The Last Laugh (1924)

The Last Laugh

The Last Laugh (1924) German : F. W. Murnau ♥♥♥♥♡

หนังเงียบเรื่องนี้ ไม่มีข้อความขึ้นคั่น (Intertitles) ใช้ภาพเล่าเรื่องล้วนๆ เรียกได้ว่าเป็น ‘หนังเงียบที่แท้จริง’ อีกหนึ่งผลงาน Masterpiece ของปรมาจารย์ผู้กำกับ F.W. Murnau (Nosferatu-1922, Sunrises-1927) นำแสดงโดย Emil Jannings (นักแสดงชายคนแรกที่ได้ Oscar สาขาการแสดง)

‘หนังเงียบ’ (Silent Film) สิ่งที่ผู้ชมทั่วไปเข้าใจ จะมี 2 องค์ประกอบเด่น
1. เป็นหนังที่มีแต่ภาพ ไม่มีเสียง (ปัจจุบันจะใส่ Orchestra เพื่อไม่ให้หนังเงียบเกินไป)
2. จะต้องมี Intertitles หรือ Title cards หรือข้อความขึ้นคั่น ที่ใช้แทนคำพูดของตัวละคร หรือคำอธิบายเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้น

ความจริงนั้น Intertitles ไม่ได้เป็นสิ่งที่เริ่มต้นพร้อมกับหนังเงียบ ย้อนกลับไปไกลสุดที่มีนักประวัติศาสตร์การค้นพบ ภาพยนตร์ที่ใช้ Intertitles เรื่องแรกๆคือ Scrooge, or, Marley’s Ghost (1901) เป็นหนังสั้นของอังกฤษ ความยาว 6 นาที 20 วินาที ใช้เพื่อแบ่งองก์ของหนัง มี 3 Title cards ใครอยากเห็นว่าเป็นยังไง กด Play ดูเลยนะครับ

นับจากนั้นมันก็เป็นเหมือนธรรมเนียมที่ หนังเงียบจะต้องมีข้อความคั่น ขนาดว่า งานประกาศรางวัล Oscar ครั้งแรกยังมีรางวัล Best Title Writing (มอบให้กับ Joseph W. Farnham ไม่ได้เจาะจงว่าให้กับหนังเรื่องอะไร) ถือเป็นครั้งแรกครั้งเดียวที่มีรางวัลสาขานี้ เพราะหลังจากปีนั้นก็ถึงจุดสิ้นสุดของยุคหนังเงียบ

สำหรับ Der letzte Mann (จริงๆแปลว่า The Last Man) ชื่อภาษาอังกฤษ The Last Laugh นี่เป็นหนังที่ถือว่าดำเนินเรื่องโดยไม่มี Intertitles ใช้ภาพเล่าเรื่องล้วนๆ กระนั้นก็มี 1 ครั้งในหนัง ที่ปรากฎ Title Card ขึ้นมา แต่คนส่วนมากมักจะทำเป็นมองไม่เห็น (คือไม่เห็นว่ามันเป็น Intertitles) เพราะเป็นข้อความที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินเรื่อง เป็นการแสดงความรู้สึกของผู้กำกับ ต่อการนำเสนออีกทางเลือกผลลัพท์ให้กับตัวละคร, ก็นับๆไปเถอะครับ แค่ข้อความเดียวเอง คือมันมีหนังเงียบขนาดยาวไม่กี่เรื่องเท่านั้น ที่ใช้เฉพาะภาพและการแสดงในการเล่าเรื่อง นักวิจารณ์ Roger Ebert น่าจะคือคนแรกที่เรียกหนังลักษณะนี้ว่า ‘หนังเงียบที่แท้จริง’ (truly silent film)

ไม่ใช่ The Last Laugh เป็นหนังเรื่องแรกที่ไม่มี Intertitles นะครับ ก่อนหน้านี้ในประเทศ Germany ก็มีหนังอยู่หลายเรื่องที่ไม่ได้ใช้ Title Card เลย อาทิ Shattered (1921), New Year’s Eve (1924) สองเรื่องนี้กำกับโดย Lupu Pick และเขียนบทโดย Carl Mayer และ Schatten (1923) กำกับโดย Arthur Robinson

Friedrich Wilhelm Murnau (1888-1931) เป็นผู้กำกับหนังชาว Germany ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งแห่งยุคหนังเงียบ เริ่มต้นจากการเป็นผู้ช่วยกำกับหนังในโรงละครแห่งหนึ่งในกรุง Berlin หลังกลับจากรับใช้ชาติเป็นนักบินในสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็กลายมาเป็นผู้กำกับเต็มตัว ภาพยนตร์เรื่องแรกคือ The Boy in Blue (1919) น่าเสียดายฟีล์มสูญหายไปแล้ว, ในช่วงที่อาชีพการงานโด่งดังถึงจุดสูงสุด เขาได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับ ‘The true domain of the cinema’ (ขอบเขตที่แท้จริงของภาพยนตร์) ว่าอะไรทุกสิ่งอย่างที่ไม่ใช่ขอบเขตที่แท้จริงของภาพยนตร์ ต้องทำการกำหนดทิศทาง มุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

All our efforts must be directed towards abstracting everything that isn’t the true domain of the cinema. Everything that is trivial and acquired from other sources, all the tricks, devices and cliches inheirited from the stage and from books.

Murnau ได้กล่าวยกย่อง Carl Mayer ว่าเป็นคนที่เข้าใจ ขอบเขตที่แท้จริงของภาพยนตร์ ทั้งสองร่วมงานครั้งแรกใน The Haunted Castle (1921) สำหรับ The Last Laugh น่าจะเป็นครั้งที่สอง, คงต้องพูดถึง Carl Mayer สักนิด เกิดที่ Austria เชื้อสาย Jewish หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็เร่รอนไปทั่วยุโรป อยู่ Berlin หลายปี กลายเป็นนักเขียนบทหนังฝีมือฉกาจ และหลังจาก Murnau ได้ไป Hollywood ในปี 1926 ก็ได้ลาก Mayer ตามติดไปด้วย, ผลงานการเขียนที่ถือเป็น Masterpiece ของ Mayer อาทิ The Cabinet of Dr. Caligari (1920), The Last Laugh (1942) และ Sunrise (1927) สามเรื่องนี้คอหนังเงียบห้ามพลาดเลย

ความสำเร็จของ The Last Laugh ทำให้ชื่อเสียงของ Murnau เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ได้รับการติดต่อจาก Hollywood ในปี 1926 เซ็นต์สัญญากับ Fox Studio มีโอกาสได้กำกับหนังอีก 3 เรื่อง ก่อนเสียชีวิตในปี 1931, ซึ่งการได้ไป hollywood ครั้งนี้ของ Murnau ได้เหน็บอีก 3 คนตามไปด้วย (นี่คือเหตุการณ์ ‘สมองไหล’ นะครับ) นั่นคือ Carl Mayer นักเขียนบทคู่ใจ, Emil Jannings นักแสดงนำชาย ที่ต่อมาได้รับ Oscar สาขา Best Actor คนแรกของโลก, และ Karl Freund ตากล้อง ที่ต่อมาก็ได้ Oscar สาขา Best Cinematographer ในปี 1937

นำแสดงโดย Emil Jannings (1884-1950) เกิดใน Switzerland เป็นคนสัญชาติ Germany เริ่มต้นจากการเป็นนักแสดงละครเวที ผันตัวมาเป็นนักแสดงภาพยนตร์, Jannings มักได้รับบทบาท แสดงเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ อาทิ  Peter the Great, Henry VIII, Louis XVI, Danton และ Othello ซึ่งกับบทพนักงานเปิดประตูโรงแรมในหนังเรื่องนี้ แม้จะดูต่ำต้อย แต่ตัวละครกลับภาคภูมิใจในอาชีพการงานนี้เหลือเกิน ด้วยชุดที่สวมใส่ ดูดีมีระดับ เป็นหน้าเป็นตาของตนเองและครอบครัว, ซึ่งเมื่อพอเขาถูกสั่งให้เปลี่ยนหน้าที่การงาน กลายเป็นพนักงานดูแลห้องน้ำ ด้วยความที่ไม่มีเสื้อผ้าเท่ห์ๆให้สวมใส่ นี่จึงเป็นเหมือนอาชีพต่ำต้อย ไร้ค่า เหมือนถูกฉุดลงจากสวรรค์สู่ขุมนรก

ผมชอบสัญลักษณ์ ‘ชุด’ ในหนังเรื่องนี้มาก มีนัยยะแสดงถึงการยึดติด ในภาพลักษณ์ภายนอก ของทั้งผู้สวมใส่และผู้ได้พบเห็น, ประเด็นเรื่อง ‘ชุด’ นี้ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย อภิมหาโคตรใหญ่ใน Germany เลยนะครับ ในระดับที่คนทั่วไปอย่างเราๆคาดไม่ถึงแน่นอน ผมไปอ่านเจอนักวิจารณ์ของเยอรมัน Lotte Eisner ได้อธิบายไว้ว่า ‘นี่เป็นโศกนาฎกรรมที่เศร้ามากๆ ที่คงจะมีแต่คนใน German เท่านั้นกระมังที่สามารถเข้าใจได้ว่า ชุด (uniform) ในสมัย Nazi มีความสำคัญเปรียบเสมือน กษัตริย์ ก็ไม่เชิงถึงขั้น พระเจ้า’

สมัยนั้น ชุดทหารของ Nazi ถ้าใครได้เลื่อนขั้น ตำแหน่งสูงๆ มีเหรียญประดับเสื้อเยอะๆ ก็เท่ากับเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคม ผู้คนให้ความยกย่องนับถือ จัดเป็นคนมีความสามารถ คนสำคัญของประเทศชาติ ซึ่งการได้เสีย ‘ชุด’ ที่สวมใส่ไปนั้น เปรียบเสมือนสถานะในสังคมถูกทำลาย แสดงถึงความเป็นคนทรยศ กบฎต่อประเทศ ผลลัพท์อาจติดคุก ถูกส่งไปแนวหน้า ร้ายแรงก็รับโทษประหาร ฯ หมดสิ้นสถานะการเป็นพลเมืองของ Germany ไปโดยปริยาย

การแสดงของ Jannings ถือว่าน่าทึ่งมาก ตอนที่เขาเลิศเชิดหยิ่ง ท่าทางการเดินจะผึ่งผาย ยืนตรง ยืดอก ดูดีเป็นสง่า ใบหน้ายิ้งร่า หัวเราะกว้างสุดๆ แต่พอเขาถูกสั่งย้ายไปทำงานอื่น คอเริ่มตก ห่อไหล่ เดินก้มหน้า ยิ้มไม่ออก ช่วงหมดอาลัยตายอยากแบบว่า ยืนเอียง 60 องศา เหมือนคนไม่มีหลักในชีวิตจะล้มให้ได้ สีหน้าหดหู่ เศร้าสลด หมดอาลัยตายอยาก, ในยุคหนังเงียบ การแสดงออกที่ทำให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย สีหน้า ได้ขนาดนี้ เรียกว่าคือที่สุดแล้วนะครับของการแสดงยุคนั้น, Roger Ebert นักวิจารณ์ชื่อดังของอเมริกา ยกย่อง Emil Jannings ว่าคือหนึ่งในนักแสดงหนังเงียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

หลังจากหนังเรื่องนี้ Jannings ได้เซ็นต์สัญญากับ Paramount Picture ได้เล่นหนัง Hollywood หลายเรื่อง จนกระทั่งได้ Oscar จากหนังเรื่อง The Last Command (1928) หลังจากจบสิ้นยุคหนังเงียบ ความนิยมของ Jannings เริ่มลดลง เขากลับ Germany กลายไปเป็นผู้สนับสนุนพรรค Nazi ได้ประดับยศพันตรี และดูแลงานสร้างหนังชวนเชื่อ (Propaganda) อยู่หลายเรื่อง

เกร็ดที่ดูไร้สาระแต่เป็นเรื่องจริง: จริงๆแล้ว Emil Jannings ไม่ใช่ผู้ชนะในการโหวต Best Actor ของ Oscar นะครับ มีคนค้นพบว่า แท้จริงคะแนนโหวตอันดับ 1 คือ Rin Tin Tin สุนัขเพศผู้พันธุ์ German Shepherd ที่โด่งดังมากๆในสมัยนั้น (มีผลงานกว่า 27 เรื่อง) ซึ่งถ้าคณะกรรมการ Oscar ตัดสินใจมอบรางวัลให้สุนัข ความน่าเชื่อถือของสถาบันนี้ก็จะเป็นเรื่องตลกไปทันที จึงต้องมอบให้ Jannings ที่ได้คะแนนโหวตอันดับ 2 แทน

เกร็ด: Murnau ชี้ความไม่สมเหตุสมผลหนึ่งของหนัง เขาบอกว่า ‘ใครๆก็รู้คน ผู้ดูแลห้องน้ำ รายได้ดีกว่าคนเปิดประตูเสียอีก’ (จริงเหรอเนี่ย?)

หนังทั้งเรื่องถ่ายใน UFA Studios โดยตากล้อง Karl Freund (Metropolis-1927, Dracula-1931) นี่อาจไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่มีการเคลื่อนไหวกล้อง แต่ Freund และ Muanau ได้นำเสนอเทคนิคที่ชื่อว่า ‘entfesslte Kamera’ (unchained camera) เป็นเทคนิคการถ่ายหนังภาพ ที่มีความเป็นอิสระทุกมุมมอง ผู้ชมจะรู้สึกว่ากล้องตามไปถ่ายทุกที่ ทั้งหมุน ทั้งเอียง ซูมเข้าซูมออก เหมือนถ่ายจากบนท้องฟ้า หรือถ่ายเหนือผืนน้ำ, มีนักสร้างหนัง Marcel Carne ได้ให้ความเห็นว่า ‘การเคลื่อนไหวของกล้อง ในทุกรูปแบบของหนังเรื่องนี้ ราวกับว่ามันไม่ได้ถูกกำหนดไว้อีกแล้ว (fixed) แต่เหมือนได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่ง และกลายเป็นอีกตัวละครที่มีบทบาทสำคัญในหนัง’

สำหรับอุปกรณ์ที่ทำให้กล้องเคลื่อนไหวได้ นี่ถือเป็นครั้งแรกวงการภาพยนตร์ ที่มีการใช้ Dolly (อุปกรณ์ที่ใช้เคลื่อนย้ายกล้องระหว่างการถ่ายทำ) เหตุผลที่ต้องสร้าง Dolly ขึ้นมา เพราะความต้องการที่จะบันทึกภาพใบหน้าของตัวละคร Emil Jannings อย่างต่อเนื่อง ขณะเขากำลังเดินเข้าโรงแรม สมัยนั้นยังไม่เคยมีใครคิดค้นเทคนิคที่จะถ่าย Close-Up ลักษณะเช่นนี้มาก่อน เริ่มแรกพวกเขาวางกล้องลงบนรถเข็นเด็กแล้วใช้คนลาก จากนั้นก็พัฒนาไปด้วยการสร้างรถเลือนมีล้อ ต่อมาก็สร้างรางเลื่อน แล้วให้รถเลื่อนอยู่บนราง เลื่อนไถลไประหว่างถ่ายภาพ กลายเป็นเทคนิควิธีการถ่ายทำที่ชื่อว่า Dolly ในที่สุด

เกร็ด: เห็นว่าขณะหนังเรื่องนี้สร้าง Alfred Hitchcock อาศัยอยู่ใน Germany ศึกษาเรียนรู้เทคนิคการทำภาพยนตร์มาจาก F.W. Maunau นี่แหละ, ตอน Hitchcock เห็น Dolly ครั้งแรกเขาทึ่งมากๆ และสไตล์การเล่าเรื่องของ Maunau ที่ชอบใช้มุมมองของตัวละครเล่าเรื่อง (Point-of-View) สองอย่างนี้กลายมาเป็นหนึ่งในสไตล์ที่ Hitchcock ชอบใช้ในหนังของเขา

กับฉากที่ผมชอบที่สุด คือในความฝันของพระเอก กล้องส่ายไปส่ายมาเหมือนคนเมา มีทั้งภาพเบลอๆ ซ้อนภาพ ขณะที่เขาโชว์พลังยกกระเป๋าด้วยมือเดียว กล้องเคลื่อนไปรอบๆ ผู้ชมปรบมือ ผมก็ปรบมือตาม งานภาพลักษณะนี้ถือว่าเป็นสไตล์ของ Maunau นะครับ เรียกว่าโชว์เทคนิคแบบจัดเต็ม (แม้เครดิตการถ่ายภาพจะต้องยกให้ Freund ก็เถอะ)

หนังเรื่องนี้ถือว่าอยู่ในยุคของ German Expressionist (สังเกตจากการออกแบบโรงแรม ประตู คอนโด ฯ) มีชื่อเรียกประเภท (Genre) ของหนังลักษณะนี้ว่า Kammerspielfilm หรือ Chamber-Drama ด้วยการเล่าเรื่องของคนชั้นกลาง (middle-class) เน้นนำเสนอเรื่องราว เหตุการณ์ที่ส่งผลเชิงจิตวิทยาต่อตัวละคร ขอไว้ลงรายละเอียดภายหลังนะครับ แนะนำให้รู้จักกันไว้ก่อน

ชื่อหนังภาษาอังกฤษ The Last Laugh ได้ยินคำนี้ คนไทยคงจะนึกถึงสำนวน ‘หัวเราะทีหลังดังกว่า’ ซึ่งเหตุการณ์ในช่วงท้าย Epilogue มันก็เกิดอะไรอย่างนั้นขึ้นมาจริงๆ, แต่ชื่อหนังภาษาเยอรมัน Der letzte Mann ที่แปลว่า The Last Man นี่มีความหมายอื่นนะครับ ผมลองค้นๆดูพบว่าความตั้งใจเดิมของผู้กำกับ Murnau และนักเขียน Mayer ต้องการให้หนังจบที่ คนเปิดประตูคนใหม่ คนที่ได้ช่วยเอาชุดของพระเอกไปคืนเก็บใส่ตู้ เขาคือคนสุดท้ายที่อยู่กับพระเอกก่อนเสียชีวิต (นี่คือ The Last Man), ซึ่งถ้ามองบริบทนี้ กับตอนจบที่เปลี่ยนไป The Last Man จะคือ พระเอกที่เป็นคนสุดท้าย อยู่กับมหาเศรษฐีคนหนึ่งก่อนเสียชีวิต และเขาได้รับมรดกตกทอดมา

ตอนจบของหนังเป็นสิ่งที่ใครต่อใครถกเถียงกันมาก โดยเฉพาะ Title Card ที่ปรากฎขึ้นมา ว่ากันตามตรงก็หามีความจำเป็นที่ต้องใช้ไม่ กระนั้นเนื้อความอ่านแล้วเหมือนเป็นการขอโทษล่วงหน้าของผู้กำกับ, ความตั้งใจของของ Muanau และ Mayer คือต้องการจบที่พระเอกเสียชีวิตอยู่ในห้องน้ำ แต่เจ้าของสตูดิโอที่ออกทุนสร้างหนัง สั่งให้เปลี่ยนตอนจบ (เพราะมันเศร้าสลดเกินไป) ผลลัพท์ผู้กำกับจึงทำออกมาในลักษณะแบบนี้ มีตอนจบ happy ending ที่ไม่ได้สอดคล้องจอง เข้ากับส่วนอื่นๆของหนังเลย, การจบแบบนี้หลายคนอาจมองว่าเป็นจุดอ่อนของหนัง แต่ผมมองเป็น ‘การนำเสนอทางเลือก’ ของผู้กำกับ คือผู้ชมจะเลือกให้หนังจบตามความต้องการของผู้กำกับก็ได้ (จบก่อน Intertitles ขึ้น) หรือให้จบอีกแบบเป็น Alternate Ending สันติสุขสันต์ แล้วแต่คุณเลยจะเลือก ชอบแบบไหนมากกว่า

ต้องท้าวความไปเมื่อตอนหนังสร้าง ปี 1924 ขณะ Germany ยังอยู่เป็น Weimar Republic (Nazi ยังเป็นพรรคการเมืองเล็กๆ Hitler กำลังเริ่มมีอำนาจ) หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สภาพเศรษฐกิจของ Germany อยู่ในสภาวะล้มสลาย อาหารการกินหายาก ผู้คนอดอยาก ยากจน, สมัยนั้น อะไรก็ได้ที่ทำให้ชาว Germany มี ‘ความหวัง’ ปลดเปลื้องจากความทุกข์ทรมานในการมีชีวิต นี่กระมังคือสิ่งที่ผู้สร้างต้องการให้หนังเรื่องนี้ จบแบบอย่างเป็นสุข แม้มันจะไม่มีความสมจริง (unrealistic) เลยก็ตาม

ความยอดเยี่ยมของหนังเรื่องนี้ อยู่ที่การพยายามสร้างภาษา (Universal Language) ของภาพยนตร์ แทนที่จะใช้คำบรรยายเพื่อเป็นทางลัดในความเข้าใจ Murnau เลือกที่จะใช้ทางตรง นำทุกอย่างออกมาด้วยภาพ มีภาพอย่างเดียวก็สามารถเข้าใจทุกสิ่งอย่างได้ นี่แสดงถึงความบริสุทธิ์ที่สุดของภาพยนตร์ ไม่มีอะไรสิ่งอื่นเจือปนอยู่เลย

ส่วนตัวผมชอบหนังเรื่องนี้มากๆ ไม่ใช่ในส่วนเนื้อเรื่อง จิตวิเคราะห์ หรือปรัชญาในหนังนะครับ แต่เป็นด้านงานสร้างและวิธีการนำเสนอที่ผมรู้สึกว่า ทรงพลังและยิ่งใหญ่มาก, ช่วงแรกๆผมก็เป็นเหมือนผู้ชมทั่วไป ที่มองหาเมื่อไหร่ Intertitles จะขึ้นมาสักที แต่กลับไม่ปราฏหรือโผล่มาเลย จุดเด่นของการไม่มี Intertitles คือทำให้สมาธิของเราต้องจดจ่ออยู่กับภาพของหนัง ตัวละคร การกระทำ และวิธีการนำเสนอ เมื่อไม่มีคำอธิบายก็ต้องอ่านภาษาของหนังอย่างอื่นให้ออก ซึ่งถ้าเราสามารถเข้าใจและสื่อสารกับหนังได้ ก็เหมือนคนพูดภาษาเดียวกัน คุยกันรู้เรื่อง ถูกคอ ถูกใจ

ซึ่งแน่นอน ผมจัดความยากในการดูหนังเรื่องนี้ที่ Professional ถ้าคุณไม่มีความเข้าใจในเทคนิคของภาพยนตร์ที่มากพอ เชื่อว่าอรรถรสที่ได้ย่องต้องจะไม่เต็มอิ่มแน่ มีแต่จะยิ่งหงุดหงิดๆ อะไรว่ะ ดูไม่เห็นรู้เรื่องเลย! นั่นเพราะประสบการณ์ของคุณยังไม่มากพอที่จะเข้าใจภาษาของหนังเรื่องนี้นะครับ อย่ารีบฝืนตัวเอง ไปเก็บเกี่ยวหาประสบการณ์ ดูหนังอีกสัก 200-300 เรื่อง ดูหนังเงียบอีก 20-30 เรื่อง แล้วค่อยกลับมาดูหนังเรื่องนี้ เชื่อว่าอย่างน้อย คุณน่าจะสัมผัส เข้าใจอะไรหลายๆอย่างได้เพิ่มมากขึ้น

นี่เป็นหนังที่คอหนังเงียบ คนทำงานและนักเรียนสายภาพยนตร์ ห้ามพลาดเลย มีเทคนิคมากมายที่ควรศึกษา, แนะนำกับนักประวัติศาสตร์/สังคมศาสตร์ที่ต้องการศึกษาแนวคิด สังคมของ German ในยุค Weimar Republic, นักจิตวิทยา ทำความเข้าใจ วิเคราะห์จิตใจของมนุษย์ และนักปรัชญา มีสัญลักษณ์บางอย่างแฝงแนวคิดน่าสนใจทีเดียว

จัดเรต 13+ กับทัศนคติ การแสดงออกที่ดูถูก เหยียดหยาม มีความหดหู่

TAGLINE | “The Last Laugh คือหนังเงียบที่แท้จริง”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of