On the Waterfront (1954)

On the Waterfront

On the Waterfront (1954) hollywood : Elia Kazan ♥♥♥♥♡

พบกับสุดยอดการแสดงอันเหนือชั้นของ Marlon Brando การันตีด้วย 8 รางวัล Oscar และภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี กำกับโดย Elia Kazan, ในสถานที่ที่ผู้คนต้องมี 2D (Deaf and Dumb) ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เป็นสิ่งที่สามารถทำให้คนกลายเป็นบ้า, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

On the Waterfront เป็นหนังเกี่ยวกับจิตสำนึก (Conscience) มโนธรรม และความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ในสถานที่ที่มีแต่ความคอรัปชั่น เราจะยอมก้มหัว น้อมรับ ทำตามคำสั่งแบบไม่สนใจสิ่งถูกผิด หรือเลือกที่จะต่อสู้ตามสิทธิเสรีภาพของตน

เมื่อสิบปีก่อนในวันที่ผมเริ่มต้นดูหนังคลาสสิกแบบจริงๆจังๆครั้งแรก On the Waterfront เป็นหนังที่ผมอยากดูมากๆ ไม่รู้ทำไม คงเพราะชื่อหนัง Waterfront มันมีแรงดึงดูดอะไรบางอย่าง ซึ่งพอได้แผ่นมาก็รีบเปิดดู ดูจบแทบอยากหักแผ่นทิ้ง หนังบัดซบอะไรว่ะเนี่ย นอกจากดูไม่รู้เรื่องแล้วยังไม่มีความสนุกเลยสักนิด, มาดูครั้งนี้ในรอบ 10 ปี สักกลางๆเรื่องผมก็ร้อง ว๊าว ออกมาแล้ว นึกย้อนถึงตัวเองเมื่อครั้งอดีต ราวกับเด็กน้อยไร้เดียงสา หนังเรื่องนี้มันสุดยอดมากๆ ทำไมตอนนั้นถึงไม่สามารถรับรู้ รับรส รับสัมผัสความยอดเยี่ยมในระดับ masterpiece นี้ได้นะ

ถ้าคุณดูหนังเรื่องนี้แล้วไม่รู้สึกอึ้งทึ่ง หรือเกิดความประทับใจ อาจแสดงว่าระดับความเข้าในหนังของคุณยังน้อยอยู่นะครับ ไม่ต้องรีบ ให้เวลากับหนังมันสัก…10 ปี กลับมาดูอีกรอบ เชื่อว่าคุณจะเห็นอะไรต่างออกไปแน่นอน, ผมจัดความยากในการดูหนังเรื่องนี้อยู่แค่ intermediate เพราะผิวเผินไม่รู้สึกว่าหนังเข้าใจอยากเท่าไหร่ แต่ความสวยงามแท้จริงของหนังมันอยู่ลึกลงไป ต้องใช้การคิดวิเคราะห์เยอะเสียหน่อย ก็จะเห็นความไม่ธรรมดาที่สอดแทรกอยู่ภาย

Elia Kazan หนึ่งในผู้กำกับที่ทรงอิทธิพลที่สุดใน Boradway และ Hollywood แนวทางการกำกับของเขา ได้นำวิธี Method Acting มาใช้เป็นแนวทางให้กับนักแสดง เราสามารถเรียกเขาได้ว่าเป็น ‘ผู้กำกับการแสดง’ (actor director)

Method Acting หรือ (The Method) เริ่มต้นมาจาก Lee Strasberg (บิดาแห่ง Method Acting ของอเมริกา) ได้เรียนรู้เทคนิคนี้จากหนังสือชื่อ An Actor Prepares ของ Constantin Stanislavski ผู้กำกับชาวรัสเซีย, โดยนักแสดงจะศึกษาสภาพจิตใจของตัวละครที่ต้องเล่น เพื่อสร้างความรู้สึกร่วมกับเหตุการณ์ที่แสดงจริงๆ ให้การเล่นมีความสมจริง, Strasberg เปิดโรงเรียนสอนการแสดง The Actors Studio ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1951 ลูกศิษย์ที่ดังๆของเขาอาทิ Marlon Brando, James Dean, Dustin Hoffman, Marilyn Monroe, Jane Fonda, Paul Newman, Al Pacino, Robert De Niro และผู้กำกับ Elia Kazan

สำหรับนักแสดงชื่อดังสมัยนี้ ที่ใช้ Method Acting อาทิ Daniel Day-Lewis, Johnny Depp, Christian Bale, Denzel Washington, Edward Norton, Jack Nicholson ฯ

Kazan ตอนสมัยวัยรุ่น เคยเป็นสมาชิกของ American Communist Party (1934-1936) ซึ่งหลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์กำลังถูกปราบปรามและไล่ล่าตัว เดือนเมษายนปี 1952 House Committee on Un-American Activities (HUAC) ด้วยข้อตกลงที่ Kazan จะเปิดเผยสมาชิกพรรค แลกกับไม่ถูกตัดสินในความผิดที่ได้เคยเข้าร่วมคอมมิวนิสต์ แม้ตอนแรกจะมีท่าทีปฏิเสธ แต่สุดท้ายก็เผย 8 รายชื่อ ที่ล้วนแต่เป็นคนใกล้ตัวและเพื่อนสนิทของเขา, การกระทำเช่นนี้ทำให้เขาถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคนทรยศ หักหลังเพื่อน ซึ่ง On the Waterfront เป็นหนังที่ Kazan สร้างขึ้นเพื่ออธิบายการกระทำ และทัศนคติของเขาต่อพรรคคอมมิวนิสต์

ดัดแปลงมาจากบทความในหนังสือพิมพ์ Crime on the Waterfront เขียนโดย Malcolm Johnson ตีพิมพ์ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ปี 1948 ใน New York Sun และได้รางวัล Pulitzer Prize สาขา Local Reporting, เป็นบทภาพยนตร์โดย Budd Schulberg (เดิมทีบทร่างแรกเป็นของ Arthur Miller แต่ Kazan ชี้ตัว Miller ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ทำให้ความเป็นเพื่อนของทั้งสองขาดสะบั้น) ในบทความเป็นเรื่องของกรรมกรท่าเรือ (longshoreman) ที่พยายามล้มล้างคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นในสหภาพแรงงาน แม้เหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นนี้จะไม่สามารถล้มล้างคอรัปชั่นได้สำเร็จ แต่หนังสร้างได้บทสรุปที่แตกต่างออกไป

Waterfront เป็นสถานที่แห่งความคอรัปชั่น ถ้าคุณต้องการมีชีวิตและต้องการทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงใช้ชีพ มี 2 สิ่งที่คุณต้องปฏิบัติคือ ไม่พูดและไม่สนใจ (Deaf and Dumb) ปิดหูปิดตาปิดปาก แล้วจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับคุณ, เบื้องหลังของสถานที่แห่งนี้ มีผู้มีอำนาจคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง เขาเป็นผู้กำหนดทุกสิ่งอย่าง ใครจะทำอะไร มีหน้าที่อะไร ได้เงินเท่าไหร่ ถ้ามีคนไม่ทำตามคำสั่งเขา บทลงโทษจะคือ ตาต่อตาฟันต่อฟัน

Elia Kazan กับ Marlon Brando ก่อนหน้านี้เคยร่วมงานกันมา 2 ครั้ง จาก A Streetcar Named Desire (1951) และ Viva Zapata! (1952) แต่ครั้งแรกเมื่อ Kazan เสนอบท Terry Malloy ให้ Brando กลับถูกปฏิเสธ จึงได้ไปติดต่อ Frank Sinatra เห็นว่าจับมือตกลงกันแล้ว แต่ยังไม่ได้เซ็นต์สัญญา เป็น Brando ที่เปลี่ยนใจเซ็นต์สัญญารับเล่น, ด้วยเทคนิค Method Acting ทำให้การแสดงของ Brando ในหนังเรื่องนี้ได้รับการยกย่องว่า “ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก”, ฉากที่ยอดเยี่ยมที่สุดในหนังเรื่องนี้ เป็นขณะที่ Malloy สองพี่น้องพูดคุยกันในรถ พี่พยายามเกลี้ยกล่อมให้น้องไม่ให้พูดความจริงในชั้นศาล แต่น้องกลับระบายความในใจที่เจ็บปวดของตนเองออกมา

“You don’t understand. I coulda had class. I coulda been a contender. I coulda been somebody, instead of a bum, which is what I am.”

คำพูดประโยคนี้มีความยิ่งใหญ่ระดับ AFI’s 100 Years… 100 Movie Quotes จัดอันดับประโยคยอดนิยม ติดอันดับ 3, และหนังเรื่อง Raging Bull (1980) ของ Martin Scorsese ใส่ประโยคนี้ให้ตัวละครของ Robert De Niro พูดขึ้นเลียนแบบในหนัง

การแสดงของ Brando เต็มไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึกที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเหนือชั้น, ต้นเรื่องเขาเป็นแค่กุ้ย นักเลงหางแถว ที่ขาดจิตสำนึก ไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี มีความล่องลอยไปเรื่อย ไม่มีเป้าหมาย แต่เมื่อเขาได้ยินคำพูด ได้พบเห็นเหตุการณ์บางสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นใกล้ตัว นั่นทำให้จิตสำนึกส่งเสียงเรียก นายจะเป็นแบบนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหน ถึงเวลาแล้วที่ต้องเติบโต ต้องต่อสู้ ค้นพบตนเอง ช่วงท้ายตัวละครของ Brando จากเด็กเมื่อวานซืนกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความเท่ห์ เขากลายเป็นคนมีมโนธรรม มีจิตสำนึก เข้าใจตนเอง ที่แม้เขาจะแพ้การต่อสู้ในตอนท้าย แต่กลับชนะใจคนดู

แน่นอนว่าสุดยอดการแสดงนี้จะไม่ทำให้ Marlon Brando พลาด Oscar สาขา Best Actor ได้ยังไง แต่รูปปั้น Oscar Statuette ของ Brando ได้ถูกขโมยสูญหายไปหลังงานประกาศรางวัล ไปพบเข้าอีกที ในระหว่างงานประมูลแห่งหนึ่งใน London

Eva Marie Saint (North by Northwest-1959, Exodus -1960, Superman Returns -2006) debut กับบท Edie Doyle ที่ทำให้เธอได้ Oscar สาขา Best Supporting Actress, เหตุที่ Kazan เลือกเธอเพราะขณะทดสอบหน้ากล้องกับ Brando อยู่ดีๆเธอก็ร้องไห้และหัวเราะออกมา ฟังดูตลก นี่อาจเป็นการเรียกร้องความสนใจ แต่ Kazan กลับเห็นเคมีอันประหลาดระหว่าง Brando กับ Saint จึงตัดสินใจเลือกเธอ, การแสดงของ Saint นั้นยอดเยี่ยม แต่ผมกลับไม่รู้สึกว่าดีพอเท่าไหร่สำหรับ Oscar คงเพราะปีนั้นการแข่งขันอาจไม่เข้มข้นเท่าไหร่, มันมีเคมีที่ประหลาดระหว่าง Brando กับ Saint คงเพราะลึกๆแล้วในใจของตัวละคร Terry Malloy มีความต้องการเป็นคนดีอยู่ แต่เพราะสังคมได้สร้างเขาให้กลายเป็นแบบนั้น ใครๆจึงมองเห็นเขาเป็นเหมือนสัตว์ประหลาด ซึ่ง Edie Doyle เธอน่าจะเป็นมนุษย์คนแรกที่มองเห็นความดีงานที่แอบซ่อนอยู่ในใจของเขา นี่ทำให้ Malloy ตกหลุมรัก และรู้สึกตนเองต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเธอ

Lee J. Cobb รับบท Michael J. Skelly หรือ Johnny Friendly ใครเคยดู 12 Angry Men คงจะคุ้นหน้าพี่แก เป็นคนสุดท้ายที่เปลี่ยนโหวต, ตัวละครนี้ถือว่าเลวแท้ด้วยสันดาน ปกครองคนด้วยอำนาจเงิน คอรัปชั่นและใช้การตอบโต้ผู้ขัดขืนแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน, เป็นตัวแทนของคอมมิวนิสต์ที่ผู้กำกับ Kazan ต้องการนำเสนอนะครับ ให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นใน Waterfront เปรียบเหมือนประเทศ มี Johnny Friendly เป็นผู้ควบคุมดูแล ปกครอง ใช้อำนาจเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จตามใจฉันเพียงผู้เดียว

Karl Malden รับบทบาทหลวง Father Barry ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยไม่ได้สนใจอะไร แต่เมื่อพบเห็นความไม่ถูกต้องที่เกิดขึ้น เขาจึงต้องการบอก ชี้นำให้ผู้คนเห็นสิ่งที่ถูก, ตัวละครนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากบาทหลวงตัวจริงๆที่อยู่ในบทความ Crime on the Waterfront

Rod Steiger รับบท Charley “The Gent” Malloy พี่ชายของ Terry Malloy, ฉากเด่นที่สุดของตัวละครนี้ เป็นตอนที่เถียงกับ Johnny Friendly เพื่อต่อรองขอให้ตนคุยกับน้องชายเรื่องขึ้นศาลก่อน และขณะที่คุยกับ Terry ในรถ แล้วชักปืนออกมาขู่ มันเหมือนทีเล่นทีจริงมาก ของแบบนี้ไม่ได้ทำให้ Terry กลัว แต่เป็นเขาเองต่างหากที่กลัวจะต้องใช้มัน

3 คนหลังที่ผมเอ่ยมานี้ ได้เข้าชิง Oscar สาขา Best Supporting Actor หมดเลยนะครับ นี่เป็นอะไรแปลกประหลาด และที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มีพื้นที่ให้นักแสดงจากหนังเรื่องอื่นแค่ 2 ทีเท่านั้น (3 คนนี้ผมว่าเด่นสุดคือ Lee J. Cobb นะครับ) ซึ่งการที่หนังเรื่องเดียวมีนักแสดงเข้าชิง 3 คน ทำให้คนโหวตไม่รู้จะให้คะแนนใครดี ผลลัพท์ออกมาเลยไม่มีใครได้รางวัล (ผู้ชนะรางวัลนี้คือ Edmond O’Brien จากหนังเรื่อง The Barefoot Contessa)

ถ่ายภาพโดย Boris Kaufman (12 Angry Men) ในหนังเรื่องนี้ กล้องเปรียบเสมือนกับตัวละครหนึ่ง ที่คอยสังเกตการณ์ มองดูอยู่ไม่ห่าง ราวกับยืนดูอยู่ข้างๆ, ในฉากสนทนาจะไม่ใช้มุมมองของตัวละคร แต่จะถ่ายจากด้านข้าง เห็นด้านหลังของตัวละครที่เป็นผู้ฟังเสมอ, มีเพียงน่าจะครั้งเดียว ที่กล้องใช้มุมมองของตัวละคร คือตอนใกล้จบขณะ Terry กำลังเดินอย่างยากลำบากตรงไปขอเข้าทำงาน นี่เป็นฉากที่แทนด้วยความหวัง ที่ว่ามนุษย์ทุกคนจะสามารถกลายเป็นแบบ Terry เอาชนะตัวเอง และกลายเป็นคนที่มีจิตสำนึก มโนธรรมและรู้ผิดชอบชั่วดี

หนังใช้เวลาถ่ายทำเพียง 36 วัน แถวๆ Hoboken, New Jersey ทั้งท่าเรือ สลัม บาร์ และบนหลังคา, ตัวประกอบคนงานที่เห็นในหนัง แทบทั้งหมดก็เป็นกรรมกรท่าเรือที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นจริงๆ

ตัดต่อโดย Gene Milford (Lost Horizon – 1937) มีความรวดเร็วฉับไว และมีการเลือกใช้มุมกล้องที่สามารถถ่ายทอดการแสดงออกมาได้เป็นอย่างยอดเยี่ยมที่สุด, สังเกตจากเริ่มต้นสนทนา หนังจะใช้ภาพ mid-shot จากนั้นก็ตัดสลับกับ close-up เมื่อต้องการให้เห็นอารมณ์ สีหน้าของนักแสดงอย่างชัดๆ, วิธีการนี้ ทำให้ช่วยเสริมให้การแสดงของนักแสดง โดยเฉพาะ Marlon Brando มีความสมจริงจับต้องได้ อยู่ใกล้แค่เอื้อม

เพลงประกอบโดย Leonard Bernstein หนังเรื่องนี้ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร TIME ให้เป็น 1 ใน 10 หนังที่มีเพลงประกอบยอดเยี่ยม (10 Best Soundtrack), มีฉากหนึ่งที่ทำเอาผมอึ้งไปเลย คือตอนขณะ Terry สารภาพความจริงกับ Edie ฉากนี้เริ่มจากเสียงกระฉึกกระฉักของรถไฟ ขณะ Terry เริ่มพูดจะได้ยินเสียงหวูดเรือ เราจะฟังไม่รู้เรื่องว่า Terry พูดอะไร แต่สีหน้าท่าทางของ Edie บ่งบอกความหวาดกลัว จากนั้นเธอจึงออกวิ่งหนี แล้วเพลงประกอบก็ดังขึ้น, จังหวะของเสียง Sound Effect ในฉากนี้เปะมากๆ สร้างความรู้สึกช็อคไม่ใช่แค่ Edie แต่กับคนดูสามารถเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของเธอได้เลย

เกร็ด: หนังใช้นกพิราบเปรียบกับผู้บริสุทธิ์ และเหยี่ยว (นกอินทรี) เป็นผู้ล่าเหยื่อ ที่คอยจ้องจับผิด หาโอกาสตะครุบฆ่า เป็นสัตว์สัญลักษณ์แทนเรื่องราวของหนัง

ในช่วงท้าย การเผชิญหน้าระหว่าง Johnny Friendly และ Terry Malloy บอสตะโกนว่า ‘นายหักหลังฉันสินะ’ (You ratted on us, Terry) แล้ว Terry สวนไปว่า ‘ตลอดหลายปีมานี้ ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นสิ่งผิด’ (I’m standing over here now. I was rattin’ on myself all those years. I didn’t even know it.) คำพูดประโยคนี้ เป็นคำอธิบายที่สะท้อนความคิดของผู้กำกับ Kazan ต่อพรรคคอมมิวนิสต์ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเข้าร่วม ว่ามีความชั่วร้ายและน่าหลงใหล ‘ฉันทำหนังเรื่องนี้ เพื่อบอกต่อโลกว่า จุดยืนของฉันคืออะไร’  (I worked on that film, I was telling the world where I stood.) จากคำกล่าวนี่ สร้างความขัดแย้งให้กับผู้ชมและนักวิจารณ์สมัยนั้นเป็นอย่างมาก ถึงขนาดมีนักวิจารณ์บางคนออกมาพูดว่า จะไม่มีวันให้อภัย Kazan กับสิ่งที่เขาเคยทำและนำเสนอการแก้ต่างของตนออกมาผ่านสื่อภาพยนตร์, Roger Ebert ให้ความเห็นย้อนแย้งไปว่า ผู้กำกับนั้นมีสิทธิ์เต็มที่ในการซ่อนหรือแฝงความหมายของตนลงไปในหนังอยู่แล้ว ไม่ว่ามันจะเลิศหรูหรือน่าละอาย อย่างน้อย Kazan ก็ไม่ได้ปิดบังความตั้งใจของเขา (Directors make films for all sorts of hidden motives, some noble, some shameful, and at least Kazan was open about his own.)

On the Waterfront เป็นหนังที่ต้องใช้สติดูนะครับ เพราะถ้าคุณขาดสติคงไม่มีทางเข้าใจว่าใจความของหนังต้องการสื่อถึงอะไร, สิ่งที่ Kazan นำเสนออกมา คือ ‘สติ’ ของเขาเอง มันอาจคือการแก้ต่างต่อสิ่งที่เขาเคยทำผิด แต่มันมีเรื่องอะไรในโลกที่รุนแรงขนาด ‘ให้อภัยกันไม่ได้’ หรือยังไง, ตัวละครของ Edie พี่ชายของเธอถูกฆ่าตาย เธอเจ็บปวดและต้องการตามหาฆาตกร ตัวละครของ Terry พี่ชายถูกฆ่าตัวตาย เขารู้ตัวการ ตรงไปต้องการฆ่า แต่ถูกยั้งไว้ มันมีประโยชน์อะไรที่ต้องมีคนตายเกิดขึ้นอีก ‘ให้ผู้ผิดได้รับโทษทางกฎหมาย’ เราอาจให้อภัยเขาไม่ได้ แต่ถ้าป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกได้กับคนอื่น อย่างไหนจะยิ่งใหญ่กว่ากัน

ความยิ่งใหญ่ของหนังเรื่องนี้ ด้วยสุดยอดการแสดงของ Brando และการกำกับของ Kazan ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ วิธีการแสดงของหนัง hollywood ไปตลอดกาล, ถ้า James Dean ไม่ด่วนเสียชีวิตไปก่อน ผมคิดว่า Dean และ Brando จะคือ 2 นักแสดงผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของ hollywood (Dean คืออีกหนึ่งนักแสดงที่ใช้ Method Acting ในยุคนั้นนะครับ) แต่เมื่อเหลือแค่ Marlon Brando เขาจึงกลายเป็นซุปเปอร์สตาร์หนึ่งเดียวที่ไร้ซึ่งคู่ต่อสู้ เก่งที่สุด อัจฉริยะที่สุด และยอดเยี่ยมที่สุดในโลก

หนังเข้าชิง 12 รางวัลใน 10 สาขา ได้มา 8 ประกอบด้วย Best Film, Best Director, Best Actor, Best Supporting Actress, Best Writer, Best Art Direction, Best Cinematography และ Best Edited ที่พลาดคือ Best Supporting Actor และ Best Score, Golden Globe เข้าชิง 4 สาขากวาดเรียบ ประกอบด้วย Best Motion Picture – Drama, Best Actor, Best Director และ Best Cinematography,หนังได้ฉายในเทศกาลหนังเมือง Venice และได้ Silver Lion สาขา Best Director, ด้วยทุนสร้างเพียง $910,000 เหรียญ หนังทำเงิน $9.6 ล้าน

ผมจัดหนังเรื่องนี้ให้ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เพราะ การค้นพบตัวเองของ Terry Malloy, ตอนต้นเรื่องผมไม่ถือว่าเขาเป็นคนเลวนะครับ แค่ยังหาอุดมการณ์ของตัวเองไม่พบ คบเพื่อนนิสัยไม่ดีอยู่บ้างเท่านั้น ซึ่งพอคนเราได้เติบโตขึ้น เรียนรู้ เข้าใจตนเอง ค้นพบตัวเอง เขาจึงสามารถเลือกที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม, ชัยชนะที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากทุกการต่อสู้ที่ชนะ บางครั้งความพ่ายแพ้จากการต่อสู้ ก็คือชัยชนะที่เหนือกว่าชัยชนะ

แนะนำกับคนที่ต้องการเป็นนักแสดงหรืออาชีพเกี่ยวกับการแสดง ให้ศึกษาจาก Marlon Brando เลยนะครับ, นักสังคม รัฐศาสตร์ การปกครอง ศึกษาจากใจความแฝงเรื่องของการปกครองคน, คอหนัง drama หนักๆ (ออกแนว film noir นิดๆ) ชอบดูหนังเก่าๆ คลาสสิค คุณภาพเยี่ยมไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ หนังถือว่ามีความรุนแรงแฝงอยู่ การต่อสู้ เลือด และฆาตกรรม

TAGLINE | “On the Waterfront กับการแสดงที่ดีที่สุดในโลกของ Marlon Brando กำกับโดย Elia Kazan ที่จะพาคุณราวกับเข้าไปยืนอยู่ข้างๆ จับต้องความคิด ความเข้าใจทุกสิ่งอย่างของหนังได้”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

2 Comments on "On the Waterfront (1954)"

avatar
  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
tantawanpanda
Guest

ที่งงคือ นางเอกบทก็เยอะนะคะ แต่ทำไมไม่ชิงนำหญิง กลัวชิงนำหญิงก็จะไปเจอจูดี้ การ์แลนด์ ปะทะ เกรซ เคลลี่รึเปล่าคะ 😰เลยส่งเป็นสมทบ แล้วก็ได้มาครองจริงๆด้วย