Obchod na Korze (1965)

Obchod na Korze (1965)

The Shop on Main Street (1965) Czech : Ján Kadár & Elmar Klos ♥♥♥♥

ชายชาวสโลวักได้รับเลือกเป็นผู้ดูแลร้านค้าตามแผนการ Aryanization แต่เจ้าของคือหญิงสูงวัย เปิดร้านขายอุปกรณ์เย็บปักถักร้อย กำไรแทบไม่มี แล้วจะให้ฉันทำยังไงเมื่อทหารเยอรมันกวาดต้อนชาวยิวสู่ค่ายกักกันนาซี?, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

The Shop on Main Street (1965) คือหนังตลก(ร้าย)ที่มีพื้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ช่วงระหว่าง Slovakia ถูกยอดครองโดย Nazi Germany นำเสนอตัวละครที่ไม่มีความเป็นอารยัน แต่น้องเขยคือผู้ฝักใฝ่นาซี แต่งตั้งให้เขาเป็นผู้ดูแลร้านขายอุปกรณ์เย็บปักถักร้อย (Haberdasher) ตามแผนการ Aryanization เพื่อยึดครองกิจการชาวยิว แต่เจ้าของคือคุณยายสูงวัย พูดอะไรไม่ค่อยรู้เรื่อง เวลาสนทนาต้องตะโกนโหวกเหวก (เพราะหูตึง) ขายของได้วันละนิดๆหน่อยๆ ติดหนี้ติดสิน แล้วจะหากำไรจากไหน?

พล็อตเรื่องคราวๆที่เล่ามานี้อาจฟังดูตลก แต่ผมละหน้านิ่วคิ้วขมวดตลอดการรับชม เพราะรับรู้เบื้องหลังว่ามันกำลังจะบังเกิดอะไร และตอนทหารนาซีกวาดต้อนชาวยิวสู่ค่ายกักกัน ก็เต็มไปด้วยความอกสั่นขวัญแขวน ชายคนนี้จะทำยังไง? คุณยายจะรอดไหม? โดยไม่รู้ตัว The Shop on Main Street (1965) กลายเป็นภาพยนตร์ที่สำแดงมนุษยธรรมขั้นสูงสุดออกมา

ผมไม่ได้คาดหวังว่าหนังจะออกมาแนวนี้เลยนะ นั่นเพราะชื่อ The Shop on Main Street (1965) มีความละม้ายคล้าย The Shop Around the Corner (1940) ของผกก. Ernst Lubitsch เกี่ยวกับร้านค้าและแนวตลกเหมือนกัน แต่ที่ไหนได้ เตรียมทิชชู่เผื่อไว้ด้วยละ!


Ján Kadár (1918-76) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Slovak เกิดที่ Budapest (ขณะนั้นคือ Austria-Hungary) ในครอบครัว Jewish ก่อนอพยพย้ายสู่ Rožňava (ขณะนั้นคือ Czechoslovakia) โตขึ้นเข้าเรียนกฎหมาย ก่อนเปลี่ยนไปเรียนภาพยนตร์ Academy of Fine Arts and Design, Bratislava (AFAD) ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองถูกส่งไปค่ายแรงงาน ส่วนสมาชิกครอบครัวอื่นๆเสียชีวิตที่ Auschwitz, หลังสงครามเริ่มถ่ายทำสารคดี Life Is Rising from the Ruins (1945), ภาพยนตร์เรื่องแรก Kathy (1950), แล้วร่วมงานผู้กำกับ Elmar Klos อาทิ Music from Mars (1954), Death Is Called Engelchen (1963), Accused (1964)

Elmar Klos (1910-93) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Czech เกิดที่ Brno, Moravia (ขณะนั้นคือ Austria-Hungary) แล้วมาเติบโตขึ้นที่ Uherské Hradiště เข้าเรียนกฎหมาย Charles University เคยทำงานบริษัทประกัน ก่อนย้ายมาบริษัทโฆษณา เขียนบทหนัง กำกับสารคดี มีโอกาสรับรู้จัก Ján Kadár ตั้งแต่หลังสงคราม แต่ได้ร่วมงานตอนย้ายมาสตูดิโอ Krátký film

การร่วมงานของทั้งสองมีลักษณะแบ่งงาน ต่างคนต่างทำ ไม่ยุ่งย่ามก้าวก่ายกันและกัน Kadár ทำหน้าที่กำกับนักแสดง สั่งคัท แอ็คชั่นหน้ากล้อง, Klos ดูแลงานศิลป์ และหลังการถ่ายทำ (ตัดต่อ, เพลงประกอบ)

It’s just two players coming together and complementing each other in what they can do, but also in what they can’t do. They know when they can rely on their partner and when they have to support him themselves.

Elmar Klos

สำหรับ Obchod na korze แปลว่า The Shop on Main Street ดัดแปลงจากเรื่องสั้น The Trap (1962) ของ Ladislav Grosman (1921-81) นักเขียนชาว Slovak Jewish เกิดที่ Humenné ครอบครัวเปิดร้านขายเครื่องหนังและเข็มขัด เสียชีวิตจากเครื่องบินทิ้งระเบิดเมื่อปี ค.ศ. 1944 ตัวเขารอดตายเพราะโดนบังคับให้เกณฑ์ทหารก่อนหน้านี้ ทำงานอยู่ค่ายแรงงาน Banská Bystrica ขุดดิน ทำอิฐ เก็บเกี่ยวยาสูบ, หลังสงครามเดินทางสู่ Prague ร่ำเรียนวิศวกร ต่อด้วยจิตวิทยา Charles University ระหว่างนั้นเขียนเรื่องสั้น ตีพิมพ์นวนิยาย และได้รับโอกาสร่วมดัดแปลงบทภาพยนตร์

เกร็ด: Grosman เขียนนวนิยายเล่มนี้เป็นภาษา Czech แต่ตอนดัดแปลงบทหนังปรับเปลี่ยนบทสนทนาภาษา Slovak และ Yiddish (สำหรับตัวละครชาว Jews)


ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ณ เมืองชนบท Sabinov ทางตะวันออกเฉียงเหนือของ Slovakia ภายใต้การยึดครองของ Nazi Germany, เรื่องราวของช่างไม้ Tóno Brtko (รับบทโดย Ida Kamińska) ได้รับมอบหมายจากน้องเขยที่เป็นทหารเยอรมัน เข้ายึดครองร้านขายอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยของหญิงหม้ายสูงวัย Rozália Lautmannová (รับบทโดย Jozef Kroner) ตามแผนการ Aryanization เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนกำจัดขับไล่ชาวยิวสู่ค่ายกักกัน

ด้วยความไม่ประสีประสาของ Tóno เมื่อเห็นสภาพของหญิงหม้ายสูงวัย ก็ไม่กล้าลงมือทำอะไร ตรงกันข้ามกลายเป็นลูกน้อง ช่วยเหลือเธอทำการทำงาน จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อทางการเรียกรวมพลชาวยิว เตรียมส่งขึ้นไปสู่ค่ายกักกันนาซี เขาจึงพยายามทุกสิ่งอย่างเพื่อปกป้องเธอ แต่จนแล้วจนรอด และความมึนเมาเป็นเหตุ ทำให้เขาตกอยู่ในความสิ้นหวัง มิอาจอดรนทนได้อีกต่อไป


Jozef Kroner (1924-98) นักแสดงสัญชาติ Slovak เกิดที่ Staškov (ขณะนั้นคือ Czechoslovakia) มีพี่น้องทั้งหมดสิบสองคน บิดาทำงานการรถไฟ และหลงใหลการแสดง เคยกำกับละคอนเวทีท้องถิ่น แล้วให้ลูกๆขึ้นทำการแสดง, ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ถูกส่งไปใช้แรงงานที่เยอรมัน พอกลับมาเข้าร่วมคณะการแสดง Slovak National Theatre (SND) มีผลงานโทรทัศน์ ภาพยนตร์ The Shop on Main Street (1965), Thou, Who Art in Heaven (1990) ฯ

รับบทช่างไม้ Antonín ‘Tóno’ Brtko เป็นคนเคร่งขรึม สีหน้าจริงจัง แต่พึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ เลยมักถูกภรรยาควบคุมครอบงำ บีบบังคับให้ทำโน่นนี่นั่น น้องเขยมอบหมายงานดูแลร้านขายอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยของหญิงสูงวัย Rozália Lautmannová ซึ่งพอมาถึงก็ไม่สามารถทำอะไร กลับกลายเป็นลูกน้องช่วยงาน จนกระทั่งการกวาดต้อนชาวยิวสู่ค่ายกักกัน พยายามปกปักษ์รักษา แต่จนแล้วจนไม่รอด

หน้าตาของ Kroner ดูเป็นคนเคร่งขรึม สีหน้าจริงจัง แต่กลับทำอะไรไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอัน ถูกใครต่อใครชักจูงจมูก (ทั้งฟากฝั่งภรรยา น้องเขย และชุมชนชาวยิว) แม้ไม่เห็นด้วยก็ไม่สามารถต่อต้านขัดขืน พยายามจะยืนด้วยลำแข้งกลับกลายเป็นเต่าหัวหดอย่างไว … ทั้งๆไม่ใช่ตลก แต่แสดงหน้าตายได้ร้ายกาจยิ่งนัก

ไฮไลท์ต้องยกให้ตอนมึนเมาขาดสติ แสดงความสับสน ร้อนรน กระวนกระวาย ไม่รู้จะทำอะไรยังไง พยายามทุกวิถีทางปกป้องหญิงสูงวัย เป็นภาพที่ดูคาบเกี่ยวระหว่างสงสารเห็นใจ vs. สมเพศเวทนา อยากหัวร่อแต่ใครจะหัวเราะออก แถมพอช่วยเธอเอาตัวรอดจากถูกส่งไป Auschwitz กลับมาตายอิหยังวะ ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่ ตกอยู่ในความสิ้นหวังขีดสุด


Ida Kamińska (1899-1980) นักแสดงสัญชาติ Polish เกิดที่ Odessa, Russian Empire (ปัจจุบันคือ Ukraine) เป็นบุตรสาวของนักแสดงละคอนเวที Yiddish ชื่อดัง Ester Rachel Kamińska (1870-1925) [ได้รับฉายา Jewish Eleonora Duse] ทำให้ได้ขึ้นเวทีทำการแสดงตั้งแต่เด็กจนมีชื่อเสียงโด่งดัง ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองปักหลักอยู่ Warsaw รื้อฟื้นโรงละคอน Jewish Theater ตอบรับแสดงภาพยนตร์ The Shop on Main Street (1968) น่าจะเป็นผลงานโด่งดังที่สุดของเธอแล้วละ

รับบทคุณยาย Rozália Lautmannová เจ้าของร้านขายกระดุม หลังสูญเสียสามีก็อาศัยอยู่ตัวคนเดียว ไร้ลูกเต้า ไม่รับรู้ประสีประสาทางโลก การมาถึงของ Tóno Brtko แม้ได้รับมอบหมายเข้ายึดครองร้านแห่งนี้ตามแผนการ Aryanization แต่ก็ไม่สามารถอธิบายให้เธอเข้าใจ จำยินยอมกลายเป็นผู้ช่วยทำงาน เล่นละคอนตบตาไปวันๆ

ด้วยความที่ Czechoslovakia ยุคสมัยนั้นคือประเทศใหม่ เลยไม่มีนักแสดงรุ่นใหญ่ เข้าใจความซับซ้อนของตัวละครนี้ โชคยังดีได้รับการแนะนำให้รู้จัก Ida Kaminská นักแสดงสัญชาติ Polish ผู้มากด้วยประสบการณ์จากฟากฝั่งละคอนเวที และเป็นบุคคลมีรากเหง้าตระกูลนักแสดง (Dynasty of Actor) … เธออาจพูด Slovak ได้เพียงนิดๆหน่อยๆ แต่คล่องแคล่ว Yiddish ติดสำเนียง Polish ก็ไม่ส่งผลกระทบอะไร

When I thought about casting the part of Heinrich Lautmann’s widow, who runs the shop that sells ribbons, lace, buttons, I was at a loss. Czechoslovakia has no actress of the older generation with the experience of life to create such a complex, exceptional character. But Polish colleagues drew our attention to Ida Kaminská. Over 60, she is manager, producer, and leading actress at the Jewish Theater in Warsaw. She is a daughter of Esther Rachel Kaminská, the famous Polish actress who founded the theater just 100 years ago. The Kaminská family represents something of a dynasty of actors for Ida. Her husband, daughter, and son-in-law are now acting at the theater. Ida Kaminská carries the widow Lautmann’s fate within herself, and she plays from actual experience.

Ján Kadár

บทบาทคุณยาย อาจดูเหมือนเล่นง่าย ไม่ได้ซับซ้อน หรือต้องใช้การแสดงอะไรมากมาย แต่กว่าที่ใครสักคนจะได้รับบทบาทลักษณะนี้ ต้องพานผ่านอะไรๆมามาก ผู้ชมสามารถสัมผัสถึงประสบการณ์ชีวิต สิ่งที่เธอแบกไว้อยู่เบื้องหลัง ท่าทางสดใสไร้เดียงสา ล้วนเต็มไปด้วยบาดแผลภายใน เพียงไม่แสดงออกให้ใครเห็น พูดไปใครจะสนใจ

การแสดงของ Kamińska ดูเป็นธรรมชาติอย่างมากๆ โดยเฉพาะท่าทางการเดิน (ตัวจริงคือร่างกายยังแข็งแรง เดินคล่องแคล่ว แต่ทำเหมือนคนแก่เดินได้อย่างแนบเนียน) ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม (เคลือบแฝงความเจ้าเล่ห์อยู่นิดๆ) ผมชอบฉากเล็กๆอย่างตอนขายกระดุม นั่งฟังเพลง ช่วงขณะพร่ำเพ้อเรื่อยเปื่อย มันแสดงถึงประสบการณ์ พานผ่านอะไรมามาก นี่เป็นสิ่งที่หนุ่มสาวรุ่นใหม่ยังไม่สามารถทำความเข้าใจความซับซ้อนของตัวละคร

Their dramatic unity has swept me off my feet. And I am sure that audiences will find it difficult to forget the white-haired, hard-of-hearing, and bewildered old lady with the innocent face. She is the most powerful reminder I know of fascism and its victims.


ถ่ายภาพโดย Vladimír Novotný (1914-97) ตากล้องสัญชาติ Czech เกิดที่ Tábor (ขณะนั้นคือ Austria-Hungary) ตอนอายุสิบเจ็ดมีโอกาสเป็นตัวประกอบภาพยนตร์ Before Graduation (1932) เลยเกิดความสนอกสนใจด้านนี้ เริ่มจากทำงานเป็นผู้ช่วยตากล้อง ร่วมงานกับ Karel Degel และ Václav Vích ต่อมาก่อตั้งสตูดิโออนิเมชัน Atelier of Film Tricks (AFIT) ถ่ายภาพอนิเมชั่นเรื่องแรก Wedding in the Coral Sea (1944), ผลงานภาพยนตร์ อาทิ Probuzení (1960), Lemonade Joe (1964), The Shop on Main Street (1965), Happy End (1967), The Girl on a Broomstick (1972) ฯ

งานภาพของหนังเต็มไปด้วยรายละเอียด ‘Mise-en-scène’ การจัดวางองค์ประกอบ ทิศทางมุมกล้อง พยายามสรรหาลูกเล่นที่ทำให้ภาพถ่ายดูผิดแผกแปลกตา สัตว์สัญลักษณ์เคลือบแฝงนัยยะบางอย่าง, โดดเด่นกับการใช้แสงธรรมชาติ ภายนอกช่างดูสว่างจร้า (เกินไป) แต่ก็เพื่อให้ช่วงเวลาที่ตัวละครตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง ความมืดจักค่อยๆคืบคลานเข้ามาในจิตใจ

หนังปักหลักถ่ายทำอยู่ยังหมู่บ้าน Sabinov ปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของประเทศ Slovakia นอกจากนักแสดงนำ ตัวประกอบล้วนคือชาวบ้านละแวกนั้น สื่อสารภาษา Slovak และชาวยิวพูดคุยกันด้วย Yiddish


ภาพแรกของหนังคือนกกระเรียน (Crane) ในยุโรปคือสัตว์สัญลักษณ์ของความโชคดี (Good Fortune), อายุยืนยาว (Longevity), ภูมิปัญญา (Wisdom), ความจงรักภักดี (Loyalty) และสำหรับชาว Celts ยังคือเทวทูต (Divine Messenger) สัญญาณจากสวรรค์ที่เตือนให้มนุษย์ตระหนักถึงสัจธรรมชีวิต เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย สัญญะของโลกหน้า (Otherworld) … เหล่านี้ค่อนข้างจะเกี่ยวพันกับเรื่องราวของหนังอยู่พอสมควร

ถัดจากนกกระเรียนบินอยู่บนหลังคา ปรากฎภาพราวกับแทนมุมมองสายตาของมัน พบเห็นนักโทษในเรือนจำกำลังเดินเป็นวงกลม ได้แรงบันดาลใจจากภาพแกะสลักไม้ (Woodblock) ชื่อว่า Newgate – Exercise Yard (1872) ของ Gustave Doré แต่หลายอาจรับรู้จักอีกภาพหนึ่ง Prisoners’ Round (after Gustave Doré) (1890) ของ Vincent van Gogh วาดขึ้นขณะพักรักษาอาการป่วยอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช Saint-Paul Asylum (Saint-Rémy) ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปภายนอก ก็เลยวาดภาพนี้แทนความรู้สึกอัดอั้นของตนเอง … แบบเดียวกับภาพยนตร์ A Clockwork Orange (1971)

เรื่องราวของหนังมีพื้นหลังระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อครั้น Czechoslovakia ถูกยึดครองโดย Nazi Germany นั่นทำให้ประชาชน(โดยเฉพาะชาวยิว)มีสภาพไม่ต่างจากนักโทษคุมขัง ไร้ซึ่งอิสรภาพชีวิต ถูกควบคุมครอบงำโดยผู้มีอำนาจเบื้องบน แถมหลังจากภาพช็อตนี้กล้องยังแพนนิ่งไปยังฝูงชนบนท้องถนน (เป็นการเปรียบเทียบนักโทษในเรือนจำ = ชาว Czechoslovakia)

การปรากฎตัวครั้งแรกของ Tóno Brtko มาพร้อมๆกับขบวนรถไฟแล่นผ่าน (กำลังลากรถเหมือนกันด้วยนะ) ยานพาหนะที่ชาวยุโรปสมัยนั้นเต็มไปด้วยความหวาดระแวง วิตกจริต สัญลักษณ์ของหายนะ ความตาย ถูกส่งตัวไปค่ายกักกันนาซี ไม่รู้จะมีโอกาสรอดชีวิตหวนกลับมาไหม? … นี่สามารถตีความว่า Tóno จักคือผู้นำพาหายนะให้บังเกิดขึ้น แต่ด้วยวิธีการอันคาดไม่ถึง

แซว: เหตุไฉนเจ้าของถึงล่ามสุนัขไว้บนเกวียน? นี่กำลังเล่นมุกอะไรหรือเปล่า? ครุ่นคิดกันออกไหม?

สิ่งแรกที่ Tóno พอกลับมาถึงบ้าน ก็คือเข้าห้องน้ำ ซึ่งคำภาษาอังกฤษ Take a Shit นอกจากการถ่ายท้อง ยังมีความหมายชีวิตบัดซบที่ตัวละครกำลังจะประสบพบเจอ … นี่มันส้วมหลุมใช่ไหมเนี่ย? มีเจ้าสุนัขยืนเฝ้าหน้าห้องด้วยนะ

หนังเต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเยอะมากๆๆ แทบจะทุกการกระทำล้วนเคลือบแฝงนัยยะบางสิ่งอย่างจนผมเริ่มขี้เกียจเขียน แต่เรื่องของ Dog Bussiness อดใจไม่ได้

  • Tóno เขย่งก้าวกระโดดตามช่องชอล์กขีดเขียน สื่อถึงการปฏิบัติตามกฎกรอบสังคมวางไว้ แต่เจ้าสุนัขไม่รับรู้ประสีประสาอะไร เดินผ่านอย่างงงๆ มนุษย์คนนั้นกระโดดโหยงๆทำไม?
  • เพื่อนของ Tóno กระซิบกระซาบถึงงานสร้างพิระมิดกลางเมือง “It’s a dirty job.” แล้วจบด้วยการให้ขนมสุนัข … เข้าใจการเปรียบเทียบนี้ไหมเอ่ย? ทำงานให้นาซี = สุนัขรับใช้

ผมละขำก๊ากตอนน้องเขยเดินเข้ามาทักทาย Tóno แต่อีกฝ่ายรีบเดินเผ่นหนี พานผ่านบริเวณที่เป็นรั้วไม้ขวางกั้น (สื่อว่าตัวเขาคงถูกน้องเขยครอบงำ ไร้หนทางหลบหนี) จากนั้นตัดไปภาพสุนัขตัวใหญ่-เล็ก กำลังทำท่าข่มกัน มันช่างเป็นการเปรียบเปรยที่มีความยียวนกวนประสาทไม่เบา!

การแวะเวียนมาของน้องเขย Markuš Kolkotský นำพาความวุ่นๆวายๆ หายนะทั้งอุทกภัย (น้ำ) และอัคคีภัย (ไฟ) ทำให้สองสามี-ภรรยาเกิดอาการอ้ำอึ้ง คาดไม่ถึง จุดเริ่มต้นความชิบหายวายป่วนอย่างแท้จริง!

  • Tóno กำลังแช่เท้าในกะละมัง ผ่อนคลายอาการเมื่อยล้า (เดินทั้งวัน) การมาถึงน้องเขยทำให้ลุกขึ้นยืน สะดุดล้มคะมำ น้ำในกะละมังไหลท่วมห้อง
  • Evelína ภรรยาของ Tóno ขณะนั้นกำลังรีดผ้า การมาถึงของน้องสาวและน้องเขย ทำให้เธอหลงลืมว่ากำลังทำอะไร อีกทั้งสามีทำกะละมังหก มาช่วยทางนี้จน… ไฟไหม้ผ้า

นี่ยังไม่ใช่ตอน Tóno เริ่มเกิดอาการมึนเมา เพิ่งดื่มเหล้าไปนิดๆหน่อย แล้วมองลองผ่านแก้วเปล่า พบเห็นภาพภรรยา น้องสาว(ภรรยา) และน้องเขยที่มีความบิดๆเบี้ยวๆ ราวกับพวกเขาอยู่คนละโลกกับตนเอง กำลังสนุกสนานเพลิดเพลิน โดยไม่รับรู้ตนเองว่าอยู่ฝั่งฝ่าย … ที่อนาคตจะถูกตีตราว่าโฉดชั่วร้าย

สังเกตจากปฏิกิริยาสีหน้าของ Tóno ไม่เต็มใจจะตอบรับงานและกล่องใส่บุหรี่ (สัญลักษณ์แทนความหรูหรา ตัวแทนผู้มีอำนาจสมัยนั้น สูบแล้วเกิดความสุขสำราญ) แต่เขาไม่สามารถเอ่ยปาก แสดงความคิดเห็น โต้ตอบขัดขืน เพราะภรรยาเออออห่อหมก ตอบตกลง แสดงความดีอกดีใจไปเรียบร้อยแล้ว แล้วจะให้ฉันทำยังไง เลยจำยินยอมคล้อยตามไป

เมื่อตอนแวะไปเข้าห้องน้ำนอกบ้าน Tóno ละเล่นกับกล่องบุหรี่ สะท้อนแสงลางๆมาที่ใบหน้า นี่อาจดูเหมือนสัญลักษณ์แห่งความหวัง นำทางเขาออกจากความมืด แต่แท้จริงแล้วมันกลับคือแสงสว่างสุดท้าย ก่อนทำให้เขาจมปลักอยู่ในความมืดมิด … ความหมายคล้ายๆเดียวกันแต่ในทิศทางตรงกันข้าม

เมื่อคืนดื่มกันจนเมามาย เช้าวันใหม่ตื่นเลยตื่นสาย ภาพแรกพบเห็นเท้าภรรยาในทิศทางกลับหัวกลับหาง กลับบนลงล่าง นี่สามารถสื่อถึงชีวิตของ Tóno ต่อจากนี้ทุกสิ่งอย่างจักพลิกกลับตารปัตร ตรงกันข้ามจากที่เคยเป็นมา หรือจะมองว่าคือจุดเริ่มต้นหายนะก็ได้กระมัง

ครอบครัวของผู้แต่งนวนิยาย Ladislav Grosman เปิดร้านขายเครื่องหนังและเข็มขัด แต่เขากลับปรับเปลี่ยนมาเป็นร้านขายกระดุม วัตถุสำหรับประดับตกแต่ง ยึดผ้าสองชิ้นเข้าด้วยกัน อาจเพราะขนาดเล็กกระจิดริด เทียบไม่ได้กับพีระมิด/หอคอยบาเบล (Babel Tower) ที่พวกฝักใฝ่นาซีสร้างขึ้นกลางเมือง ตั้งอยู่ฟากฝั่งตรงกันข้ามถนนกับร้านแห่งนี้

แม้อยู่ร่วมวงโต๊ะสนทนา แต่ทว่า Tóno กลับไม่สามารถมีส่วนร่วมใดๆกับการสนทนาครั้งนี้ Imrich Kuchár คือคนกลางพูดคุยกับคุณยาย Rozália โดยที่เขาราวกับถูกมองข้าม ไม่เห็นหัว เพียงภาพสะท้อนกระจกฟากฝั่งซ้ายมือ … จัดวางตำแหน่งให้เห็นภาพบนกระจกได้อย่างมีนัยยะสำคัญ

Imrich Kuchár นำพา Tóno มาพูดคุยต่อรอง พร้อมจ่ายเงินเดือนให้เขาช่วยเหลือคุณยาย Rozália แทนการใช้อำนาจบาดใหญ่จากการเป็นผู้ดูแลชาวยิว ยังสถานที่ดูแล้วน่าจะเป็นเขื่อนเล็กๆ เขากำลังตกปลา ได้มาตัวหนึ่ง … หรือก็คือตกได้ Tóno มาเป็นผู้ช่วยเหลือชาวยิว

นี่เป็นอีกฉากที่ผมหัวเราะจนท้องแข็ง Tóno สอบถามถึงชายชาวยิวที่มือขาดจากเลื่อยยนต์ แล้ววินาทีนั้นเขาหย่อนขาข้างหนึ่งลงในบ่อน้ำ นี่ชวนนึกถึงสำนวนไทย ขาข้างหนึ่งในหลุม (One foot in the grave) โดยปกติอาจสื่อถึงคนใกล้ตาย แต่ในบริบทนี้ก็พอใช้ได้กับการที่เขายินยอมรับข้อเสนอให้ความช่วยเหลือคุณยาย Rozália ซึ่งถ้าเขาถูกจับได้ก็ลงหลุมไม่ต่างกัน!

และพอยกขาขึ้นจากหลุม กลับมาบ้านพบเห็นเขากำลังแช่เท้า(สองข้าง)ในน้ำ นั่นทำให้ผมครุ่นคิดถึงนัยยะการแช่เท้าอาจสื่อถึง(ขาทั้งสองข้าง)ลงหลุม ไม่รอดแน่ ตายหยังเขียด!

คุณยายปฏิเสธเปิดร้านวันสะบาโต (Sabbath) วันพักผ่อนศักดิ์สิทธิ์ในศาสนายูดาห์และศาสนาคริสต์ นั่นทำให้ Tóno ต้องกุลีกุจอ ครุ่นคิดหาหนทางแก้ปัญหา เดินทางมาพบเจอ Kuchár ขณะกำลังเล่นสนุกเกอร์ ไม่ใช่สิ ผมเพิ่งสังเกตว่าโต๊ะไม่หลุม ค้นหาข้อมูลพบเจอ คารอมบิลเลียด (Carom Billiards) เล่นด้วยลูกขาวสอง แดงหนึ่ง เป้าหมายคือใช้ลูกขาวแทงให้โดนลูกอื่นครบทุกลูกเพื่อทำคะแนน … ฟังดูสอดคล้องกับความพยายามของ Tóno ที่จะหาหนทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคราวนี้

เกร็ด: ผมไม่ระบุว่าวันสะบาโตคือเสาร์หรืออาทิตย์ เพราะในศาสนายูดาห์ยึดถือกันวันเสาร์ (เริ่มศุกร์เย็นถึงเสาร์เย็น) ขณะที่ชาวคริสต์ส่วนใหญ่ถือวันอาทิตย์ที่พระเยซูฟื้นคืนพระชนม์

ระหว่างที่น้องเขย (ยืนตำแหน่งอยู่สูงกว่า) พยายามแนะนำ Tóno ให้หาหนทางกำจัดป้ายหน้าร้านขายกระดุม แต่ความสนใจ/สายตาของเขากลับจับจ้องมองนกกระเรียนกำลังโบยบินกลับรัง กล่าวคือไม่ได้ให้ความสนใจ (แสร้ง)ทำเป็นหูทวนลม ถึงอย่างนั้นเจ้านกชนิดนี้คือสัญญะของผู้ส่งสาสน์ (Divine Messenger) ราวกับจะสื่อถึงคำสั่งของน้องเขยคือประกาศิตจากเบื้องบน!

จริงๆฉากนี้มันไม่มีอะไรหรอก แต่เพราะผมหัวเราะแรงก็เลยนำมาอธิบายสักหน่อย Tóno มาที่ร้านตัดผมเพื่อรับเงินค่าปิดปากจากชุมชนชาวยิว แต่มันกลับไม่มีสักช็อตที่เขาถือเงิน ตอนยื่นมือไปรับก็ถูกช่างตัดผมชักออก (แอบเขินไปชั่วขณะ) แล้วพอแรบไบยื่นเงินให้ ก็ตัดภาพไปผู้รับคือภรรยา … กล่าวคือคนรับเงินไม่ใช่ Tóno แต่เป็นภรรยา แถมออกอาการยินดีปรีดา ไม่เคยจับเงินมากมายขนาดนี้มาก่อน วาดฝันอนาคตอย่างหรูหรา

พอได้เงินก้อนนั้นมา ภรรยาก็เต็มไปด้วยความระริกระรี้ ปรนเปรอนิบัติสามี อุตส่าห์เทน้ำใส่กะละมังให้เอาเท้าแช่น้ำเหมือนที่เคยทำเป็นประจำ แต่เขากลับเดินออกมาสูบบุหรี่นอกบ้าน เอาเท้าเขี่ยเจ้าสุนัข มันนอนนิ่ง เพิกเฉย ไม่โต้ตอบอะไร … Tóno ไร้อารมณ์กับภรรยา = เจ้าสุนัขไม่ยอมเล่นด้วย

มันจะขณะหนึ่งเขาเงยหน้าเห็นเชือกเส้นเล็ก (มองเข้าไปในบ้านภรรยากำลังเปลี่ยนชุดนอน) เลยหยิบมันมาเล่น? แต่ผมแอบรู้สึกว่ามันคืออารัมบทที่จะครุ่นคิดฆ่าตัวตายในกาลต่อไป

ในวันที่ Tóno ถึงขีดสุดความอดกลั้น ภรรยาเอาแต่พร่ำบ่น เรียกร้องโน่นนี่นั่น (เธอเดินไปเดินมารอบห้อง แต่ใบหน้าล้วนปกคลุมด้วยเงามืด) เขาจึงลุกขึ้นมา โต้ตอบด้วยความรุนแรง และสังเกตว่าตัวละครหันหลังให้หลอดไฟ ใบหน้าอยู่ภายใต้เงามืด มิอาจอดรนทนต่อสภาพความเป็นอยู่แบบนี้ได้อีกต่อไป!

สิ่งก่อสร้างกลางเมืองมีรูปทรงละม้ายคล้ายพีระมิด (แต่มันคือสถานที่ฝังศพฟาโรห์แห่งอิยิปต์) และยังมีการเอ่ยถึงหอคอยบาเบล (Babel) ในหนังสือปฐมกาล (Book of Genesis) สร้างสูงเฉียดฟ้าเพื่อเข้าใกล้สรวงสวรรค์ สถาปนาตนเองขึ้นเป็นพระเจ้า … หรือก็คือพลพรรคนาซีที่ต้องการเป็นจ้าวโลก พยายามยึดครอบครองทุกสิ่งอย่าง

ปล. Aryanization ก็คือวิธีการของนาซีในระดับจุลภาค ทำการยึดครองธุรกิจ/ร้านค้าชาวยิวมาเป็นของตนเอง

ดึกดื่น Tóno ตั้งใจจะปลุกคุณยายให้มาเก็บข้าวของ เตรียมหลบหนีออกจากเมือง แต่กลับกลายเป็นว่าเธอจัดหาที่นอนหมอนมุ้งให้เขาหลับนอน ซะงั้น! พอหัวถึงหมอนก็ฉายภาพความฝัน ท่ามกลางแสงสว่างจร้า แปรสภาพจากการหลบหนีเป็นก้าวเดินเล่น นัดเดท ปิกนิค ก็แล้วแต่ผู้ชมจะครุ่นคิด(จิต)วิเคราะห์ว่านี่คือฝันดีหรือร้าย

แซว: คุณยายในฉากความฝัน เดินเชิดหน้า หลังตรง เหมือนคนปกติทั่วไป นั่นแสดงว่าในโลกความจริงที่หลังค่อม กระโผกกระเผก คือการแสดงล้วนๆ

วันถัดมาพบเห็นการเรียกรวมตัวชาวยิวกลางเมือง นั่นทำให้ Tóno ตระหนักถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่กำลังจะบังเกิดขึ้น นั่นทำให้ตัวเขาตกสภาพกล้ำกลืน ไม่รู้จะทำอะไรยังไง เร่งรีบเปิดร้านในวันสะบาโต สร้างความไม่พึงพอใจให้คุณยาย จากนั้นฉายเดี่ยวทำการแสดงสภาวะหดหู่ สิ้นหวัง นั่งขดเหมือนหมาจนตรอก ภาพสะท้อนด้านมืดจิตใจ ดื่มสุราเมามาย เมื่อไหร่วันเวลานี้จะสิ้นสุดลง … ผมคงไม่ลงรายละเอียด ‘Mise-en-scène’ แต่เป็นซีเควนซ์สำแดงความสิ้นหวังตัวละครได้อย่างน่าสมเพศเวทนา

วินาทีที่ Tóno พบเห็นภาพบาดตาบาดใจ ไม่ว่ามันจะเป็นอุบัติเหตุหรืออย่างไร แต่ใบหน้าของเขา(ที่ค่อยๆถอยหลัง)ปกคลุมด้วยเงาดำ สำแดงความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง ความมืดเข้าครอบงำจิตใจ อุตส่าห์ช่วยเหลือเธอให้รอดจากการถูกส่งไปค่ายกักกันแท้ๆ กลับทำผิดพลาดแบบโง่ๆ เหตุการณ์นี้จึงทำลายความเชื่อมั่นศรัทธาในตนเองลงหมดสิ้น

เอาจริงๆในสถานการณ์เช่นนี้เราไม่ควรกล่าวโทษตนเอง ต่อให้มันเป็นอุบัติเหตุ หรืออารมณ์ชั่ววูบที่พลั้งพลาดไป หายนะล้วนบังเกิดขึ้นได้ แต่หนังอาจต้องการแสดงให้เห็นถึงความหาญกล้ารับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง นั่นคือบทเรียนสำหรับการควบคุมตนเอง รู้จักหยุดยับชั้งใจ และปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเสมอภาคเท่าเทียม

ตอนผมเห็นตะขอแขวนอยู่บนเพดานที่มีลักษณะโค้งมน ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์ The Color of Pomegranates (1969) บทกวีของ Sayat-Nova รำพันไว้ว่า “The world is a window and I am tired of these arches.” มันช่างเป็นคำที่สอดคล้องทั้งหน้าต่าง (ที่ Tóno จับจ้องมองโลกภายนอก) และการฆ่าตัวตายโดยน่าจะใช้เชือกผูกกับตะขออันนี้

หนังไม่ได้ฉายภาพขณะกระทำอัตวินิบาต เพียงปิดประตูร้าน และเก้าอี้ล้มลง จากนั้นกล้องแพนนิ่งขึ้นมาพบเห็นประตูเปิดออกพร้อมแสงสว่างจร้า (ราวกับหมอกขาว) แล้วคุณยายควงแขน Tóno ก้าวออกนอกร้าน เริงระบำ บรรเลงเพลงสนุกหรรษา สามารถคงตีความถึงสรวงสวรรค์ โลกหลังความตาย แทนที่จะให้หนังจบลงอย่างเศร้าสร้อย ก็ทำออกมาเป็นกึ่งสุขกึ่งโศก (Tragicomedy) … Happy Ending ที่ไม่เชิงว่า Happy Ending

ตัดต่อโดย Diana Heringová, Jaromír Janáček

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองช่างไม้ Tóno Brtko ใช้ชีวิตดำเนินอย่างเรื่อยเปื่อย แล้วจู่ๆทุกสิ่งอย่างก็ปรับเปลี่ยนแปลงไป ถูกน้องเขยมอบหมายให้กลายผู้ดูแลร้านค้าของชาวยิว ก่อนค้นพบว่าเจ้าของคือหญิงสูงวัย ไม่รับรู้เรื่อง ประสีประสาอะไร แทนที่จะรีดไถเลยให้ความช่วยเหลือ และพยายามปกป้องเธอจนวินาทีสุดท้าย

  • ชีวิตประจำวันของช่างไม้ Tóno Brtko
    • ร้อยเรียงภาพวิถีชีวิตผู้คนในหมู่บ้าน Sabinov
    • Tóno กลับมาบ้าน แล้วก็ออกจากบ้าน
    • ก้าวเดินเรื่อยเปื่อยมาทักทายคนงานก่อสร้าง กำลังสร้างบางสิ่งอย่างใจกลางเมือง
    • ยามเย็นกลับมาบ้าน น้องสาว(ภรรยา)และน้องเขยแวะเวียนมาหา
    • น้องเขยสรรหางานใหม่ให้ Tóno กลายเป็นผู้ดูแลร้านค้าชาวยิว
    • ดื่มฉลองกันจนเมามาย
  • ร้ายขายกระดุม
    • เช้าวันถัดมา Tóno ยังไม่สร่างเมา เตรียมตัวออกไปทำงานใหม่
    • พอมาถึงร้านพบเจอคุณยาย Rozália ก็อ้ำๆอึ้งๆ ไม่รู้จะทำยังไง
    • โชคดีพบเจอกับ Imrich Kuchár ช่วยครุ่นคิดวิธีแก้ปัญหา
    • วันถัดมาตรงกับ Sabbath คุณยายไม่ยอมเปิดร้าน Tóno ขอความช่วยเหลือจากช่างตัดผม Mr. Katz ขึ้นป้ายปิดปรับปรุง
    • Tóno พูดคุยกับคุณยายหลังร้าน รับฟังเบื้องหลังสมาชิกครอบครัวต่างแยกย้ายไปคนละทิศทาง
  • วันทำงาน
    • เช้าวันจันทร์ Tóno และน้องเขยเดินทางไปตามท้องถนน
    • Tóno ช่วยงานคุณยายขายกระดุม แต่ก็เต็มไปด้วยความวุ่นๆวายๆ
    • หลังเลิกงานคุณยายจ่ายค่าแรงให้กับ Tóno
    • Tóno มารับค่าจ้างปิดปากที่ร้านตัดผม
    • ยามเย็นกลับบ้านมาปรนเปรอภรรยา
  • หายนะคืบคลานเข้ามา
    • Tóno ได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับการขนชาวยิวขึ้นขบวนรถไฟสู่ค่ายกักกัน
    • เขาจึงออกติดตามหาคุณยายไปจ่ายตลาด
    • ช่างตัดผม Mr. Katz เก็บข้าวของ เตรียมตัวหลบหนี
    • หลายวันถัดมา Imrich Kuchár ถูกจับกุมระหว่างหลบหนี
    • ค่ำคืนนั้นทะเลาะวิวาทภรรยา เลยออกมาดื่มด่ำกับผองเพื่อน ก่อนถูกลากพามาเฉลิมฉลิงสิ่งก่อสร้างใหม่
    • Tóno ปลุกคุณยาย ช่วยจัดหาสถานที่หลับนอน หลับฝันว่าได้ออกมาเดินเล่นกับเธอ
  • วันสะบาโต (Sabbath) 
    • เช้าวันถัดมามีการเรียกรวมตัวชาวยิวกลางหมู่บ้าน
    • Tóno เปิดร้านค้าโดยไม่สนคำทัดทานของคุณยาย
    • คุณยายสวดมนต์อยู่หลังร้านโดยไม่รับรู้อะไร แต่ทว่า Tóno เต็มไปด้วยความเครียด ดื่มเหล้าเมามาย
    • Tóno พยายามอธิบายเหตุการณ์บังเกิดขึ้นให้กับคุณยาย
    • อุบัติเหตุ โศกนาฎกรรม กระทำอัตวินิบาต
    • Tóno ออกมาเริงระบำกับคุณยาย

เพลงประกอบโดย Zdeněk Liška (1922-83) นักแต่งเพลง สัญชาติ Czech เกิดที่ Smečno, Central Bohemia ทั้งปูและบิดาต่างเป็นนักดนตรีสมัครเล่น ทำให้วัยเด็กมีโอกาสฝึกฝนไวโอลิน แอคคอร์เดียน แต่งเพลงแรกสมัยเรียนมัธยม จากนั้นเข้าศึกษาต่อ Prague Conservatory ทำงานเป็นวาทยากร ครูสอนดนตรี หลังสงครามโลกครั้งที่สองเข้าร่วมสตูดิโอ Zlín Film Studios ต่อด้วย Filmové Studio Barrandov, ผลงานเด่นๆ อาทิ The Fabulous Baron Munchausen (1962), Ikarie XB-1 (1963), The Shop on Main Street (1965), Marketa Lazarová (1967), The Valley of the Bees (1968), The Cremator (1969), Fruit of Paradise (1970), Shadows of a Hot Summer (1977) ฯ

ในส่วนของเพลงประกอบ ด้วยความที่เป็นแนวตลก(ร้าย) ท่วงทำนองจึงเน้นความสนุกสนาน ครึกครื้นเครง ฟังดูยียวนกวนประสาทเล็กๆ ตลอดทั้งเรื่องไร้สัมผัสหายนะจากสงคราม ฉากเครียดๆก็แค่เพียงไม่ใช้เพลงประกอบ หรือตอนจบโศกนาฎกรรม ก็ทิ้งท้ายด้วยภาพความฝัน เริงระบำหลังความตาย … เป็นหนังที่เพลงประกอบมองโลกในแง่ดีสุดๆ

บทเพลงที่คุณยายเปิดแผ่นเสียง หวนระลึกถึงสามีผู้ล่วงลับก็คือ Oyfn Pripetchik (On the Hearth) หรือ Oyfn Oyvn Zitst a Meydl (A Girl Sits by the Stove) เป็นภาษา Yiddish แต่งโดย Mordechaj Gebirtig (1877-1942) สัญชาติ Polish เสียชีวิตระหว่างถูกส่งไปค่ายกักกันนาซี, ฉบับขับร้องในหนังโดย Ino Toper (1919-2005) นักร้องชาว Israeli เสียง Baritone

ต้นฉบับ Yiddishคำแปลอังกฤษ
Oyfn oyvn zitst a meydl,
Un zi heft a zaydn kleydl,
Un zi zingt a lidl “tumba, tumba, tumba ba!”

Flit aran a yingl freylekh,
Tseyt dem fodem oyf a faytlekh,
Un zi zingt a lidl “tumba, tumba, tumba ba!”

“Zay nit freylekh, yingl narish,
Ikh vel dir di hent farnarish!”
Un zi zingt a lidl “tumba, tumba, tumba ba!”

“Bindn vel ikh dikh nit mit a shnur,
Nor mit mayne vayse hentlakh, pur!”
Un zi zingt a lidl “tumba, tumba, tumba ba!”

Zitst der yingl shoyn nit vayter,
Un dos meydl heyft nit shnayder,
Un zi zingt a lidl “tumba, tumba, tumba ba!”
On the oven sits a girl,
And she’s sewing a satin dress,
And she sings a little song: “tumba, tumba, tumba ba!”

In flies a cheerful boy,
Pulls her thread all loose and playful,
And she sings a little song: “tumba, tumba, tumba ba!”

“Don’t be so cheeky, you silly boy,
Or I’ll tie your hands up tight!”
And she sings a little song: “tumba, tumba, tumba ba!”

“I won’t tie you up with string,
But with my little white hands, pure!”
And she sings a little song: “tumba, tumba, tumba ba!”

Now the boy sits no farther away,
And the girl no longer sews,
And she sings a little song: “tumba, tumba, tumba ba!”

เรื่องวุ่นๆของช่างไม้ Tóno Brtko ได้รับมอบหมายให้เข้ายึดครองร้านค้าชาวยิวตามแผนการ Aryanization ตั้งอยู่ริมถนนกลางเมือง (Main Street) แต่พอพบเจอเจ้าของคุณยาย Rozália Lautmannová ก็มิอาจพูดบอก แสดงออก ทำอะไรได้ลง แล้วจะให้ฉันทำยังไง? ใจหนึ่งก็ขลาดกลัวถูกตีตราว่าฝักใฝ่ชาวยิว เลยพยายามเล่นละคอนตบตา จนกระทั่งวันแห่งหายนะมาถึง

การกระทำของช่างไม้ Tóno Brtko แสดงถึงจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ ไม่ชอบการถูกกดขี่ข่มเหง (จากภรรยาและน้องเขย) เลยไม่สามารถกระทำสิ่งนั้นต่อผู้ใด แล้วพอพบเจอคุณยายสูงวัย ก็อ้ำๆอึ้งๆ ไม่รู้จะทำยังไง จึงสำแดงความเป็นมนุษย์/มนุษยธรรมออกมา

มันไม่ใช่ว่าผู้แต่งนวนิยาย Ladislav Grosman มองเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust) คือเรื่องตลกขบขัน! ตรงกันข้ามเขานำจากประสบการณ์ตรง ครอบครัวเปิดร้านขายเครื่องหนังและเข็มขัด พบเจอผู้ดูแลที่พยายามให้ความช่วยเหลือ แต่ก็ไม่สามารถขัดคำสั่งเบื้องบน เลยพยายามนำเสนอมุมมองทั้งสองด้าน ผู้ชมเกิดความสงสารเห็นใจ (เพราะไม่ใช่ทุกคนที่อยากทำเช่นนั้น) และสมเพศเวทนา (ต่อหายนะบังเกิดขึ้น)

ในชีวิตจริง Grosman สูญเสียบิดา-มารดา ญาติพี่น้องสามในห้าจากเครื่องบินทิ้งระเบิด ในขณะที่ตนเองถูกเกณฑ์ทหารไปใช้แรงงาน นั่นทำให้เขาไม่สามารถเขียนตอนจบ The Shop on Main Street (1965) ลงอย่าง Happy Ending จึงนำเสนอความตายในลักษณะอุบัติเหตุจากการดื่มสุราเมามาย ก่อบังเกิดความรู้สึกผิด และวาดฝันโลกหลังความตาย ทุกคนจักหวนกลับมาพบเจอกันบนสวรรค์ … มันเลยกลายเป็น Tragicomedy ไปโดยปริยาย

มันมีอีกความตลกร้ายของหนัง คือการถกเถียงว่าภาพยนตร์เรื่องนี้คือควรมีสัญชาติ Slovak เพราะผู้สร้าง ทีมงาน นักแสดง ภาษาสื่อสาร และถ่ายทำยังหมู่บ้านที่ปัจจุบันอยู่ฟากฝั่ง Slovakia พูดง่ายๆก็คือไม่อยากจัดเข้าพวก Czechoslovakia แต่แนวคิดดังกล่าวช่างไม่แตกต่างจากแผนการ Aryanization พยายามยึดครองร้านค้าชาวยิว! … ผมไม่เห็นสาระของการถกเถียงนี้เลยนะ แต่ก็เข้าใจลัทธิชาตินิยม อยากแยกตนเองออกจาก Czechoslovakia ถึงอย่างนั้นไม่มีใครสามารถแก้ไขประวัติศาสตร์


เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Cannes เสียงตอบรับถือว่าดียอดเยี่ยม คว้ารางวัล Special Mention มอบให้สองนักแสดงนำ Jozef Kroner & Ida Kaminska จากนั้นก็ออกเดินทางไปฉายตามเทศกาลต่างๆทั่วโลก เข้าชิง Golden Globe และคว้ารางวัล Oscar

  • Academy Award
    • Best Actress – Drama (Ida Kaminska)
    • Best Foreign Language Film ** คว้ารางวัล
  • Golden Globe
    • Best Actress – Drama (Ida Kaminska)

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ คุณภาพ 4K โดย Národní Filmový Archiv (Czech National Film Archive) เสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2017 สามารถหาซื้อ Blu-Ray ของค่าย Second Run หรือรับชมออนไลน์ทาง Criterion Channel

แม้ส่วนตัวจะแอบรู้สึกว่าหนังเยิ่นเย้อ ยืดยาวนานไปนิด ขำบ้าง ไม่ขำบ้าง แต่ภาพรวมสามารถสร้างความสมดุลระหว่าง Comedy & Tragedy สำแดงมนุษยธรรมได้อย่างตราตรึง และแม้จบลงอย่างสิ้นหวัง ก็น่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ชมสมัยใหม่

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เรื่องราวของหนังเสี้ยมสอนบทเรียนความเสมอภาคเท่าเทียม ไม่มีชนชาติไหนยิ่งใหญ่สูงส่งกว่าใคร และไม่ว่าเราตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายขนาดไหน ก็ควรสำแดงมนุษยธรรม/ความเป็นมนุษย์ออกมา

จัดเรต 15+ กับบรรยากาศตึงเครียด เมามาย เกือบบังเกิดโศกนาฎกรรม

คำโปรย | The Shop on Main Street อาจตึงเครียดจนขำไม่ออก แต่สำแดงออกความเป็นมนุษย์ขั้นสูงสุด
คุณภาพ | ร์พี


MEAT Category: , , , , , , ,

หนึ่งความเห็นตอบกลับที่ “Obchod na Korze (1965)”

  1. Chalee 2498 Avatar
    Chalee 2498

    ขอบคุณครับ ดูหนังแล้วมาอ่านบทความวิเคราะห์ วิจารณแล้ว เปิดโลกมากเลยครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)