Night of the Demon (1957)

Night of the Demon

Night of the Demon (1957) British : Jacques Tourneur 

กับคนไม่เชื่อเรื่องผีปีศาจเหนือธรรมชาติ แต่เมื่อได้รับคำพยากรณ์ว่าจะต้องเสียชีวิตในอีก 3 วัน จะยังดื้อรั้นไม่ฟังใคร หรือหาทางกันไว้ดีก่อนแก้

ถ้าเป็นคนไทยมีใครทัก การันตีกว่า 90% เลือกกันไว้ดีก่อนแก้ ก็ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก เดินออกจากบ้านตุ๊กแกร้อง นกขี้ใส่หัว หรือตาขวากระพริบ ต่างรีบเผ่นเข้าวัดทำบุญสะเดาะเคราห์กันแล้ว แต่สำหรับชาวตะวันตกกับเรื่องลึกลับ ผีๆสางๆ เหนือธรรมชาติ เริ่มต้นมาจะปฏิเสธไว้ก่อน หัวรั้นจนบางครั้งแทบจะวินาทีสุดท้ายถึงยอมเชื่อ เมื่อนั้นก็ทุกสิ่งอย่างมักสายเกินแก้ แต่ถ้าเหตุการณ์นั้นดันไม่เป็นจริง ก็จะทับถุยถม ประชดชันจนวันตายเลยละ

มันเป็นเรื่องประหลาดในมุมมองของผมนะ
– ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้เอาแต่เชื่อ ท้าพิสูจน์ปฏิบัติตามเพื่อค้นพบความจริง แต่คนไทยกลับเป็นพวกหลับหูหลับตาเชื่อมันทุกสิ่งอย่าง
– ขณะที่ศาสนาคริสต์ชาติตะวันตก สอนให้ผู้คนมีความเชื่อศรัทธาในพระเจ้า แต่พอมีเรื่องราวเหนือธรรมชาติเกิดขึ้นกลับอ้างวิทยาศาสตร์ ไม่เชื่อเด็ดขาด

ทศวรรษ 50s ถือเป็นช่วงถดถอยของจักรวาลสัตว์ประหลาด Universal Monster ใน Hollywood ทั้ง Dracula, Frankenstein, Wolf-Man, The Mummy, The Invincible Man ต่างเริ่มไม่ค่อยได้รับความนิยม เป็นไปตามวัฏจักรที่เคยรุ่งโรจน์ เมื่อถึงเวลาย่อมต้องตกต่ำลง แต่สำหรับประเทศส่วนอื่นๆของโลก ราวกับทศวรรษยุคทองของหนังแนว Horror ได้รับการส่งต่อ กำลังจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

น่าจะเพราะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการถ่ายภาพที่พัฒนาขึ้นด้วย จากสัตว์ประหลาดที่ต้องใช้การแต่งหน้า Special Make-Up Effect เท่านั้น เกิดแนวทางใหม่ที่เรียกว่า Demonic Film ทดลองใช้ Visual Effect เพื่อสร้างภาพอันแปลกประหลาด ชวนให้พิศวงสงสัย หลอกหลอนขนหัวลุกชัน ซึ่งประเทศที่ถือว่าเป็นผู้นำ Horror New Wave คือประเทศอังกฤษ

จุดเริ่มต้นนับที่ The Curse of Frankenstein (1957) สร้างโดย Hammer Film Production ทำให้มีชื่อเรียกใหม่ว่า ‘Hammer Horror’ นำแสดงโดย Christopher Lee รับบทสัตว์ประหลาด, ซึ่งไฮไลท์ของจักรวาลนี้คือ Dracula (1958) ถ่ายทำด้วยภาพสี และนำแสดงโดย Christopher Lee ตีความใหม่ในบทบาท Count Dracula

Night of Demon คือภาพยนตร์เรื่องหนึ่งในทศวรรษของ Horror New Wave ถือเป็นหนัง Horror เรื่องแรกๆที่มีการแทรกใส่ภาพของผีปีศาจเข้ามา (มีส่วนผสมของทั้งมนุษย์แต่งกายเป็นปีศาจ และ Visual Effect หมอกควันพวงพุ่ง) แต่ก็ไม่ได้เยอะอะไรมากแค่ต้นเรื่องกับท้ายเรื่อง เพื่อเพิ่มความขนลุกขอนพองให้กับผู้ชม

ผมรู้จักหนังเรื่องนี้จาก Scariest Horror Movies Of All Time ของผู้กำกับ Martin Scorsese ตั้งใจจะรับชมมาพักใหญ่แล้วแต่ยังหาโอกาสไม่ได้ เพราะช่วงนี้ ‘fall in love with monster’ ก็เลยนำมาแนะนำกันสักหน่อย

Jacques Tourneur (1904 – 1977) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris เป็นลูกของผู้กำกับ Maurice Tourneur ตอนอายุ 10 ขวบติดตามพ่อสู่ประเทศอเมริกา เป็นนักแสดงตั้งแต่เด็ก แต่พวกเขาก็เดินทางกลับฝรั่งเศสเพราะพ่อได้โอกาสสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Mysterious Island (1925), โตขึ้นเริ่มจากเป็นนักตัดต่อ ผู้ช่วยผู้กำกับ สร้างหนังสั้น Tout ca ne vaut pas l’amour (1931) เข้าตาสตูดิโอ MGM ดึงตัวกลับมา Hollywood เริ่มจากเป็นผู้ช่วยกองสอง A Tale of Two Cities (1935), กำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก They All Come Out (1939), หลังออกจาก MGM เซ็นสัญญากับ RKO สร้างหนังเกรด B สองเรื่องที่กลายเป็นตำนาน Cat People (1942), I Walked with a Zombie (1943), และ Masterpiece เรื่อง Out of the Past (1947)

Tourneur ได้รับการติดต่อจากโปรดิวเซอร์ Hal E. Chester ให้กำกับภาพยนตร์จากบทของนักเขียนชื่อดัง Charles Bennett ขาประจำคนหนึ่งของ Hitchcock ในช่วงทศวรรษแรกๆที่ยังสร้างหนังในประเทศอังกฤษ อาทิ Blackmail (1929) [เจ้าของบทละครเวที], The Man Who Knew Too Much (1934), The 39 Steps (1935), Sabotage (1936) ฯ

Bennett ดัดแปลงบทภาพยนตร์จากเรื่องสั้น Casting the Runes เขียนโดย M.R. James สัญชาติอังกฤษ รวบรวมอยู่ในหนังสือ More Ghost Stories (1911), ในตอนแรกตั้งชื่อว่า The Haunted ก่อนเปลี่ยนเป็น Night of the Demon และ Curse of the Demon เฉพาะฉบับฉายอเมริกา

เกร็ด: Bennett เคยให้สัมภาษณ์บอกว่าคิดผิดที่รีบขายลิขสิทธิ์ดัดแปลงบทเรื่องนี้ให้กับ Chester เพราะหลังจากทริปเดินทางไป Hollywood ได้รับการชักชวนจากโปรดิวเซอร์ของสตูดิโอ RKO ที่อาจได้ราคาสูงกว่าและให้กำกับหนังเองด้วย

เรื่องราว Dr. John Holden (รับบทโดย Dana Andrews) เดินทางสู่ London สืบสวนเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ เพื่อเปิดโปง Devil Cult ของ Julian Karswell (รับบทโดย Niall MacGinnis) พยายามใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์เข้าตัดสินยืนกรานว่าลัทธิปีศาจนี้ไม่มีจริง แต่เมื่อถูกพยากรณ์ว่าภายในอีก 3 วันจะต้องเสียชีวิต และลางบอกเหตุทุกสิ่งอย่างชี้ชักนำไปทางนั้น สุดท้ายแล้ว Holden จะปักใจเชื่อในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตนเองหรือไม่

Carver Dana Andrews (1909 – 1992) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Collins, Mississippi, มีพี่น้อง 13 คน โตขึ้นเข้าเรียน Sam Houston State University จบบริหารธุรกิจ แต่เลือกเดินทางสู่ Los Angeles เพื่อเป็นนักร้อง ดิ้นรนจนไปเข้าตาได้เซ็นสัญญากับ Samuel Goldwyn ภาพยนตร์เรื่องแรก Lucky Cisco Kid (1940), รับบทนำครั้งแรก Berlin Correspondent (1942), โด่งดังกับ The Ox-Bow Incident (1943), Laura (1944), The Best Years Of Our Lives (1946) ฯ

รับบท Dr. John Holden นัก Parapsychologist ผู้ไร้ซึ่งความเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติ สามารถอธิบายทุกสิ่งอย่างด้วยหลักทางวิทยาศาสตร์/จิตวิเคราะห์ แต่เขากำลังได้รับบทเรียนสำคัญ เพราะมีอีกหลายสิ่งในโลกที่มนุษย์ยังไม่สามารถอธิบายได้

Andrews แสดงบทบาทนี้ เต็มที่ด้วยความหยิ่งผยองโอหัง ใครพูดอะไรดื้อรั้นไม่ยอมฟัง แถมแสดงความหงุดหงิดเกรี้ยวกราด ไม่พึงพอใจ แต่เมื่อครั้นความรู้วิทยาศาสตร์อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ เกิดความหวาดกลัวตัวสั่น ร้อนดิ้นรน แต่ยังมีสติมากพอส่งคืนของที่ได้รับมาอย่างเฉลียวฉลาดไม่เบา

Peggy Cummins (1925 – 2017) นักแสดงหญิงสัญชาติ Welsh เกิดที่ Prestatyn, Denbighshire, ในครอบครัวเชื้อสาย Irish เพราะแม่เป็นนักแสดง ตัวเธอเลยมีความสนใจด้านนี้ตั้งแต่เด็ก เข้าเรียนบัลเล่ต์ แสดงในโรงละคร ภาพยนตร์เรื่องแรก Dr. O’Dowd (1940), หลายผลงานเด่นๆทำให้ไปเข้าตา Darryl F. Zanuck จับเซ็นสัญญากับสตูดิโอ Fox แต่ไม่พบเจอความสำเร็จ กลับมา London มีเชื่อเสียงกับ Gun Crazy (1950), Night of the Demon (1957) ฯ

รับบท Joanna Harrington หลานสาวของ Professor Harrington (รับบทโดย Maurice Denham) ผู้เคราะห์ร้ายตอนต้นเรื่องจากความพยายามเปิดโปง Devil Cult, หลังได้พบว่าลุงของตนเสียชีวิต Joanna จึงต้องการช่วยเหลือ Dr. John Holden เพื่อเปิดโปงเบื้องหลังความจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น แม้จะมีความโรแมนติกเกิดขึ้นกับพวกเขาเล็กๆ แต่หลายครั้งเธอก็ทนความดื้อรั้นของเขาไม่ไหว พยายามปฏิเสธความช่วยเหลือทุกสิ่งอย่าง

คู่พระ-นาง ของหนังออกไปทางพ่อแง่แม่งอน ต่างคนมี Ego ของตนเองสูงจัด ซึ่งฝั่งของ Cummins ถ่ายทอดการแสดงออกด้วยความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่า Devil Cult นี้มีจริง แม้จะมีเรื่องทะเลาะขัดแย้ง คับข้องใจกับพระเอกเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่เธอก็พยายามอย่างสุดฝีมือเพื่อโน้มน้าวให้เขาเกิดความเชื่อในสิ่งที่ไม่ควรลบหลู่

Niall MacGinnis (1913 – 1977) นักแสดงสัญชาติ Irish เกิดที่ Dublin เดิมเป็นแพทย์ศัลยกรรม สมัครเป็นทหารเรือในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีโอกาสแสดงภาพยนตร์เรื่อง 49th Parallel (1941) ตามด้วย Henry V (1944) เลยตัดสินใจหันเหมาสายการแสดง แต่เพราะหน้าตาไม่ได้หล่อเหลา ส่วนใหญ่เป็นตัวประกอบ/ตัวร้าย อาทิ Night of the Demon (1957), Jason and the Argonauts (1963), The Kremlin Letter (1969) ฯ

รับบท Dr. Julian Karswell ผู้นำกลุ่ม Devil Cult ก็ไม่รู้จับพลัดจับพลูเข้าสู่ลัทธินี้ได้อย่างไร น่าจะเพราะความหลงใหล ศึกษาจนเชี่ยวชาญแตกฉานรู้จริง แต่เพราะมีคนมากมายพยายามจะขัดขวางต่อต้าน วิธีการเดียวเท่านั้นที่เขาคิดได้ ก็คือเล่นมนต์ดำกำจัดให้พ้นทาง หลายครั้งผ่านไปได้โดยดีจนกระทั่ง…

เคราของ MacGinnis ดูเหมือนปีศาจแท้ สร้างเอกลักษณ์ให้กับตัวละครได้น่าจดจำอย่างยิ่ง ขณะที่การแสดงเกือบทั้งเรื่องวางตัวสูงส่งราวกับเทพเจ้า เริดเชิดเย่อหยิ่งจองหองไม่กลัวเกรง แต่พอหลงเหลือประมาณสิบนาทีสุดท้าย เกิดความระแวดระวังจนตัวสั่น เพราะรับรู้ว่ามันอาจเข้าตัวเอง ซึ่งเมื่อกลายเป็นเช่นนั้นจริงๆ ก็วิ่งหนีหางจุกตูด

ถ่ายภาพโดย Edward Scaife (ในเครดิตใช้ชื่อ Ted Scaife) ตากล้องสัญชาติอังกฤษ ที่ทำงานเป็น Camera Operator มาตั้งแต่ Black Narcissus (1947), The Third Man (1949), ผู้กำกับกองสอง The African Queen (1951), แต่พอกลายเป็นตากล้องฉายเดี่ยว กลับไม่ค่อยมีผลงานได้รับการจดจำเสียเท่าไหร่

หนังมีสัมผัสที่คล้ายกับ film noir เป็นอย่างยิ่ง โดดเด่นในการจัดแสง/เงามืด สะท้อนด้านมืด ‘Horror’ ความชั่วร้ายในจิตใจของตัวละครออกมา แต่เพราะมีองค์ประกอบเชิงแฟนตาซี มันเลยไม่ถูกจัดเข้าพวกนัวร์

เห็นว่าระหว่างถ่ายทำ Tourneur มีเรื่องขัดแย้งกับโปรดิวเซอร์ Chester อย่างรุนแรง แค่เรื่องง่ายๆอย่าง ฉากพายุฟ้าฝนลมพัดแรง ผู้กำกับต้องการใช้ลมจากเครื่องยนต์ของเครื่องบินเป่า มันจะรุนแรงทรงพลังกว่ามาก แต่โปรดิวเซอร์ต้องการแค่พัดลมธรรมดาๆขนาดใหญ่สองตัว, เป็นนักแสดง Andrews ที่ช่วยไกล่เกลี่ยเข้าข้างผู้กำกับ ขู่ Chester ว่าถ้าไม่ให้ Tourneur เป็นผู้ตัดสินใจ จะถอนตัวจากหนัง

กระนั้น Chester ก็หาเรื่องเอาคืน Tourneur จนได้ เพราะในความตั้งใจของผู้กำกับไม่ได้ต้องการนำเสนอภาพของสัตว์ประหลาดออกมา แต่โปรดิวเซอร์ไปติดต่อว่าจ้างนักทำ Stop-Motion ถ่ายทำฉากนั้นเสร็จสิ้นเรียบร้อย (โดยที่ Tourneur ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ)

“The scenes where you see the demon were shot without me…the audience should never have been completely certain of having seen the demon.”

จินตนาการไม่ออกเลยนะ ถ้าหนังไม่มีภาพของสัตว์ประหลาด จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน เพราะการปรากฎตัวออกมานี้ ถือเป็นสิ่งโคตรไฮไลท์ที่ตราติดตรึงเป็นอย่างยิ่ง เด็กๆคงกรี๊ดลั่น ผู้ใหญ่อาจเกร็งๆ (ผมยิ้มร่า) ทำให้มีเอกลักษณ์โดดเด่น แตกต่างจากภาพยนตร์เรื่องอื่นๆแห่งยุค

ตัดต่อโดย Michael Gordon สัญชาติอังกฤษ, ไม่นับ Prologue เรื่องราวของหนังดำเนินไปในมุมมองของ Dr. John Holden แทบทั้งหมด โดยมีเป้าหมายอีก 3 วันข้างหน้าตัวละครนี้จะเสียชีวิต เมื่อเวลาผ่านไป ผู้ชมจะเกิดความลุ้นระทึก โดยเฉพาะฉากไคลน์แม็กซ์ วัดเหลี่ยมเฉือนคมกันอย่างสุดมัน ใครจะรอดใครจะตาย!

เพลงประกอบโดย Clifton Parker สัญชาติอังกฤษ, เห็นว่าเป็นนักแต่งเพลงที่มีความหลงใหลใน Orchestra เรียนจบจาก Royal Academy of Music ผลงานเลยจัดเต็มอย่างทรงพลัง เสริมสร้างบรรยากาศให้กับหนังได้อย่างขนลุกขนพอง ให้สัมผัสราวคล้ายหนังนัวร์ จินตนาการพบเห็นปีศาจค่อยๆเดินออกมาจากขุมนรกจริงๆ

ส่วนที่ผมชอบสุดสำหรับเพลงประกอบ คือการค่อยๆไต่ไล่ลำดับความอลังการ พระเอกเห็นโขมงควันพวยพุ่ง แม้จะจากระยะไกลลิบ แต่นั่นเป็นสิ่งไม่ใช่ธรรมชาติมนุษย์สร้างอย่างแน่นอน เริ่มออกวิ่งฝ่าดงพงป่าท่ามกลางความมืดมิด ดนตรีค่อยๆเร่งเร้าทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ … โชคดีตอนนั้นยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ภาพยนตร์ Horror New Wave จุดเริ่มต้นจริงๆไม่ได้มาจากประเทศอังกฤษ แต่คือหนังสัญชาติญี่ปุ่นเรื่อง Gojira (1954) ที่ได้สร้างสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ใหญ่ มีนัยยะสะท้อนถึงพี่เบิ้มอเมริกัน และสะท้อนแนวคิดทำลายล้างโลกของระเบิดนิวเคลียร์ออกมา

ซึ่ง The Curse of Frankenstein (1957) เรื่องแรกในจักรวาล Hammer Horror นำแสดงโดย Christopher Lee ที่กลายเป็นตำนานเพราะปู่นำเอาความ ‘Horror’ ที่เป็นภาพติดตาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ถ่ายทอดลงสู่ตัวละครได้อย่างสมจริงจัง

พอจะมองเห็นภาพกันไหมเอ่ย สัตว์ประหลาดในทศวรรษความนิยมของ Horror New Wave แทบทั้งนั้นล้วนมีนัยยะสื่อสะท้อนถึงความ ‘Horror’ ที่มาจากผลกระทบหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ภาพลักษณ์ปีศาจใน Night of the Demon ก็เช่นกัน สะท้อนด้านมืดในจิตใจของผู้คนออกมา เทียบได้ตรงกับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดิบพอดี
– Dr. Julian Karswell มองได้เป็นตัวแทนของ Nazi เต็มไปด้วยความชั่วร้าย ต้องการเข่นฆ่าทำลายล้างผู้อื่นด้วยวิธีอันวิปริตพิศดาร เพราะไม่ต้องการให้ใครมาขัดขวางแนวทางของตนเอง
– สำหรับพระเอก Dr. John Holden แทนด้วยอเมริกัน มาทีหลังบินตรงสู่ London ไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติจนกระทั้งเจอดีเข้ากับตัว สุดท้ายก็เอาสิ่งที่ Dr. Karswell ใช้เข่นฆ่าทำลายล้างผู้อื่น หวนกลับคืนสู่ตนเอง

ช่วงทศวรรษ 50s – 60s โลกยังอยู่ในช่วงเวลาที่ ขาว-ดำ ดี-ชั่ว สามารถแบ่งแยกออกจากกันได้ชัดเจน หนังเรื่องนี้ก็เช่นกัน แต่จะเริ่มมีบางสิ่งอย่างที่เบลอๆเข้าหากัน
– Dr. Karswell ไม่ได้เพื่อตนเองเพียงอย่างเดียว บอกกับแม่ว่านั่นเป็นสิ่งที่ถลำแล้วถลำลึก หยุดไม่ได้ เลิกเป็นตาย
– ขณะที่ Dr. Holden เป็นพระเอกแท้ๆ แต่กลับมีทัศนคติเยี่ยงผู้ร้าย พยายามจับจ้องมองหาจุดผิดของผู้อื่น แถมสุดท้ายแล้ว ใช้เล่ห์เลี่ยมปัดเภทภัยพิบัติให้ห่างไกลพ้นตัว

สำหรับปีศาจ Demon มุมหนึ่งอาจมองได้คือภัยพิบัติ สงคราม โรคระบาด ที่เข่นคร่าทำลายชีวิตผู้คนให้สิ้นสูญ แต่ขณะเดียวกันสื่อความได้คือ ด้านมืด/ความชั่วร้ายที่หลบซ่อนอยู่ในจิตใจของมนุษย์ เป็นสิ่งสามารถส่งต่อแพร่กระจายให้ผู้อื่น (Great Depression) และหวนกลับคืนมาติดสู่ต้นกำเนิดได้เช่นกัน

การที่มนุษย์/ตัวละคร มีความหวาดกลัว ‘Horror’ เมื่อได้พบเจอกับปีศาจ(หรือความตาย) เพราะก่อนหน้านั้นพวกเขาไม่เคยเชื่อว่าเป็นของจริงมีตัวตน มองเป็นเรื่องตลกขบขันเพ้อเจ้อ แต่เมื่อได้รับรู้ซึ้งพบเห็นเกิดความเข้าใจ มันจึงเป็นอาการของคนเสียสติแตก ทุกสิ่งที่เคยยึดถือมั่นพลันล่มสลาย อยากที่จะรู้สำนึกแต่ก็สายเกินแก้ไข

ถ้าตัดประเด็นแฟนตาซีออกไป มองเป็นเชิงจิตวิทยา สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้เคราะห์ร้ายทั้งสองคน (จากต้นเรื่องและท้ายเรื่อง) เป็นอาการ ‘หวาดกลัวความตาย’ พวกเขาแสดงออกมาด้วยสภาพขาดสติสัมปชัญญะ ร้อนรน ควบคุมตัวเองไม่อยู่ สุดท้ายเลยกลายเป็นอุบัติเหตุจนเสียชีวิตเข้าจริงๆ

ทั้งๆที่เราก็ต่างรู้ ‘มีเกิดย่อมต้องมีตาย’ แต่มนุษย์กลับใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อเตรียมพร้อม ไม่สิ บางคนแก่แล้วยังหลงละเมอคิดว่าคงได้อยู่ชั่วนิรันดร์ นี่ก่อให้เกิดความ ‘ประมาท’ ซึ่งพอความตายย่างกรายเข้ามาจริงๆจึงเกิดความหวาดกลัวสุดขีด และเมื่อชีวิตหลังความตายมิได้พบว่าเหมือนที่ตนเองวาดฝันว่าจะได้ไป … คนแบบนี้ก็มักจะตกนรกเพราะมิอาจทำใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้

พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ‘อย่าประมาท’ ตั้งสติให้พร้อมทุกวินาทีลมหายใจเข้าออก เพราะเมื่อใดที่เราหมดอายุขัยเสียชีวิต ความหวาดวิตกกลัวจะไม่บังเกิด การตายอย่างสงบสุขสันติ ก็มีแนวโน้มสูงที่จักได้ขึ้นสวรรค์ เสวยสุขสบายไปอีกหลายร้อยพันหมื่นปี

  • ตันฉบับของหนัง Night of the Demon ความยาว 95 นาที ที่อังกฤษออกฉายควบกับ 20 Million Miles to Earth (1957)
  • แต่ฉบับฉายในอเมริกา นำเข้าโดย Columbia Picture มองว่าหนัง Horror คงขายไม่ได้ ตัดหลายฉากออกเหลือ 83 นาที เปลี่ยนชื่อใหม่ Curse of the Demon ฉายควบสามกับ The True Story of Lynn Stuart และ The Revenge of Frankenstein

เพราะหนังฉายควบเลยไม่มีตัวเลขรายรับบันทึกไว้ ขณะที่คำวิจารณ์สมัยนั้นเห็นว่าค่อนข้างดีทีเดียว เป็นผลงานที่เหนือกว่า Cat People (1942)

ส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบหนัง ตราตรึงกับภาพลักษณ์ของสัตว์ประหลาด, ความดื้อด้านหัวรั้นชนฝาของตัวละคร และลุ้นระทึกแบบคาดไม่ถึงในตอนไคลน์แม็กซ์ ถือว่าเป็นความบันเทิงที่สนุก คลาสสิก ลงตัว แฝงสาระเล็กๆว่าอย่าเป็นคนดื้อดึงหัวรั้นมากจนเกินควร และการกระทำชั่วต่อผู้อื่น อย่าลืมว่าสุดท้ายแล้วสักวันมันจะหวนคืนกลับหาตนเอง

แนะนำกับคอหนัง Horror ชื่นชอบสัตว์ประหลาด, จิตแพทย์ นักจิตวิทยา ศึกษาทำความเข้าใจพฤติกรรมของตัวละคร, รู้จักผู้กำกับ Jacques Tourneur และนักแสดงนำ Dana Andrews ไม่ควรพลาด

จัดเรต pg กับความน่าหวาดสะพรึง ตกใจกลัว

TAGLINE | “Night of the Demon เป็นค่ำคืนที่ชวนให้ขนลุกขนพอง ติดตราตรึงกับภาพลักษณ์ของเจ้าปีศาจ เด็กๆคงกรี๊ดลั่น ผู้ใหญ่อาจเกร็งๆ”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of