุดนั้นพวกเขายินยอมสูญเสียตัวตน จิตวิญญาณความเป็นคน ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อเติมเต็มอุดมการณ์ความฝัน (American Dream)
Salesman, to its credit, doesn’t attempt to penetrate the mysteries of the catechism. The selling of the Bible works best as a metaphor, one that bores deep into a particular paradox built into America’s character. Christianity, a vital force in the creation and development of this country, offers as a basic tenet that the poor come first. Standing in stark relief to that idea is the American ethic of enriching oneself at any cost. We can’t feel good about ourselves if we get rich, yet getting rich is the only metric we have by which to value ourselves.
ในมุมของสองพี่น้อง Albert & David Maysles พยายามสร้างสารคดีเรื่องนี้โดยไม่ผ่านการปรุงแต่งใดๆ บันทึกภาพเหตุการณ์บังเกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา Direct Cinema ไม่เข้าไปมีส่วนร่วม ไม่พูดคุยสอบถามหรือแสดงความคิดเห็น พยายามทำเหมือนไม่มีตัวตน … แตกต่างจาก Cinema Verité แปลว่า Cinema Truth ที่ผู้สร้างมักเข้าไปมีส่วนร่วม สำแดงตัวตน แทรกใส่ความคิดเห็นของตนเองลงไป (ทั้งจากคำพูด ลีลาการนำเสนอ และภาษาภาพยนตร์)
For the documentary films we make, we try to find an ongoing situation that is interesting in itself, which we can film as it is actually happening. During the filming we use only a two-man crew, with portable, silent camera [Albert] and sound equipment [David], which is especially designed to be as unobtrusive as possible. We never direct or ask people to act for us; all we ask is the privilege to be on the spot. Our whole idea is not to interfere with what is going on but to record the truth as it happens.
Remember, as a documentarian you are an observer, an author but not a director, a discoverer, not a controller.
Albert Maysles
คริสต์พาณิชย์ หรือพุทธพาณิชย์ ในมุมมองของคนสมัยนี้อาจไม่ครุ่นคิดว่าเป็นเรื่องผิดอะไร เพราะศาสนาต้องปรับตัวเข้ากับโลกยุคสมัยใหม่ โบสถ์ วิหาร โบราณสถาน ทุกสิ่งอย่างล้วนมีค่าใช้จ่ายซ่อมแซม-ดูแล มันจึงเกิดความขัดย้อนแย้งต่อศีลข้อ ๑๐ ชาตะรูปะ ระชะตะ ปะฏิคคะหะณา เวระมะณี งดเว้นจากการรับเงินทอง … เมื่อไม่มีใครจริงจัง ก็แสดงถึงความหย่อนยานในพระศาสนา ประชาชนค่อยๆเสื่อมศรัทธา เอือมละอา ก่อนสิ้นสูญไปในที่สุด
พี่น้อง Maysles มีปัญหากับการจัดจำหน่ายสารคดีเรื่องนี้อย่างมากๆ ไม่มีใครไหนให้ความสนใจ เพราะเนื้อหาดูหดหู่ สมจริงเกินไป ด้วยเหตุนี้พวกเขาเลยก่อตั้งสตูดิโอโปรดักชั่น Maysles Film จองโรงภาพยนตร์ Street Playhouse ที่ New York City ฉายรอบปฐมทัศน์วันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 1969
เสียงตอบรับตอนออกฉายถือว่าค่อนข้างดี จนมีโอกาสเดินทางไปตามเทศกาลหนังต่างๆ นอกสายการประกวด Venice Film Festival, Gran Premio Bergamo (Italy), Mannheim-Heidelberg (West Germany) แม้ไม่ได้กำไร แต่ก็สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติให้กับพี่น้อง Maysles
ข้อครหาเดียวของสารคดีตอนออกฉายก็คือความขัดแย้งกับนักวิจารณ์ Pauline Kael จาก The New Yorker ให้คะแนนติดลบเพราะครุ่นคิดว่าทุกสิ่งอย่างใน Salesman (1969) คือการจัดฉาก สร้างเรื่อง หาใช่ ‘Direct Cinema’ ที่คุยโวโอ้อวด! ซึ่งนั่นเกิดจากการพูดคุยกับ Paul Brennan แล้วเข้าใจผิดว่าอีกฝ่ายคือนักแสดง เกือบจะมีเรื่องฟ้องร้องกับพี่น้อง Maysles
Miss Kael seems to be implying that we, as filmmakers, are responsible for the events we film by suggesting that we set them up or helped to stage them. In referring to our previous film, Salesman, Miss Kael says “the Maysles brothers recruited Paul Brennan, who was in the roof-and-siding business, to play a Bible salesman.” Paul Brennan had been selling Bibles for eight years prior to the making of our film and was selling Bibles when we met him. No actors were used in Salesman. The men were asked to simply go on doing what they normally did while we filmed… We don’t know where Miss Kael got her facts. We do know that her researcher phoned Paul Brennan, one of the Bible salesmen, and told him that The New Yorker was interested in doing an article about him. He made it quite clear to her that he was a Bible salesman and not a roof-and-siding salesman when we made the film about him. Aside from his own statement, this could easily have been checked out by contacting his employers, the Mid-American Bible Company.
จดหมายของ Albert & David Maysles และ Charlotte Zwerin
กาลเวลาทำให้สารคดีเรื่องนี้ได้รับการโหวตติดอันดับ “Greatest Documentary of All-Time” จากนิตยสารหลายๆฉบับ อาทิ
- Sight & Sound: Critics’ 50 Greatest Documentaries of All Time (2019) ติดอันดับ #24 (ร่วม)
- Paste Magazine: The 100 Best Documentaries of All Time (2022) ติดอันดับ #16
- Vouge: The 82 Best Documentaries of All Time (2023) ไม่มีอันดับ
- TIMEOUT: 68 Best Documentaries of All Time (2025) ติดอันดับ #11
ปัจจุบันสารคดีเรื่องนี้ได้รับการสแกนใหม่ ‘digital transfer’ คุณภาพ 4K โดยสถานบัน Academy Film Archive, The Film Foundation ด้วยเงินทุนจาก George Lucas Family Foundation เสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2020 สามารถหาซื้อ Blu-Ray หรือรับชมออนไลน์ทางช่อง Criterion Channel
ผมรับรู้จักสารคดี Salesman (1969) ตั้งแต่ตอนรับชมภาพยนตร์ Death of a Salesman (1951) เห็นชื่อคล้ายๆในคอลเลคชั่น Criterion เลยรู้สึกสนอกสนใจ มีโอกาสครั้งนี้เลยเอาสักหน่อย คุณภาพอาจไม่ได้น่าตื่นตา แต่เนื้อหานั้นน่าสนใจ และมุมมองชาวพุทธทำให้สารคดีเรื่องนี้ดูลึกล้ำขึ้นกว่าปกติ
จัดเรตทั่วไป แต่เป็นสารคดีเหมาะสำหรับผู้ใหญ่
Leave a Reply