mother! (2017)

mother 2017

mother! (2017) hollywood : Darren Aronofsky ♥♥♥♥

เหมือนว่า Darren Aronofsky ผู้มีจิตศรัทธาแรงกล้า หลังจาก PI (1997), The Fountain (2006), Noah (2014) สร้างหนังอิงศาสนาอีกเรื่อง ครานี้วิพากย์การกระทำแสดงออกของมนุษย์ ต่อพระเจ้าและผืนแผ่นดินแม่ (Mother Earth), กระนั้นบทความนี้ ผมจะนำเสนออีกมุมมองหนึ่งของหนังด้วย ในประเด็น ‘แม่’ ที่ถูกรุกรานโดยการมีตัวตนของ ‘ลูก’ และพ่อผู้ไม่ยี่หร่าต่ออะไรทั้งนั้น

นี่เป็นหนังที่ผู้ชมมีพื้นหลังแตกต่างออกไป จะสามารถทำความเข้าใจได้ในมุมมองของตนเอง สิ่งที่ผมครุ่นคิดได้ขณะรับชม คือ การแสดงออกทางอารมณ์ Expression ของ ‘แม่’ ที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่การถูกรุกรานโดย ‘ลูก’ เข้าใจหนังลักษณะนี้ก็คงไม่ผิดอะไรนะครับ เพราะผู้กำกับ Aronofsky จงใจทิ้งคำใบ้ชื่อหนัง Mother ให้สามารถตีความลักษณะนี้ได้ แต่ความตั้งใจแท้จริงของเขาคือการพูดถึงเรื่องพระเจ้าอย่างแน่นอน แค่ผมอยากจะคิดเขียนอะไรแตกต่างออกไปสักหน่อย อาจทำให้คุณชื่นชอบหนังมากขึ้น หรือเกลียดโคตรๆยิ่งกว่าเดิมเลยก็ได้

Darren Aronofsky (เกิดปี 1969) ผู้กำกับสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Brooklyn, New York ในครอบครัว Jewish พ่อ-แม่เป็นครู ชื่นชอบพาเขาไปชมการแสดง Broadway ทำให้เกิดความสนใจตั้งแต่นั้น โตขึ้นเลือกเรียนสังคมและมานุษยวิทยาก่อนที่ Harvard University ถึงค่อยตามด้วยเรียนการกำกับภาพยนตร์ที่ American Film Institute, ด้วยทุนสร้าง $60,000 เหรียญ สร้างหนังเรื่อง PI (1997) คว้ารางวัล Best Director จากเทศกาลหนังเมือง Sundance แล้ว Artisan Entertainment ซื้อสิทธิ์จัดจำหน่ายมูลค่าสูงถึง $1 ล้านเหรียญ

ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Requiem for a Dream (2000), The Fountain (2006), The Wrestler (2008) คว้า Golden Lion เทศกาลหนังเมือง Venice, Black Swan (2010) ส่ง Natalie Portman คว้า Oscar: Best Actress ฯ

สไตล์ของ Aronofsky รับอิทธิพลจาก Akira Kurosawa, Federico Fellini ผสม Roman Polanski, Terry Gilliam และ Shinya Tsukamoto ภาพยนตร์มีลักษณะเหมือนกับความฝัน (dream-like) มักถ่ายทำในลักษณะหนังทุนต่ำ (แม้จะได้ทุนสูงมาก็เถอะ) นิยมใช้ภาพ Extreme Close-Up, Tracking Shot ตามหลังตัวละคร และการตัดต่อแบบ Montage/Hip Hop Montage

เกร็ด: Aronofsky เป็นผู้นิยามคำว่า Hip Hop Montage จากหนังเรื่อง Requiem for a Dream (2000) มันก็คือ Montage นะแหละ แค่จะมีความเร็วกว่าปกติมาก และใช้การ Fast Cutting เข้าช่วยด้วย

“It is a mad time to be alive.”

Aronofsky เขียนจดหมายเปิดผนึกก่อนหน้า mother! ออกฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลหนังเมือง Venice เพื่ออธิบายจุดเริ่มต้นของหนังเรื่องนี้ ขึ้นประโยคแรกด้วย ‘นี่เป็นช่วงเวลาแห่งความบ้าคลั่งของการมีชีวิต…’

“mother! begins as a chamber story about a marriage. At the center is a woman who is asked to give and give and give until she can give nothing more.”

เริ่มต้นหลังจากการแต่งงาน หญิงสาวถูกร้องขอให้เสียสละ มอบทุกสิ่งอย่าง ให้จนทั้งชีวิตเธอไม่หลงเหลืออะไรแล้ว และเรื่องราวหลังจากนั้นได้แปรสภาพไปในจุดที่มิอาจคาดเดาอะไรได้

“I can’t fully pinpoint where this film all came from. Some came from the headlines we face every second of every day, some came from the endless buzzing of notifications on our smartphones, some came from living through the blackout of Hurricane Sandy in downtown Manhattan, some came from my heart, some from my gut. Collectively it’s a recipe I won’t ever be able to reproduce, but I do know this serving is best drunk as a single dose in a shot glass. Knock it back. Salute!”

ทุกสิ่งอย่างของหนังเรื่องนี้ คือการผสมผสานเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ จากการกระทำของมนุษย์, ผลลัพท์จากธรรมชาติ ฯ รวบรวมใส่มาเป็นสูตร Cocktail ที่แก้วเดียวเมาสนิทชนิดไม่ต้องกระดกแก้วอื่น เรียกได้ว่าเป็นความทะเยอทะยานขั้นสูงสุดที่จะนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ พระเจ้า จักรวาล, การกำเนิดและวันสิ้นโลก เปรียบเทียบกับเรื่องราว/ตัวละครมนุษย์ ทั้งหมดนี้ในหนังยาว 121 นาที (มันจะยิ่งใหญ่กว่า 2001: A Space Odyssey อีกนะเนี่ย)

ใช้เวลาพัฒนาบทภาพยนตร์เพียง 5 วัน (ปกติหนังเรื่องอื่นๆ Aronofsky จะใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเสร็จ) ได้นักแสดงนำคนแรกคือ Jennifer Lawrence ที่ต่อมาทั้งคู่เริ่มใช้เวลาออกเดทอยู่ด้วยกัน … แต่จะได้อยู่กินแต่งงานเป็นคู่รักกันไหม ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ

Jennifer Shrader Lawrence (เกิดปี 1990) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Indian Hills, Kentucky พ่อ-แม่เลี้ยงเธอให้มีลักษณะแมนๆ ‘tough’ วัยเด็กเลยไม่ค่อยมีเพื่อน แต่ก็ได้เป็นนักกีฬา Softball, Hockey, Basketball, ขี่ม้า ฯ ไม่เคยเข้าโรงเรียนการแสดงใดๆ ถือว่าเป็นคนมีพรสวรรค์ด้านนี้มากๆ เริ่มมีผลงานจากตัวประกอบเล็กๆ ภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง Company Town (2006) เล่นหนังเรื่องแรก Garden Party (2008) เป็นที่รู้จักจากการเข้าชิง Oscar: Best Actress ครั้งแรกเรื่อง Winter’s Bone (2010) โด่งดังกับ X-Men: First Class Series, The Hunger Games, และคว้า Oscar: Best Actress จาก Silver Linings Playbook (2012)

ในหนังใช้ชื่อตัวละครว่า mother เธอมีความต้องการแค่จะสร้างบ้านให้น่าอยู่ อาศัยด้วยกันกับสามีเพียงสองคน แต่กลับถูกใครต่อใครไม่รู้จักเข้ามารุกรานทีละคนสองคน เป็นสี่ แปด จนมากมายนับไม่ถ้วน สร้างความเสียหายนานัปประการให้เกิดขึ้น, หลังจากรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ ก็เฝ้ารอเตรียมวันที่จะเชยชมลูกของตนเอง แต่กลับถูกคนรักทรยศหักหลัง ทุกสิ่งอย่างได้พังทลายสูญสิ้น นั่นทำให้เธอไม่สามารถอดรนทนต่อไปได้อีกแล้ว จำต้องเผาทำลายบ้านหลังนี้ด้วยตนเอง

การแสดงของ Lawrence เรื่องนี้อยู่ในช่วงท็อปฟอร์ม ครุ่นคิดอะไรได้ใส่เข้าไปในตัวละครทั้งหมด โดยเฉพาะขณะตัวละครท้องแก่เดินผ่านห้องต่างๆดิ้นรนเอาตัวรอด และหลังจากคลอดแล้ว ความเกรี้ยวกราดโกรธแค้นทวีถึงขีดสุด, เห็นว่าระหว่างสวมบทบาทนี้ Lawrence ทุ่มเทอย่างมากจนซี่โครงร้าว ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และยังขอให้ผู้กำกับสร้าง ‘Kardashian Tent’ สถานที่ช่วยให้เธอผ่อนคลายจากการแสดง ประกอบด้วย หมากฝรั่ง, เทียนหอม และเปิดรายการ Reality เรื่อง Keeping Up With the Kardashians (2007-ปัจจุบัน) แบบวนลูป ตัดขาดโลกภายนอก

เกร็ด: เผื่อคนชอบสังเกต Lawrence บอกว่าเธอเดินเท้าเปล่าตลอดทั้งเรื่อง เพื่อเป็นการสร้างความใกล้ชิดกับบ้านหลังนี้

Lawrence เคยให้สัมภาษณ์อธิบายการเปรียบเทียบตัวละครของเธอ กับผืนแผ่นดินแม่ (Mother Earth) ที่ได้ถูกพวกมนุษย์กระทำสิ่งต่างๆจนยากจะให้อภัย

“It depicts the rape and torment of Mother Earth … I represent Mother Earth; Javier, whose character is a poet, represents a form of God, a creator; Michelle Pfeiffer is an Eve to Ed Harris’s Adam, there’s Cain and Abel and the setting sometimes resembles the Garden of Eden.”

ขณะเดียวกันเราสามารถเปรียบตัวละครนี้ได้กับ ‘มารดา’ จริงๆ ซึ่งสิ่งต่างๆที่ได้พบเจอ คือการสะท้อน Expression ความรู้สึกของแม่ออกมา
– ในช่วงแรกการเข้ามาก่อกวนของคนสองคน นั่นคล้ายกับการมีบุตรชาย-หญิง ที่ชอบทำโน่นนี่ให้แม่ต้องคอยเก็บกวาดเช็ดถู, นำพาเพื่อนฝูง ผู้คนแปลกหน้ามากมายเข้ามาในชีวิต ทั้งดีชั่วโดยไม่สนหัวว่าแม่จะรู้สึกครุ่นคิดอย่างไร
– ช่วงถัดมาขณะท้องแก่ใกล้คลอด เหตุการณ์ต่างๆที่พบเจอเปรียบได้กับความทุกข์ทรมานของแม่ขณะคลอด ดิ้นรนกระเสือกกระสนเจ็บปวดแสนสาหัส กว่าจะเบ่งคลอดลูกรักออกจากท้องได้
– พอทารกน้อยลืมตาดูโลก พ่อ/สามีก็พยายามที่จะลักขโมยออกจากอ้อมอกไปให้โลกได้รู้จักเชยชม ซึ่งแม่ก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะยื้อลูกรักไว้เป็นของตน แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ
– และเมื่อลูกรักถูกกระชากออกเป็นชิ้นๆ ถูกผู้คนกัดกิน ดื่มเลือดเนื้อ จิตใจของแม่ก็ได้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ (นัยยะตรงนี้จะมองว่า ทารกน้อยถูกฆ่าจริงๆก็ได้ หรือเป็นแค่การเปรียบเทียบเฉยๆ) นี่คือสิ่งไม่มีทางที่เธอจะสามารถอดทนยินยอมให้อภัยได้อีกต่อไป แสดงความเกรี้ยวกราดโกรธา จุดไฟเผาไหม้ให้ทุกอย่างกลายเป็นผุยผง

Javier Ángel Encinas Bardem (เกิดปี 1969) นักแสดงสัญชาติ Spanish เกิดที่ Las Palmas de Gran Canaria บนเกาะ Canary Islands, แม่ Pilar Bardem เป็นนักแสดงชื่อดังในสเปน ทำให้ตอนอายุ 6 ขวบ ได้รับบทในภาพยนตร์โทรทัศน์ El Pícaro (1974) แต่ตอนแรกตัวเขาอยากเป็นจิตรกร ก็ไม่ได้มีฝีพู่กันน่าจดจำอะไร ภายหลังจึงตัดสินใจรับงานแสดงเต็มตัว, ผลงานตอนโตเรื่องแรก The Ages of Lulu (1990), ได้รับบทนำ Jamón Jamón (1992), เป็นที่ทำให้เป็นที่รู้จักทั่วโลกจาก Before Night Falls (2000) คว้า Volpi Cup for Best Actor เทศกาลหนังเมือง Venice และเข้าชิง Oscar: Best Actor ครั้งแรก, ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Sea Inside (2004) คว้า Volpi Cup for Best Actor, No Country for Old Men (2007) คว้า Oscar: Best Supporting Actor, Vicky Cristina Barcelona (2008), Biutiful (2010) คว้า Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Cannes และเข้าชิง Oscar: Best Actor, Skyfall (2012), Pirates of the Caribbean: Dead Men Tell No Tales (2017) ฯ

ในหนังใช้คำเรียกว่า Him เป็นศิลปิน นักเขียนที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ นำใจไมตรี เป็นมิตรต่อทุกคน ชอบให้การช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ชอบปฏิเสธหรือสั่งให้คนอื่นทำอะไร และที่สุดคือสามารถให้อภัยเสียสละได้ทุกสิ่งอย่าง

ภาพลักษณ์ของ Bardem ว่าไปก็เหมือนพระเจ้าอยู่นะ คมเข้ม สูงใหญ่ น้ำเสียงหนักแน่น วางมาดทรงภูมิ การแสดงก็เป็นธรรมชาติ ไหลลื่น หลากหลายอารมณ์ แต่จะไม่มีรุนแรงต่อเนื่องถึงขีดสุด (มากสุดก็คือฉากคริสทัลแตก แต่ไม่นานก็เหมือนว่าจะหลงลืม ปล่อยวาง ให้อภัยได้)

การแทนตัวละครนี้ด้วยพระเจ้า สร้างความเกรี้ยวกราดให้กับชาวคริสเตียน และผู้เคร่งศาสนาอย่างมาก เพราะ
1) พระเจ้ามีหลากหลายอารมณ์ความรู้สึก
2) พระเจ้ามี Sex ได้
3) พระองค์สนแต่ทำอย่างไรให้ตนเองเป็นที่รัก ได้รับการยกย่องนับถือจากเหล่ามนุษย์
4) พระเจ้าเพิกเฉยต่อทุกสิ่งอย่าง [แต่ข้อนี้เหมือนจะจริงที่สุดเลยนะ]
5) และสิ่งที่เขียนขึ้นบนกระดาษแผ่นเดียว นั่นน่าจะคือ The Ten Commandments บัญญัติ 10 ประการ เป็นแน่

ผมมองตัวละครนี้ก็แค่ชายคนหนึ่ง ที่มีความเข้าใจความหมายของ ‘ชีวิต’ ทำให้สามารถปล่อยวางจากความคิดยึดติด แสดงออกเต็มเปี่ยมด้วยมโนธรรมประจำใจ สามารถให้อภัยผู้อื่น และยินยอมรับคำขอโทษ กลายเป็นที่รักของผู้คน ถูกยกย่องเทิดทูนไว้เหนือหัว กระนั้นเราอาจมองว่าเขาคือคนไร้ความรู้สึก เห็นแก่ตัว หลงตัวเอง ฯ,

เพราะความไม่ยึดติดอะไรในชีวิต ทำให้สามารถกลายเป็นอมตะ ไม่ถูกเพลิงราคะทางอารมณ์เผามอดไหม้ มีพลังแห่งการสร้างสรรค์ (เป็นศิลปิน) และสามารถเริ่มต้นใหม่เป็นวัฏจักรไม่สิ้นสุด (ก็เหมือนผู้ชายที่มีแฟน/ภรรยาหลายคน ทิ้งคนเก่าไปมีใหม่)

Edward Allen Harris (เกิดปี 1950) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติอเมริกา เกิดที่ Englewood, New Jersey สมัยวัยรุ่นเป็นนักกีฬา American Football ของโรงเรียนและ Columbia University เรียนจบจึงพบความสนใจด้านการแสดง เรียนต่อ University of Oklahoma ตามด้วย California Institute of the Arts จบคณะ Bachelor of Fine Arts เริ่มทำงานจากเป็นนักแสดงละครเวที รับบทเล็กๆในภาพยนตร์ Coma (1978) แจ้งเกิดกับหนังของ George A. Romero เรื่อง Knightriders (1981) ตามด้วย Creepshow (1982) ผลงานเด่นอื่นๆอาทิ The Abyss (1989), Apollo 13 (1995), Nixon (1995), The Rock (1996), The Truman Show (1998), The Hours (2002) ฯ และกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Pollack (2000)

ในหนังใช้คำเรียกว่า man ชายแปลกหน้าที่มีความชื่นชอบผลงานของ Him อย่างมาก แต่กำลังป่วยใกล้ตายจากอะไรสักอย่าง มีความทุกข์ทรมานแสนสาหัส ร้องขอเพื่ออาศัยต้องการใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ใกล้ๆกับเขา

Harris เป็นคนที่มีภาพลักษณ์ความก้าวร้าว หัวรุนแรง จอมบงการ มักชอบรับบทตัวละครที่มีชีวิต ‘fuck up’ ไม่ค่อยเป็นสัปปะรดเท่าไหร่ ซึ่งกับหนังเรื่องนี้นอกจากการก้มหน้าลงในโถชักโครกแล้ว ยังสร้างความร้าวฉานให้เกิดขึ้นกับครอบครัวอื่น และหมกมุ่นเรื่อง Sex เป็นอย่างมาก

ตัวละครนี้เปรียบได้กับ Adam ผู้ชายคนแรกที่พระเจ้าสร้างขึ้นจากภาพลักษณ์ของตนเอง (ผมว่า Harris หน้าไม่คล้ายกับ Bardem เท่าไหร่นะ) ชีวิตเต็มเปี่ยมด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลินเริงรมย์ ไม่ต้องดิ้นรนทำอะไร เพราะความเป็นห่วงกลัวว่าจะเบื่อเหงา พระเจ้าจึงได้สร้างหญิงสาว Eve ขึ้นมาให้ครองคู่ด้วยความบริสุทธิ์ กระนั้นมีข้อแม้หนึ่งในสวนอีเดน จะต้องไม่เด็ดกินผลแอปเปิ้ลแห่งองค์ความรู้ … แต่มีหรือข้อห้ามนี้จะไม่สร้างความยั่วเย้ายวนใจให้กับทั้งสอง

การมาถึงของตัวละครนี้ ก็คล้ายกับลูกของคู่รักสามี-ภรรยา ใครที่ไหนไม่รู้จัก เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา สอดรู้สอดเห็น ต้องการความรักความเอาใจใส่ และเพราะเป็นผู้ชายเลยสนิทสนมกับผู้เป็นพ่อมากกว่า ยกย่องเทิดทูนสรรเสริญ ให้ความเคารพนับถือยิ่ง แต่กลับแม่มักไม่ค่อยเห็นหัว มองข้ามไม่สนใจราวกับไม่มีตัวตน

Michelle Marie Pfeiffer (เกิดปี 1958) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Santa Ana, California ตอนอายุ 20 ชนะการประกวด Miss Orange Beauty Contest ตามด้วยอันดับ 6 Miss California ทำให้เธอตัดสินใจเลือกงานสายการแสดง, เริ่มมีผลงานจากละครโทรทัศน์ Fantasy Island (1977-1984), Delta House (1979) รับบทนำภาพยนตร์เรื่องแรก Grease 2 (1982) ตามด้วย Scarface (1983) ที่แม้ผู้กำกับ Brian De Palma จะไม่อยากได้เธอ แต่เพราะโปรดิวเซอร์ผลักดัน กลายเป็นบทสร้างชื่อโด่งดัง, ผลงานอื่นๆ อาทิ Dangerous Liaisons (1988), The Fabulous Baker Boys (1989), Batman Returns (1992), Love Field (1992), The Age of Innocence (1993), Dangerous Minds (1995), What Lies Beneath (2000), Hairspray (2007), Dark Shadows (2012) ฯ

ในหนังใช้คำเรียกว่า woman อยู่ดีๆวันถัดมาเคาะประตู ตามติด man ตั้งใจอาศัยหลับนอนอยู่ที่นี่ร่วมกับคนรัก, เธอเป็นคนสอดรู้สอดเห็น ยื่นหน้าเสือกเรื่องชาวบ้านแบบไม่เกรงอกเกรงใจ พูดจาโผงผาง ตรงๆแบบไม่แคร์สื่อ และมีท่าทีอิจฉาริษยา รังเกียจ mother ที่พยายามปฏิเสธขับไล่พวกเขาออกไปจากบ้าน

การแสดงของ Pfeiffer ค่อนข้างแรดแรงเลยทีเดียว ภาพลักษณ์ของเธอก็เป็นแบบนี้อยู่แล้วยิ่งทำให้ตัวละครมีความน่าหมั่นไส้ขึ้นมากๆ, เห็นว่าตอนได้รับอ่านบทหนัง ไม่รู้เรื่องว่าเกี่ยวกับอะไร แต่หลงใหลในตัวละครนี้ ตื่นเต้นที่จะได้แสดงออกอย่างสุดเหวี่ยงไปเลย

ตัวละครนี้เปรียบได้กับ Eve พระเจ้าสร้างเธอขึ้นเพื่อให้เป็นเพื่อนร่วมกับ Adam แต่ทั้งสองกลับแหกกฎหนึ่งเดียวที่พระเจ้าสร้างไว้ ทำให้ถูกขับไล่ออกจากสวนอีเดน ทนทุกข์ทรมานกับวัฏจักรของชีวิต เกิด-ตาย มีลูก ซึ่งเด็กๆพวกเขาก็ยังสร้างความขัดแย้ง ฆ่าแกงกันอีก (แบบ Cain กับ Abel) วนเวียนไม่จบไม่สิ้น

การเข้ามารุกรานของลูกอีกคน เพราะเป็นผู้หญิงเลยสนิทกับ mother ทุกการสนทนาจะวนเวียนมาเรื่อง Sex และนินทาว่าร้ายผู้ชาย สร้างความอึดอัดรำคาญใจให้เป็นอย่างมาก นี่เข้าสำนวน ‘มีลูกสาวเหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้าน’ แถมพฤติกรรมทิ้งๆขว้าง ไม่เก็บขยะ ประเจิดประเจ้อ มี Sex หน้าด้านๆไม่แคร์สื่อ ทำตัวเหมือนเด็กไม่รู้จักโต ภาษาวัยรุ่นกับคนอายุปานนี้แล้วยังทำตัวเxยๆ เรียกกันว่า ‘มนุษย์ป้า’

เกร็ด: คำเรียกของตัวละครทั้งหมดจะใช้ตัวอักษรนำหน้าสุดตัวเล็ก mother, man, woman ยกเว้น Him ซึ่งเป็นตัวใหญ่

ในการกำกับการแสดงของ Aronofsky เห็นว่ามีการ Workshop/Rehearsed ซักซ้อมกันถึง 3 เดือน ก่อนเริ่มถ่ายทำจริง นี่เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับนักแสดง/ตัวละคร และค้นหา direction วิธีการนำเสนอ ถ่ายทำของผู้กำกับ

ถ่ายภาพโดย Matthew Libatique ตากล้องขาประจำของ Aronofsky ตั้งแต่ PI (1998) ผลงานอื่นๆ อาทิ Inside Man (2006), Iron Man ภาค 1-2, Straight Outta Compton (2015) ฯ ใช้ฟีล์ม 16 mm ได้ภาพที่มี Noise Gain ค่อนข้างมากทีเดียว ให้สัมผัสของความคลุมเคลือไม่ชัดเจน

ตัดต่อโดย Andrew Weisblum จากที่เคยทำ Visual Effect ให้กับ The Foundtain (2006) กลายมาเป็นนักตัดต่อขาประจำให้ Aronofsky และ Wes Anderson มีผลงานเด่นอย่าง The Darjeeling Limited (2007), The Wrestler (2008), Fantastic Mr. Fox (2009), Black Swan (2010), Moonrise Kingdom (2012), Alice Through the Looking Glass (2016) ฯ

สไตล์ของ Aronofsky มักเล่าเรื่องผ่านมุมมองสายตาของตัวละครหนึ่ง กับเรื่องนี้คือ mother ดวงตาของเธอลืมขึ้นในช็อตแรกสุด หลังจากตื่นขึ้นกล้องจะเคลื่อนไหว Tracking Shot ตามติดด้านหลังอยู่เนืองๆ ตัดสลับไปมาด้วยเทคนิค Montage ภาพที่พบเห็นและปฏิกิริยาสีหน้าความรู้สึก บางครั้งจะระดับ Extreme Close-Up ดวงตาของเธอ ที่เหมือนมีบางสิ่งอย่างสะท้อนอยู่ในนั้น

เทคนิคการเล่าเรื่องสไตล์ Aronofsky มีความเข้ากับหนังลักษณะนี้มากกว่า Noah (2014) นั่นเป็นโปรเจคแห่งความทะเยอทะยานที่กลายเป็นหายนะ เพราะวิสัยทัศน์ที่จำกัดของผู้กำกับ ขาดประสบการณ์ในการทำหนังทุนสูง และแนวคิดที่ยังไม่เปิดกว้างพอ, ถ้าคุณติดตามผลงานของ Aronofsky มาโดยตลอด จะรับรู้ว่าเขาเหมาะกับหนัง Indy เล่าเรื่องราวที่ในมุมมองคับแคบ ดิ้นรนอย่างอิสระไปให้ทั่วทุกองศาทิศทาง ซึ่งหนังเรื่องนี้ดำเนินไปในบ้านหลังหนึ่ง จำกัดด้วยฝาผนังกั้น แต่เอ่อล้นทะลักด้วยวิสัยทัศน์อันเต็มเปี่ยม สามารถสร้างความ’อิ่ม’และ’อ่วม’ให้กับผู้ชมอย่างหนัก

ไฮไลท์ของหนังย่อมหนีไม่พ้นครึ่งชั่วโมงสุดท้าย ความบ้าคลั่งของสิ่งที่เกิดขึ้นจะค่อยๆทวีความรุนแรงถึงขีดสุดและเหนือไปกว่านั้น ในระดับที่หลายคนคงเกินทนรับได้ วิธีการคือ หนังยังคงใช้เฉพาะการเล่าผ่านมุมมองสายตาของ mother สิ่งที่พบเห็น เหตุการณ์ต่างๆถาโถมเข้ามาในห้องต่างๆ กลุ่มของบุคคล บ้างต้องการช่วยเหลือ บ้างต้องการทำร้าย ส่วนใหญ่ก็จะแค่เดินผ่านไป ไม่มีใครสนใจรับฟังหรือปฏิบัติตามคำพูดขอ เสียงกรีดร้องมันก็แค่สายลมพัด

ปกติขาประจำในการทำเพลงประกอบของ Aronofsky คือ Clint Mansell แต่ครานี้ร่วมงานกับ Jóhann Jóhannsson นักแต่งเพลงสัญชาติ Icelandic ที่มีผลงานดังอย่าง Mystery (2012), The Theory of Everything (2014), Sicario (2015), Arrival (2016) ฯ ถูกไล่ออกไม่ได้ทำ Blade Runner 2046 (2017) เลยว่างมาทำเพลงประกอบให้หนังเรื่องนี้ กระนั้นเห็นว่าทำเพลงไว้เสร็จสรรพแล้วละ rough cut ฉบับแรกสุดกลับไม่ถูกใจทั้งสองเท่าไหร่ เลยตัดสินใจไม่ใช่เพลงประกอบ เหลือเพียง Sound Effect เสียงธรรมชาติและสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นเท่านั้น

บทเพลง Ending Credit ของหนังคือ The End of the World (1962) แนว Country Pop แต่งโดย Arthur Kent กับ Sylvia Dee ต้นฉบับขับร้องโดย Skeeter Davis ที่ใช้ในหนัง Cover โดย Skeeter Davis นำต้นฉบับมาให้ฟังนะครับ

นัยยะของบทเพลงนี้ตรงกับตอนจบของหนังเลยนะ วันโลกาวินาศ จุดสิ้นสุดของโลก/บ้าน โดยการเผาไหม้ทำลายทุกสิ่งอย่างโดย mother (Earth) ด้วยไฟ(แช็ก)ของผู้ชายคนแรก (Adam) คงเหลือแต่พระเจ้าเท่านั้นที่คงอยู่ชั่วนิรันดร์ [นี่ยังแฝงนัยยะด้วยว่า ที่วันพิพากษา Judgement Day ไม่มีมนุษย์คนไหนเหลือรอดชีวิต เคียงข้างพระผู้เป็นเจ้าด้วยนะครับ]

เกร็ด: ชื่อ Working Title แรกสุดของหนังคือ Day 6 มีนัยยะถึง พระเจ้าสร้างโลกใน 7 วัน เรื่องราวคงเป็นวันที่ 6 (ข้าม 1-5 มาเลย) เมื่อพระองค์สร้างสรรพสัตว์และมนุษย์คู่แรกของโลก Adam กับ Eve

Aronofsky สร้างหนังเรื่องนี้ ด้วยการนำเสนอ’ความจริง’ผ่านพฤติกรรมของตัวละคร โดยเฉพาะ Him ซึ่งชาวคริสเตียนส่วนใหญ่เห็นแล้วจะรับไม่ได้ เพราะพระเจ้ามีความเย่อหยิ่ง จองหอง ทะนงตน อวดดี ไม่สนใจมนุษย์ ฯ กล่าวคือถ้าคุณมองแบบนี้ หนังก็จะคือ Blasphemy การลบหลู่ศาสนาอย่างรุนแรง แต่ถ้าเห็นว่าคือการนำเสนอสัจธรรมของพระผู้เป็นเจ้า มันก็คือการนำเสนอสัจธรรม’ความจริง’เฉยๆ เปรียบเทียบได้กับพฤติกรรมต่างๆของมนุษย์

ด้วยเหตุนี้ผมเลยมองว่า mother! ไม่ใช่เรื่องราวการวิพากย์พระเจ้า แต่เป็นการพูดถึงพฤติกรรมทั้งหลายของมนุษย์ เราเป็นเพียงแขกผู้มาเยี่ยมเยือนโลกของพระองค์ แต่กลับบ่อนทำลายล้างทุกสิ่งอย่างที่พระเจ้าสร้างมา ไม่เคยสนใจรับฟังคำเตือน แล้วชาวคริสเตียนทั้งหลายยังหลงคิดเข้าข้างตัวเอง เดี๋ยวก็ทรงให้อภัย มองแบบนั้นมันไม่ง่ายไปหน่อยหรอกหรือ! ถึงท่านจะยังสามารถให้อภัยได้ แต่ธรรมชาติ/โลกใบนี้ Mother Earth จะยินยอมได้หรือเปล่า?

เปรียบเทียบกับพ่อ-แม่ ของเราดูสิ พวกท่านสร้างบ้านขึ้นหลังหนึ่งจากน้ำพักน้ำแรงของตนเองเพื่อใช้อยู่อาศัย แต่กลับมีใครก็ไม่รู้เข้ามารุกราน ก่อกวน บ่อนทำลาย สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นนานัปประการ คงไม่มีมนุษย์หน้าไหนจะยินยอม เพิกเฉย ให้อภัยได้

นักวิจารณ์ต่างประเทศเจ้าไหนที่ให้ F หรือคะแนน 0 ก็ชัดเจนเลยว่าพวกเขาสนใจแค่เนื้อหาส่วนพาดพิงศาสนา รับไม่ได้กับการปลุกเร้าสร้างความขัดแย้ง เรียกว่าใช้ความรู้สึกส่วนตัวตัดสินล้วนๆ ไม่ได้มองที่โปรดักชั่น การแสดง หรือไดเรคชั่นของผู้กำกับเลยแม้แต่น้อย

มุมมองเรื่องพระเจ้าเป็นสิ่งไกลตัวสำหรับชาวพุทธอย่างเราๆ ผมมองเห็นประเด็นเรื่อง ‘แม่’ กับการเข้ามารุกราน/เกิดขึ้นของ ‘ลูก’ คิดได้ก่อนตั้งแต่ตอนที่หญิงสาวเอามือแตะผนังบ้าน หลับตา กล้องเคลื่อนภาพเข้าไปเห็นภาพเหมือนหัวใจเต้น นั่นย่อมมีนัยยะหมายถึง ‘ชีวิต’ อย่างแน่นอน (มองแบบนี้ บ้านจึงคือตัวแทนจิตใจภายในของ ‘แม่’) ตามมาด้วยการเฉลิมฉลองความตายของตัวละครหนึ่ง นี่เทียบได้กับการเกิด และฉากต่อมาเป็นการยืนยันสถานะการตั้งครรภ์ของแม่ ที่คงน่าจะท้องมาตั้งแต่ต้นเรื่องแล้ว,

ช่วงขณะท้องแก่ จะมีจังหวะที่กล้องสั่นๆ ภาพด้านข้างเบลอๆ มักเป็นช่วงที่แม่ส่งเสียงกรีดร้องดิ้นรนทุกข์ทรมาน ลูกที่อยู่ในครรภ์คงดิ้นหรือต้องการออกมาภายนอกแล้ว จะมี Sound Effect ดังเหมือนบ้านสั่นร้าว พื้นผนังเปลี่ยนเป็นสีดำทะมึน ซึ่งเหตุการณ์ความวุ่นวายสับสนบ้าคลั่งอลม่านภายนอกทั้งหลาย สามารถใช้แทนได้ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดนี้ (ทรมานแบบเว่อๆเลยนะ)

คลอดแล้วแม่ก็ไม่สามารถปล่อยลูกไปจากอ้อมอกของเธอได้ ราวกับของรักของหวง ไม่ยินยอมพรากจาก แต่ก็ถูกสัจธรรมปรัชญาชีวิตของ คาลิบ ยิบราน พลัดเขาไปจาก

“บุตรของเธอ…ไม่ใช่บุตรของเธอ
เขาเหล่านั้นเป็นบุตรและธิดาแห่งชีวิต
เขามาทางเธอ แต่ไม่ได้มาจากเธอ
และแม้ว่าเขาอยู่กับเธอ แต่ก็ไม่ใช่สมบัติของเธอ”

และการตายของลูก คือสิ่งที่คนเป็นแม่ไม่มีวัน ไม่สามารถยินยอมรับ ให้อภัยกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ การกระทำของเธอมองได้คือเอาคืน ล้างแค้น ปฏิเสธทุกสิ่งอย่าง ทุกสิ่งอย่างมอดไหม้เป็นจุน หลงเหลือเพียงดวงจิตแห่งความศรัทธาบริสุทธิ์ มอบให้กับคนรักที่เป็นอมตะคงอยู่นิรันดร์

ในทางพุทธ เราถือว่าการให้อภัยเป็นบารมีทานขั้นสูงสุด ชาติสุดท้ายพระเวสสันดร ที่สามารถให้ได้ทุกสิ่งอย่าง แก้วแหวนเงินทอง ลูกชาย-สาว กัณหา ชาลี และภรรยาสุดที่รัก คนไทยแทบทุกคนเรียนรู้จักเรื่องราวนี้ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะครับ นี่ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ทั่วไปจะสามารถทำได้อยู่แล้ว นำมาเป็นบทเรียนชีวิตไว้ก็แล้วกัน เห็นเรื่องราวลักษณะนี้ การที่แม่ไม่สามารถให้อภัยใครไม่ได้ ทำให้เธอมอดไหม้กลายเป็นจุน (ตกนรกทั้งเป็น) ส่วนพ่อที่สามารถปล่อยวางได้ (ก็ราวกับขึ้นสรวงสวรรค์ เป็นอมตะนิรันดร์)

เชื่อว่าหลายคนที่หลงเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ คงหลงเสน่ห์ในโปสเตอร์ภาพวาดสีน้ำมัน ผลงานของ James Jean นักวาดการ์ตูนสัญชาติ Taiwanese ที่มีผลงานกับ DC Comic เรื่อง Fables ต้องถือว่าสร้างความน่าสนใจให้กับหนังอย่างมากทีเดียว ผู้กำกับ Aronofsky ปล่อยโปสเตอร์นี้ออกมาเมื่อวันแม่ของอเมริกา 14 พฤษภาคม 2017 ได้รับเสียงฮือฮาพอสมควร เป็นแคมเปญประชาสัมพันธ์หนังที่สัมฤทธิ์ผลน่าดู แถมเข้ากับใจความเรื่องพระเจ้าของหนังมากเลยละ (พื้นหลังราวกับสวนอีเดน) กระนั้น…

กำหนดฉายหนังเดิมคือ 13 ตุลาคม 2017 แต่ตัดสินใจเลื่อนมา 15 กันยายน หลังฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลหนังเมือง Venice เพราะไม่ต้องการให้สปอยรายละเอียดหนังหลุดออกไป และคิดว่าคงเป็นช่วงไม่มีหนังทำเงินมากนัก แต่กลับผิดคาดโดยสิ้นเชิง เมื่อเกิดหนัง Blockbuster เรื่อง It: First Chapter (2017) ทำเงินถล่มทลาย แถมเป็นแนว Horror Psychology เหมือนกันด้วย ใครๆมัวแต่สนใจเรื่องนั้นจนลืมหนังเรื่องนี้ ด้วยทุนสร้าง $30 ล้านเหรียญ เปิดตัวสัปดาห์แรกในอเมริกา $13.4 ล้านเหรียญ Flop ดับสนิท สถานการณ์เลือนลางยากจะคืนทุนสร้าง

ส่วนตัวค่อนข้างชอบมุมมองเรื่อง ‘แม่’ ของหนังมากกว่าเรื่องพระเจ้าเป็นไหนๆ การแสดงของ Jennifer Lawrence มันมีความบ้าคลั่งทรงพลังที่จี้เจ็บคนเป็นลูกได้อย่างสั่นสะท้าน รวดร้าวใจ แต่ในบรรดาหนังของ Aronofsky ผมยังรู้สึกว่า Requiem for a Dream (2000) คือผลงานชิ้นเอกอยู่นะ

แนะนำกับชาวคริสเตียนทั้งหลาย ลองวิพากย์ประเด็นศาสนาของหนังดูนะครับ, แฟนๆ Horror, Psychology, Old Dark House, แฟนๆผู้กำกับ Darren Aronofsky นักแสดงขุ่นแม่ Jennifer Lawrence, Javier Bardem, Ed Harris, Michelle Pfeiffer ไม่ควรพลาด

จัดเรต NC-17 กับความบ้าคลั่งทั้งหมดทั้งปวง รุนแรงเกินเรต R เสียอีกนะ

TAGLINE | “mother! ของผู้กำกับ Darren Arnofsky นำหัวใจที่งดงามของ Jennifer Lawrence ส่งมอบให้กับ Javier Bardem แลกกับความทุกข์ทรมานถึงทรวง”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of