Mystery Train (1989)

Mystery Train

Mystery Train (1989) : Jim Jarmusch ♥♥♥

ภาพยนตร์ที่ได้รับการเปรียบเทียบดั่ง Cubism ร้อยเรียงสามเรื่องราวที่มีจุดร่วมคือ ยามค่ำคืน ณ Memphis, Tennessee (Beale Street) ความชื่นชอบ Elvis Presley และการเดินทางโดยรถไฟ

แนวคิดของบาศกนิยม, Cubism คือ โครงสร้างเรขาคณิตเป็นรากฐานของรูปทรงธรรมชาติทั้งมวล โดยจุดเริ่มต้นจากสองจิตรกรเอก George Braque และ Pablo Picasso ได้รับความนิยมช่วงสั้นๆระหว่าง ค.ศ. 1907 – 1914

ลักษณะ Cubism ของภาพยนตร์ คือการนำเสนอเรื่องราวที่เวียนวนซ้ำไปซ้ำมา ส่วนใหญ่มักเป็น Anthology film ที่มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันด้วยสถานที่ ช่วงเวลา สิ่งข้าวของ ตัวละคร หรืออะไรบางสิ่งอย่าง อาทิ Intolerance (1916), Rashômon (1950), Pulp Fiction (1994), Amores perros (2000), Babel (2005), My Blueberry Nights (2007) ฯ

Mystery Train สำหรับชาวอเมริกัน ต้องถือว่าเป็นภาพยนตร์ระดับ Masterpiece นำเสนอความทรงจำ/อดีตที่ยิ่งใหญ่ของ Memphis, Tennessee ผ่านสามมุมมองคนนอก ญี่ปุ่น, อิตาลี, อังกฤษ สวนทางกันอย่างลึกลับในค่ำคืน ณ โรงแรม และการเดินทางรถไฟ-เครื่องบิน-รถยนต์

แต่สำหรับชาวต่างชาติ/ประเทศโลกที่สาม ผมมอง Mystery Train คือภาพยนตร์ที่ผู้กำกับสัญชาติอเมริกัน พยายามทำตัวเป็นญี่ปุ่น/อิตาลี/อังกฤษ แล้วมองกลับเข้ามาหาตนเอง, เปรียบเทียบให้เห็นภาพ ฝรั่งพูดภาษาไทย เกิด-เติบโต-ใช้ชีวิตในเมืองไทย หรือกระทั่งได้รับสัญชาติถูกต้องตามกฎหมาย แต่แค่ภาพลักษณ์ภายนอก สีผิว เชื้อชาติพันธุ์ ไม่ว่าอย่างไรก็ดูออกไม่ใช่คนไทย!

ซึ่งนั่นทำให้ผมโคตรหงุดหงิดระหว่างรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ พบเห็นความ Stereotype ของเปลือกนอก ดูยังไงก็เป็นการเหยียดหยาม ‘Racism’ แม้นั่นย่อมไม่ใช่สิ่งตั้งใจของผู้กำกับ Jim Jarmusch แต่ความเป็นอเมริกันมันติดตัวมาตั้งแต่เกิด ไม่มีทางแก้ไขปรับเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น (แบบเดียวกับที่รายการของเยอรมันล้อเลียนราชพิธีไทย จะบอกว่าครุ่นคิดน้อยไปยังไงก็ไม่ใช่แน่ แบบนั้นเรียกว่าสัน(ดาน)ชาติญาณติดตัวมาต่างหาก!)


James Robert Jarmusch (เกิดปี 1953) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Cuyahoga Falls, Ohio ลูกคนกลางจากพี่น้องสามคน แม่ชอบพาเขาไปทิ้งไว้ในโรงหนังใกล้บ้านระหว่างทำงานรับจ้างโน่นนี่นั่น เลยมีโอกาสดูหนังควบเกรดบีอย่าง Creature From the Black Lagoon (1954), Attack of the Crab Monsters (1957), Thunder Road (1958), ต่อด้วยหนังใต้ดินของ Andy Warhol, Robert Downey, Sr. ฯ หลังจบมัธยมปลายมุ่งสู่ Chicago ทีแรกได้เข้าเรียน Medill School of Journalism แต่เขาไม่ได้สนใจในหลักสูตรนักข่าว เลยย้ายมา Columbia University ศึกษาภาษาอังกฤษ, วรรณกรรมอเมริกัน, ต่อมาสมัครเข้าเรียน Tisch School of the Arts กลายเป็นลูกศิษย์ László Benedek มีเพื่อนร่วมรุ่น Sara Driver, Tom DiCillo, Howard Brookner, Spike Lee ฯ ปีสุดท้ายสร้างภาพยนตร์ Thesis เรื่อง Permanent Vacation (1980) เข้าตาอาจารย์ Nicholas Ray ได้กลายเป็นผู้ช่วยกองถ่ายสารคดี Lightning Over Water (1980) ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่ทำร่วมกับ Wim Wenders ขอนำฟีล์มที่หลงเหลือถ่ายทำหนังสั้นกลายเป็นขนาดยาว Stranger Than Paradise (1984) แจ้งเกิดโด่งดัง ได้รับการยกย่อง ‘Landmark of Modern Independent Filmmaker’

ผลงานเด่นๆ อาทิ Down by Law (1986), Mystery Train (1989), Dead Man (1995), Ghost Dog: The Way of the Samurai (1999), Coffee and Cigarettes (2003), Broken Flowers (2005), Only Lovers Left Alive (2013), Paterson (2016) ฯ

สไตล์ของ Jarmusch มักมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับคนนอกคอก ผู้อพยพ มุมมองต่างชาติ หรือบุคคลที่สาม, ซึ่งเพื่อนสนิทนักดนตรี Tom Waits ให้คำอธิบายไว้ว่า

“The key, I think, to Jim, is that he went gray when he was 15 … As a result, he always felt like an immigrant in the teenage world. He’s been an immigrant – a benign, fascinated foreigner – ever since. And all his films are about that”.

– Tom Waits

จุดเริ่มต้นของ Mystery Train เกิดจากการครุ่นคิดถึง Memphis, Tennessee ทั้งๆตนเองก่อนหน้านั้นไม่เคยพานผ่านไปยังเมืองแห่งนี้ แต่มีอะไรหลายๆที่ตกหลุมรักหลงใหล หนึ่งในนั้นเชื่อว่าใครๆคงตอบได้ จุดกำเนิด ‘The King’ Elvis Presley บันทึกเสียงครั้งแรกยัง Sun Records

“What I like about the Japanese kids in Memphis is, if you think about tourists visiting Italy, the way the Romantic poets went to Italy to visit the remnants of a past culture, and then if you imagine America in the future, when people from the East or wherever visit our culture after the decline of the American empire – which is certainly in progress – all they’ll really have to visit will be the homes of rock’n’roll stars and movie stars. That’s all our culture ultimately represents”.

– Jim Jarmusch

ก่อนหน้าสร้างภาพยนตร์เรื่อง Down by Law (1986) ผู้กำกับ Jarmusch ได้มีโอกาสเขียนบทละครเวทีหนึ่งองก์ Far from Yokohama (ไม่รู้ได้กลายเป็นละครเวทีจริงๆหรือเปล่านะ) แม้เรื่องราวไม่ได้เกี่ยวข้องกับ Elvis หรือ Memphis แต่มีเนื้อหาของคู่รักหนุ่ม-สาว ตระหนักได้ถึงจุดแตกหักของกันและกัน พยายามทำบางสิ่งเพื่อให้ชีวิตคู่ดำเนินต่อไปได้

สำหรับการแบ่งแยกเนื้อเรื่องราวออกเป็นสามตอน ได้แรงบันดาลใจหลังจากมีโอกาสศึกษา/อ่านผลงานของ Geoffrey Chaucer (1343-1400) นักเขียนสัญชาติอังกฤษ เจ้าของฉายา ‘Father of English Literature’ ซึ่งคงรับอิทธิพลจากรวมเรื่องสั้น The Canterbury Tales ซึ่งไม่ได้มีความต่อเนื่องกัน แต่เชื่อมโยงกันด้วยความตั้งใจของผู้เล่า ซึ่งเป็นนักแสวงบุญจาก London มุ่งสู่ Canterbury Cathedral เพื่อเคารพศพนักบุญ Thomas Becket 

Jarmusch เริ่มต้นเขียนบทหนังโดยมีนักแสดง(ส่วนใหญ่เป็นขาประจำ)ติดต่อไว้ก่อนล่วงหน้า เพื่อสำหรับเป็นแม่แบบตัวละคร จากนั้นสรรหางบประมาณได้จากบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้า JVC สัญชาติญี่ปุ่น ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไปตะล่อมค่อม เกลี้ยกล่อมมาได้อย่างไร ด้วยงบประมาณถือว่าสูงพอใช้ ทำให้สามารถถ่ายทำด้วยฟีล์มสี และมีงบประมาณหลงเหลือสำหรับคัดเลือกตัวประกอบอื่นๆ

เรื่องราวแรก Far from Yokohama, สองนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่น ลงรถไฟยังสถานี Memphis, Tennessee
– Jun (รับบทโดย Masatoshi Nagase) ปากอ้างว่าลุ่มหลงใหลนักร้องหลายๆคน Carl Perkins, Howling Wolf, Jerry Lee Lewis, Roy Orbison กลับแต่งหน้าทำผมเหมือน Elvis Presley ชอบทำหน้าสงบนิ่งเฉย ไม่ค่อยชอบพูดคุยสนทนา ซึ่งก็แถมปากไม่ตรงกับใจอีกต่างหาก เหมือนว่าตกหลุมรัก Mitsuko แต่ใครไหนจะบอกได้
– Mitsuko (รับบทโดย Youki Kudoh) อุดมคติของเธอมีเพียงคนเดียวเท่านั้นคือ Elvis Presley นิสัยร่าเริงสนุกสนาน พูดคุยแสดงออกตรงตามความต้องการ พยายามอย่างยิ่งจะให้แฟนหนุ่มมีปฏิกิริยาต่อตนเอง แต่จนแล้วจนรอด…

เรื่องราวสอง A Ghost, ภรรยาหม้าย Luisa (รับบทโดย Nicoletta Braschi) ต้องการส่งร่างของสามีจาก Memphis กลับสู่บ้านเกิด Italy แต่จำต้องรอคอยเที่ยวบินวันถัดไป ออกเดินเที่ยวเตร่แต่กลับถูกต้มตุ๋นถึงสองครั้งครา แวบหนีเข้าโรงแรมแห่งหนึ่ง จับพลัดพลูร่วมห้องกับหญิงแปลกหน้า Dee Dee (รับบทโดย Elizabeth Bracco) ที่เพิ่งเลิกรากับแฟนหนุ่มชาวอังกฤษเมื่อเช้านี้ กำลังรอคอยรถไฟรอบเช้าเพื่อออกจากเมือง ซึ่งค่ำคืนนั้นโดยไม่มีใครคาดคิด ผี Elvis ได้ปรากฎตัวขึ้น

เรื่องราวสาม Lost in Space, หนุ่มชาวอังกฤษ Johnny (รับบทโดย Joe Strummer) แต่งหน้าทำผมทรง Elvis เมื่อเช้านี้เองเพิ่งเลิกแฟนสาว Dee Dee แถมถูกไล่ออกจากงานอีกต่างหาก กำลังดื่มเหล้าเมามาย พกปืนไม่รู้จะทำร้ายใคร ด้วยเหตุนี้เจ้าของร้านเลยโทรศัพท์หา Will Robinson (รับบทโดย Rick Aviles) ที่ได้นำพาพี่เขย Charlie (รับบทโดย Steve Buscemi) ให้มารับตัวไปดื่ม เมามาย ล่องลอยราวกับสูญหายไปในอวกาศ


ถ่ายภาพโดย Robby Müller (1940 – 2018) ตากล้องสัญชาติ Dutch ขาประจำผู้กำกับ Wim Wenders ผลงานเด่นๆ อาทิ Alice in the Cities (1974), Kings of the Road (1976), Paris, Texas (1984), พอมุ่งสู่สหรัฐอเมริการ่วมงาน Jarmusch ตั้งแต่ Down by Law (1986), Mystery Train (1989), Dead Man (1995), Ghost Dog: The Way of the Samurai (1999) ฯ

หนังถ่ายทำยังสถานที่จริงทั้งหมด Memphis, Tennessee ในช่วงฤดูร้อน 1988 แต่ก่อนหน้านั้นเมื่อครั้น Jarmusch เดินทางมาค้นหาสถานถ่ายทำ ดันเป็นช่วงพายุหิมะถล่ม ขับรถตระเวนไปรอบเมืองโดยไม่ล่วงรู้ทิศทาง กระทั่งพานพบเจอสี่แยกในอุดมคติ ประกอบด้วย สถานีรถไฟ โรงแรม Arcade และร้านอาหาร Arcade Luncheonette ตำแหน่งที่สามารถเป็นจุดตัดของทั้งสามเรื่องราว

แซว: ว่าไปการแบกกระเป๋าเดินทาง ทำให้พวกเขาดูเหมือนโบกี้รถไฟ กล้องมักเคลื่อนติดตามไถลไปด้านข้าง ราวกับอยู่บนรางไม่ผิดเพี้ยน

Mystery Train คือหนังภาพสีเรื่องแรกของผู้กำกับ Jarmusch ซึ่งก็ได้เลือกโทนสีเย็น เหลือง-ส้ม และให้แดงมีความโดดเด่นขึ้นมา อาทิ กระเป๋าเสื้อผ้า, ลิปสติก, สีรถ, เสื้อคลุมเสมียน (รับเชิญโดย Screamin’ Jay Hawkins) ฯ

การเปรียบเทียบ Elvis Presley กับพระพุทธเจ้า เป็นอะไรที่ค่อนข้างเสียมารยาทมากทีเดียวนะ แสดงถึงความไม่รู้ ไม่สนใจ ไม่แคร์ ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ก็มักแบบนี้ ไม่ค่อยเคารพอะไรนอกเหนือไปกว่าความเชื่อศรัทธาของตนเอง (ลองเอาหน้า Elvis เปรียบเทียบพระเยซูคริสต์ดูบ้างเป็นไร?)

Sex Scene ระหว่าง Jun กับ Mitsuko ภาษากายของพวกเขาบ่งบอกอะไรหลายๆอย่าง ซึ่งเสร็จสรรพหลังจากร่วมรัก ช็อตนี้พวกเขาหันกันคนละทิศทาง ขณะที่ชายหนุ่มเสพสมสุขสบาย หญิงสาวหันเข้าหาความมืดอาจทั้งไม่เสร็จและเริ่มหมดรัก พยายามโอบจากด้านหลัง ที่สุดก็คือขอให้เขากอดหน่อย … ยินยอมทำตามแบบไม่ค่อยเต็มใจนัก

กระเป๋าสีแดง คือพื้นที่(ภายในจิตใจ)ระหว่าง Mitsuko และ Jun ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าของหญิงสาว ขณะที่ชายหนุ่มมีเพียงสองชุดเท่านั้น ซึ่งพอต้องการของที่ระลึกผ้าเช็ดตัว เป็นเหตุให้เธอจำต้องเสียสละพื้นที่ว่างบางส่วน ด้วยการสวมใส่เสื้อซ้อนทับกันหลายชั้น มองได้เป็นสัญลักษณ์ของการปกปิดซ่อนเร้นตัวตน และความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มเจือจางลงเรื่อยๆ

ผี, Ghost ในนิยามของหนัง มีทั้งรูปธรรมและนามธรรม
– ถึงสองครั้งคราที่ Luisa ถูกต้มตุ๋น ‘หลอก’ลวง ครั้งแรกโดยเจ้าของร้านขายหนังสือพิมพ์/นิตยสาร อีกครั้งหนึ่งในร้านอาหาร Arcade Luncheonette ชายแปลกหน้าเดินเข้ามานั่งพูดคุย เล่าเรื่องผีโบกรถ ตามด้วยขายหวี ซึ่งความเกือบครั้งสาม ตัดสินใจรีบหลบหนีเข้าสู่ Arcade Hotel พบเห็นอยู่ฝั่งตรงข้าม (มองจากกระจกช็อตนี้ก็เห็นป้ายอยู่)

และผี Elvis จริงๆ โผล่มาหลอกหลอน เข้าผิดห้อง … มาทำไม? นั่นสร้างความตื่นตาตะลึงลุกโพลง คาดว่าคงนอนไม่หลับอย่างแน่นอน กลายเป็นความทรงจำประทับใจไม่รู้ลืม

“Man, … this crossroad is filled with so many ghosts. You know Robert Johnson walked down that street, you know Muddy Waters was in that train station”.

– Jim Jarmusch

เมื่อพูดถึง Memphis, Tennessee การันตีได้เลยว่าคนส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่อเมริกัน น้อยนักจะรับล่วงรู้ถึงความเลื่องลือนาม ดินแดนจุดเริ่มต้นของชาวผิวสี (โดยเฉพาะ Beale Street) ถือเป็นเรื่องเล่า ปรัมปรา ไม่มีจดบันทึกไว้ในตำราเล่มไหน สามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมตัวละครของ Steve Buscemi กลัวตัวสั่นเมื่อต้องเข้ามาในร้านแห่งนี้ ทำอะไรกระทบกระทั่ง ผิดพลาดพลั้งไปหมด พลอยให้เกิดความเข้าใจผิดไปเรื่อย

ผมบังเอิญเกิดความเข้าใจนัยยะดังกล่าวจากการอ่านบทวิจารณ์ต่างประเทศ อันทำให้หวนระลึกถึงภาพยนตร์ If Beale Street Could Talk (2018) นี่เองแหละที่มองหนังมีความเป็นอเมริกันสูงมากๆ มุมมองคนนอก/ต่างชาติ จะไปล่วงรับรู้ปรัมปราเหล่านี้ได้อย่างไร

ตอนสามของหนัง ไม่ใช่แค่ Johnny ที่เป็นชาวอังกฤษนอกคอก แต่ยัง Charlie (รับบทโดย Steve Buscemi) ผู้อยู่กึ่งกลางคอยส่งขวดเหล้าสลับซ้ายไปขวา เวียนวนอยู่อย่างนั้นหลายรอบจน … ช่างแม้ง กรูดื่มบ้างก็ได้

การนำเสนอ Sequence นี้ เต็มไปด้วยความยียวนกวนประสาท พอครบหนึ่งรอบก็จะมีการ Fade-to-Black และ Fade-in-Black สร้างจังหวะที่เสมือนลมหายใจเข้า สุดท้ายทำไมฉันต้องวางตัวเป็นกลาง ขอเข้าข้างฝักฝ่ายหนึ่งใดซ้ายขวาย่อมดีกว่า

ผมอุตส่าห์ลุ้นว่า ใครจะตาย? เพราะมันตั้งแต่ตอนแรกได้ยินเสียงปืน เน้นย้ำอีกครั้งตอนสอง ซึ่งพอ Johnny พกปืน ก็แน่นอนละว่าต้องยิงใคร นั่นเป็นการสร้างแรงดึงดูดความสนใจให้กับผู้ชม ลุ้นระทึกติดตาม แต่ก็แอบรู้สึก Anti-Climax อยู่เล็กๆเหมือนกัน

ฮาสุดของหนังผมให้ช็อตนี้ เมื่อเด็กขนกระเป๋า (รับบทโดย Cinqué Lee น้องชายของผู้กำกับ Spike Lee) เปิดประตูเข้ามา เห็นทั้งสามหนุ่มยืนสามมุม หันมาทำหน้าตื่นตกใจ จากนั้นค่อยๆปิดประตูลงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น (จริงๆมีอีกฉากช่วยท้ายตอน Charlie ถูกโยนขึ้นหลังรถกะบะ แต่นั่นถือว่าฮาต่อเนื่องจากซีนนี้มากกว่า)

ตัดต่อโดย Melody London, สามารถแบ่งเรื่องราวออกได้เป็น
– อารัมบท/Opening Credit, การเดินทางโดยรถไฟมาจนถึง Memphis, Tennessee
– ตอนหนึ่ง Far from Yokohama
– ตอนสอง A Ghost
– ตอนสาม Lost in Space
– ปัจฉิมบท/Closing Credit, แยกย้าย การเดินทางกลับโดยรถไฟ-เครื่องบิน-รถกะบะ

สามตอนหลักของหนัง เนื่องจากดำเนินไปข้างหน้าในช่วงเวลาเดียวกัน หลายๆครั้งจะพบเห็นความสอดคล้อง อาทิ เสียงจัดรายการวิทยุ (ที่มักเปิดเพลง Blue Moon), แทรกภาพเสมียนและเด็กยกกระเป๋า, รถไฟยามตีสองวิ่งผ่าน ฯ

ผมครุ่นคิดว่าผู้ชมส่วนใหญ่น่าจะตระหนักขึ้นได้ลึก ว่าสามตอนของหนังเสมือนว่าดำเนินเรื่องต่อกัน แค่มีการเปลี่ยนแปลงมุมมอง ตัวละคร พื้นหลัง อะไรๆอีกนิดหน่อยให้มีความแตกต่างกันไป
– จาก Mitsuko ราวกับกลายร่างเป็น Dee Dee ในตอนสอง (จุดเชื่อมโยงคือ หญิงสาวเลิกร้างราแฟนหนุ่มเมื่อเช้านี้ ชอบพูดพร่าม และพกกระเป๋าเยอะๆเหมือนกัน)
– ขณะที่ Jun อวตารสู่ Johnny ในตอนที่สาม (จุดเชื่อมโยงคือ แต่งหน้าทำผมเลียนแบบ Elvis เหมือนกันเปะ!)

(แต่ถ้ายากเกินทำความเข้าใจ จะครุ่นคิดว่าตอนใครตอนมันไม่ได้มีความต่อเนื่องกัน ก็ยังสามารถดูหนังรู้เรื่องได้เหมือนกันนะครับ)


เพลงประกอบโดย John Lurie นักแสดง/นักดนตรี/แต่งเพลง ร่วมงานกับ Jarmusch มาตั้งแต่ Permanent Vacation (1980), คลอประกับในจังหวะว่างๆ ระหว่างกำลังเดินทาง (ที่ไม่ได้มีการเปิดเพลง/วิทยุฟัง) เสียงกีตาร์มอบสัมผัสอันเวิ้งว้างว่างเปล่า เรื่องๆเปื่อยๆ จิตวิญญาณล่องลอย อดีตที่เคยยิ่งใหญ่ ปัจจุบันหลงเหลือเพียงความทรงจำสุด ได้แต่โหยหาหวนระลึกถึงวันวานที่ไม่มีทางย้อนกลับคืนมา

สำหรับ Diegetic Music บทเพลงระดับตำนานของหนัง (ศิลปินทั้งหมด ล้วนเคยบันทึกเสียงที่ Sun Records) อาทิ
– Mystery Train (1956) แต่งโดย Junior Parker และ Sam Phillips ขับร้องโดย Elvis Presley
– Blue Moon (1954) แต่งโดย Richard Rodgers และ Lorenz Hart ขับร้องโดย Elvis Presley
– Domino (1961) แต่งโดย Roy Orbison และ Norman Petty ขับร้องโดย Roy Orbison
– The Memphis Train (1968) แต่งโดย Rufus Thomas, Mack Rice และ Willie Sparks ขับร้องโดย Rufus Thomas
– Soul Finger (1967) แต่งโดย Jimmy King, Phalon Jones, Carl Cunningham, Ben Cauley, Ronnie Caldwell, James Alexander, ขับร้องโดย The Bar-Kays

“Every black person born in America was born on Beale Street, born in the black neighborhood of some American city, whether in Jackson, Mississippi, or in Harlem, New York. Beale Street is our legacy.”

– James Baldwin, If Beale Street Could Talk

แต่ Memphis, Tennessee ไม่ใช่แค่จุดกำเนิดชาวผิวสีเท่านั้น เมืองแห่งนี้ยังปลุกปั้นดินให้เป็นดาว อาทิ Charlie Rich, Roy Orbison, Jerry Lee Lewis, Carl Perkins, Johnny Cash ฯลฯ โดยเฉพาะ Elvis Presley ผู้ได้รับฉายา King of Rock and Roll (เรียกย่อๆ the King) ซึ่งถือว่าคือจุดสูงสุด ยุคทอง ‘Golden Age’ เลยก็ว่าได้

ซึ่งสัจธรรมแห่งชีวิต เมื่อใดก็ตามถึงจุดสูงสุดหลังจากนั้นจักค่อยๆตกต่ำลง สภาพเมือง Memphis, Tennessee เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่านไปก็ดั่งภาพยนตร์เรื่องนี้ ตัวละครจากญี่ปุ่น, อิตาลี, อังกฤษ เดินทางมุ่งสู่ด้วยความลุ่มหลงใหลในอดีต พานพบเห็นปัจจุบันที่ … ก็มีทั้งสุข-ทุกข์-และกลางๆ หวนกลับคืนไป

ความรักหนุ่ม-สาว ก็เหมือนความลุ่มหลงใหลใน Elvis Presley, เมือง Memphis, Tennessee แรกเริ่มเต็มไปด้วยความตื่นเต้นรุกเร้าใจ แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน โปรโมชั่นหมด อะไรๆก็เริ่มจืดจาง เลือนลาง จนในที่สุดก็ย้ายแยกจาก ทางใครทางมัน หลงเหลือเพียงความทรงจำ โศกเศร้า และการกระทำอะไรโง่ๆขาดสติ เมามาย หลุดล่องลอยออกนอกอวกาศ

เรื่องราว/ชื่อทั้งสามตอนของหนัง ยังสะท้อนระยะห่าง อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ของความสัมพันธ์ รักหนุ่ม-สาว ลุ่มหลงใหล Elvis Presley และเมือง Memphis, Tennessee
– Far from Yokohama, หนุ่ม-สาว แม้ร่วมรักอยู่ตัวติดกัน แต่ความสัมพันธ์กลับห่างไกล Memphis-Yokohama ใกล้ถึงจุดแตกหักเลิกร้างรา
– A Ghost, เมื่อความรักหมดสูญสิ้นลง เกิดการพลัดพรากแยกจาก ราวกับอีกฝั่งฝ่ายได้สูญเสียชีวิตจากไป หวนระลึกนึกถึงเพียงภาพ/จินตนาการ/จิตวิญญาณ ไม่สามารถจับต้องสัมผัสตัวตน แค่ครั้งคราวพบเห็นแล้วก็จากไป
– Lost in Space, นิยามโลกหลังความตายของผู้กำกับ Jarmusch เหมือนคนดื่มเหล้ามึนเมามาย ทำอะไรขาดสติ เคว้งคว้างล่องลอย ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ไร้ทิศทางหวนกลับสู่โลกมนุษย์/พานพบเจออดีตคนรักชั่วนิจนิรันดร

“So going to Memphis is a kind of pilgrimage to the birthplace of a certain part of our culture”.

– Jim Jarmusch

ผมครุ่นคิดว่าผู้กำกับ Jim Jarmusch จงใจเปรียบ Memphis เข้ากับ Canterbury (จาก The Canterbury Tales) นำเสนอเรื่องเล่าของนักแสวงบุญ ออกเดินทางค้นหาจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรม(แห่งสหรัฐอเมริกา) ร้อยเรียงหลากหลายมุมมองเพื่อสะท้อนภาพตัวตนเอง เก็บฝังไทม์แคปซูลส่งให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ จดจำ และเกิดความเข้าใจช่วงเวลา/ยุคสมัยกาลดังกล่าว

Mystery Train คงไม่เพียงสื่อถึงรถไฟที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ แต่รวมถึงนัยยะนามธรรม สัญลักษณ์ของกาลเวลาเคลื่อนผ่าน ตัวละครแม้ลงสถานีเดียวกัน Memphis, Tennessee แต่ในช่วงชีวิตแตกต่างออกไป มีความรัก ลุ่มหลงใหล สัมพันธภาพใกล้-ไกล สุดท้ายแล้วไม่ใช่ทุกคนจะสุขสมหวังได้ไปต่อ คงอยู่ที่โชคชะตาฟ้าจะชักนำพาให้มุ่งสู่เป้าหมายทิศทางใด


เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes คว้ารางวัล Best Artistic Contribution (ถือเป็นรางวัลด้านเทคนิค ไม่ได้จากคณะกรรมการสายการประกวด)

ด้วยทุนสร้าง $2.8 ล้านเหรียญ ทำเงินในสหรัฐอเมริกา $1.54 ล้านเหรียญ น่าเสียดายไม่มีรายงานรายรับทั่วโลก เลยบอกไม่ได้ว่าหนังกำไร-ขาดทุนสักเพียงใด

ส่วนตัวแม้ชื่นชอบในเทคนิค การเล่าเรื่อง ไดเรคชั่นผู้กำกับ Jim Jarmusch และเป็นแฟน Elvis Presley เหมือนกัน! แต่ผมไม่ค่อยชอบการทำให้ตัวละครมีความเป็น Stereotype สักเท่าไหร่ กลายเป็น Comedy ที่ไม่ขบขันเอาเสียเลย

แนะนำคอหนัง Indy แนว Comedy ประเภทหัวเราะหึๆ, เคยท่องเที่ยว หรือมีความลุ่มหลงใหลใน Memphis, Tennessee, ราชาบทเพลงร็อกแอนด์โรล Elvis Presley, และแฟนๆผู้กำกับ Jim Jarmusch ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับสภาพเมือง Memphis, Tennessee ที่ดูเลวร้าย/อันตราย และแฝงนัยยะของการเหยียด

คำโปรย | มุมบาศกของผู้กำกับ Jim Jarmusch ต่อรูปเหลี่ยม Mystery Train คือการย้อนเหลี่ยมตนเอง ไม่ใช่จากคมนอกมองเข้ามา
คุณภาพ | บาศกนิยม
ส่วนตัว | ไม่ชอบเท่าไหร่

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of