Neon Genesis Evangelion (1995-96)

Evangelian

Neon Genesis Evangelion (1995-96) Japanese : Hideaki Anno ♠♠♠♠♠

ผู้กำกับ Hideaki Anno เคยป่วยเป็นโรคซึมเศร้า เขาได้นำเอาประสบการณ์ตรงมาเป็นแนวความของอนิเมชั่นมาสเตอร์พีซ Neon Genesis Evangelion ถ้าโลกทั้งใบไม่มีอะไรสมควรค่าธำรงอยู่ ก็ทำลายมันเสียให้สิ้นซากวอดวาย

แต่ถ้ายังมีหลงเหลือก็แบบตอนจบใน The End of Evangelion (1997) เมื่อ Shinji Ikari ตระหนักได้ถึงช่วงเวลาแห่งความสุขกับ Asuka Langley Soryu เปลี่ยนใจล้มเลิกแผนทำลายล้างโลก เพียงเราสองกลายเป็น Adam กับ Eve ทุกสิ่งอย่างจักสามารถเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่

ผมค่อนข้างวิตกจริตทีเดียวว่าจะเขียนบทความ Neon Genesis Evangelion เช่นไรดี? ถ้าจะวิเคราะห์ทุกสิ่งอย่าง ก็ไม่รู้สัปดาห์นึงจะเสร็จหรือเปล่า เอาเป็นว่าเท่าไหนเท่านั้นก่อน สรุปประเด็นเนื้อหา และชี้ให้เห็นจุดที่ทำไมอนิเมชั่นเรื่องนี้ถึงได้รับการยกย่องระดับ Masterpiece

บทความนี้จะมีเนื้อหาคลอบคลุมเฉพาะ
– อนิเมชั่นซีรีย์ Neon Genesis Evangelion (1995-96) ความยาว 26 ตอน
– Death & Rebirth (1997)
– The End of Evangelion (1997)

ขณะที่จตุรภาคใหม่ Rebuild of Evangelion เพราะรอ 3.0+1.0 มาชาติกว่าๆ เลยติดไว้ยังไม่อยากรับชมให้คั่งค้างคาใจ หวังว่าปี 2020 จะได้ออกฉายสมปรารถนาเสียที


ก่อนอื่นขอพูดถึง Hideaki Anno (เกิดปี 1960) ผู้กำกับ อนิเมเตอร์สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Ube, Yamaguchi วัยเด็กเป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อนสักเท่าไหร่ แต่ลุ่มหลงใหลในมังงะ อนิเมะ ซีรีย์ฉายโทรทัศน์ เรียกได้ว่าเป็น Otaku, เติบโตขึ้นได้เข้าเรียนต่อ Osaka University of Arts ระหว่างนั้นรับงานอนิเมเตอร์ The Super Dimension Fortress Macross (1982–83) แต่นั่นทำให้ชีวิตยุ่งมากจนถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย, แพ็กกระเป๋ามุ่งสู่ Tokyo สมัครเข้าทำงาน Studio Ghibli ผลงานประทับใจ Hayao Miyazaki กลายเป็นผู้วาด God Warrior เรื่อง Nausicaä of the Valley of the Wind (1984), ต่อมาร่วมก่อตั้งสตูดิโอ Gainax ทำงานเป็น Animation Director เรื่อง Royal Space Force: The Wings of Honneamise (1987), ก้าวสู่ Anime Director อาทิ Gunbuster (1988), Nadia: The Secret of Blue Water (1990–1991)

ความล้มเหลวไม่ทำเงินของ The Wings of Honneamise, ต้องการจะสร้างภาคต่อ Aoki Uru แต่สรรหาทุนไม่ได้, ประกอบกับไม่ได้อยากรับทำอนิเมะซีรีย์ Nadia สักเท่าไหร่, ช่วงชีวิตดังกล่าวของ Anno จึงเต็มไปด้วยความเครียด เก็บกดดัน จนตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้า หดหู่ ต้องเข้าหาจิตแพทย์อย่างต่อเนื่องถึง 4 ปีเต็ม หลังจากอาการทุเลาดีขึ้น ครุ่นคิดโปรเจค Alcion (ชื่อ Working Title แรกสุดของ Evangelion) ต้องการสะท้อนประสบการณ์ตนเองในช่วงเวลาที่ผ่านมา

สาเหตุผลหนึ่งที่น่าจะทำให้ Anno สามารถเอาชนะอาการซึมเศร้า เพราะเขาได้ค้นพบความเชื่อทางจิตวิญญาณ แนวคิดของเทววิทยา ทุกอย่างในโลกล้วนมีสิ่งเหนือธรรมชาติซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งการพัฒนาโปรเจค Evangelion ก็ได้มีการอ้างอิงจากพระธรรมปฐมกาล (Book of Genesis) ในคัมภีร์ศาสนายิว/คริสต์มาเป็นแนวทางดำเนินเรื่อง

แนวคิดเริ่มแรกสุดของ Evangelion คือเรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครผู้ไม่ยินยอม ‘วิ่งหนี’ ต่ออุปสรรคปัญหา เห็นว่าจะใช้ผู้หญิงเป็นตัวเอกด้วยนะแต่ก็ล้มเลิกไป ปริมาณเทวทูต (Angel) ตั้งใจไว้ 28 ตัว ถูกตัดทอนลงหลงเหลือเพียง 17 ตัว และสองตอนสุดท้ายไม่ใช่สร้างไม่ทัน แต่เพราะ Anno ยังไม่สามารถค้นหาตอนจบน่าพึงพอใจ เวลาโปรดักชั่นเหลือน้อย เลยนำเอาฟุตเทจเก่าๆเข้ามาร้อยเรียง แล้วไปจบจริงๆกับภาพยนตร์อนิเมชั่นอีก 2 เรื่อง Death & Rebirth (1997) และ The End of Evangelion (1997)


ในขณะที่โลกพึ่งถือกำเนิดขึ้น เผ่าพันธุ์เทวทูต (หรือทูตสวรรค์) ได้ถูกเลือกให้เป็นผู้ชี้นำอารยธรรมบนโลกใบนี้ โดยมี Adam ให้กำเนิดชีวิตทั้งมวล แต่การมาถึงของดวงจันทร์สีดำซึ่งภายในมี Lilith เมื่อสี่พันล้านปีก่อนถือเป็นภัยคุกคาม ด้วยกฎการหยั่งรากกำหนดไว้ว่า ไม่สามารถจะมีสิ่งมีชีวิตทั้งสองเผ่าพันธุ์อยู่บนดาวเคราะห์ดวงเดียวกันได้ เนื่องจากหาก Adam (ผู้มีผลไม้แห่งชีวิต) รวมกับ Lilith (ผู้มีผลไม้แห่งปัญญา) จะมีพลังเทียบเท่าพระเจ้า ดังนั้นจึงกำหนดกลไกที่เรียกว่า Lance of Longinus เพื่อยับยั้งการเจริญของเผ่าพันธุ์ใดเผ่าพันธุ์หนึ่ง แต่ทว่าหอก Longinus ที่มากับ Lilith ได้สูญหายหรือถูกทำลายไประหว่างตกสู่โลก ดังนั้นหอกของอดัมจึงหยุดยั้งเขาไว้ หลับใหลอยู่ภายในขั้วโลกใต้ตั้งแต่นั้นมา ขณะที่ Lilith กลายเป็นผู้ให้กำเนิดมวลมนุษยชาติ เป็นอุกาบาตตกลงมายังโลก มีคำเรียกว่า ‘First Impact’

ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง มีการค้นพบเอกสารโบราณที่บริเวณทะเลสาป Death Sea นำไปสู่การก่อตั้งองค์กรลับนามว่า SEELE (ภาษาเยอรมันแปลว่า Soul) ขึ้นที่เยอรมนี ภายใต้การนำของ Keel Lorenz ได้เข้าไปสนับสนุนโครงการของประเทศอภิมหาอำนาจต่างๆ ตลอดจนสหประชาชาติ ในที่สุดปลายศตวรรษที่ 20 ก็กลายเป็นองค์กรที่มีอิทธิพลมากสุดในโลก

ทศวรรษที่ 1990s คณะนักสำรวจในนามสหประชาชาติได้ค้นพบดวงจันทร์สีขาวที่มียักษ์หลับใหลพร้อมหอก Longinus อยู่ภายในบริเวณขั้วโลกใต้ พวกเขาได้ตั้งชื่อยักษ์ตนนี้ว่า Adam คณะนักสำรวจจึงได้ดึงหอกนี้ออกแล้วนำไปศึกษายังประเทศจอร์แดน จากนั้นทำการสำรวจร่างกายพบว่า มี DNA เหมือนมนุษย์ถึง 99% ซึ่งทำให้เกิดทฤษฎีว่า Adam คือมนุษย์คนแรก

สิงหาคม ปี ค.ศ. 2000 ได้มีการเริ่มการทดลองตัวอย่าง Adam ที่ขั้วโลกใต้ โดยมีผู้ให้ทุนสำรวจ (SEELE) เป็นผู้สังเกตการณ์, วันที่ 13 กันยายน 2000 เป็นการทดลองสร้างปฏิสัมพันธ์ (Contact Experiment) กับ Adam โดยติดตั้งแหล่งพลังงานอนันต์ S² Engine ซึ่งพอเดินเครื่องยนต์ทำให้ร่างนั้นปลดปล่อยสนามพลัง Anti A.T. (Absolute Terror) เป็นเหตุให้ Adam ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์และพร้อมชำระล้างทำลายโลก คณะวิจัยที่เหลืออยู่ได้พยายามผนึกโดยการยิงหอกลอง Longinus แต่ไม่สามารถหยุดยับยั้งได้ ขณะที่ S² Engine จ่ายพลังงานมหาศาลจน Adam กลายร่างเป็นยักษ์แห่งแสงขนาดมหึมาและเกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง หลอมละลายน้ำแข็งในขั้วโลกใต้ไปแทบทั้งหมด

สหประชาชาติออกแถลงการณ์ต่อชาวโลกว่า การระเบิดที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากอุกาบาตตกลงสู่ทวีปแอนตาร์กติกา และขนานนามเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า ‘Second Impact’ ซึ่งการหลอมละลายน้ำแข็งขั้วโลกใต้ ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างมาก เกิดภัยพิบัติต่างๆและสงครามมากมาย หนึ่งสัปดาห์หลังการระเบิด ในวันที่ 20 กันยายน 2000 กรุงโตเกียวเดิมถูกทิ้งระเบิดปรมาณูจนพินาศย่อยยับ ภัยพิบัติครานี้คร่าชีวิตคน 1/3 ของประชากรโลก รัฐบาลญี่ปุ่นได้ดำเนินการสร้าง Tokyo-2 ไว้ที่เมือง Matsumoto แล้วเสร็จปี 2003

องค์การ GEHIRN (ภาษาเยอรมัน แปลว่า Brain) ต่อมาคือ NERV (ภาษาเยอรมัน แปลว่า Nerve) ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาชีวจักรกล Evangelion  ซึ่งโคลนมาจาก Lilith และพัฒนาซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ MAGI ตลอดจนสร้างเมือง GeoFront และ Neo Tokyo-3 เพื่อรับมือกับเทวทูต (Angel) ที่บันทึกไว้ในคัมภีร์ Dead Sea Scroll จนกระทั่งปี ค.ศ. 2015 เทวทูตตัวแรกก็ปรากฎขึ้นและเข้าโจมตี NERV สาขาญี่ปุ่น

Shinji Ikari เด็กชายวัย 14 ปี ได้ถูกเรียกตัวให้มายังเมือง Tokyo-3 ตามคำสั่งของพ่อ Gendo Ikari ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษของ NERV พบเห็นการใช้อาวุธทำลายล้างของสหประชาชาติ ไม่สามารถต่อกรกับเทวทูต (Angel) ตัวเขาถูกบีบบังคับให้ต้องควบคุมหุ่นยักษ์ Evangelion Unit-01 แม้ไร้ซึ่งประสบการณ์ แต่ได้ความโชคช่วยทำให้สามารถเข้าต่อสู้ เอาชนะศัตรูแห่งมวลมนุษยชาติได้อยู่เรื่อยๆ


Shinji Ikari (พากย์เสียงโดย Megumi Ogata) นักบิน EVA-01 บุตรชายของ Gendo Ikari และนักวิทยาศาสตร์ Yui Ikari ภายหลังจากแม่เสียชีวิต พ่อได้ทอดทิ้งเขาให้ไปอาศัยอยู่กับคุณครู เกิดเป็นปมด้อยเพราะขาดความอบอุ่น ไร้ความมั่นใจในตนเอง แถมยังมีนิสัยหวาดระแวง ปิดกั้นความสัมพันธ์กับผู้อื่น การถูกเรียกตัวมายัง NERV ก็ไม่ยินยอมพร้อมใจสักเท่าไหร่ แต่กระทำไปเพราะไม่ต้องการสร้างปัญหายุ่งยากให้ติดตามมา

พัฒนาการของ Shinji มีลักษณะขึ้นๆลงๆ ค่อยๆเรียนรู้ที่จะเปิดตัวเอง ปรับตัวเข้าหาคนอื่น แต่เมื่อไหร่จิตใจฟื้นฟูในทางดีขึ้น กลับมีเหตุการณ์ปวดตับติดตามมา ทำร้าย Toji จนพิการ, Asuka กลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา, พานพบเจอเพื่อนชาย Kaoru ที่พร้อมเปิดใจรับ แต่เขากลับคือเทวทูต ต้องฆ่าให้ตายกับมือ และท้ายสุดภาพการเสียชีวิตของ Asuka มันจะหลงเหลืออะไรดีงามภายในจิตใจเด็กชายวัย 14 ปี

ผู้กำกับ Anno ให้คำนิยามตัวละครนี้ว่า

“[Shinji is kind of] shrinks from human contact, convinced himself that he is a completely unnecessary person, so much so that he cannot even commit suicide”.

ปมของ Shinji มีคำเรียกว่า Mother Complex โกรธเกลียดเคียดแค้นพ่อ โหยหาความรักจากแม่ ซึ่งเมื่ออยู่ใกล้ Rei Ayamami ที่มี DNA มารดาแท้ๆ จึงเกิดความอบอุ่น สนิทชิดเชื้อ สายสัมพันธ์ลึกซึ้งมิอาจตัดขาด

สังเกตว่าสิ่งต่างๆที่ Shinji พานพบเจอจะมีเรื่องราวคู่ขนานกันโดยตลอด มักเริ่มจากรอยยิ้ม สนุกสุขสำราญ แต่ถัดจากนั้นไม่นานความสูญเสีย หมดสิ้นหวังอาลัย ทวีรุนแรงปวดตับขึ้นเรื่อยๆ นั่นถือเป็นวิถีโลกที่มีสองด้าน สุข-ทุกข์ ดี-ชั่ว หยิน-หยาง สุดท้ายขึ้นอยู่กับมุมมองเราเอง จะเห็นด้านไหนสำคัญกับตัวค่ากว่า แล้วเลือกตัดสินใจดำเนินไปหนทางนั้น

เกร็ด: เหตุผลที่ผู้กำกับ Anno เลือกคนขับ Eva ต้องอายุ 14 ปี เพราะเป็นวัยคาบเกี่ยวระหว่างเด็ก-ผู้ใหญ่ ช่วงเวลาแห่งการปรับเปลี่ยนแปลง ฮอร์โมนพลุกพร่านขึ้นๆลงๆ ต้องเริ่มต้นมองหาสิ่งที่คือเป้าหมายชีวิต

“The reason why the main character is fourteen years is that he is no longer a child but not yet an adult. He lives alone, but is attached to others. In past centuries, he would soon celebrate his coming of age. Back then, life expectancy was fifty years, so people had to grow up in fourteen years”.


Asuka Souryuu Langley (พากย์เสียงโดย Yuko Miyamura) เด็กสาวลูกครึ่งญี่ปุ่น/เยอรมัน นักบิน EVA-02 เดินทางมาประจำกายัง NERV สาขาญี่ปุ่น เป็นคนสนุกสนาน ร่าเริง แก่นแก้ว มีความเฉลียวฉลาด ทะเยอทะยาน เอาแต่ใจ จนได้รับฉายา ‘เจ้าหญิง’ แต่ลึกๆแล้วขาดความอบอุ่น (เหมือนกับ Shinji แต่แสดงออกตรงกันข้าม) ทำทุกสิ่งอย่างนี้เพื่อเรียกร้องความสนใจ และพยายามหลงลืมอดีตที่พบเห็นแม่ผูกคอฆ่าตัวตาย (แต่จริงๆเธอเป็นเด็กหลอดแก้ว สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นนักบิน EVA โดยเฉพาะ)

เพื่อพิสูจน์ตนเองว่าฉันต้องเป็นที่หนึ่ง แต่หลังจากพ่ายแพ้ต่อ Shinji บ่อยครั้งครา เริ่มสูญเสียความมั่นใจ ตัวตนที่เข้มแข็งค่อยๆแตกร้าว และการพ่ายแพ้ครั้งนั้นทำให้เธอกลายสภาพเป็นเจ้าหญิงนิทรา ตื่นขึ้นมาอีกทีสู้กับเทวทูต 9 ตัว ทั้งรู้ว่าไม่มีทางชนะ แต่ก็ยังคาดหวังว่าจะมีโอกาส

การให้ตัวละครนี้เป็นลูกครึ่งเยอรมันมีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะประเทศนี้เคยพานผ่านช่วงเวลาร้ายๆในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้นำจอมเผด็จการ Adolf Hitler ถือว่ามากล้นด้วยความทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง ต้องการสู้รบเอาชนะ อันดับหนึ่งของโลกเท่านั้นที่ใฝ่ฝัน ซึ่งพอพ่ายแพ้ล้มเหลวไม่สำเร็จ ทุกสิ่งอย่างวอดวายหมดสูญสิ้นไม่หลงเหลืออะไร

ตัวละครนี้แรกเริ่มถูกออกแบบให้เป็นตัวเอกของเรื่อง แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็น Shinji เลยถูกสร้างให้มีลักษณะแตกต่างตรงกันข้าม ซึ่งสามารถเติมเต็มกันและกันได้อย่างสมบูรณ์ ถือว่าเป็นคู่จิ้นมาตั้งแต่แรก ไม่ใช่ Rei (ผมว่าแฟนๆจะจิ้นคู่นี้มากกว่า) เพราะเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง มีการเฉลยว่า DNA มาจากแม่แท้ๆของเขา เธอจึงไม่สามารถ Incest ครองคู่รักกับ Shinji ได้

เกร็ด: Asuka คือตัวละครที่นำเทรนด์สู่ Tsundere


Rei Ayamami (พากย์เสียงโดย Megumi Hayashibara) เด็กหญิงคนแรกที่ถูกเลือก นักบิน EVA-00 เป็นคนเงียบขรึม ไม่แสดงออกทางสีหน้า อารมณ์ การกระทำใดๆ ราวกับตุ๊กตาไร้จิตวิญญาณ มักคอยทำตามคำสั่งของ Gendo Ikari ร่างกายอิดๆออดๆ ไม่สมประกอบสักเท่าไหร่ ซึ่งตัวตนแท้จริงเป็นร่างโคลนของ Lilith เลยถูกสร้างขึ้นปริมาณมาก เพื่อใช้เป็นอะไหล่นักบิน EVA นั่นจึงกลายเป็นปมด้อย เพราะไม่เชื่อว่าตนเองมีคุณค่าสลักสำคัญใดๆ นอกจากปฏิบัติตามคำสั่งบิดาผู้สร้างเท่านั้น

การได้รู้จัก Shinji, Asuka และเพื่อนๆร่วมรุ่น ทำให้เธอมีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น เปิดใจรับ ดูมีความอบอุ่นบางอย่าง (เพราะโคลนมาจาก DNA ของ Yui Ikari) แถมยังยินยอมเสียสละตนเองเพื่อพวกพ้อง ซึ่งในอนิเมะจะพบเห็น Rei ทั้งหมดสามตน
– คนแรกสมัยเด็กๆ ถูกแม่ของ Ritsuko Akagi เข่นฆ่าตาย
– คนสอง ระเบิดตัวเองตายพร้อมกับยมทูต เพื่อหยุดยับยั้งการเข้าสิงร่างของ Shinji
– คนสาม ก็ไม่รู้ว่ามีความทรงจำของคนสองอยู่หรือเปล่า แต่คือผู้ทำให้ Shinji หวนกลับมามีสติขณะกำลังพิพากษาโลก ซึ่งถือว่าเป็นตัวแปรสำคัญก่อเกิดเหตุการณ์ ‘Third Impact’

ผู้กำกับ Anno ให้คำอธิบายตัวละครนี้แก่ Yoshiyuki Sadamoto ผู้ออกแบบ Character Design ว่า

“Whatever else, she needs to be painted in as a bitterly unhappy young girl with little sense of presence”.

ตัวละครนี้ว่ากันตามตรงไม่เห็นจะมีเสน่ห์ตรงไหน! แต่แปลกที่กลับสร้างความตราตรึง ประทับใจให้ผู้ชมอย่างล้นหลาม (กลายเป็นคาแรคเตอร์ Stereotype พบเห็นบ่อยครั้งในอนิเมะ) อาจเพราะสะท้อนตัวตนจริงๆของชาวญี่ปุ่น ดูเงียบๆ ขรึมๆ ไม่ชอบพูดคุยสนทนา แสดงออกทางอารมณ์ต่อใคร แต่อย่าให้สนิทสนมชิดเชื้อกันละ พร้อมยอมเสียสละให้ได้ทุกสิ่งอย่าง

เกร็ด: Rei คือตัวละครที่นำเทรนด์สู่ Moe


Misato Katsuragi (พากย์เสียงโดย Kotono Mitsuishi) บุตรสาวของนักวิทยาศาสตร์ที่เคยทำการทดลองโปรเจค Adam เมื่อ 15 ปี หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ ‘Second Impact’ ไต่เต้าจนได้ตำแหน่งสำคัญ หัวหน้าฝ่ายยุทธการของ NERV สาขาญี่ปุ่น มีหน้าที่ดูแล Shinji Ikari สงสารเห็นใจจึงรับมาอาศัยอยู่ด้วยกัน

ภายนอกดูเป็นคนง่ายๆสบายๆ ชอบดื่มเบียร์เมามาย ทำตัวเหมือนเด็กน้อยขี้เอาใจ แต่ในเรื่องหน้าที่การงานมีความเข้มงวดกวดขัน จริงจังและทุ่มเทกายใจอย่างสุดๆ บ่อยครั้งแสดงความเอ็นดู ห่วงใยต่อ Shinji เพราะตนเองก็เคยพานผ่านประสบการณ์ชีวิตคล้ายคลึงกันมา นี่ถ้าไม่ใช่พี่สาว อายุรุ่นราวคราวเดียวกันละก็ …

ตัวละครนี้ถือเป็นกระจกอีกด้านหนึ่งของ Shinji เพราะเคยพานผ่านอดีตคล้ายคลึง สูญเสียครอบครัวไปตั้งแต่ยังเด็ก แต่เธอก็สามารถเอาตัวรอดก้าวข้ามวัยสู่ผู้ใหญ่ ด้วยการใช้ชีวิตดื่มด่ำ สนุกสนาน สำเริงราญเต็มที่ (ราวกับรู้ตัวว่าวันนี้อาจเป็นวันสุดท้ายของชีวิต) เลยต้องการให้เด็กชาย ได้มีโอกาสเจริญเติบโตสมวัย

เอาจริงๆผมอยากให้ Shinji ได้ขึ้นครูกับ Misato เพราะความสัมพันธ์ทั้งคู่ถูกยั่วแซะมาตั้งแต่ตอนแรกๆของอนิเมะ แต่บางสิ่งทางศีลธรรมค้ำคอเธอเอาไว้ พบเห็นเพียงร่วมรักอดีตแฟนหนุ่ม (เลิกราไปแล้วแต่ยังโหยหา) ซึ่งนั่นกลายเป็นอีกปมให้เด็กชาย อยากได้พี่สาวเป็นของตนเอง แต่เธอดันไปร่วมรักคนอื่นเสียอย่างนั้น (Siscon)


ทิ้งท้ายกับ Gendo Ikari ชื่อเกิด Gendo Rokubungi (พากย์เสียงโดย Fumihiko Tachiki) ผู้บัญชาการ NERV สาขาญี่ปุ่น พ่อแท้ๆของ Shinji ที่พอแต่งงานถึงเปลี่ยนมาใช้นามสกุลภรรยา เป็นคนดูสุขุม เยือกเย็นชา รอยยิ้มแฝงเลศนัย ทำตัวเหมือนไม่สนใจใยดีลูกชาย แต่แท้จริงคือไม่ต้องการสูญเสียเขาไป คาดหวังให้เป็นผู้กอบกู้โลก และตนเองได้ชุบชีวิต Yui Ikari กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง

เป้าหมายจริงๆของ Gendo ต้องการเร่งให้ ‘Third Impact’ มาถึงโดยวัย ด้วยการสร้างหุ่น EVA สำหรับหยุดยับยั้งบรรดาเทวทูตและ SEELE ที่มีจุดประสงค์ต้องการทำลายล้างทุกสิ่งอย่าง แต่ตัวเขาสร้าง Shinji เพื่อหวังให้กอบกู้โลก และตนเองจะได้มีโอกาสพานพบเจอภรรยา Yui Ikari แม้สุดท้ายเขาจะไม่สมปรารถนาในความตั้งใจหลัง แต่ก็ทำให้ Shinji ไม่ตัดสินใจทำลายล้างทุกสิ่งอย่าง มวลมนุษยชาติมิได้สูญพันธุ์ไป เพราะยังหลงเหลือ Adam + Eve คือชาย-หญิงผู้ให้กำเนิดโลกใหม่

คนอย่าง Gendo เป็นประเภทพร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อความสำเร็จ/ผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่สนว่านั่นจะเป็นสิ่งถูก-ผิด ขัดแย้ง สังคมไม่ยินยอมรับ ซึ่งคำพูดประโยคสุดท้าย “Forgive me, Shinji” ถือว่าสะท้อนตัวตนแท้จริง ก็ไม่ได้อยากจะเหี้ยมโหดร้ายอย่างที่ใครเข้าใจ แต่จำเป็นต้องเลือกเสียสละแบบนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด

พ่อ เป็นบุคคลที่มีอิทธิพลมากๆสำหรับลูก เมื่อเขาเลือกทอดทิ้งขว้าง Shinji เด็กชายจึงเกิดปมด้อยเพราะไม่มีใครให้ความรักความอบอุ่น นั่นน่าลองครุ่นคิดดูเล่นๆว่า ถ้า Gendo เลือกที่จะไม่ทอดทิ้ง Shinji จะทำให้เรื่องราวงอนิเมะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร?


ผู้กำกับ Hideaki Anno ให้สัมภาษณ์ว่ารับอิทธิพลจากอนิเมะซีรีย์เรื่อง Space Runaway Ideon (1980) อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะไดเรคชั่นที่พยายามเล่าเรื่องคู่ขนานสองเหตุการณ์เคียงข้างกันไป ซึ่งพบเห็นได้ตั้งแต่ตอนแรก
– Misato ติดตามหา Shinji นำพาตัวไปยัง Neo Tokyo-3
– ตัดสลับกับการโจมตีครั้งแรกของ Angel ซึ่งมีสหประชาชาติและ NERV คอยจับตาดูอยู่ไม่ห่าง (ณ Neo Tokyo-3)

การตัดต่อน่าจะเป็นงานโปรดของ Anno เลยก็ว่าได้ มีความรวดเร็วฉับไวไร้ไขมันส่วนเกิน แต่บางทีก็ค้างๆคาๆไว้ให้ผู้ชมเกิดความฉงนสงสัย เช่นตอนสองขณะที่ EVA-01 กำลังต่อสู้อย่างเข้าด้ายเข้าเข็มกับเทวทูต อยู่ดีๆตัดไป Shinji ตื่นขึ้นมาตอนเช้า มันเกิดห่าเหวอะไรขึ้นระหว่างนั้น เป็นการยั่วเย้าอารมณ์ผู้ชมได้ยียวนกวนประสาทมากๆ … คือจะไปเฉลยในลักษณะย้อนอดีต (Flashback) ประมาณท้ายๆตอนนะครับ เพื่อให้กราฟอารมณ์ของผู้ชมมีความสมดุลตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะถ้าปล่อยให้ฉากแอ๊คชั่นสิ้นสุดตั้งแต่ครึ่งแรก Slice-of-Life ครึ่งหลังมันจะแผ่วเกินไป

ซีนแรกของ Shinji พบเห็นยืนกดตู้โทรศัพท์ ติดต่อใครไม่ได้ ซึ่งสะท้อนถึงตัวเขามีปัญหาเรื่องการสื่อสาร ไม่สามารถเข้ากับผู้อื่นได้โดยง่าย ขณะที่ Misato ผู้ขับรถมารับ ก็คุยโทรศัพท์อยู่เช่นกัน ชีวิตเธอสามารถประติดต่อ และอาศัยอยู่กับการเดินทาง รวดเร็วฉับไว

สำหรับเทวทูต จะไม่ใช่แค่ศัตรูที่หุ่น EVA ทำการต่อสู้รบปรบมือเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีนัยยะสะท้อนเรื่องราว/ปัญหาตัวละครในช่วงระหว่างตอนๆนั้น สื่อความหมายอะไรบ้างต้องดูเป็นตนๆไป

Sachiel (Angel of Water) เทวทูตตัวแรกที่ปรากฎในอนิเมะ สะท้อนความหวาดสะพรึงกลัวที่จะเริ่มต้นของ Shinji แค่ก้าวเดินด้วย EVA-01 ยังไม่ทันทำอะไรก็หกล้มหัวขะเมน ถูกดึงแขนหลุดเจ็บปวดรวดร้าว ถึงอย่างนั้นก็สามารถเอาชนะมาได้เพราะอาการ ‘Berserk’ คลุ้มคลั่งจนไม่อาจควบคุมตนเองได้ ก้าวข้ามผ่าน/แหกผ่านบาเรีย A.T. Field ด้วยการปรับระดับคลื่นความถี่ให้ตรงกัน (สู้กับปีศาจ ก็ต้องทำตัวให้เป็นปีศาจ) ที่ไม่มีอาวุธยุโธปกรณ์อื่นใดสามารถต่อกร แล้วใช้มือดึงกระดูกซี่โครง ทุบลูกแก้วหัวใจ ทำให้ดิ้นพร่านและใช้การระเบิดตนเองทำลายล้าง … รอดตัวมาได้โดยไม่เจ็บปวดอะไรมาก

แซว: มองแบบผิวเผิน ซีนนี้ก็แลดูคล้าย God Warrior ที่ผู้กำกับ Anno เคยออกแบบเรื่อง Nausicaä of the Valley of the Wind (1984) อยู่เล็กๆนะ

Geofront หรือ Neo Tokyo-3 เป็นเมืองที่มีลักษณะกลับหัวกลับหาง สร้างขึ้นใต้ดินโดยส่วนตึกสูงที่อยู่ด้านบนสามารถขยับเคลื่อนขึ้นลง สลับบนล่างในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งช็อตนี้แลดูราวกับสรวงสวรรค์-ผืนแผ่นดิน (ชั้นบนดินถือว่าเป็นที่อยู่ของเทวทูต Angel ด้วยนะ) แต่นัยยะจริงๆผมว่าเหมือนขุมนรกใต้บาดาลมากกว่า

บ่อยครั้งในอนิเมะ จะมีการประหยัดงบประมาณด้วยงานศิลป์ดาดๆแบบนี้ (มันอาร์ทติสต์มากๆเลยนะ) ใช้โทนสี แสง-เงา บ่งบอกอารมณ์ความสนใจตัวละคร (ส่วนใหญ่เป็นของ Shinji) แค่พอจะดูรู้เรื่องว่าตัวละครกำลังทำอะไร เลยไม่จำเป็นต้องใส่รายละเอียดซะให้สมจริงเสียหมด (จะได้เอาไปทุ่มกับส่วนอื่น ออกแบบหุ่นยนต์/ตึกรามบ้านช่อง ฯ)

อยากฉากนี้ สีออกแดงอมชมพู จิตใจของ Shinji คงเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นสั่นระแรง นี่ฉันกำลังจะต้องเผชิญหน้ากับพ่อในอีกไม่ช้านาน ไม่ได้มีความอยากเจอเลยสักนิด!

แท่งแสงไฟรูปไม้กางเขน ผู้กำกับ Anno ได้ทำการอ้างอิงถึงพระธรรมปฐมกาล (Book of Genesis) เลยไม่แปลกเท่าไหร่ที่จะใช้เป็นสัญลักษณ์ของการปลดปล่อย พิพากษา หรือขณะเทวทูตถูกทำลาย พุ่งตรงสู่ท้องฟ้า ราวกับกำลังหวนกลับสู่สรวงสวรรค์

Shamshel (Angel of the Morning) ปรากฎตัวขึ้นจากทะเล มีแส้/หนวดเป็นอาวุธ สะท้อนเข้ากับเหตุการณ์ที่ Shinji ถูกกลั่นแกล้งชกต่อยโดยเพื่อนร่วมชั้น Toji Suzuhara ตนเองไม่มีทางสู้และไม่คิดจะสู้สวน แต่เมื่อสถานการณ์กลับตารปัตรขณะอยู่ในหุ่น EVA-01 พบเห็น Toji แสดงสีหน้าขลาดหวาดกลัวตัวสั่น มันจึงเป็นการย้อนแย้งเข้าหาตัวเขาเอง ชักมีดสั้นเข้าทิ่มแทงหัวใจนับถอยหลังจนเวลาสิ้นสุดถึงได้รับชัยชนะ

เกร็ด: การออกแบบ Shamshel ได้แรงบันดาลใจจากชุดนักบินอวกาศของ Dr. Frank Poole เรื่อง 2001: 2001: A Space Odyssey (1968)

สภาพอากาศก็บ่งบอกอารมณ์ของตัวละครได้เช่นกัน ฝนตกตอน 3-4 สะท้อนช่วงเวลาเหงาๆ เศร้าสร้อย ไม่ค่อยอยากครุ่นคิดทำอะไร ร่ำร้องไห้ออกมาจากภายใน

อยากจะโทร แต่สุดท้ายก็ไม่ได้โทร นี่สะท้อนความหวาดหวั่นกลัวของตัวละคร ไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้า ยินยอมรับความผิดพลาดที่ตนก่อ แม้ฝั่ง Shinji จะไม่ได้ใคร่รับรู้สนใจ แต่สำหรับ Toji คืออาการขลาดเขลา ยังไม่เติบโตเป็นผู้ใหญ่/ลูกผู้ชายตัวจริงสักที

แสง-สี Sound Effect กระหึ่มขึ้นพร้อมกันในช่วงขณะหนีออกจากบ้านของ Shinji ตอนที่สี่, เลเยอร์ด้านหลังซ้อนกันสามสี่ชั้นเคลื่อนสลับทิศทาง แสงสีแดงอมชมพูดสัมผัสของภยันตราย จิ้งหรีดไรเรกรีดกรายร้องลั่น นั่นสร้างความหลอกหลอนสั่นสะท้านให้เด็กชาย กลัวจนแทบจะขี่เยี่ยวเร็ดราด อยากจะหลบลี้หนีไปให้ไกล

ตอนที่สี่ เป็นช่วงเวลาที่ Shinji ต้องเผชิญหน้ากับความกลัวของตนเอง เขาต้องการหนีแต่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถไปไหนได้พ้น จนกระทั่งได้รับคำขอโทษจาก Toji และ Misato ยืนเฝ้ารออยู่ตรงสถานีรถไฟ ในที่สุดก็ค้นพบบ้านหลังแรกของตนเองสักที

ผมชอบซีนที่ Shinji ถูกจับกลับมายัง Nerv แล้วถูกคุมขังนี้อย่างมาก ภาพสามช็อตที่นำมานี้ใช้แสงสี กำหนดทิศทางอารมณ์ตัวละครได้อย่างตราตรึง
– ในห้องคุมขัง เมื่อ Misato เปิดประตู แสงจากภายนอกสาดส่องเข้ามาในห้องมืดเป็นรูปสามเหลี่ยม นั่นสื่อถึงมุมแห่งความหวัง ความอบอุ่น ซึ่ง Shinji ต้องตัดสินใจเลือกว่าจะอยู่ตำแหน่งตรงไหน ในความมืดมิดหรือแสงสว่าง
– โทนสี…อะไรก็ไม่รู้ละ… อาบตัว Shinji มอบสัมผัสอันสิ้นหวัง หดหู่ ไร้ซึ่งชีวิต/จิตวิญญาณ
– ขณะที่ Misato ยืนอยู่ตำแหน่งย้อนแสงเลยมองไม่เห็นใบหน้า พยายามเรียกร้องให้เขาตัดสินใจ เลือกออกมาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความอบอุ่น แสงสว่างแห่งความหวัง

แว่นตาของ Gendo Ikari เปรียบเสมือนหน้ากากที่คอยปกปิดบังตัวตนแท้จริง หลบซ่อนเร้นไว้ภายใน ซึ่งเมื่อตอนที่ 5 พบเห็น Rei ได้รับอุบัติเหตุจากการเชื่อมต่อไม่สมบูรณ์ เร่งรีบไปให้ความช่วยเหลือ บิดเปิดทั้งๆอุณหภูมิร้อนสูง แว่นตากระเด็นแตก … ราวกับว่าเพื่อเธอ หน้ากากของเขาได้ถูกกระชากออกไป

สาเหตุที่ Gendo แสดงความรักเอ็นดูต่อ Rei เป็นพิเศษ นั่นเพราะเธอมี DNA ของอดีตภรรยา Yui เลยไม่แปลกเท่าไหร่ที่อยากเอ็นดูทะนุถนอม และเหตุการณ์นี้ทำให้เด็กหญิงเกิดความเชื่อมั่นศรัทธา เพราะเขาคือผู้แรกที่แสดงความอ่อนโยนต่อตนเอง หลังจากนี้ออกคำสั่งใดๆก็พร้อมพลีกายเสียสละชีพให้

ห้องของ Rei นี่แบบว่า … สะท้อนสภาพจิตใจ/ตัวตนของเธอ ไม่ใช่สกปรกโสมมนะครับ แต่คือเป็นคนไม่แคร์ยี่หร่าต่ออะไรทั้งนั้น ขยะไม่เก็บกวาด น้ำไฟไม่รู้มีใช้หรือเปล่า ขนาดโดน Shinji ล้มทับ กลับเฉยเฉื่อยชาไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น เลือกชีวิตแบบตามมีตามเกิด ไม่ได้ใคร่สนใจอยู่แล้วว่าจะมีความสุข-ทุกข์อันใด

ช่วงต้นของตอน 5 การเชื่อมต่อระหว่าง Rei กับหุ่น EVA-00 ประสบความล้มเหลว แต่หลังจากรักษาตัวหาย ได้พานพบเจอบุคคลคอยเป็นห่วงใย สภาพจิตใจสมบูรณ์แข็งแรง เธอจึงสามารถก้าวข้ามผ่าน Border Line เชื่อมต่อหุ่น EVA ได้สำเร็จลุล่วงโดยง่าย

นี่ก็แปลว่าเจ้าหุ่น EVA คือสิ่งสะท้อนสภาพจิตใจตัวละคร
– เชื่อมต่อสำเร็จ คือกำลังมีความมั่นใจในตนเอง
– อาการคลุ้มคลั่ง ‘Berserk’ ก็คือเกรี้ยวกราดโกรธแค้น ควบคุมสติอารมณ์ไม่ได้
ฯลฯ

Ramiel (God of Thunder) เทวทูตที่มีลักษณะทรงพีระมิดสองอันประกบทับ มีขนาดใหญ่ที่สุด พลังทำลายล้างลำดับ 2 และยังมีสว่านสำหรับขุดเจาะไปจนเกือบถึง Geofront ลักษณะดังกล่าวแลดูคล้ายรูปทรงของจิตใจ ซึ่งเมื่อ EVA-01 ปรากฎกายขึ้น มันพุ่งลำแสงตรงเข้าที่หัวใจของเขา

เทวทูตตนนี้สะท้อนความอิจฉาริษยาของ Shinji ที่มีต่อ Rei เพราะเห็นว่าเธอได้รับการเอ็นดูทะนุถนอมจากพ่อแท้ๆของตน (แต่พ่อกลับปฏิบัติต่อเขาอย่างไม่เหลียวแลสนใจ) ลำแสงแรกพุ่งตรงมาที่หัวใจแบบไม่ทันตั้งตัว ก็ชัดเลยว่าจี้แทงใจดำ รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิดแท้

ความพยายามของเทวทูตตนนี้ยังคือ ใช้สว่านเจาะไปให้ถึง Geofront ซึ่งคือ ‘หัวใจ’ ของปฏิบัติการ NERV … เรียกได้ว่าเป็นศัตรูที่แสดงออกความต้องการอย่างตรงไปตรงมามากๆ

การจะเอาชนะ Ramiel ต้องใช้ปีนเลเซอร์ยิงจากระยะไกล ด้วยพลังงานไฟฟ้าจากทั้งเกาะญี่ปุ่น ซึ่ง Shinji จะเป็นผู้ยิง และ Rei ทำหน้าที่เกราะกำบัง ปรากฎว่าต้องยิงสองครั้ง
– ครั้งแรก Ramiel ยิงตอบโต้ ทำให้ทิศทางของเลเซอร์แปรปรวนผันเปลี่ยนไป
– ครั้งที่สองเพราะมี Rei กำบังให้ Shinji จึงสามารถยิงโดนเข้ากึ่งกลาง Remiel

ถือว่าเป็นเทวทูตตนแรกที่ต้องใช้ EVA สองตัวเข้าต่อสู้ ชาย-หญิง ยิงปืน-เกราะกำบัง เติมเต็มกันและกัน ซึ่งการกระทำของ Shini ภายหลังได้รับชัยชนะ ให้ความช่วยเหลือ Rai แบบเดียวกับที่พ่อ Gendo เคยกระทำไว้ นั่นทำให้เด็กหญิงเกิดรอยยิ้มบางๆขึ้นครั้งแรก

ศัตรูตอน 7 ไม่ใช่เทวทูตตัวใหม่ แต่คือมนุษย์ด้วยกันเองที่พยายามแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น แถมยังชอบยกตกข่มท่าน ดูถูกข่มเหงผู้อื่น เริ่มจากสถานที่จัดงานยังกรุงโตเกียวเก่า (โหยหาความยิ่งใหญ่ในอดีต) เปิดตัวหุ่นที่ทำได้เพียงเดินแต่โปรแกรม Error เต็มไปหมด เป็นเหตุให้ Shinji ต้องพยายามผลักดันให้หยุดยุติ และ Misato เข้าไปในห้องเครื่องเพื่อใส่รหัส ‘Hope’ แต่ปรากฎว่า…

อนิเมะไม่ได้เฉลยไว้ แต่มีฉากที่ค่อนข้างสื่อถึงว่า ผู้อยู่เบื้องหลังความผิดพลาดดังกล่าว น่าจะเกิดจากการ Hack ของใครสักคนที่ NERV ซึ่งปาฏิหารย์ของ Misato ดูแล้วไม่มีทางเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน!

ช็อตแรกของ Asuka ในตอนที่ 8 มุมเงยขึ้นสูงขนาดนี้ ชัดเจนเลยว่ามี Egoist สูงเสียดฟ้า

ฉากแย่งซีนสุดของตอน 8 คือตอนที่กิ๊กเก่าของ Misato ใช้เท้าเกี่ยวยั่วเย้ายวน ความสัมพันธ์ของทั้งสองแบบว่า สนองความพึงพอใจส่วนตนเองล้วนๆ … เด็กๆมองไม่เห็นการกระทำใต้โต๊ะ

Gaghiel (The Angel of the Fish) เทวทูตลักษณะเหมือนปลาฉลาม ความต้องการของมันเหมือนว่าจะคือร่าง Adam แต่ถูกขัดขวางโดย EVA-02 ซึ่งเป็นการควบคุมคู่กันระหว่าง Asuka และ Shinji (สวมใส่ชุดผู้หญิง) วิธีการเอาชนะก็พิลึกพิลั่น ใช้ให้ EVA เป็นเหยื่อตกปลา จากนั้นดึงสายเคเบิล อ้าปากให้กว้าง แล้วยัดเรือรบสองลำเข้าไปในปาก และระเบิดตนเอง

ที่ต้องทำให้พิลึกพิลั่นเช่นนี้ ก็เพื่อสะท้อนการประสานเข้าคู่/ร่วมงานระหว่าง Shinji กับ Asuka (รวมไปถึงกองทัพเรือ กับ NERV) พยากรณ์การเป็นของกันและกัน Adam + EVE ท้ายที่สุด

Israfel (Angels of Poetry, Music and Dance.) เทวทูตคู่แฝดที่มาจากทะเล เป็นเหตุให้ Shinji และ Asuka ต้องประสานการเคลื่อนไหว ทำทุกสิ่งอย่างให้สอดคล้องจองกันเปะๆ ถึงได้รับชัยชนะ แม้ไม่ยากเย็นเท่าไหร่ แต่ก็มีเรื่องให้น่าอับอายขายขี้หน้าอยู่ไม่น้อย

สำหรับเด็กๆทั้งสอง ความสัมพันธ์ของพวกเขายังไม่ได้รับการพัฒนาไปเท่าไหร่ แต่สำหรับ Misato และแฟนหนุ่ม จุมพิตอย่างดูดดื่มระหว่างอยู่บทลิฟท์ เป็นสื่อกลายๆของการเติมเต็มกันและกันระหว่างหญิง-ชาย

Asuka ตระเตรียมตัวซะอย่างดี ซื้อชุดว่ายน้ำเพื่อตั้งใจจะไปอาบน้ำแร่ แช่น้ำร้อน ดำน้ำพักผ่อนคลาย แต่เพราะการเป็นนักบิน EVA ทำให้เธอไม่ได้รับสิทธิ์นั้น จำต้องสแตนบายเพื่อรอคอยเหตุฉุกเฉิน ซึ่งตอนที่ 10 มีการค้นพบเทวทูต Sandalphon (The Angel of Embryos) ตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อนอยู่ ครั้งแรกครั้งเดียวที่ NERV เปิดฉากโจมตีก่อน

ตอนนี้ Asuka ถือว่าถูกกลั่นแกล้งสุดๆ ต้องการไปเที่ยวออนเซนกลับได้ด่ำดิ่งลงหินหลอมเหลว/ลาวา แถมยังต้องปฏิบัติภารกิจนี้โดยสวมชุดบวมๆที่สามารถกันความร้อนได้ ทั้งตนเองและ EVA-02, ใครเคยรับชม Charlie and the Chocolate Factory (2005) จะมีเด็กหญิงอีโก้สูงคนหนึ่ง Violet Beauregarde ชื่นชอบเคี้ยวหมากฝรั่ง แล้วอยู่ดีๆตัวก็บวบบวมขึ้น … ดูไม่ต่างกันสักเท่าไหร่

Asuka เป็นคนที่มีอีโก้สูงมาก แต่ต้องกล้ำกลืนและด่ำดิ่งลงสู่จุดตกต่ำ แถมชัยชนะล้วนไม่ได้มาจากตนเอง ใช้มีดของ EVA-01 และช่วงท้ายถูก Sandalphon ตัดสายเคเบิลขาด ได้รับความช่วยเหลือจาก Shinji กระโดดลงมาเสี่ยงชีวิตทั้งๆไม่มีเครื่องป้องกันใดๆ

Matarael (The Angel of Rain) มีลักษณะเหมือนแมงมุม (แต่มีสี่ขา) บุกเข้ามาโจมตี Tokyo-3 ระหว่างที่ไฟดับ ทำให้ทุกอย่างต้องใช้ระบบมือ (Manual) ทั้งตัวละครและตอนอยู่ใน EVA ต่างต้องปีนป่าย มุดท่อ (คล้ายๆแมงมุม) ร่วมกันต่อสู้ยิงตาเทวทูตตนนี้จากภายใต้ทางขึ้นสู่ผิวโลก

เกร็ด: ชื่อตอน The Day Tokyo-3 Stood Still เป็นการเคารพคารวะภาพยนตร์ไซไฟ The Day the Earth Stood Still (1951)

“Man has always feared the darkness, carving away at it with fire”.

– Rei Ayamami

ช่วงต้นของตอน 12 มีการย้อนอดีตเล็กน้อยถึงเบื้องหลังแผลเป็นตรงหน้าอกของ Misato ซึ่งคือสาเหตุผลให้เธอมุ่งมั่นต้องการกำจัดเทตทูต แบบไม่สนวิธีการว่าจะคืออะไร มุมหนึ่งอาจมองว่าเป็นการแก้แค้น แต่มองภาพใหญ่ๆคือแรงผลักดันจูงใจ ปกป้องมวลมนุษยชาติไม่ให้ต้องประสบความทุกข์ยากลำบากแบบตนเอง

ขณะที่ช่วงการย้อนอดีตของ Misato จะมีการปรับโทนสีส้มๆ มอบสัมผัสภยันตรายพร้อมเทวทูต Arael ที่มีพลังทำลายล้างมากสุด (แต่รายละเอียดไว้ตอนสู้กับ EVA แล้วจะพูดถึงอีกที) ซึ่งกลางๆเรื่องผู้บัญชาการ Gendo เดินทางมุ่งสู่ขั้วโลกใต้ ท้องฟ้าออโรร่า และผืนน้ำสีแดงฉาน (มันจะไปสะท้อนกับตอนจบ The End of Evangelion ที่ Shinji และ Asuka ตื่นขึ้นบนโลกที่มีพวกเขาเพียงสองคน)

Sahaquiel (Angel of the Sky) เป็นเทวทูตที่มาจากนอกโลก มีขนาดใหญ่โต ซึ่งการตอบโต้ EVA -ที่ยังไม่สามารถบินได้- ตั้งรับอยู่บนโลก

เรื่องราวตอนนี้เกี่ยวกับการคาดหวัง(จากเบื้องบน) หลังจากที่ Misato ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้พัน (Major) พอดิบพอดีกับผู้การ Gendo (และท่านรอง)ออกเดินทางไปขั้วโลกใต้ เธอจึงต้องแบกรับภาระหน้าที่ผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว โดยให้ EVA ทั้งสามใช้ A.T. Field แบกรับเทวทูตตนนี้โจมตีจากเบื้องบน ร่วมกันผลักดันและทำลายล้างได้สำเร็จ

ตอนที่ 13 เพื่อทำการทดสอบเชื่อมต่อกับ EVA โดยร่างกายเปลือยเปล่า ต้องอาบน้ำถึง 17 ครั้ง (เท่ากับปริมาณเทวทูตทั้งหมดที่ต้องต่อสู่) สังเกตว่าความเหนียงอายแตกต่างกันอย่างชัดเจน
– Rei แม้ร่างกายเปลือยเปล่า ก็ไม่ได้รู้สึกตะขิดตะขวงใดๆ
– Shinji ก้มหน้าละห้อย ยกมือปิดบังอย่างเนียงอาย
– Asuka สาวห้าว ยืนเท้าสะเอว ถ่างขา ไร้ความยางละอาย

Ireul (The Angel of Terror) มาในรูปแบบไวรัส/ปรสิต ขนาดเล็กกระจิดริด มากด้วยวิวัฒนาการก้าวกระโดด จนสามารถ Hack ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ MAGI ได้ถึงสามตัว แต่จุดจบเกิดจากการตอบโต้กลับของ Dr. Ritsuko Akagi เขียนโปรแกรมสำหรับฆ่าตัวตาย วินาทีสุดท้ายทำให้เทวทูตตนนี้สิ้นสูญพันธุ์โดยทันที

จะว่าไปเทวทูตตนนี้มีลักษณะเหมือนกาก เกลื้อน แพร่กระจายราวกับเชื้อโรคติดต่อ ค่อยๆแทรกซึมจากภายนอก เข้าไปยังส่วนลึกภายในใจ กัดกร่อนทำลายจิตวิญญาณ/ความหวังของมนุษยชาติ

Magi System ระบบซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ สร้างขึ้นโดย Dr. Naoko Akagi (แม่ของ Ritsuko) ประกอบด้วยสาม Bio-Computer ซึ่งสามารถปลูกฝังบุคคลิกของผู้สร้างลงไป
– Melchior ตัวแทนนักวิทยาศาสตร์ (ที่ Ritsuko ให้ความเคารพนับถือ เพราะได้สรรค์สร้างสิ่งกอบกู้มวลมนุษยชาติ)
– Balthasar ตัวแทนความเป็นแม่ (ที่ Ritsuko ไม่เข้าใจ เพราะตนเองไม่เคยเป็นแม่)
– Casper ตัวแทนเพศหญิง (ที่ Ritsuko เกลียดชัง เพราะแม่เป็นชู้รักของ Gendo Ikari)

ไดเรคชั่นของตอนนี้ เพราะไม่ได้มี EVA ออกโรงสู้รบกับใคร จึงต้องใช้การตัดต่อสร้างจังหวะลุ้นระทึก (อารมณ์คล้ายๆภาพยนตร์เรื่อง Dr. Stangelove) ตัดสลับไปมาระหว่างภาพบนจอ ปฏิกิริยาสีหน้าตัวละคร และคำพูด-คำสั่ง โต้ตอบไปมา เท่านั้นเอง!

การหลงเหลือ Casper คือปราการด่านสุดท้าย สะท้อนความทั้งรักทั้งเกลียดแม่ตนเองของ Ritsuko ซึ่งตอนหลังๆเธอได้ย้อนรอยความผิดพลาด ด้วยการตกหลุมรักพลีกายให้ Gendo Ikari แบบเดียวกันเปะๆ

สาเหตุที่ต้องให้เด็กๆอาบน้ำ เปลือยเปล่า ทดสอบกับหุ่น EVA ก็เพื่อสะท้อนเข้ากับฉากนี้ที่ Ritsuko ต้องเปลือยเปล่าร่างอันแท้จริงของ Magi เชื่อมต่อไปยังส่วนของสมอง (ซึ่งเป็น Bio-Computer) เขียนโปรแกรมสุดท้าย เพื่อทำลายวิวัฒนาการของเทวทูต

ว่าไปเรื่องราวของตอนนี้ สามารถสะท้อนได้ถึงการตัดสินใข/ผลลัพท์ตอนจบของอนิเมะ เมื่อมนุษย์วิวัฒนาการมาถึงจุดสูงสุด ท้ายที่สุดย่อมเกิดการ ‘ทำลายล้าง’ ทุกสิ่งอย่าง

ครึ่งแรกของตอน 14 แม้จะเป็น Recap และตบท้ายด้วยการที่ Gendo ปิดข่าวเทวทูต Ireul ต่อที่ประชุม SEELE แต่ถือว่าสะท้อนเรื่องราวกับครึ่งหลัง ที่เป็นการทดลองสลับขับ EVA ของ Rei และ Shinji
– Rei ใน EVA-01 ดูไม่มีปัญหาอะไร
– แต่ Shinji ใน EVA-00 กลับเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ‘Berserk’ เพราะไม่สามารถยินยอมรับความทรงจำของ Rei ที่แทรกเข้ามาหาตนเองได้

กล่าวคือในความครุ่นคิดของ Gendo ประมาณว่า SEELE ไม่มีทางเข้าแทรกแซงกิจการภายในของ NERV = Shinji ไม่สามารถควบคุม EVA-00

ตอนที่ 15 นำเสนอช่วงเวลา Slice-of-Life วันว่างๆที่เต็มไปด้วยความว้าวุ่นวายแห่งชีวิต เกิด-ตาย จีบ-แต่งงาน
– Misato, Ritsuko และ Kaji ไปร่วมงานแต่งงานเพื่อน
– ครบรอบวันตายแม่ ทำให้ Shinji มีโอกาสพบเจอพูดคุยกับพ่อ
– Asuka ถูกขอให้ไป Blind Date
– Rei ในแคปซูล แลดูเหมือนในช่องคลอด/ระหว่างตั้งครรภ์
– และท้ายสุด Kaji กับ Misato กำลังจะได้พบเห็นจุดเริ่มต้นของมนุษยชาติ

ตอนที่ 16 ถือเป็นจุดเปลี่ยนทิศทางของอนิเมะที่จะเริ่มผันเข้าด้านมืด จิตวิเคราะห์ตัวละคร ซึ่งจะค้างคาสิ่งที่ Kaji กับ Misato ได้พานพบเจอช่วงท้ายตอน 15 ไว้ก่อน แล้วนำเสนอเทวทูตเงา Leliel (The Angel of Night) ทำการกลืนกิน EVA-01 เข้าสู่ความมืดมิด/สิ้นหวัง เป็นเหตุให้ Shinji ตกอยู่ในสภาพท้อแท้ หมดอาลัยตายอยากในชีวิต

การออกแบบเทวทูตตนนี้ให้มีลักษณะทรงกลม สามารถแทนด้วยสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณ ซึ่งเห็นว่าบทร่างแรกของอนิเมะ ตั้งใจจะให้ Leliel สามารถพูดคุยสื่อสารกับ Shinji แต่ก็ปรับเปลี่ยนกลายมาเป็นแค่กระจก’เงา’สะท้อนตัวตนของเขาเพียงเท่านั้นก่อน (สนทนากันจริงๆไว้ค่อยตอนของ Kaoru)

อาจจะด้วยเหตุผลงบหมดเลยใช้การเลี่ยงให้ใบหน้า Asuka อาบเงามืดแทนการทำอนิเมชั่น แต่ต้องถือว่าช่วงขณะนี้สามารถถ่ายทอดบรรยากาศนัวร์ อันตึงเครียด หมองหม่น สะท้อนอารมณ์ทุกๆคนหลังจาก Shinji ถูกดูดกลืนเข้าไปใน Leliel ได้อย่างงดงามทีเดียว

ช็อตนี้ละครับที่กลายเป็นว่า Shinji สนทนากับตัวตนเอง (ไม่ใช่สนทนากับเทวทูต) จากเคยมีความมั่นใจสูงสุดในการต่อสู้ เมื่อทำเพียงหนึ่งสิ่งผิดพลาดพลั้ง ทุกอย่างมุ่งมั่นสร้างสรรค์มา พังทลายลงย่อยยับเยินในพริบตา

มันจะมีเสียง Sound Effect ของขบวนรถไฟ ซึ่งสะท้อนถึงทางแยก หนทางเลือกของ Shinji หลังจากนี้จะครุ่นคิดตัดสินใจเช่นไร ปล่อยตัวกายใจให้หมดสิ้นหวัง หรือ …

ชัยชนะต่อเทวทูตตนนี้ เป็นการสะท้อนสันชาติญาณมนุษย์ (และของ Shinji) เมื่อตกอยู๋ในสภาวะหมดสิ้นหวังแบบสุดๆ ขณะกำลังใกล้หมดลมหายใจ ดิ้นรนเฮือกครั้งสุดท้าย (ไม่ได้อยากตายจริงๆ) แสดงออกด้วยความคลุ้มคลั่งเสียสติกแตก ‘Berserk’ ว่าไปไม่ต่างจากตอนสู้กับเทวทูตตนแรก มิอาจควบคุมตนเองได้เหมือนกัน

ตอนที่ 17 The Fourth Child มีความยียวนกวนประสาทประการหนึ่งสำหรับคนที่เพิ่งรับชมเป็นครั้งแรก เพราะจนจบตอนก็ไม่พูดบอกออกมาตรงๆว่าใคร แต่กับคนดูรอบสองสาม จะพบเห็นหลายๆจุดสังเกตที่บ่งชี้ว่าคือ Toji Suzuhara
– เป็นคนรู้จักของทั้ง Misato และ Asuka
– Toji ถูกเรียกตัวไปตอนกลางวัน จากนั้นก็มีอารมณ์ลอยๆ
– ซีนสุดท้ายคือชูตบาสลงแป้น … สะท้อนว่าได้เป็นนักบิน EVA สมใจเป้าหมายสักที

แรงจูงใจของ Toji ในการขับหุ่น EVA คือต้องการแก้แค้นให้น้องสาว Coma ที่ตั้งแต่ตอนแรกๆเป็นผู้โชคร้ายจากการมาถึงของเทวทูต Sachiel เกิดความหงุดหงิดไม่พึงพอใจ Shinji เลยชกต่อยไปสองหมัด

ช่วงต้นของตอน 18 มีช็อตหนึ่งน่าสนใจมากๆ Shinji ซักถามถึงนักบินคนที่สี่กับ Misato ภาพมุมนี้มีการหมุนช้าๆ มอบสัมผัสความลังเลใจ ไม่ค่อยอยากตอบคำถามเท่าไหร่ … โชคดีได้ใครบางคนช่วยไว้

ความโชคร้ายของ Toji แค่เพียงทดสอบการเชื่อมต่อกับหุ่น แต่ได้ถูกแทรกซึมโดยเทวทูต Bardiel (Angel of Haze) ระหว่างขนส่งเคลื่อนผ่านก้อนเมฆพิศวง ทำให้ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ อยู่ในโหมด ‘Berserk’ ก้าวออกเดินทางเพื่อไปทำลายล้าง EVA-00 ถึง 02

แม้ยังไม่รับรู้ว่าใครคือผู้ขับ EVA-02 แต่จิตใต้สำนึกของ Shinji ไม่ต้องการต่อสู้ทำลายล้างศัตรูเป้าหมายตนนี้ เขาเลยถูกพ่อ Gendo ใช้โปรแกรมตัวปลอม ‘Dummy’ ทำให้ EVA-01 สามารถขยับเคลื่อนไหวตามคำสั่งการ ทั้งๆก็ไม่ใช่คนลงมือทำร้าย แต่พอรับรู้พบเห็นว่าคือ Toji เลยทำให้เด็กชายคลุ้มคลั่งเสียสติแตกโดยพลัน!

เกิดความตั้งมั่นอย่างแรงกล้า ชีวิตนี้จะไม่ขอขับขี่ EVA-01 อีกต่อไป ร่ำลาพ่อครั้งนี้อาบด้วยโทนสีแดงฉาน รอยร้าว รอยเลือด ทั้งๆเกือบจะสานสัมพันธ์กันได้แล้ว กลับขาดสะบั้นโดยสิ้นเชิง

การมาถึงของ Zeruel (Angel of Strength) ถือเป็นเทวทูตแข็งแกร่งที่สุด การโจมตีระยะไกลไม่สามารถทำอะไรได้ (เพราะมีเกราะหุ้มหัวใจไว้) จำต้องต่อสู้ประชิดตัว ซึ่งมีเพียง Shinji เท่านั้นถึงสามารถต่อกร
– Asuka ใช้ปืนยิง แต่ก็ถูกตัดแขนขาและศีรษะ พึ่งพาอะไรไม่ได้สักอย่าง
– Rei เพราะ EVA-00 แขนขาดจากการต่อสู้กับ Bardiel แถมยังถูกปฏิเสธต่อ EVA-01 ทำให้เธอตัดสินใจใช้ระเบิดวิ่งเข้าไปทำลาย แต่เพราะเกราะหุ้มหัวใจ สุดท้ายเลยทำอะไรไม่ได้เช่นกัน

สำหรับ Shinji ก็ใช่ว่าจะดีเด่กว่าคนอื่นสักเท่าไหร่ แต่ยังสามารถผลักไส Zeruel ให้ออกจาก Geofront หวนสู่พื้นแผ่นดินเบื้องบน แต่เวลาดันหมดเสียก่อน ซึ่งสะท้อนถึงการตัดสินใจของเขาก่อนหน้านี้ว่าจะไม่ขอขับขี่ EVA อีกต่อไป แต่สุดท้ายเมื่อหวนกลับมา ทำให้ร่างแท้จริงถูกปลุกตื่น ผสานเป็นหนึ่ง

อาจจะเพราะตอนพลบค่ำตอนกลางคืนพอดิบพอดี ทำให้การเลือกใช้โทนสีของช็อตนี้ ดำ-น้ำเงิน ช่างดูน่าหวาดสะพรึงกลัว หนาบเหน็บเย็นยะเยือก ชวนอ๊วกยิ่งนัก

แซว: ตอน 18-19 สังเกตว่าตัวละครหลักๆจะสูญเสีย/ได้รับบาดเจ็บที่แขน-ขา ด้วยกันทั้งนั้น ถือได้ว่าแทบไม่มีใครพึ่งพาได้ในสถานการณ์บีบเค้นคั้นขนาดนี้

400% ของการเชื่อมต่อกับ EVA ทำให้ Shinji สูญหายตัวไปจาก Cockpit กลายเป็นอากาศธาตุ นี่สะท้อนถึงความไม่อยากมีตัวตนของเขาที่แปรสภาพจากรูปธรรมเป็นนามธรรม ร่างกาย=EVA สิ่งหลงเหลืออยู่มีเพียงอนูจิตวิญญาณกระจัดกระจาย

คือมันก็น่าทึ่งทีเดียว ถ้าอนาคตสามารถมีเทคโนโลยีที่สามารถฟื้นคืนชีพมนุษย์จากอนูวิญญาณนี้ ให้กลับมามีเนื้อหนังมังสา แต่เหตุผลของการกลับมาของ Shinji ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวิทยาศาสตร์แต่ประการใด

อนิเมะพยายามร้อยเรียงช่วงเวลาที่ผ่านมาในความทรงจำของ Shinji พานพบเจอใครบ้าง ได้รับความสุขทุกข์ นี่รวมไปถึงสามสาวผู้เปลือยเปล่า สะท้อนถึงแรงผลักดันเพศชายในตัวของเขา ลึกๆย่อมมีความต้องการ แต่จิตใต้สำนึกพยายามเก็บกดดัน เสี้ยมสั่งสอนว่านั่นไม่ใช่สิ่งถูกต้องเหมาะสมควร

ผมขอเรียกซีนนี้ว่า ‘การเกิดใหม่ของ Shinji’ เพราะเหมือนว่าถูกขย้อนออกมาจากร่างกายของ EVA ซึ่งเหตุผลการหวนกลับมา คือตระหนัก/สัมผัสได้ถึงความรักของแม่ผู้ให้กำเนิด ความอบอุ่มจากอ้อมกอด เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม แม้เพียงในเสี้ยวความทรงจำ แต่กลับตราฝังลึกในใจไม่รู้ลืม

ก่อนที่ Shinji จะถูกขย้อนออกมา อนิเมะนำเสนอภาพของการแหวกว่าย ตะเกียกตะกาย ดิ้นรน ภาพของจิตวิญญาณ พัฒนากลายมาเป็นชีวิต

จริงๆมันไม่ใช่ว่า Misato สำส่อน มักมาก แต่มันเป็นบริบทสืบต่อเนื่องหลังจากการเกิดใหม่ของ Shinji กระตุ้นความต้องการมีชีวิต อารมณ์ทางเพศ สัญชาติญาณแม่ รวมทั้งค้นหาคำตอบปริศนา EVA ที่คาดหวังว่าอาจได้รับจาก Kaji

Sex Scene นำเสนอในรูปแบบคลาสสิก พบเห็นเพียงจับมือ พูดจาเล้าโลม ครางเสียเบาๆ และภาพนี้บุหรี่ สัญลักษณ์แห่ง Sex ความพึงพอใจส่วนตนเอง กระจก และแก้วน้ำ(หลั่ง)

ตอนที่ 21 จะคือการเล่าย้อนอดีต จุดเริ่มต้นของ NERV ซึ่งจะมีการตัดสลับกระโดดไปมาหลายช่วงเวลา ชวนให้ปวดเศียรเวียนเกล้า แต่ก็ไม่ถึงขั้นซับซ้อนยากเกินเข้าใจ เพราะศูนย์กลางคือ Kozo Fuyutsuki เริ่มเล่าตั้งแต่สมัยยังเป็นอาจารย์ พานพบเจอ Yui Ikari ตามด้วย Gendo หลังเหตุการณ์ Second Impact พยายามสืบค้นหาความจริงที่รัฐบาลปกปิดไว้ ทำให้หวนกลับมาพานพบเจอทั้งสอง และ Naoko Akagi (แม่ของ Ritsuko) ทำให้ค้นพบข้อเท็จจริง ตัดสินใจเข้าร่วมด้วย ตบท้ายอีกหน่อยด้วยความสัมพันธ์ระหว่าง Ritsuko และ Misato

ตัวละครที่ไม่ได้มีบทบาทเด่น สำคัญอะไรให้พบเห็น ก็จะถูกบดบัง หรือทำอะไรสักอย่างไม่ให้ปรากฎใบหน้า … ประหยัดค่าออกแบบตัวละครไปได้เยอะเลยละ

เมื่อตอนที่ Fuyutsuki เรียนรู้ที่มาที่ไปของโปรเจค EVA ภาพของ Gendo Ikari และ Naoko Akagi ยืนหันหน้าย้อนแสงสป็อตไลท์ข้างหลัง ราวกับว่านี่คือ ‘ความหวัง’ ของมวลมนุษยชาติ

ผมว่าเหตุผลหนึ่งที่ Fuyutsuki ยินยอมเข้าร่วม NERV เพราะภาพช็อตนี้ ขณะหันมาจับจ้องมอง Yui Ikari แม้จะแต่งงานมีลูกแล้ว แต่ก็ยังคงความสวยสาว น่าสนใจ … ตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบเลยกระมัง

การเสียชีวิตของ Yui Ikari ทำให้ Gendo ปรับเปลี่ยนแปลงไป นี่คือครั้งแรกที่ทำการสวมแว่น แต่ที่น่าสะพรึงกลัวคือเงาด้านหลัง และสัญลักษณ์เหมือนไม้กางเขน … แปรสภาพตนเอง พยายามทำทุกสิ่งอย่าง เพื่อให้กลายเป็นผู้มาไถ่ กอบกู้โลกใบนี้

ความตายของ Kaji ยังสถานที่ไหนก็ไม่รู้ พบเห็นใบพัดใหญ่ๆ (เรียกได้ว่า กรรมใดใครก่อ ก็ถึงคราได้รับผลตอบคืนสนอง) แสงอาทิตย์น่าจะกำลังตกดิน และเสียงปืนแห่งความตาย

ซึ่งบุคคลที่น่าจะเป็นผู้เข่นฆ่า Kaji สื่อกลายๆว่าเป็น Misato ก็ไม่รู้ได้รับคำสั่งมา หรือกระทำไปเพราะรู้สึกว่าตนเองถูกทรยศหักหลัง

วินาทีร่ำไห้ของ Misato ให้สังเกตมือของเธอไขว้กันเป็นรูปไม้กางเขน คงประมาณว่า ใครก็ได้โปรดจงมาช่วยไถ่บาปในการกระทำของฉันที … ซึ่งบุคคลที่แอบพบเห็นคือ Shinji (ขณะนี้สามารถเปรียบได้ว่า เขาคือพระเจ้าในร่าง EVA เรียบร้อยแล้วนะครับ) ตัดสินใจเดินกลับห้อง หมกอยู่ในผ้าห่ม ฉันยังเด็กเกินไป ไร้เดียงสาต่อความรู้สึกเช่นนี้!

ตอนที่ 22 เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาของ Asuka เริ่มต้นจากการย้อนอดีต แม่ครุ่นคิดว่าเธอเป็นเหมือนตุ๊กตา หลังเสียชีวิตจากไปอาศัยอยู่กับครอบครัวบุญธรรม นับจากนั้นต้องการพิสูจน์ตนเองให้ได้รับการยินยอมรับ อยากเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เรียกร้องให้ทุกคนมอง (ภายนอก) แต่กลับปกปิดตัวตนแท้จริง (ที่อยู่ภายใน)

ช็อตนี้อาจดูไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่แอบเจ๋งอยู่นะ, Misato สนทนากับแหล่งข่าววงใน รับทราบว่ากำลังมีการเร่งรีบสร้าง EVA พร้อมๆกันหลายตัว ซึ่งถ้าสังเกตงานก่อสร้าง/ซ่อมแซมพิระมิดด้านหลัง พบว่าหลงเหลือเพียงส่วนยอดใกล้เสร็จแล้ว นั่นคือระยะสุดท้ายของโปรเจค และอนิเมะเรื่องนี้แล้วละ!

ห้องน้ำ คือสถานที่ที่มนุษย์ใช้ชำระล้างความสกปรก ซึ่ง Asuka ได้ทำการระบายความคับอกข้องใจของตนเองออกมา โกรธเกลียดทุกคนรอบข้าง แต่ที่สุดนั้นคือตนเอง ฉันเกิดมาทำไม?

แช่ค้างภาพอยู่นานในลิฟท์ ก่อนที่ Rei จะพูดความจริงแทงใจดำ Asuka จนไม่สามารถควบคุมตนเองอยู่ … เหตุการณ์นี้จะสะท้อนขณะทั้งสองต่อสู้กับเทวทูตด้วยนะ

Arael (Angel of Bird) หนึ่งในเทวทูตทรงพลังที่สุด ความสามารถคือส่องลำแสงจากระยะไกลนอกโลก เข้าโจมตีจิตใจของสิ่งมีชีวิต ขุดคุ้ยเอาอดีตที่ต้องการหลงลืมเลือน ให้หวนกลับมาเยือนระลึกถึง ซึ่งเป้าหมายครานี้คือ Asuka จี้แทงใจดำ นำอดีตวนมาฉายซ้ำๆจนเกิดความคลุ้มคลั่งควบคุมตนเองไม่อยู่

การออกแบบเทวทูตตนนี้ให้มีลักษณะเหมือนนก อีแร้ง สัตว์ที่คอยฉีดกัดกินเศษซากของเหยื่อ สะท้อนได้กับสภาพจิตใจปรักหักพังของ Asuka ถูกฉุดระยำจนไม่หลงเหลือชิ้นดี

ลำแสงสวรรค์ มาพร้อมบทเพลง Hendel: Messiah ท่อน Hallelujah Chorus ราวกับพระเจ้าชำระล้างบาปมนุษย์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Asuka แทบเรียกว่าทำให้เธอสูญเสียความบริสุทธิ์(ทางใจ)ไปโดยสิ้นเชิง

เมื่ออาวุธปืนไรเฟิล ไม่สามารถต่อกรอะไรเทวทูตตนนี้ได้ หนทางออกสุดท้ายคือหอก Longinus เขี้ยวขว้างโดย Rei ทิ่มแทงกึ่งกลาง A.T. Field ก็ไม่สามารถกีดกั้นขวาง แล้วมันก็ล่องลอยคออยู่กลางอวกาศ ไม่สามารถหาหนทางกู้กอบกลับคืนมาได้

Armisael (Angel of the Womb) เทวทูตที่แรกเริ่มมีลักษณะวงกลม จากนั้นกลายเป็นแส้/เส้นตรง พยายามเข้าไปหา EVA แล้วผนวกรวมให้กลายเป็นหนึ่งเดียว

ผู้โชคร้ายคือ Rei ถูกเทวทูตตนนี้ชอนไชเข้ามา ไม่เพียงทางร่างกายแต่ยังจิตใจ ซึ่งช็อตนี้คือภาพสะท้อนภายใน หนึ่งลอยตัว (Rei ตัวจริง) หนึ่งจมน้ำ (เทวทูตผู้บุกรุก) ถ้าสามารถผนวกรวมกันสำเร็จ คงได้ยืนระดับภาคพื้นปกติ

ตอนที่ 23 จะมี Director’s Cut เพิ่มฉากที่ Armisael เข้าโจมตี EVA-01 ซึ่งปลายหางของเทวทูตได้กลายร่างเป็น Rei ซึ่งถูกครอบงำแล้วไปส่วนหนึ่ง เพื่อนำมาหยอกเย้า ชักชวนให้ Shinji เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งอีกเช่นกัน

จะมีขณะที่ Shinji ใช้มีดโจมตี เสียงร้องของเทวทูตกลับเป็นของ Rei นั่นสะท้อนว่าเธอได้ถูกบางส่วนกลืนกินเข้าไปแล้ว

สมชื่อเล่นของ Armisael ช็อตนี้ก่อนที่ Rei จะเสียสละตนเอง เจ้าก้อนเนื้อเทวทูตป่องอยู่ตรงท้อง ราวกับว่า EVA-00 กำลังตั้งครรภ์ และขณะระเบิดทำลายตนเองนั้น อยู่ดีๆ EVA แปรสภาพเป็นร่างเปลือยเปล่าสีขาว (ของ Rei) เพื่อสะท้อนถึงการเกิดใหม่

อนิเมะพยายามนำเสนอว่า Rei เหมือนจะแค่ได้รับบาดเจ็บไม่เป็นอะไร แต่เมื่อเธอพูดว่าฉันเป็นคนที่สาม ผู้ชมก็น่าจะคาดเดาได้ทันทีว่าคือโคลน (Rei ตนแรกถูกบีบคอตายไปเมื่อย้อนอดีตตอน 21)

สิ่งที่ Ritsuko รับคำสั่งจาก SEELE คือทำลายโคลนของ Rei ซึ่งสะท้อนความตายของ Rei-02 (และเจ้าแมวเหมียวโคลน ได้ยินจากคุยกับย่า) ในบริบทนี้เธอเปรียบเสมือนแม่เข่นฆ่าลูกในไส้ของตนเอง

แต่ที่เหี้ยมโหดร้ายกว่านั้น เสียงแห่งความตายของโคลนคือ หัวเราะ … มันช่างหลอกหลอนเสียจริง!

ปฏิกิริยาที่คล้ายคลึงกันมากๆของ Misato และ Ritsuko หลังพบเจอความสูญเสีย Rei-02 และโคลนของ Rei ครึ่งแรก-ครึ่งหลัง ซึ่งอนิเมะแทรกภาพด้านหลังของพวกเธอ หนึ่งยืนตระหง่านแบบสั่นๆ(ไม่ร้องไห้) สองทรุดนั่งลงร่ำไห้ แถมต่อจากนี้มีพูดจาเสียดแทงใจดำกันด้วยนะ

การมาถึงของเด็กคนที่ห้า Kaworu Nagisa มาในยามเย็นพระอาทิตย์กำลังเคลื่อนคล้อยใกล้ตกดิน (อนิเมะใกล้จะจบแล้วละ) ฮัมทำนองเพลง Beethoven: Symphony No.9 (Symphony สุดท้ายของ Beethove) นั่งอยู่บนเศษซากปรักหักพังของ Tokyo-3 ถือเป็นภาพที่งดงามตราตรึง กลายเป็นหนึ่งใน Iconic ของอนิเมะเลยก็ว่าได้

ท่านั่งของ Kaworu แขนข้างหนึ่งชันเข่าที่ยกสูง อีกข้างปล่อยไว้สบายๆเช่นเดียวกับขา นี่อาจจะสะท้อนถึงตัวตนแท้จริงที่เสมือนบุคคลสองโลก ภาพลักษณ์เหมือนมนุษย์แต่ตัวตนแท้จริงกลับคือเทวทูต

Kaworu ได้แทรกตัวเข้าไปสนิทสนมชิดเชื้อกับ Shinji อย่างรวดเร็ว เพราะจิตใจของเขาขณะนี้ไม่หลงเหลือใคร มีเพียงความเวิ้งว่างเปล่า โดดเดี่ยวอ้างว้างภายใน
– ในห้องอาบน้ำ ทั้งคู่ร่างกายเปลือยเปล่า เรียกว่าเปิดอกสนทนา ซึ่งจะมีวินาทีหนึ่งสองมือประสาน ‘First Contact’ นั่นเป็นสิ่งที่แม้แต่ Misato ก็ยังไม่สามารถทำได้
– ในห้องนอนยามค่ำคืน Shinji เล่นถึงสิ่งที่ต้องการ ออกมาจากภายในความครุ่นคิด/เพ้อใฝ่ฝันของตนเอง

การเลือกขับ EVA-02 เพราะขณะนั้น Asuka นอนโคม่าจนไม่สามารถเชื่อมต่อสายสัมพันธ์ใดๆ ซึ่งการต่อสู้กับ EVA-01 สะท้อนความไม่เต็มใจ ด้วยท่วงท่าโต้-ตอบ แทบจะโคลนมาเหมือนกันเปะ บาดแผลจากการถูกมีดทิ่มแทง ไม่เจ็บเท่าหัวใจถูกบดขยี้ทำลาย

ในบรรดาเทวทูตทั้งหมด Tabris (Angel of Free Will) ถือว่าได้รับการจดจำ มาจังหวะไม่มีใครคาดคิดถึง สร้างความเชื่อมั่นศรัทธา แล้วกลับกลายเป็นว่าถูกทรยศหักหลัง

ความตายของ Kaworu ด้วยการบีบกำมือ ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรกว่า Shinji จะทำใจได้ ซึ่งสะท้อนถึงหัวอกจิตใจของเขา ได้ถูกบดขยี้แหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี

ซีนจบของตอนที่ 24 สะท้อนถึงช่วงเวลามืดมิดสุดในจิตใจของ Shinji แม้จะสามารถทำลายเทวทูตตนสุดท้าย แต่ตัวเขากลับหมดสูญเสียหมดสิ้นทุกสิ่งอย่าง พรรคพวกเพื่อนพ้อง ความเชื่อมั่นคงในตนเอง อีกทั้งไม่มีอะไรอีกแล้วให้พิสูจน์คุณค่าการมีตัวตน อนาคตจึงสะท้อนกับยามค่ำคืนนี้ หลบเหลือเพียงประกายระยิบระยับบนผืนน้ำเท่านั้นเอง

สำหรับตอน 25-26 เชื่อว่าหลายคนคงไม่คิดจะดู กระโดดข้ามไปรับชมฉบับภาพยนตร์ Death & Rebirth (1997) และ The End of Evangelion (1997) เลยก็ยังได้ … แต่ผมอยากแนะนำสักครั้งหนึ่งให้ทดลองอดรนทนฝืน ค่อยๆกล้ำกลืนกับการค้นหาคุณค่าชีวิตของตัวละคร สะท้อนสภาพจิตวิทยา ประมวลผลสรุปเหตุการณ์พานผ่านมา ซึ่งจะมีเทคนิคเล่าเรื่องที่หลากหลาย ตระการตา เอาจริงๆคือดูไม่เบื่อเลยละ มีอะไรให้ครุ่นคิดติดตามมากมาย และไฮไลท์อยู่ครึ่งหลังตอน 26 จินตนาการโลกคู่ขนาน ถ้า Shinji ไม่ได้ขับ Evangelion ชีวิตของเขาจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร นั่นเป็นมุมมองที่ถ้าผู้ป่วยโรคซึมเศร้าครุ่นคิดได้ (ผมนึกเปรียบเทียบกับภาพยนตร์ It’s a Wonderful Life) จะทำให้ค้นพบโลกใหม่ อาการป่วยหายปลิดทิ้งแทบจะโดยทันที

เทคนิคที่พบเห็นบ่อยครั้งในสองตอนสุดท้ายนี้
– ครึ่งแรกตอน 25 คำถามจะมาในลักษณะข้อความ ตัดสลับกับภาพปฏิกิริยาตัวละคร, แต่ครึ่งหลังตอน 26 จะได้ยินเสียงพูดคำถาม ส่วนคำตอบมาปรากฎขึ้นข้อความ
– การถามคำถามซ้ำๆ 3-4-5 รอบ เพื่อมุ่งเน้นย้ำ สร้างแรงกดดันให้ตัวละคร จนครั้งสุดท้ายมักพูดบอกความจริงในใจออกมา
– มุมกล้องมักจะสลับสับเปลี่ยนทิศทางไปเรื่อยๆในระหว่างถามคำถาม บางทีก็จะแทรกตัวละครอื่นเข้ามาร่วม แต่ก็จะปรับเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อยๆเช่นกัน
– ครึ่งแรกตอน 26 เสียงพากย์ก็พร่ำไป ร้อยเรียงภาพสิ่งข้าวของจากทั้งในอนิเมะและโลกความจริง ซึ่งมักสื่อนัยยะตรงกันเนื้อความที่ได้ยิน
– ตัวตนของมนุษย์ เกิดจากการผสมผสานของทุกสิ่งอย่างรอบข้างกาย ประมวลผลกลายมาเป็นเรา นั่นคือที่มาของ Sequence นี้ ที่ภาพในโครงร่าง Shinji มีการสลับสับเปลี่ยนไปเรื่อยๆไม่หยุดหย่อน

จากภาพวาดสวยๆ ค่อยๆลดคุณภาพลงเรื่อยๆจนกลายเป็นเส้นร่าง อนิเมชั่นขีดๆเขียนๆ นี่ดูเหมือนว่าทำไม่ทัน งบหมด แต่ต้องชมว่าเป็นอาร์ทอย่างหนึ่งซึ่งมีนัยยะลุ่มลึกซึ้งมากๆ

Shinji ในโลกที่มีเพียงเขาตัวคนเดียว ไร้ซึ่งกฎกรอบเกณฑ์ใดๆ เปรียบเสมือนเส้นร่างๆที่ล่องลอยไป ไม่มีจุดหมายปลายทาง ช่างอ้างว้างโดดเดี่ยวเดียวดาย แต่มีข้อดีอย่างหนึ่งคือไม่ต้องว้าวุ่นวาย อดรนทนต่อการกระทำน่าเบื่อหน่ายของผู้อื่น

ในโลกคู่ขนานของ Evangelion เมื่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ พ่อไม่ได้ต้องเคร่งเครียดจริงจังกับงาน Asuka กลายเป็นเพื่อนสนิท Rei คือหญิงสาวเต็มเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา มันช่างเป็นช่วงเวลาสนุกสนาน เพลิดเพลิน Fan Service อยากให้ Hideaki Anno มาทำอนิเมชั่น Slice-of-Life เสียจริง!

แม้โลกความจริงจะเหี้ยมโหดร้าย แต่จินตนาการคู่ขนานอีกใบที่ ทำให้ Shinjo ตระหนักถึง ‘มุมมอง’ เป็นสิ่งสำคัญทำให้มนุษย์เข้าใจถึงคุณค่าความหมายชีวิต เหตุผลการธำรงอยู่ ซึ่งวินาทีครุ่นคิดได้นั้นเอง เปลือกนอกกระเทาะ/กระจกแตกออก โลกที่เต็มไปด้วยหมอก ปรักหักพัง จึงแปรสภาพสู่สีสัน รายล้อมด้วยผู้คนปรบมือชื่นชมความสำของตนเอง

เมื่อ Shinji สามารถก้าวข้ามผ่านปมด้อย อาการซึมเศร้า ความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวที่สะสมอึดอัดอั้นอยู่ภายใน ทำให้ได้รับการยินยอมรับจากทุกผู้คน(ที่เขารู้จัก) เสียงปรบมือ คำชื่นชมแสดงความยินดี และยืนอยู่ตำแหน่งเหนือโลก ท้องฟ้าคราม คือชัยชนะยิ่งใหญ่เหนือกว่าสิ่งอื่นใด

ขอข้าม Death & Rebirth (1997) ไปเลยนะครับ เพราะเป็นการ Recap ทั้ง 26 ตอน สรุปรวบย่อกลายมาเป็นภาพยนตร์ภาคต้น ก่อนนำเข้าสู่ The End of Evangelion (1997)

ผมจะไม่บอกว่าฉากนี้ Shinji ได้ทำอะไร แต่การกระทำของเขาสะท้อนความเห็นแก่ตัว พึงพอใจส่วนตน (สะท้อนเข้ากับหนังทั้งเรื่องเลยนะ) ซึ่งผลลัพท์กลับกลายเป็นว่า แม้วินาทีนั้นมีความสุขมากล้นฟ้า กลับทำให้จมปลักในความทุกข์ขื่นขมชั่วนิรันดร์

เทวทูตตนที่ 18 ไม่ใช่ปีศาจร้ายจากไหน แต่คือมนุษย์ด้วยกันเองนี่แหละที่ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของอาวุธทำลายล้าง ทรยศหักหลังกันเอง ซึ่งเริ่มต้นโจมตีด้วยความพยายามแฮคเข้าระบบคอมพิวเตอร์ MAGI ซึ่งสะท้อนถึงจิตวิญญาณของปฏิบัติการ NERV แต่ก็ถูกโต้ตอบกลับแบบเดียวกับตอน 13 เปะๆเลย (Lucky Number)

ขณะที่การโจมตีทางกายภาพเริ่มต้นช็อตนี้ ชายชุดดำ ‘เข้าข้างหลัง’ เจ้าหน้าที่นิรนามนายหนึ่ง นี่สื่อนัยยะตรงๆถึงการทรยศหักหลัง มนุษย์ด้วยกันเองแท้ๆกลับยังทำกันได้

สำหรับ Shinji หลบซ่อนตัวอยู่ใต้บันได สถานที่ที่มักเป็นสัญลักษณ์ของการหลงลืม ถูกทอดทิ้งขว้าง เฝ้ารอคอยความตายที่ไม่ยอมมาหาตนเองสักที … แต่เพราะมี Misato เธอปฏิเสธที่จะมองข้ามเขา ให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที ก่อนฉุดกระชากลาก จงไปทำหน้าที่ตนเองให้ถึงกาลสาสมควร

การฟื้นคืนชีพของ Asuka ขณะเธอจมอยู่ใต้ทะเลสาป หัวกลับหัวกลับหา นี่สะท้อนถึงการปลุกตื่นขึ้นของจิตใต้สำนึก แม้สิ้นหวังหมดอาลัยเพราะตนเองไม่สามารถเอาชนะ Shinji แต่เพราะโลกต้องการเธอ เลยพยายามพิสูจน์ตนเองอีกครั้งหนึ่ง

จุดสุดท้ายที่ Misato สามารถลากพาตัว Shinji มาถึง คือลิฟท์เพื่อขึ้นสู่ห้องโถงเก็บ Evangelion ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของการส่งไม้ต่อ ออกเดินทางด้วยตนเอง และรอยจุมพิตครั้งสุดท้าย เพื่อบอกว่านายโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ ถึงเวลาครุ่นคิดตัดสินใจอะไรๆด้วยตนเองเสียที!

จุดจบของ EVA-02 เมื่อพลังหมดเลยโดนรุมทึ้งจากฝูงอีแร้งกา ฉีกกระชากเนื้อหนังมังสา … นี่สะท้อนความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ เมื่อใดสบโอกาสย่อมหาหนทางที่จะกอบโกย ฉกแย่งชิง ทวงเอาคืนผลประโยชน์มาใส่ตน ไม่สนว่าผู้นั้นจะมีชีวิต จิตวิญญาณ ความเป็นคนสักเพียงใด

Shinji ที่พอพบเห็นสภาพดังกล่าว กรีดร้องด้วยความคลุ้มคลั่งเสียสติแตก สยายกางปีกเพื่อที่จะล่องลอยขึ้นเหนือผืนโลก มองลงมาด้วยความหมดสิ้นหวังอาลัยในทุกสิ่ง

ย้อนกลับมายัง Rei นี่เป็นขณะที่ Gendo หลังจากปลูกดวงตาของ Lilith ไว้ในอุ้งกำมือ พยายามล้วงเข้าไปค้นหาจิตวิญญาณที่อยู่ภายในตัว Rei คาดหวังจะได้พบเจอสิ่งที่เขาหวนไขว่หา … แต่กลับถูกผลักไสออกห่าง เพราะนายหาใช่บุคคลที่ฉันต้องการ

เหตุผลที่ Rei-03 ผลักไส Gendo ส่วนหนึ่งเพราะเธอไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆกับเขาเหมือน Rei-02 ตรงกันข้ามคือซึมซับความโกรธเกลียดชังพ่อจาก Shinji จึงเริ่มจากทำลายแว่นตา (ซึ่งเป็นของรักของหวงของ Rei) และซีนนี้ไม่นำพาเขาไปด้วยสู่โลกใบใหม่

ช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจของ Shinji แรกเริ่มตัวเขาจินตนาการตนเองวัยเด็ก นั่งเล่นก่อทรายพิระมิดอยู่คนเดียว ซึ่งพอคนอื่นๆกลับบ้านหมดหลงเหลือเขาคนเดียว ก็ทำลายมันทิ้งแล้วเริ่มก่อใหม่ … นัยยะของการทำลายแล้วก่อสร้างใหม่ คือสิ่งที่ Shinji ตัดสินใจกระทำต่อโลกเลยนะครับ

ลองสังเกตหลายๆช็อตของ Sequence นี้ จะมีการจัดวางภาพแลดูเหมือน ภูเขา=เต้านม กองทรายคืออวัยวะเพศหญิง ยังไงชอบกล?

ต่อมาคือการอยู่อาศัยร่วมกับ Asuka ความสัมพันธ์ทั้งคู่มีความแตกต่างตรงกันข้าม จนมิอาจสามารถทำความเข้าใจกันและกันได้อย่างถ่องแท้ กาน้ำชาสะท้อนความลุ่มร้อนภายในจิตใจ และสุดท้าย Shinji พยายามบีบคอเพื่อเข่นฆ่าทำลาย (ฉากนี้สะท้อนกับ Epilogue ของหนัง แต่ด้วยนัยยะตรงกันข้าม)

แทนที่จะให้การกลายเป็นของเหลวของมนุษย์ นองเลือดสีแดงฉาน ผู้กำกับ Anno เลือกนำเสนอออกมาเหมือนน้ำส้มคั้น คงเพื่อลดความรุนแรงไปได้มาก (สีส้มมันก็มีส่วนผสมของแดงนะครับ แต่ความรู้สึกผู้ชมจะแตกต่างมากพอสมควรเลย)

Eva-01ของ Shinji ได้กลายสภาพเป็นไม้กางเขน และทิ่มตาดวงที่สามบนหน้าผากของ Lilith สะท้อนถึงการตัดสินใจ วิสัยทัศน์ของ Shinji ที่มีต่อโลกในกาลขณะนั้น เลือกจะทำลายล้างทุกชีวิตไม่ให้หลงเหลือ

เมื่อโลกใน Evangelion ถึงจุดสิ้นสุดลง จินตนาการของ Shinji พบเห็นภาพจากโลกความเป็นจริง (ถ้ามองว่าอนิเมะคือจินตนาการของโลกความเป็นจริง กลับตารปัตรคือโลกความจริงคือจินตนาการของอนิเมะ) ผมมองว่าเป็นการปลุกให้ตื่นของผู้กำกับ Anno ขึ้นมาพบเจอโลกความจริงของบุคคลที่ยังลุ่มหลงใหล จมปลักอยู่ในความเพ้อใฝ่ฝัน จริงอยู่ที่โลกใบนี้นั้นอาจไม่สุขหรรษา เกิดอะไรขึ้นตามใจ แต่เรามิสามารถลวงหลอกตนเองอยู่ได้ตลอดไป ใช่ว่าควรต้องยินยอมรับความเป็นจริงนั้นหรอกหรือ?

โลกที่ไม่มีการแบ่งแย่ง ทุกคนสามารถรวมตัว กลืมกลืน กลายเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีสุขทุกข์ สามารถเข้าใจกันและกันทุกสิ่งอย่าง ไร้ความขัดแย้ง … นี่คือผลลัพท์โลกในจินตนาการของ Shinji พบเห็น Rei ซ้อนทับร่างกายกับเขา ไร้ขอบเขตใดๆขวางกั้น แต่นั่นหาใช่สิ่งที่เด็กชายปรารถนาต้องการไม่

นัยยะของ A.T. Field ได้รับการเฉลยออกในขณะนี้ว่า คือสิ่งที่คอยกั้นแบ่งระหว่างมนุษย์-สิ่งมีชีวิต-ธรรมชาติภายนอก สร้างอัตลักษณ์ความมีตัวตนของคน ไม่มีใครจักสามารถรับรู้เข้าใจ กลายเป็นหนึ่งกับตัวเราได้ชั่วนิรันดร์

One More Final: I need you. เริ่มต้นด้วยเปลือกนอกที่หลงเหลือเพียงครึ่งค่อนตัว สะท้อนถึงความเป็นมนุษย์ไม่ได้มีแค่บุรุษ อีกครึ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คืออิสตรี แม้เพียงคู่เดียว Adam & Eve ก็พอให้มนุษยชาติคงอยู่รอดตลอดไป

การตื่นขึ้นของ Shinji พบเห็น Rei ที่ลาลับจากไปแล้ว ยืนเป็นวิญญาณบนมหาสมุทรเลือดสีแดงฉาน ขณะที่ข้างกายคือ Asuka หญิงสาวผู้แตกต่างตรงกันข้ามกับเขาทุกประการ พยายามบีบคอเหมือนต้องการเข่นฆ่าเธอ แต่หญิงสาวแค่เอื้อมมือขึ้นไปสัมผัสใบหน้า ธารน้ำตาก็เริ่มหลั่งไหลริน แสงระยิบระยับราวกับพระอาทิตย์กำลังจะขึ้นสุดปลายขอบฟ้า

ตีความในเชิงสัญลักษณ์, Rei คือจิตวิญญาณ/ความทรงจำที่ Shinji ยังคงครุ่นคิดถึงโหยหา (เธอคือคนทำให้เขาเปลี่ยนใจ ไม่ทำลายล้างทุกสิ่งอย่าง) พยายามบีบเค้นคอฆ่า Asuka คงเพราะคิดว่าเธอไม่เป็นที่ต้องการในโลกใบนี้ ซึ่งการที่หญิงสาวเอื้อมมือขึ้นมาสัมผัสใบหน้าเบาๆ บอกความนัยว่าไม่เป็นไร ทุกสิ่งอย่างจบสิ้นลงแล้ว ธารน้ำตาแห่งความสิ้นสุด ปลื้มปีติยินดี หรือจะมองว่าเป็นการระบายความอึดอัดคับข้องแค้น ภายในทั้งหมดออกมาก็ได้

ผมมองว่าเป็นการกระทำโดยสันชาตญาณของ Shinji ยังครุ่นคิดติดอยู่ว่า การทำลายล้างทุกสิ่งอย่างคือหนทางออก แต่จิตใต้สำนึกของเขาไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้ ได้ตกลงปลงตัดสินใจไปเรียบร้อยแล้วว่า ฉันอยากมีชีวิตอยู่ต่อ ธารน้ำตาของเขาที่หลั่งไหลรินออกมา น่าจะเป็นความดีใจที่ทุกสิ่งอย่างได้สิ้นสุดลงแล้ว หลงเหลือเพียงแค่สองเรา คงไม่ว้าวุ่นวายเท่ามนุษย์นับล้าน แค่มองตาก็มิอาจเข้าใจ

เพลงประกอบโดย Shirō Sagisu นักแต่งเพลงประกอบอนิเมะชื่อดัง ขาประจำของผู้กำกับ Anno ผลงานเด่นๆ อาทิ Nadia: The Secret of Blue Water (1990–1991), Neon Genesis Evangelion (1995–1996), Bleach (2004–2012), Magi: The Labyrinth of Magic (2012–2013), Attack on Titan (2015), ล่าสุดก็ Shin Godzilla (2016)

รสสัมผัสของงานเพลง รุกเร้าอารมณ์ด้วยท่วงทำนองที่หลากหลาย สร้างบรรยากาศให้กับเรื่องราว/ฉากนั้นๆ มีทั้งสนุกสนาน ครึกครื้นเครง อลเวง แต่โดดเด่นเป็นพิเศษคือความหวาดหวั่นสั่นสะพรึงกลัว บางสิ่งอย่างค่อยๆคืบคลาน ย่างกรายเข้ามา อสูรกาย สัตว์ประหลาดร้าย หลอกหลอนขนหัวลุกยังไงชอบกล (แนวสัตว์ประหลาดบุก น่าจะเป็นงานถนัดของ Sagisu เลยก็ว่าได้)

จะว่าไปหลายๆบทเพลงได้ทำการคัดลอกเลียน นำมาปรับเปลี่ยน เรียบเรียงใหม่ให้มีความเข้ากันกับอนิเมะ ยกตัวอย่าง Angel Attack ให้รู้สึกเหมือนบทเพลงจาก James Bond ยังไงชอบกล

ทุกตัวละครจะมี Character Song ที่ตราตรึงมากๆคือ Shinji’s Theme เสียงเปียโนท่วงทำนองคล้ายๆ The Godfather (1972) เต็มไปด้วยความเวิ้งว้างว่างเปล่า โหยหาต้องการบางสิ่ง แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงให้ได้มา … สุดท้ายตัวละครนี้กลายเป็นพ่อทุกสถาบันเสียด้วยนะ!

Opening Theme บทเพลง Zankoku na Tenshi no Têze (แปลว่า A Cruel Angel’s Thesis) แต่งโดย Hidetoshi Satô, คำร้องโดย Neko Oikawa, ขับร้องโดย Yôko Takahashi

เกร็ด: บทเพลงนี้ติดอันดับ 55 ชาร์ท ‘100 Unforgettable Anime Theme Songs’ จัดโดย TV Asahi

Ending Theme บทเพลง Fly Me to the Moon (1954) ต้นฉบับภาษาอังกฤษแต่งโดย Bart Howard โด่งดังสุดน่าจะขับร้องโดย Frank Sinatra, เรียบเรียงใหม่โดย Toshiyuki Ômori, ซึ่งในอนิเมะจะมีการเวียนท่วงทำนอง(ออเครสต้า/เครื่องสาย/เปียโน/คอรัส) และนักร้องไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ก็นักพากย์ที่มาให้เสียงนะแหละ อาทิ Claire, Yôko Takahashi, Yuko Miyamura, Megumi Hayashibara, Kotono Mitsuishi ว่ากันว่ามีทั้งหมด 56 เวอร์ชั่น! (แต่ละตอนจะไม่ซ้ำกันเลยนะ!)

ฉบับที่นำมาให้ฟังนี้อยู่ตอน 11 ประสานเสียงโดยสามนักพากย์ Asuka, Rei, Misato (Yuko Miyamura, Megumi Hayashibara, Kotono Mitsuishi)

นอกจากนี้ยังมีการเลือกใช้บทเพลงคลาสสิก เพื่อเติมเต็มความลุ่มลึกของเรื่องราว อาทิ
– Bethoven: Symphony No. 9
– Verdi: Requiem
– Hendel: Messiah
– J.S. Bach: Suite No.1 for Cello Solo
– J.S. Bach: Partita No. 3 for Violin Solo
– J.S. Bach: Orchestral Suite No.3
– J.S. Bach: Jesu, Joy of Man’s Desiring

ฉากที่ถือว่ามีการใช้บทเพลงคลาสสิกได้ไพเราะงดงามสุด Orchestral Suite No.3 in D Major, BWV. 1068 ท่อน Air ขณะที่ Asuka ตื่นขึ้นมาต่อสู้กับ 9 เทวทูตด้วยเวลาจำกัด ทั้งรู้ว่าคงไม่สามารถเอาชนะ แต่ด้วยศักดิ์ศรี ความเย่อหยิ่งทะนงตน ไม่ลองไม่รู้อาจทำสำเร็จก็เป็นได้ … สุดท้ายความครุ่นคิดดังกล่าวก็แค่สายลมพัด นับถอยหลังสู่ความตายอย่างเชื่องช้า

บุคคลที่ตกอยู่ในสภาวะหดหู่ ซึมเศร้าหมอง มักเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย กล่าวคือเห็นอะไรไม่ดีงาม ก็เหมารวมไปหมดว่านั่นคือทุกสิ่งอย่าง หลงลืมช่วงเวลาแห่งความสุขเล็กๆ ที่ย่อมต้องมีอยู่บ้าง ได้รับการเบียดบดบังจนไร้พื้นที่ความทรงจำ

ผมว่านั่นคือสาสน์สาระที่ผู้กำกับ Hideaki Anno ต้องการนำเสนอในอนิเมชั่นเรื่องนี้เลยนะ เพราะตัวละคร Shinji Ikari ถือว่าเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายสุดๆ คือถ้าช่วงท้ายไม่ได้รับการตักเตือนสติ หวนระลึกนึกถึงช่วงเวลา/ความทรงจำดีๆเคยมีมา ย่อมต้องการทำลายล้างทุกสิ่งอย่างย่อยยับเยินแม้แต่ตัวตนเอง

โลกไม่ได้สิ้นหวังขนาดนั้น! เพราะในความทุกข์ล้วนมีสุข … vice versa … มีสุขย่อมมีทุกข์ ชีวิตดำเนินไปอย่างคู่ขนาน เติมเต็มกันและกัน ขึ้นอยู่กับ ‘มุมมอง’ ของเราเองครุ่นคิดเห็นเช่นไร มองโลกแง่ดีทุกอย่างย่อมประเสริฐศรี ทัศนคติร้ายๆคงไม่มีอะไรสวยงดงาม

ซึ่งอนิเมะนำเสนอ ‘มุมมอง’ ผ่านเรื่องราวของตัวละครทั้งหลาย อดีตเคยประสบพบเจอเหตุร้ายๆคล้ายคลึง แต่ละคนกลับมีปฏิกิริยาโต้ตอบสนองที่แตกต่าง
– Shinji Ikari สูญเสียแม่ตั้งแต่เด็ก ถูกทอดทิ้งขว้าง กลายเป็นคนหนีโลก เก็บกดปัญหา
– Asuka Langley Soryu พบเห็นแม่ผู้คอตายกับตา แม้จิตใจเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว แต่แสดงออกอย่างร่าเริงสดใส แสร้งยิ้มไว้เพื่อกลบเกลื่อนทุกสิ่งอย่าง
– Rei Ayanami สูญเสียร่างโคลนแรกไปตั้งแต่เด็ก จึงมองตนเองเพียงหุ่นเชิดไร้วิญญาณ ชีวิตไม่มีความสลักสำคัญใดๆ แค่ได้ทำตามหน้าที่คำสั่งก็เหลือเฟือเพียงพอ
– Misato Katsuragi สูญเสียครอบครัวไปตั้งแต่เด็ก แต่ก็ได้พิสูจน์ตนเองจนเป็นที่ยินยอมรับ และเลือกใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ สุดเหวี่ยง ตายวันนี้จะได้ไม่รู้สึกสูญเสียดาย
– Gendo Ikari สูญเสียภรรยา จิตใจเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นกลัว เลยวางตัวแข็งกระด้าง เยือกเย็นชา พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมายต้องการ

จะว่าไปตัวละครส่วนใหญ่ในอนิเมะ ไม่มีใครสามารถเติมเต็มความต้องการของตนเองได้สำเร็จเลยนะ
– Asuka ไม่เคยได้ที่หนึ่ง เพียงอันดับสองรองจาก Shinji
– Rei เสียสละตนเองเพื่อผู้อื่นแบบไม่ได้อะไรคืนตอบแทน
– Misato เรื่อยๆมาเรียงๆ ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรกับใครอยู่แล้ว
– Gendo ไม่ได้ภรรยาหวนคืนกลับมา

ความคาดหวังแล้วผิดหวัง คือสาเหตุหนึ่งของอาการซึมเศร้า เพราะตัวเราไม่สามารถตอบสนองความต้องการของจิตใจ พยายามเท่าไหร่ก็ล้มเหลว ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรง เมื่อมิอาจควบคุมตนเองได้ กำลังใจในการใช้ชีวิตก็จักสูญสิ้นไป

ผู้กำกับ Hideaki Anno เคยตกอยู่ในอาการซึมเศร้าก็เพราะความเครียด กดดัน คาดหวังบางสิ่งอย่างสูงเกินไป เมื่อผิดพลาดพลั้งเลยสูญกำลังใจ กลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย เห็นสิ่งดีงามก็แค่ภาพลวงหลอกตา

ความเข้าใจในการมีตัวตนของจิตวิญญาณ น่าจะทำให้ Anno รับรู้ว่าสัจธรรมชีวิตล้วนมีสองขั้วด้าน สุข-ทุกข์ ดี-ชั่ว หยิน-หยาง ถือบางสิ่งอย่างหนักเกิน-เรียนรู้จักปลดปล่อยวางก็จักเบาสบายตัว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับทัศนคติ ‘มุมมอง’ สังเกตเห็นอีกตัวตนสะท้อนกระจกเงา ก็สามารถเติมเต็มอีกด้านที่ขาดหาย

ต่อให้โลกถึงกาลล่มสลาย สุดท้ายถ้าเราสามารถมองเห็นด้านดีงามในชีวิต ซึ่งผู้กำกับ Anno เลือกนำเสนอแนวคิด ‘ความรักชนะทุกสิ่ง’ แม้หลงเหลือเพียง Adam+Eve มนุษยชาติก็สามารถธำรงอยู่ได้


เสียงตอบรับของ Evangelion แม้จะดีล้นหลามแทบทุกตอน (ยกเว้นสองตอนสุดท้าย) แต่ถึงอย่างนั้นเรตติ้งตอนออกฉายครั้งแรกกลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ กลายเป็นกระแส Cult ตามมามากกว่าที่ฮิตถล่มทลาย ไม่ใช่แค่ในญี่ปุ่นแต่ทั่วโลกให้การยกย่องสรรเสริญ จนกลายเป็น Landmark แห่งวงการอนิเมชั่น

อิทธิพลของ Evangelion ที่พบเห็นได้ในทศวรรษถัดๆมาก
– ปลุกกระแสอนิเมชั่นในญี่ปุ่นให้กลับมาพลิกฟื้น มุ่งสู่ยุคสมัยแห่งความคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ นำเอาความเป็น ‘ศิลปิน’ ใส่ลงไปในผลงาน (ก่อนหน้านี้จะมีแต่ภาพยนตร์อนิเมชั่นของ Miyazaki เท่านั้น นี่ถือเป็นครั้งแรกๆสำหรับอนิเมะซีรีย์)
– อนิเมชั่นแนว Mecha จะเริ่มมีความหลากหลาย นำเสนอมุมมองใหม่ๆ ไม่ใช่แค่กองทัพทหารสู้กันแบบ Gundam, Macross ซึ่งสองซีรีย์นี้ก็ยังต้องปรับเปลี่ยนบางสิ่งอย่างตามค่านิยมยุคสมัยด้วย
– จริงๆทุกตัวละครในอนิเมะ ล้วนกลายเป็นตำนานหน้าใหม่แห่งวงการ แต่ที่โดดเด่นสุดเห็นจะเป็น Rei Ayanami กลายเป็นแม่แบบ ‘Stereotype’ ให้หญิงสาวตัวเล็กๆ หน้าตาจิ้มลิ้ม เงียบขรึม ไม่ค่อยชอบพูดคุยกับใคร แต่อย่าให้เกรี้ยวกราดโกรธนะ จะจองล้างจองผลาญ จองเวรจองกรรมไม่รู้ลืม
– และจุดกระแสวัฒนธรรม Otaku สู่ระดับโลก ทั้งการแต่งคอสเพลย์ ของที่ระลึก ฟิกเกอร์ แค่เพียงยอดขายเครื่องปาจิงโกะ ยังทำเงินกว่า ¥700 พันล้านเยน!

ครั้งแรกที่ผมรับชม Evangelion สารภาพว่าดูไม่รู้เรื่อง! แต่ก็ค่อยๆเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เรียนรู้จักอนิเมะแนวต่างๆมากมาย แค่ประมาณปีกว่าๆเองกระมังหวนกลับมารับชม คลุ้มคลั่งกับความบ้าระห่ำ เจ๋งเป้งเกินคาด ลึกล้ำเหนือความเข้าใจ … ย้อนดูรอบนี้สังเกตเห็นสิ่งที่เป็นความยิ่งใหญ่ ทั้งหมดต้องยกความดีความชอบให้ Hideaki Anno ระดับอัจฉริยะเลยละ!

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่วงการอนิเมชั่น อย่างเพิ่งเร่งรีบร้อนหา Neon Genesis Evangelion มารับชมนะครับ เก็บเกี่ยวประสบการณ์อนิเมะแนว Mecha เรื่องอื่นๆไปก่อน อาทิ Gundam, Macross, RahXephon, Gurren Lagann, Code Geass ฯ ให้เพียงพอเข้าใจในวิถีคิด สไตล์ และเมื่อดูไม่เข้าใจก็อย่างเพิ่งรีบร้อนเหมาไปว่าห่วย ค่อยๆให้เวลา อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติม สักวันย่อมตรัสรู้เห็นแจ้งสัจธรรม

จัดเรต 18+ กับบรรยากาศอันตึงเครียด สะท้อนจิตวิทยาตัวละครอย่างเข้มข้น เก็บกด เสียสติแตก

คำโปรย | Neon Genesis Evangelion คือการล้มกระดานของ Hideaki Anno แล้วสร้างจักรวาลแห่งใหม่ให้กับวงการอนิเมชั่นสากล
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | รักมาก

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of