Out of the Past (1947)

Out of the Past

Out of the Past (1947) hollywood : Jacques Tourneur ♥♥♥♥♡

Robert Mitchum พยายามหลบหนีสิ่งชั่วร้ายที่ตนเคยกระทำไว้ในอดีต แต่ต่อให้ไปไกลแค่ไหน สักวันย่อมต้องได้รับการค้นพบ และถูกผลกรรมคืนสนอง, ผลงานชิ้นเอกของผู้กำกับ Jacques Tourneur น่าจะเป็นหนังนัวร์เรื่องเยี่ยมที่สุดในโลก, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ผมขอใช้คำว่า ‘น่าจะ’ ก่อนนะครับ เพราะมีหนังนัวร์อีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้รับชม แต่โดยสันชาติญาณของตนเอง หลงใหล คลุ้มคลั่งไคล้ภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างมาก สมบูรณ์แบบแทบทุกๆองค์ประกอบ แล้วถูกมองข้ามโดยสิ้นเชิงเมื่อตอนออกฉาย กาลเวลาเคลื่อนเลยผ่านถึงค่อยได้รับค้นพบ ‘Out of the Past’ แม้แต่หนังยังหนีอดีตไม่พ้นจริงๆ

กับคนที่รับชมหนังนัวร์มาหลายๆเรื่อง น่าจะพอพบเห็นเข้าใจจิตวิญญาณของภาพยนตร์แนวนี้
– ถ้าเป็นหนังอาชญากรรมทั่วไป จะเริ่มจากปัจจุบันแล้วดำเนินเรื่องไปข้างหน้า, แต่หนังนัวร์แทบทั้งนั้นเล่าย้อนอดีต บางสิ่งอย่างชั่วร้ายที่ตัวละครเคยกระทำมา (ด้วยเหตุนี้มุมมองเล่าเรื่องจึงตกเป็นของพระเอกแต่เพียงผู้เดียว ปรากฎตัวอยู่ครบทุกฉาก)
– นั่นทำให้พระเอกหนังนัวร์ เริ่มต้นมามักอยู่ในสภาพร่อแร่ ปางตาย ถูกป้ายสี โดนใส่ร้าย ถือว่ามีความเคราะห์ร้ายระดับหายนะ
– หนังอาชญากรรมทั่วไป ตัวละครมีทั้งดี-ชั่ว กระทำสิ่งถูก-ผิด, แต่หนังนัวร์ มักหาคุณความดีอะไรไม่ได้ วันๆพยายามล้อหลอกตนเอง แอบอ้างกระทำสิ่งชั่วร้ายว่าคือดี ปลิ้นปล้อน กะล่อน สนแต่กอบโกยผลประโยชน์ และสุดท้ายฉันต้องรอดไว้ก่อน
– ผู้หญิงในหนังนัวร์คือ ‘Femme Fatale’ สวยอันตราย! แทบทั้งนั้นเต็มไปด้วยมารยาเสน่ห์ กะล่อนปลิ้นปล้อนหลอกลวง ปากบอกว่ารัก แต่จิตใจอสรพิษร้าย สนแต่กอบโกยผลประโยชน์ และสุดท้ายฉันต้องรอดไว้ก่อนเช่นกัน

จริงๆการล่วงรับรู้สูตรสำเร็จของหนังนัวร์ อาจเป็นข้อด้อยทำให้ผู้ชมไม่รู้สึกตื่นเต้น แปลกประหลาดใจกับสิ่งเกิดขึ้นสักเท่าไหร่ ผมเองก็สามารถคาดเดาอะไรๆหลายอย่าง (โดยเฉพาะ Femme Fatale) แต่เรื่องนี้ยังมีอีกมากที่ครุ่นคิดไม่ถึง หักมุมแล้วหักมุมอีก กระทั่งพอไม่มีอะไรหลงเหลือให้หัก ก็ทิ้งท้ายด้วยคำถาม ซะงั้น!

ผู้ชมสมัยนี้ถ้าได้ยินว่า Robert Mitchum ประกบ Kirk Douglas คงรู้สึกว่านี่ต้องเป็นหนังระดับ เพชรตัดเพชร อย่างแน่แท้! แต่ช่วงขณะนั้น Douglas ยังเป็นนักแสดง no-name ไร้ชื่อเสียงเรียงนามอยู่เลยนะ เรื่องนี้เพิ่มเป็นผลงานลำดับสาม กว่าจะได้รับบทนำครั้งแรกก็ Champion (1949) แต่เราสามารถพบเห็นความพยายามต้องการแย่งซีน สร้างความโดดเด่นให้กับตนเองหลายครั้งทีเดียว (แต่ก็จะโดนความเก๋าของ Mitchum ตบกระเด็น ตอนนั้นยังถือว่าห่างชั้นกันอยู่มาก!)

Jacques Tourneur (1904 – 1977) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris เป็นลูกของผู้กำกับ Maurice Tourneur ตอนอายุ 10 ขวบติดตามพ่อสู่ประเทศอเมริกา เป็นนักแสดงตั้งแต่เด็ก แต่พวกเขาก็เดินทางกลับฝรั่งเศสเพราะพ่อได้โอกาสสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Mysterious Island (1925), โตขึ้นเริ่มจากเป็นนักตัดต่อ ผู้ช่วยผู้กำกับ สร้างหนังสั้น Tout ca ne vaut pas l’amour (1931) เข้าตาสตูดิโอ MGM ดึงตัวกลับมา Hollywood เริ่มจากเป็นผู้ช่วยกองสอง A Tale of Two Cities (1935), กำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก They All Come Out (1939), หลังออกจาก MGM เซ็นสัญญากับ RKO สร้างหนังเกรด B สองเรื่องที่กลายเป็นตำนาน Cat People (1942), I Walked with a Zombie (1943)

สำหรับ Out of the Past ดัดแปลงจาก Build My Gallows High (1946) แต่งโดย Geoffrey Homes นามปากกาของ Daniel Mainwaring (1902 – 1977) นักเขียนนวนิยาย สัญชาติอเมริกัน

“With Build My Gallows High, I wanted to get away from straight mystery novels. Those detective stories are a bore to write. You’ve got to figure out ‘whodunit’. I’d get to the end and have to say whodunit and be so mixed up I couldn’t decide myself”.

– Daniel Mainwaring

แน่นอนว่าข่าวการซื้อลิขสิทธิ์นวนิยายเล่มนี้ของ RKO Radio Pictures เข้าหู Joseph Breen ที่ได้ส่งจดหมายเตือนว่ามีเนื้อหาขัดแย้งต่อ Hays Code หลากหลายประการ แจกแจงหัวข้อหลักๆคือสัมพันธ์รักสามเส้าของตัวละคร และตอนจบที่เป็นการฆ่าตัวตาย

แม้ในเครดิตจะขึ้นชื่อเพียง Daniel Mainwaring คือผู้ดัดแปลงบทภาพยนตร์ แต่ก็มีการว่าจ้าง ‘Ghost Writer’ อาทิ James M. Cain, Frank Fenton (บทสนทนาส่วนใหญ่นำจากคนหลังสุด) ให้มาช่วยขัดเกลาเรื่องราว

Jeff Bailey (รับบทโดย Robert Mitchum) ประกอบธุรกิจปั๊มน้ำมันเล็กๆ ณ Bridgeport, California วันหนึ่งพบเจอแขกไม่พึงประสงค์ Joe Stefanos (รับบทโดย Paul Valentine) บอกว่า Whit Sterling (รับบทโดย Kirk Douglas) กำลังติดตามหา ต้องการพบเจอตัว อดีตที่ต้องการทอดทิ้งหวนกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง ทำให้เขาตัดสินใจเผชิญหน้ากับมัน

เรื่องราวในอดีตมีอยู่ว่า Jeff Markham (ชื่อเดิมของ Jeff Bailey) ทำงานเป็นนักสืบเอกชน รับงานจากเจ้าพ่อมาเฟีย Whit Sterling ให้ออกติดตามหาหญิงสาว Kathie Moffat (รับบทโดย Jane Greer) ที่ไม่เพียงขโมยเงิน $40,000 เหรียญ ยังยิงปืนใส่เขากระสุนสี่นัด รอดตายอย่างหวุดหวิดปาฏิหารย์ เจ้าตัวยืนกราน ‘ไม่ได้ต้องการล้างแค้นเอาคืน แค่อยากให้เธอหวนกลับมา บอกแบบนี้นายอาจไม่รู้เรื่อง แต่เชื่อเถอะพอพบเจอเธอแล้วจะเข้าใจทันที’ ซึ่งหลังจากติดตามไปจนพบเจอตัวที่ Acapulco, Mexico City วินาทีแรกพบเห็นก็เข้าใจทุกสิ่ง ตกหลุมรักคลั่งไคล้ ชักชวนหนีไปอยู่ด้วยกัน พลันวันสหายคู่หูนักสืบ Jack Fisher (รับบทโดย Steve Brodie) ติดตามมาจนพบเจอ ระหว่างกำลังดวลหมัดต่อรอง Kathie ก็ยิงปืนสวนใส่ สร้างความอ้ำอึ้งคาดไม่ถึง แล้วเธอก็สูญหายตัวไปโดยทันที ทอดทิ้งบัญชีสมุดเงินฝาก $40,000 เหรียญ (คงทำให้ Jeff นำไปเปิดธุรกิจปั๊มน้ำมันกระมัง)

สำหรับเหตุการณ์ในปัจจุบัน Jeff ถูกร้องขอโดย Whit ให้ช่วยเหลือจัดการบางสิ่งอย่าง แต่ก็พอคาดเดาได้ว่าต้องมีตื้นลึกหนาบางแน่ๆ จึงทำการตลบหลัง ซุ่มติดตามย้อนรอยถึงได้พบเจอการฆาตกรรมอำพราง คงต้องการใส่ความตนเองให้เป็นแพะรับบาป (Fall Guy) เขาจึงพลิกตบหลัง Kathie ที่ขณะนั้นหวนกลับมาอยู่กับ Whit ให้กลายเป็นแพะแทนตนเอง แต่เรื่องอะไรเธอจะยินยอม จึงจัดการส่ง… เอาว่าไปดูหนังต่อเองแล้วกัน มันก็ซับซ่อนวุ่นวายประมาณนี้แหละ

นำแสดงโดย Robert Charles Durman Mitchum (1917 – 1997) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Bridgeport, Connecticut พ่อเสียไปตั้งแต่ยังเด็ก โตขึ้นเลยมีนิสัยเกเรชอบใช้ความรุนแรง ถูกไล่ออกจากโรงเรียนหลายแห่ง เลยตัดสินใจเป็นนักมวย เข้าร่วมแก๊งค์อันธพาลจนถูกจับแต่สามารถหนีเอาตัรอดมาได้ มุ่งสู่ Hollywood อาศัยอยู่กับพี่สาวที่กำลังไต่เต้าเป็นนักแสดง ชักชวนน้องให้หันมาสายนี้ เริ่มต้นจากเป็น Ghostwriter ตามด้วยตัวประกอบ จนได้โอกาสแสดงบทเล็กๆ มักเป็นตัวร้าย เริ่มมีชื่อเสียงกับ Nevada (1944), The Story of G.I. Joe (1945) **เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actor, หลังจากนั้นก็เริ่มได้รับบทนำในหนังนัวร์ อาทิ Out of the Past (1947), The Night of the Hunter (1955), Heaven Knows, Mr. Allison (1957), The Enemy Below (1957), Cape Fear (1962) ฯ

เกร็ด: Robert Mitchum คือนักแสดงชายยอดนิยมลำดับที่ 23 จากชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars

รับบท Jeff Bailey ชื่อเดิม Jeff Markham อดีตเป็นนักสืบมาดเท่ห์ มีความเฉลียวฉลาดและซื่อสัตย์สุจริต แต่นั่นเป็นภาพลักษณ์ที่คนทั่วไปพบเห็นปักใจเชื่อ ตัวตนแท้จริงเป็นพวกเห็นแก่ตัว มักมาก โลภละโมบ สนเพียงผลประโยชน์ของตนเอง กระทั่งว่าเมื่อได้พบเจอตกหลุมรักหญิงสาว Kathie Moffat และเรียนรู้ตัวตนแท้จริงของเธอ พยายามทอดทิ้งหลงลืมเลือนอดีต แต่มันก็หวนกลับมารื้อฟื้นความทรงจำ ทำให้ต้องตัดสินใจเผชิญหน้า ต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอดให้จงได้

นักแสดงแรกสุดได้รับการติดต่อไปคือ Humphrey Bogart ปฏิเสธเพราะมองว่าบทบาทคล้ายคลึงกับ The Maltese Falcon (1941) [มีอีกแหล่งข่าวบอกว่า Bogart ไม่ได้ปฏิเสธ แต่สตูดิโอ WB ไม่ยอมปล่อยตัว] ต่อด้วย John Garfield, Dick Powell และ Robert Mitchum ลำดับที่สี่

ภาพลักษณ์ประจำตัวของ Mitchum คือชายผู้ไม่ค่อยยี่หร่าต่ออะไร ทำตัวสบายๆผ่อนคลายเรื่อยเปื่อย แต่ลึกๆนั้นกลับเฉลียวฉลาดรอบรู้ ปฏิภาณไหวพริบเป็นเลิศ สามารถครุ่นคิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้รวดเร็วทันท่วงที ตลบตะแลงย้อนแย้ง จนศัตรูคู่แค้นต้องยินยอมศิโรราบให้

ในชีวิตจริงของ Mitchum ก็แทบไม่ต่างอะไรจากตัวละครนี้ แสดงออกอย่างผ่อนคลาย ขี้เล่นกับทุกคนในกองถ่าย เหมือนจะไม่จริงจังกับบทบาทสักเท่าไหร่ แต่แท้จริงๆคือตระเตรียมตัวมาอย่างดีพร้อม ปรับตัวได้ทุกปัญหา/สถานการณ์, มีฉากหนึ่งในหนังที่ตัวละครของ Douglas ยื่นบุหรี่ให้ แต่มือของเขายังคงค้างของเก่าจากเทคก่อนหน้าอยู่ ทำการ ‘Improvise’ ด้วยสัญชาติญาณ

Whit: “Cigarette?”
Jeff: “Smoking”.

Jane Greer ชื่อเดิม Bettejane Greer (1924 – 2001) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Washington D.C. ตอนอายุ 15 ป่วยเป็นโรค Facial Palsy ครึ่งซีกด้านซ้ายใบหน้าไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้ ค่อยๆทำกายภาพบำบัดจนอาการดีขึ้น นั่นทำให้ภาพลักษณ์ของเธอมีลักษณะสงบนิ่ง เยือกเย็นชา จนได้รับฉายา ‘the woman with the Mona Lisa smile’ โตขึ้นประกวดนางงามได้รับรางวัลชนะเลิศ กลายมาเป็นนางแบบโมเดลลิ่ง นักร้อง ค้นพบเจอโดย Howard Hughes จับมาเซ็นสัญญากับ RKO ผลงานเด่นๆ Dick Tracy (1945), Out of the Past (1947), They Won’t Believe Me (1947), The Big Steal (1949) ฯ

รับบท Kathie Moffat จากเคยเป็นคนรักของ Whit Sterling คงเกิดความเบื่อหน่ายชีวิตที่เป็นดั่งนกในกรงขัง ต้องการได้รับอิสรภาพโบยบิน เลยลักขโมยเงิน ใช้ปืนยิงต้องการเข่นฆ่าให้ตาย แล้วหลบหนีมุ่งหน้าสู่ Mexico City แต่ความโชคร้ายคือ Whit ยังมีชีวิตอยู่ ทำให้ถูกติดตามตัวจนพบเจอ ใช้มารยาเสน่ห์ลวงล่อหลอก Jeff Markham เพื่อเป็นลูกล่อลูกชน ตกหลุมรักแล้วจะได้ไม่นำพาเธอกลับไป

ครึ่งหลังคงเพราะหมดตัว หนีไปไหนไม่รอด Kathie เลยหวนกลับสู่อ้อมกอดของ Whit และยังได้พบเจอกับ Jeff อีกครั้งหนึ่งด้วย ซึ่งเธอก็ยังคงพลิกลิ้นกลับกลอกไปมา ทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเองสามารถเอาตัวรอดจากสถานการณ์เป็น-ตาย แสดงออกด้วยความเห็นแก่ตัว ชั่วร้ายอย่างที่สุด

การแสดงของ Greer สามารถทำให้ผู้ชมเชื่อได้อย่างสนิทใจในความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของเธอในช่วงแรก ดวงตาอันกลมโตบ้องแบ้ว หนุ่มๆเห็นย่อมหลอมละลาย แต่หลังจากพบเห็นโน่นนี่นั่นหลายครั้งเข้าก็คงเริ่มเข้าใจ แท้จริงแล้วภายในโคตรจะอัปลักษณ์ น่ารังเกียจขยะแขยง โฉดชั่วร้าย เลวทรามต่ำช้า หาคุณความดีงามเหมือนภาพลักษณ์ไม่ได้สักนิด

แรกๆชุดของหญิงสาวคือขาวบริสุทธิ์ แต่จะค่อยๆเข้มขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งฆ่าคนตายก็กลายเป็นสีดำ ช่วงท้ายถลำลึกนึกว่าแม่ชี แต่นั่นคือความอัปรีย์ หาคุณความดีอะไรไม่ได้อีกแล้ว (นี่เป็นการย้อนแย้งกันเองของหนัง สวมชุดเหมือนแม่ชี แทนที่จะบริสุทธิ์กลับตรงกันข้าม เต็มเปี่ยมด้วยความชั่วร้ายเลวทราม)

Greer กล่าวถึงสองนักแสดงชายที่เธอร่วมงานครานี้ แตกต่างกันอย่างสุดขั้วจริงๆ
– Mitchum เป็นคนน่ารักชอบให้ความช่วยเหลือ ขี้เล่นหยอกล้อ เห็นเหมือนคนไม่ยี่หร่าอะไรแต่ละเอียดอ่อน และใส่ใจทุกๆรายละเอียด
– Douglas เป็นนักแสดงที่ทุ่มเท จริงจัง สมบทบาท ฉากที่ใช้ความรุนแรง บีบมือ ตบหน้า เล่นจริงเจ็บจริง

Kirk Douglas ชื่อจริง Issur Danielovitch (เกิดปี 1916) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Amsterdam, New York ในครอบครัวเชื้อสาย Jews อพยพจาก Russia แม้ฐานะยากจนแต่ได้ทุนเข้าเรียน American Academy of Dramatic Arts รุ่นเดียวกับ Betty Joan Perske (ชื่อเดิมของ Lauren Bacall) ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองสมัครเป็นทหารเรือ ประจำเรือดำน้ำ USS PC-1137 ปลดประจำการเพราะได้รับบาดเจ็บ ได้รับคัดเลือก New Male Talent โดยผู้กำกับ Hal Wallis แสดงภาพยนตร์ The Strange Love of Martha Ivers (1946), ได้รับการจดจำในมาดชายถึก (Tough Guy) เรื่อง Champion (1949), Ace in the Hole (1951), The Bad and the Beautiful (1952), 20,000 Leagues Under the Sea (1954), Lust for Life (1956), Path of Glory (1957), Spartacus (1960) ฯ

เกร็ด: Kirk Douglas คือนักแสดงชายยอดนิยมลำดับที่ 17 จากชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars

รับบท Whit Sterling มาเฟียหนุ่มหล่อ มาดเข้ม ภายนอกเต็มไปด้วยรอยยิ้มแย้มแต่ดูแล้วคือการสร้างภาพล้วนๆ ภายในคงคลุ้งคลั่งดั่งพายุคลื่นลมมหาสมุทร อยากได้อะไรต้องได้ ใช้งานคนเก่ง ไม่ว่าใครหลบลี้หนีไปไหนสามารถติดตามตัวพบเจอ, จุดอ่อนหนึ่งของ Whit คือการตกหลุมรัก Kathie Moffat แบบโงหัวไม่ขึ้น ทั้งๆรู้ว่าเธอคืออสรพิษก็ยังยินยอมยกโทษให้อภัย แต่เมื่อโดนแว้งกัดจนแทบไม่หลงเหลือใครค่อยมาสำนึกได้ และสุดท้าย…

มาดอันคมเข้ม จริงจัง ดูขัดแย้งกับรอยยิ้มแย้ม นั่นแปลว่าลึกๆแล้วตัวละครอาจไม่ได้รู้สึกอย่างที่พูด/แสดงออกมา ทั้งหมดเป็นการสร้างภาพให้ตนเอง ซึ่งถือว่าเหมาะสมกับ Douglas ขณะนั้น พยายามอย่างยิ่งยวดจะค้นหา สร้างความแตกต่าง โดดเด่นให้กับตนเอง มีที่อยู่เอาตัวรอดในวงการภาพยนตร์

ความพยายามของ Douglas ที่จะแย่งซีนความโดดเด่นให้ตนเอง อาทิ หยิบจับเล่นเหรียญ, หมุนกุญแจ ฯ กลับได้รับการค้นพบโดยผู้กำกับ Tourneur ถูกสั่งให้หยุด! หลายครั้งยังโดน Mitchum กลั่นแกล้งเล่นด้วยการทำสีหน้ายียวนกวนประสาทใส่ (เวลาถ่าย Re-Action Shot จากด้านตัวละคร) คงไปว่าอะไรพี่แกไม่ได้เพราะตอนนั้นยังไม่ดัง เลยทดลองทำโน่นนี่นั่นเพื่อเรียกร้องความสนใจขึ้นมา ซึ่งสุดท้ายถือว่าเป็นความพ่ายแพ้ ถูกตบหัวลูบหลังโดยผู้กำกับ/นักแสดง มากประสบการณ์กว่า

ถ่ายภาพโดย Nicholas Musuraca (1892 – 1975) ตากล้องสัญชาติอิตาเลี่ยน ครอบครัวอพยพย้ายสู่อเมริกาปี 1907 เริ่มจากเป็นคนขับรถรับส่งโปรดิวเซอร์ J. Stuart Blackton หลงใหลในงานเบื้องหลัง โดยเฉพาะการถ่ายภาพ ต่อมาสังกัด RKO Radio Pictures เริ่มมีชื่อเสียงจาก Stranger on the Third Floor (1940) ** นักวิจารณ์หลายสำนักถือกันว่าคือหนังนัวร์เรื่องแรก, ก่อนหน้านี้ร่วมงานกับ Tourneur เรื่อง Cat People (1942), Out of the Past (1947)

ปกติแล้วหนังนัวร์มักสร้างฉากถ่ายทำภายในสตูดิโอ แต่เรื่องนี้มีประมาณ 30% เปิดโลกทัศน์สู่ภายนอกยังสถานที่จริง ติดพื้นหลังป่าเขา ทะเลสาบ ชายหาด อาทิ Sierra Nevada Mountains, Lake Tahoe, Lower Twin Lake, Leo Carrillo State Beach ฯ ก็ไม่ได้ห่างไกลจาก Hollywood, California สักเท่าไหร่

พื้นหลังช็อตนี้คือเทือกเขา Sierra Nevada, ไม่แน่ใจว่านี่คือครั้งแรกๆของหนังนัวร์เลยหรือเปล่า ทำลายข้อจำกัดที่มักถ่ายทำในสตูดิโอเสียส่วนใหญ่ ไฉนพื้นหลังธรรมชาติกว้างใหญ่ จักไม่สามารถกลายเป็นองค์ประกอบของ Film Noir ซึ่งนัยยะของการเลือกถ่ายทำยังสถานที่จริงนี้ เพื่อสะท้อนมุมมองโลกทัศน์ตัวละคร พยายามหลบหลีกหนีโบยบินเป็นอิสระเสรี แต่สุดท้ายจำต้องหวนกลับไปตายรังอยู่ดี

ตั้งแต่ครั้งแรกๆที่พบกัน ตำแหน่ง/ทิศทางระหว่าง Jeff Bailey กับ Whit Sterling มักหันกันคนละด้าน ตั้งฉาก ไม่เผชิญหน้าสบตา ซึ่งถ้าใครชอบสังเกตจักพบเห็นอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งก็แฝงนัยยะสำคัญคือ ความแตกต่างคนละขั้วตรงข้ามในแทบทุกสิ่งอย่าง (แต่ตกหลุมรักหญิงสาวคนเดียวกัน)

มีอุปกรณ์ประกอบฉากอย่างหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ คือเงาจากรูปปั้นด้านหลัง เท่าที่ผมเห็นคือ 2+1 เงา ถ้าไม่นับอันที่จางๆกึ่งกลาง ผมว่ามันสะท้อนเข้ากับสองตัวละครนี้ได้อยู่นะ (คนละฝั่ง มุมมอง แตกต่างตรงกันข้าม)

การมาถึง พบเห็นครั้งแรกของ Kathie Moffat คำบรรยายของ Jeff คือ

“And then I saw her – coming out of the sun. And I knew why Whit didn’t care about that 40 grand”.

กับคนช่างสังเกตหน่อย ระหว่างก้าวย่างของหญิงสาวมาจนถึงเก้าอี้นั่ง ใบหน้าของเธอจะเริ่มจากอาบแสงสว่าง -> มืดมิด (หมวกบดบังแสงไฟจากด้านบน) -> สว่างขึ้นอีกครั้ง นี่เป็นการบอกใบ้แฝงนัยยะถึงความชั่วร้าย กลับกลอก ปอกลอกของตัวละคร สันดานธาตุแท้พบเห็นได้ตั้งแต่การปรากฎตัวครั้งแรกแล้วนะเนี่ย!

ไม่แน่ใจ: ผมอาจจะหูแว่วไปเอง ทำนองบทเพลงดังคลอประกอบฉากนี้ มีความละม้ายคล้าย Cheek to Cheek (1935) เป็นอย่างมาก ซึ่งตัวละครเล่าว่าได้ยินจากโรงหนังที่อยู่ข้างๆร้านนี้ ก็มีแนวโน้มจากภาพยนตร์เรื่อง Top Hat (1935)

ฉากได้รับการจดจำกว่าขวัญถึงมากสุดของหนัง คือจูบแรกริมชายหาด Mexico City แต่ถ่ายทำแถวๆ Leo Carrillo State Beach, California

เอาจริงๆผมไม่รู้สึกถึงความโรแมนติกของฉากนี้เลยนะ อาจเพราะความมืดมิดสนิทที่แทบมองไม่เห็นอะไร และตาข่าย/แห ที่อยู่ด้านหลัง แฝงนัยยะถึงการเกี่ยวพัน รัดโยงใย ตรงกับสำนวน ‘ติดร่างแห’ มักสื่อถึงโชคร้าย อันตรายกำลังย่างกรายเข้ามา

ยังอยู่ที่ริมชายหาด ช็อตถัดมานี้ก็แฝงนัยยะบางอย่าง สังเกตจากทิศทางใบหน้าของตัวละคร Mitchum เงยขึ้น 45 องศา ขณะที่ Greer ก้มลง 45 องศา ศีรษะของพวกเขาวางตั้งฉาก 90 องศา นี่ย่อมเป็นความจงใจอย่างแน่นอน นัยยะเดียวกับการจัดวางองค์ประกอบที่ผมว่าไป ความแตกต่างสุดขั้ว คนละทิศทางของตัวละคร

ขณะที่ตัวละครของ Mitchum กำลังดื่มด่ำได้ขึ้นสรวงสวรรค์ (เพราะได้ตกหลุมร่วมรักหญิงสาว) ตรงกันข้ามกับตัวละครของ Greer ราวกับจมปลักสู่ขุมนรก ชีวิตมืดมนไร้หนทางออก

ข้ามๆมาฉากนี้เลยดีกว่า Jack Fisher ติดตามมาพบเจอ Jeff กับ Kathie เป็นแขกแปลกหน้าไม่พึงประสงค์ ด้วยเหตุนี้การสนทนาเบื้องต้นเริ่มด้วยมุมเงย แถมเอียงกะเท่เร่ (Dutch Angle) สะท้อนถึงความผิดปกติของสถานการณ์ ต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นต่อไปอย่างแน่นอน

ระหว่างที่สองหนุ่มต่อยกันเพราะยังหาข้อสรุปไม่ได้ ไดเรคชั่นของ Sequence นี้ คือให้เงาของพวกเขาอาบลงบนใบหน้าของ Kathie ราวกับว่าเธอกำลังครุ่นคิดตัดสินใจจะทำอะไรบางอย่าง ดวงตากลมโตอันใสบริสุทธิ์ของเธอ แท้จริงแล้วแฝงความชั่วร้ายแอบซ่อนไว้ภายใน

นี่เป็นช็อตน่าสนใจทีเดียว อยู่กึ่งกลางหนังพอดิบพอดี เมื่อตัวละครของ Mitchum เล่าย้อนเหตุการณ์จากอดีตจนจบสิ้น ก็ถึงคราเปิดประตูกรงขัง เผชิญหน้าความทรงจำอันเลวร้ายของตนเอง, ถือเป็นการใช้ภาพของสถานที่ เปรียบเปรยนัยยะการกระทำของตัวละคร

ฉากนี้ถ่ายทำในสตูดิโอ ฉายภาพขึ้น Rear Projection คือทะเลสาป Lake Tahoe มีความใกล้แค่เอื้อม แต่ไม่สามารถไขว่คว้าหยิบจับครอบครองได้

แต่พื้นหลังช็อตนี้ไม่น่าใช่การฉายด้วยเครื่อง Rear Projection คาดคิดว่าคงเป็นการวาดภาพพื้นหลังหรือสร้างโมเดลจำลอง แล้วนำหลอดไฟดวงเล็กๆติดเรียงราย เวลาถ่ายทำก็ปรับระยะโฟกัส หน้าตัวละครชัด-ภาพพื้นหลังเบลอๆ แบบนี้ดูมีความสมจริงกว่าเป็นไหนๆ

เพราะพื้นหลังฉากนี้คือเมือง San Francisco สถานที่ที่พระเอกไปทำงานพิเศษให้กับ Whit ซึ่งการวาดภาพหรือสร้างโมเดลจำลองให้เป็นพื้นหลังนี้ ยังสะท้อนการปรุงปั้นแต่ง(ทางจิตใจ) ไม่ใช่ผืนธรรมชาติของจริงได้อีกด้วย

พบเห็นภาพช็อตนี้ทำให้ผมเกิดความตระหนักระลึกขึ้นมาได้ว่า เงาของตัวละครในหนังนัวร์ สามารถสื่อความหมายบางอย่างภายในจิตใจ (คล้ายๆกระจกที่สะท้อนตัวตน แต่เงาในบริบทของหนังนัวร์ คือสะท้อนด้านมืด ความชั่วร้าย ที่ยังไร้หน้าตา จับต้องไม่ได้)

เงาของ Kathie ช็อตนี้ สังเกตว่ามีขนาดสูงใหญ่กว่าตนเอง อาบลงบนพื้นผนังที่มีลักษณะเหลี่ยมมุม นี่สะท้อนถึงแผนการของเธอขณะนั้น ต้องการพลิกหักหลัง Jeff ให้เขากลายเป็นแพะรับบาป ทุกอย่างจักได้จบสิ้นลงเสียที

มารยาเสน่ห์ของหญิงสาว พยายามเป็นดั่งหยดน้ำบนใบบอน กลิ้งเบียดแทรกตัวไปเรื่อยๆ เพื่อแสวงหาหนทางรอดให้ตนเอง วินาทีนี้ใครๆย่อมรับล่วงรู้ถึงตัวตนแท้จริงของหญิงสาวได้แล้ว แต่พระเอกก็ยังอดไม่ได้ต้องเล่นตามน้ำ แลกกับรสจุมพิต/ยาพิษอันหวานฉ่ำ

สังเกตว่าช็อตนี้เป็นการถ่ายย้อนแสง Mitchum ยืนบดบังแหล่งกำเนิดแสงพอดิบพอดี นี่เป็นการสะท้อนหนึ่งในประโยคที่เขาพูดขึ้น

“Baby, I don’t care”.

การเสียชีวิตของ Joe Stefanos (มือขวาของ Whit) เป็นเหตุการณ์สามเส้าระหว่าง Jeff-Joe-เด็กหูหนวก
– Jeff ไม่ได้สนใจอะไร
– Joe ยกปืนขึ้นมาเล็ง
– เด็กหูหนวกกำลังตกปลา โยนเบ็ดขึ้นไปเกี่ยว

พลัดตกลงมาจากที่สูง มักแฝงนัยยะถึงการสิ้นสุดความเพ้อฝัน ทะเยอทะยาน ของต้องการทำบางสิ่งอย่าง/เข่นฆ่าใครคนหนึ่งแต่ตัวเองกลับถูกย้อนรอย กรรมตามสนอง

ไม่รู้ฉากนี้คือการบอกรักหรือบอกลาครั้งสุดท้ายระหว่าง Jeff กับหญิงสาวชาวบ้าน Ann Miller คนรักปัจจุบัน แต่สถานที่ถ่ายทำท่ามกลางป่าดงพงไพร รกด้วยกิ่งก้านไม้ แสงจันทร์สาดส่องมา ระโยงระยางอาบใบหน้าเรือนร่างพวกเขา เกี่ยวเนื่องพัวพันไม่ต่างจากโซ่ล่าม มิสามารถหาหนทางออกอยู่ร่วมครองคู่ได้อีกต่อไป

สามตัวละครหลักในช่วงท้ายเมื่อถึงจุดแตกหัก ตำแหน่งการหันหน้าของพวกเขา กระจัดกระจายคนละทิศทาง แต่ Jeff ก็ยังกล้าเผชิญหน้ากับ Kathie เพราะต่างรับรู้ว่าธาตุแท้จริงของกันและกัน เลยไม่มีอะไรต้องปิดบัง หวาดกลัว พูดบอกออกมาเลย เธอมันก็ ‘งูเห่า’ ยัยอสรพิษร้าย

ชาวอเมริกันชื่นชอบการให้โอกาสสอง ‘Second Chance’ แต่ถ้ายังจะร้องขอมากกว่านั้นก็มักไม่ได้แล้ว ซึ่งการกระทำอันชั่วร้ายของ Kathie ถึงจุดแตกหักที่ Whit ไม่สามารถยินยอมให้อภัยได้อีก ตบจริง! (Greer อาจไม่รู้ตัวว่าจะโดนเข้าแบบนั้น เลยทำตาลุกโพลงคาดคิดไม่ถึง!) และเทียนด้านหลังปักอยู่สามเล่ม ไร้ซึ่งการจุดแสงไฟ นั่นแปลว่าสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา หมดสิ้นเพลิงราคะความต้องการอีกต่อไป

ย้อนรอยกับเมื่อตอนต้นของครึ่งหลัง (ที่ Whit นำพา Jeff มารับประทานอาหารเช้า) Lake Tahoe ยามค่ำคืน สะท้อนความจริงอันมิดมิดสนิท สัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่อยู่ในจุดที่ ‘ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่’ หญิงสาวกลายเป็นผู้คุมเกม (Running the show) เพราะเราสองเกิดมาคู่กัน

“If you’e thinking of anyone else, don’t. It wouldn’t work. You’re no good for anyone but me. You’re no good and neither am I. That’s why we deserve each other”.

หนังกำลังจะจบแล้ว แต่คำพูดประโยคสุดท้ายของหนัง คำถามของ Ann Miller ดันทิ้งปมให้ผู้ชมไปใคร่ครุ่นคิดต่อ

“Was he going away with her? I have to know. Was he going away with her?”

หนุ่มใบ้ (รับบทโดย Dickie Moore) ดูแล้วน่าจะเป็นตัวแทนของผู้ชม ที่พบเห็นสิ่งต่างๆเกิดขึ้นมากมาย แต่มิอาจพูดบอกแสดงความคิดเห็นอะไรออกมาได้ ซึ่งตอนจบเมื่อถูกตั้งคำถามนี้ คำตอบของเขาจึงแทนด้วยสิ่งที่คนทั่วไปเมื่อพบเห็นย่อมตัดสินออกมาเช่นนั้น แต่มันจะใช่หรือไม่ ถูกหรือผิด ก็อยู่ที่คุณจะครุ่นคิดต่อเอง

ตัดต่อโดย Samuel E. Beetley (1913 – 1988) สัญชาติอเมริกัน ผลงานเด่น อาทิ Out of the Past (1947), The Longest Day (1962), Doctor Dolittle (1967) ฯ

เราสามารถแบ่งหนังออกได้เป็นสองส่วน
– ครึ่งแรก, เล่าเรื่องย้อนอดีต Flashback ของ Jeff Bailey/Markham พร้อมเสียงบรรยายประกอบ ซึ่งจะมีการตัดกลับมาปัจจุบันบางครั้งครา
– ครึ่งหลัง, เรื่องราวดำเนินไปข้างหน้า ภารกิจใหม่ของ Jeff Bailey/Markham

ขณะที่ Prologue และ Epilogue สามารถมองได้ว่าเป็นมุมมองของหนุ่มใบ้ พบเห็นการมาถึง-จากไป ตั้งคำถามแต่ไร้ซึ่งคำตอบ สะท้อนกันอย่างพอดิบพอดี

เพลงประกอบโดย Roy Webb (1888 – 1982) สัญชาติอเมริกัน สังกัด RKO Pictures ได้เข้าชิง Oscar ถึง 7 ครั้ง ไม่เคยได้สักรางวัล ผลงานเด่นๆ อาทิ Stranger on the Third Floor (1940), Cat People (1942), The Fallen Sparrow (1943), Notorious (1946), Out of the Past (1947), Marty (1955) ฯ

จัดเต็มด้วยวง Orchestra ดังคลอประกอบตลอดทั้งเรื่อง เพื่อคอยสร้างสัมผัสบรรยากาศให้กับหนัง เปลี่ยนแปรผันไปตามช่วงขณะเหตุการณ์ เริ่มต้นด้วยความเคลิบเคลิ้มผ่อนคลาย หวานแหววโรแมนติก (บทเพลงในฉากจุมพิต ณ ชายหาด มีความไพเราะเพราะพริ้งที่สุดเลย) จากนั้นค่อยๆมืดหมองหม่นลงเรื่อยๆ อันตราย/ความตายค่อยๆคืบคลานมา จนกระทั่งสุดท้ายแทบไม่หลงเหลืออะไรให้รู้สึกถึง ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่หายนะจุดสิ้นสุด

ผมค่อนข้างชื่นชอบบทเพลง Jazz ที่ดังเป็นพื้นหลังในผับ ค้นพบเจอชื่อ The First Time I Saw You แต่งโดย Nathaniel Shilkret ประกอบภาพยนตร์เรื่อง The Toast of New York (1937) ใกล้เคียงที่หาได้คือ

Out of the Past คือเรื่องราวของบุคคลผู้พยายามหลบหนีสิ่งชั่วร้ายที่เคยกระทำไว้ในอดีต ออกเดินทางไปให้สุดล่าฟ้าไกล คาดหวังความสงบสุขสันติจักบังเกิด แต่ถึงจะล่องหนหายตัว ณ แห่งหนไหน โอกาสหนึ่งในร้อยพันล้าน สักวันย่อมต้องมีผู้พบเจอ หรือไม่ก็จิตใจของเขาเกิดความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า เบื่อหน่ายแล้วที่จะหนี เลยตัดสินใจหวนย้อนกลับสู่จุดเริ่มต้นด้วยตนเอง

การหนีไม่ใช่หนทางออกของปัญหา ร่ำสุราก็มิได้ช่วงปลดเปลื้องความทุกข์ จริงอยู่มันอาจทำให้เราพักผ่อนคลายจากความตึงเครียดคลั่ง เอาตัวรอดปลอดภัยประทังได้ระยะเวลาหนึ่ง แต่ทุกสิ่งที่คั่งค้างคาภายในจิต ถ้าต่อมคันไม่ได้ถูกสะกิด ยังไงก็ต้องเกิดความหงุดหงิด หาความสงบสุขภายในไม่ได้อย่างแน่นอน

‘เผชิญหน้ากับปัญหา’ นั่นต่างหากคือวิธีการถูกต้องเหมาะสมควรที่สุด ไม่ว่าสิ่งเกิดขึ้นจะย่ำแย่ เลวร้าย ตกต่ำทรามสักเพียงใด ทุ่มเทกำลังสติปัญญากายใจ กล้าหันหน้า ยินยอมรับความผิดพลาด ข้อเท็จจริง สักวันหนึ่งทุกอย่างมันก็จักสามารถแก้ไข คลี่คลายลงได้เอง ถ้ามัวปล่อยไว้มีแต่จะเรื้อรัง ลุกลามปามจนอาจกลายเป็นเหมือน ‘มะเร็ง’ เมื่อถึงระยะสุดท้ายเพิ่งมาครุ่นคิดได้ รักษายังไงก็ไม่มีวันหาย ทุกอย่างย่อมสายเกินแก้ไข

กฎแห่งกรรมก็เช่นเดียวกันนะ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถวิ่งหนีเอาตัวรอดพ้น, การกระทำความดี (หรือสารภาพบาป) ไม่ได้ล้มล้างความชั่วทั้งหลายที่เคยก่อ แต่จะช่วยย่นระยะเวลาชดใช้กรรมให้สั้นขึ้น หรือเบาบางลง ไม่ใช่ระดับตาต่อตาฟันต่อฟัน เราฆ่าเขา-เขาฆ่าเรา และยิ่งถ้าสามารถอโหสิ ยกโทษให้อีกฝ่าย ชาติถัดๆไปอาจแค่โดนทำร้ายบาดเจ็บสาหัส ไม่ถึงกับถูกเข่นฆ่าให้ตาย ก็นับว่าบุญโขแล้ว

“They say the day you die your name is written in the clouds”.

– Ann Miller

อดีต ความทรงจำ เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่านก็สูญสิ้น ลืมเลือน หมดความหมาย ทุกสิ่งอย่างที่ตัวเราประสบพบเจอทุกวันนี้ ล้วนถือว่าคือผลกรรมเก่าก่อนที่ไม่สามารถไล่ย้อนไปได้หมด ดังนั้นสิ่งสำคัญสูงสุดในชีวิตคือปัจจุบัน ‘ทำดีทุกๆวัน’ ค่อยๆสะสมเพิ่มพูนบารมีไปเรื่อยๆ เหมือนการหยอดเหรียญใส่กระปุกออมสิน เพราะไม่มีใครสามารถล่วงรู้คาดเดาอนาคต สตางค์เล็กๆของวันนี้อาจมีมูลค่ามหาศาลในวันข้างหน้าก็เป็นได้

หนังไม่มีรายงานทุนสร้างหรือรายรับ บอกแค่ว่าทำกำไรได้ $90,000 เหรียญ

หนังได้รับการสร้างใหม่ Remade ตั้งชื่อว่า Against All Odds (1984) กำกับโดย Taylor Hackford นำแสดงโดย Rachel Ward, Jeff Bridges, James Woods ขาดทุนนิดหน่อย แต่คุณภาพเทียบเคียงต้นฉบับไม่ได้สักนิด

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ Out of the Past คือหนังนัวร์เรื่องเยี่ยมที่สุดในโลก? ในมุมของผมคือเรื่องราวของความพยายามเอาชนะอดีตของตัวละคร เมื่อรับรู้ตัวว่ามิอาจหลบลี้หนีพ้นเลยตัดสินใจเผชิญหน้ากับปัญหา นี่เป็นสิ่งน้อยคนจะสามารถครุ่นคิดกระทำตาม มันเลยต้องถือว่าทรงคุณค่า ยิ่งใหญ่เหนือกาลเวลา

แนะนำคอหนังนัวร์ ชื่นชอบแนวอาชญากรรม สืบสวนสอบสวน ซับซ้อนซ่อนเงื่อน, งานภาพสวยๆ ตัดต่อเจ๋งๆ การแสดงที่เป็นตำนานของ Humphrey Bogart, Sydney Greenstreet, Peter Lorre และแฟนๆผู้กำกับ John Huston ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับด้านมืดมิดของมนุษย์

คำโปรย | “Out of the Past อดีตที่ไม่มีวันเอาชนะ แต่กลับทำให้ผู้กำกับ Jacques Tourneur และ Robert Mitchum กลายเป็นอมตะ อนาคตไม่รู้ลืม”
คุณภาพ | เตร์พี
ส่วนตัว | ตกหลุมรักคลั่งไคล้

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of