Performance (1970)

Performance

Performance (1970) British : Donald Cammell & Nicolas Roeg ♥♥♥♡

โคตรหนัง Cult พยายามนำเสนอว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีภายนอก-ใน ที่สามารถ’แสดง’ออกมาได้ แต่มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นคือตัวตนแท้จริง!, การันตีความดูไม่รู้เรื่อง ด้วยการตัดต่อระดับ Masterpiece ถ่ายทอดยุคสมัย 60′ Swinging London และมึนเมาไปกับวัฒนธรรม Bohemian/Hippie

เอาจริงๆตอนรับชมผมก็แทบจนปัญญา หาอ่านคำวิจารณ์จากแหล่งไหนก็ไม่เป็นที่พึงพอใจ กระทั่งว่าเริ่มเขียนบทความนี้ไปสักพัก นั่งแคปรูป สังเกตอ่านภาษาภาพยนตร์ เมื่อถึงจุดๆหนึ่งถึงเริ่มพบเห็นแสงสว่าง กระจ่างชัดขึ้นมาได้ และเข้าใจว่านี่คือ Masterpiece ระดับสมบูรณ์แบบเลยนี่หว่า!

“This film is about madness. And sanity. Fantasy. And reality. Death. And life. Vice. And versa.”

คำโปรยของหนังได้ทำการบอกใบ้ อธิบายใจความสำคัญ ‘ความปกติ-คลุ้มคลั่ง, ความจริง-เพ้อฝัน, เป็น-ตาย, ในทำนองเดียวกัน’ คือการผสมผสานสองสิ่งขั้วตรงกันข้าม คลุกเคล้าจนค่อยๆกลมกลืน และท้ายสุดกลายเป็นหนึ่งเดียวกันแยกไม่ออก

ทุกสิ่งอย่างของ Performance (1970) ประกอบด้วยสองโลก สององก์ สองตัวละครหลัก (ผู้กำกับยังสองคน) แรกๆตัดต่อสองเหตุการณ์สลับไปมาอย่างคลุ้มคลั่ง หลังจากนั้นจะค่อยๆเบาบางลง จนในที่สุดช่วงท้ายสองภาพซ้อนทับกันพอดิบพอดี และมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่อยู่รอดไปต่อตอนจบ

ก็ไม่ต้องไปฝืนตนเองนะครับหากดูหนังไม่เข้าใจ อ่านบทความนี้แล้วลองหวนกลับไปรับชมอีกสักรอบ เชื่อว่าน่าจะมีแนวโน้มเกิดความเข้าใจขึ้นบ้าง แต่จักมองเห็นความยอดเยี่ยมระดับสมบูรณ์แบบหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับประสบการณ์รับชมภาพยนตร์ของตัวคุณเอง

จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้ เกิดจากมันสมอง Donald Seton Cammell (1934 – 1996) สัญชาติ Scottish จากจิตรกรวาดภาพ ผันตัวมาเขียนบท และกำกับหนัง, ด้วยความรู้จักมักคุ้นกับ Marlon Brando พัฒนาเรื่องราวให้เพื่อนสนิทรับบทนักเลงอเมริกันชื่อ Chas อพยพหนีมากบดานยังกรุงลอนดอน แต่พอนำโปรเจคไปเสนอสตูดิโอ/ผู้จัดการของ Brando ขัดขวางจนไม่สามารถตอบตกลงกันได้

Cammell ยังคงพัฒนาโปรเจคต่อไป ได้แรงบันดาลใจเพิ่มเติมจากนักเขียนชื่อดัง Jorge Luis Borges (1899 – 1986) สัญชาติ Argentine ที่ผลงานมักเป็นแนวปรัชญา ผสมผสานแฟนตาซี อาทิ Ficciones (1944), El Aleph (1949), Labyrinths (1962), The Book of Sand (1975) ฯ

และทฤษฎี ‘Theatre of Cruelty’ ในการค้นหาอัตลักษณ์ตัวตนเอง ‘Identity Crisis’ ของ Antonin Artaud (1896 – 1948) นักกวี นักแสดง ผู้กำกับละครเวที สัญชาติฝรั่งเศส ได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญ ‘European Avant-Garde’

หลังความสำเร็จของ A Hard Day’s Night (1964) สตูดิโอ Warner Bros. ตอบตกลงให้ทุนสร้างหนังเรื่องนี้กับ Cammell [เพราะดูจากชื่อหนัง และได้นักแสดงจากวง Rolling Stones ทำให้ครุ่นคิดว่าคงเป็นแนวคล้ายๆคลึงกัน] โดยจับคู่ตากล้อง Nicolas Roeg ที่อยากเลื่อนขั้นขึ้นมากำกับภาพยนตร์สักพักใหญ่แล้ว

Nicolas Jack Roeg (1928 – 2018) ตากล้อง ผู้กำกับสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ London ตรงข้ามบ้านคือสตูดิโอถ่ายทำภาพยนตร์ จึงเกิดความสนใจวงการนี้มาตั้งแต่เด็ก พออายุ 19 เริ่มต้นจากเป็นเด็กส่งชา ขนของ แบกกล้องแผนกถ่ายภาพที่ Marylebone Studios ไต่เต้าขึ้นมาควบคุมกล้อง (Camera Operator) อาทิ The Sundowners (1960), The Trials of Oscar Wilde (1960) ต่อมาเป็นตากล้องกองสอง Lawrence of Arabia (1962), เห็นว่าผู้กำกับ Lean ชื่นชอบผลงานอย่างมาก ต้องการให้ขยับขึ้นมาเป็นตากล้องหลัก Doctor Zhivago (1965) แต่กลับมีความเห็นขัดแย้งเลยถูกไล่ออก ผลงานเด่น อาทิ The Masque of the Red Death (1964), Fahrenheit 451 (1966) ฯ

สำหรับ Performance สองผู้กำกับแบ่งงานกันทำอย่างชัดเจน หน้าที่ของ Cammell คือเขียน/แก้ไขบท กำกับนักแสดง ส่วน Roeg ควบคุมงานสร้าง และตากล้องถ่ายภาพ

Chas (รับบทโดย James Fox) สมาชิกกลุ่มมาเฟีย East London Gang นำโดย Harry Flowers (รับบทโดย Johnny Shannon) ตัวเขาเป็นคนชื่นชอบใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาจนเลื่องลือชาไปทั่ว แต่ครั้งหนึ่ง Flowers ไม่ต้องการให้ Chas เข้ามายุ่งย่ามเจ้าของร้านรับแทงม้า Joey Maddocks (Anthony Valentine) สร้างความหงุดหงิด เกรี้ยวกราด ถึงขนาดพูดจาดูหมิ่น ถากถาง ทำให้เกิดความคับข้องขัดแย้ง เลยถูก Joey บุกขึ้นไปทำลายข้าวของยังอพาร์ทเม้นท์ ตอบโต้กลับด้วยการยิงปืนเข่นฆ่า แล้วหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุโดยทันที

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ Flowers สั่งลูกน้องติดตามล่าฆ่าปิดปาก Chas ซึ่งได้หลบลี้หนีสู่ชนบท อาศัยซ่อนตัวในห้องพักที่ Notting Hill แห่งมั่วสุมของอดีตร็อคสตาร์ Turner (รับบทโดย Mick Jagger) แฟนสาว Pherber (รับบทโดย Anita Pallenberg) และคู่ขา Lucy (รับบทโดย Michèle Breton) โดยไม่รู้ตัวเขาค่อยๆถูกวัฒนธรรม Bohemian ผสมผสานกลืนกิน จนเกือบหลงลืมเลือนวัตถุประสงค์ตั้งใจ ต้องการทำ Passport ขึ้นเรือ มุ่งสู่อเมริกา เริ่มต้นชีวิตใหม่

James Fox หรือ William Fox (เกิดปี 1939) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ London บุตรของนักแสดง Angela Worthington เลยไม่แปลกที่จะสนใจวงการนี้ตั้งแต่เด็ก เคยรับบทสมทบเล็กๆ The Miniver Story (1950), โตขึ้นเริ่มจาก The Loneliness of the Long Distance Runner (1962), มีชื่อเสียงจาก The Servant (1963)** คว้ารางวัล BAFTA Award: Most Promising Newcomer, ผลงานเด่นๆตามมา อาทิ Those Magnificent Men in their Flying Machines (1965), King Rat (1965), The Chase (1966), Thoroughly Modern Millie (1967), Isadora (1968), Performance (1970) ฯ

รับบท Chas/Johnny Dean นักเลงหนุ่มหัวรุนแรง ที่เมื่อถูกติดตามไล่ล่า ย้อนรอยเข้าหาตนเอง ‘กรรมสนองกรรม’ จำต้องปลอมแปลงตัว ย้อมผมแดง หลบซ่อนตัวใน Notting Hill ค่อยๆเรียนรู้ ปรับเปลี่ยนแปรสภาพกลายเป็นฮิปปี้ จนสุดท้ายก็ไม่รู้เหมือนกันว่า นั่นคือ Chas หรือ Turner

ก่อนหน้านี้ Fox มักรับบทตัวละครไฮโซ ชนชั้นสูง ภาพลักษณ์ผู้ดี ไม่ได้มีมาดนักเลงอยู่ในตัวแม้แต่น้อย ทีแรกก็ลังเลขาดความใจ แต่หลังจากพูดคุยกับ Cammell คงพบเห็นอะไรบางอย่างในตนเองเลยตอบตกลง ระหว่างเตรียมตัวรับบท ได้มีโอกาสพบเจอกลุ่มแก๊งค์นักเลง South London พบเห็นด้านมืดของโลก และเสพยาจริงๆขณะเข้าฉาก

นักวิจารณ์ต่างยกย่องการแสดงของ Fox ให้คือผลงานยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิต ช่วงแรกๆอาจจะดูก้าวร้าวหัวชนฝา มิติเดียวไปเสียหน่อย แต่พอเข้าสู่องก์สองค่อยเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุดแทบจดจำไม่ได้กลายเป็นอีกคน

หลังจากเล่นหนังเรื่องนี้ Fox พักการแสดงไปเกือบๆสิบปี เคยให้สัมภาษณ์บอกว่าเป็นการเดินทางค้นหาตนเอง ซึ่งตอนหวนกลับมา ได้กลายเป็น Christian เต็มตัว

“It was just part of my journey…I think my journey was to spend a while away from acting. And I never lost contact with it – watching movies, reading about it … so I didn’t feel I missed it”.

– James Fox

Sir Michael Philip Jagger (เกิดปี 1943) นักร้อง แต่งเพลง สมาชิกรุ่นก่อตั้ง Rolling Stones สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Dartford, Kent สำหรับผลงานการแสดง (ที่ไม่ใช่บันทึกการแสดง สารคดี) โด่งดังกับ Performance (1970) ตอนแรกได้รับการติดต่อแค่ทำเพลงประกอบ แต่ไปๆมาๆหลงคารม Cammell เลยตบปากรับคำแสดงนำด้วย

รับบท Turner ร็อกเกอร์แหกคอกที่สูญเสียปีศาจในตนเอง กลายเป็นคนหมดไฟ จมปลักอยู่ในอพาร์ทเม้นท์ Notting Hill สัมพันธ์สวาทฮาเร็มกับสองสาว ทีแรกไม่อยากให้ Chas อาศัยอยู่ร่วมด้วย แต่ไปๆมาๆทั้งคู่ค่อยๆปรับจูนเข้าหา จนแปรสภาพกลายเป็นคนๆเดียวกัน พบเห็นช่วงท้ายถูกยิงเสียชีวิต แต่กลับเดินขึ้นรถจากไปหน้าตาเฉย

ความเป็นมือสมัครเล่นของ Jagger ไม่ได้สร้างปัญหาใดๆต่อบทบาทนี้เลย เพราะตัวละครดูคลุ้มคลั่ง มึนเมา จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวตลอดเวลา (ก็เห็นว่า เสพยากันจริงๆก่อนเล่นหนัง) เร้าใจสุดก็ฉาก Sex Scene (ข่าวลือว่า สอดใส่กันจริงๆกับ Anita Pallenberg)

Anita Pallenberg (1942 – 2017) โมเดลลิ่ง ศิลปิน นักแสดงสัญชาติ German-Italian เกิดที่ Rome, Italy เมื่อตอนอายุ 16 เป็นหนึ่งในนักแสดงสมทบ La Dolce Vita (1960) จากนั้นมุ่งสู่ New York City กลายเป็นสมาชิกขี้เมายาของ Andy Warhol’s Factory ทำงานโมเดลลิ่ง แสดงละครเวที ภาพยนตร์ พบเจอกลายเป็นแฟนของ Brian Jones แห่ง Rolling Stones แต่เขาด่วนจากไปเมื่อปี 1969 ส่งต่อให้ Keith Richards หึงหวงมาก แม้กับเพื่อนร่วมวง Mick Jagger ยังไม่ค่อยอยากให้แสดงหนัง Performance (1970) ด้วยกันสักเท่าไหร่

รับบท Pherber แฟนสาวของ Turner เธอเป็น Bi-Sexual ได้หมดทั้งชาย-หญิง มีคู่ขาอีกคนคือ Lucy (รับบทโดย Michèle Breton) หลังจากรู้จักค่อยๆสนิทสนมกับ Chas เมื่อถึงจุดๆหนึ่งวางยาเห็ดพิษจนเกิดอาการมึนเมา แล้วให้ทั้งสองร่วมรักหลับนอน เรียกว่าแม่สื่อชี้ชักนำพาคงไม่ผิดอะไร

ถึง Pallenberg จะไม่ได้ต้องใช้ฝีมือการแสดงสักเท่าไหร่ แต่เรือนร่าง ความฮิปปี้ของเธอ สร้างความหลั่งคลั่ง เติมเต็มความเพ้อฝันของหนุ่มๆได้เป็นอย่างดี อิจฉาริษยาวง Rolling Stone ชิบหาย รอบวงกินโต๊ะเลยนี่หว่า!

ถ่ายภาพโดย Nicolas Roeg จัดเต็มในความหลากหลาย ครบเครื่อง มีทั้งภาพสี, ขาว-ดำ, ฟีล์ม 35mm, 16mm, เล่นกับความมืด, สาดเทแสงสี, ระยะภาพใกล้-ไกล, Tacking, Panning, Zooming และยังใช้ประโยชน์จากกระจกได้อย่างทรงประสิทธิภาพสูงสุด

ตัดต่อโดย Antony Gibbs (A Taste of Honey, Tom Jones, The Knack …and How to Get It), Brian Smedley-Aston และ Frank Mazzola (Uncredited) รายหลังสุดเกิดจากความไม่มั่นใจว่าจะขายได้หรือเปล่าของสตูดิโอ Warner Bros. เลยทำการขึ้นหิ้งหนังไว้ถึง 2 ปี ถ่ายทำเพิ่ม/ตัดต่อใหม่ ให้ลดความรุนแรงลงไปจากเดิมสำเร็จก่อนถึงค่อยออกฉาย

การเล่าเรื่องมีลักษณะ Semi-Non Linear เหตุการณ์แต่ละ Sequence ดำเนินไปข้างหน้าก็จริง แต่หลายครั้งตัดต่อแบบผสมผสานสลับช่วงเวลาไปมา ต้องทำความเข้าใจเป็นฉากๆไป

เริ่มต้นมา หนังทำการตัดต่อสลับไปมาระหว่าง
– รถกำลังแล่นบนถนน ถ่ายจากเฮลิคอปเตอร์ Bird-Eye-View โฉบเฉียวกวัดแกว่งไปมา
– ชาย-หญิง กำลังร่วมรักมี Sex เสร็จสรรพเช้าพอดีกำลังเตรียมตัวตื่นไปทำงาน

นัยยะของฉากนี้สามารถมองได้ทั้ง
– สองเหตุการณ์คือสิ่งเดียวกัน, หญิงสาว=รถยนต์, ร่วมรัก=การเดินทาง, กล้องกวัดแกว่งไปมา=ท่วงท่าลีลา ฯ
– สองเหตุการณ์ดำเนินต่อเนื่อง, เริ่มจากชาย-หญิงร่วมรัก เสร็จสรรพแล้วออกเดินทางไปทำงาน

นี่ถือเป็นการเล่าเรื่องแบบรวดรัดตัดตอน เวลาไม่ได้มีสัมพันธ์ภาพใดๆ แทนที่จะนำเสนอทีละเรื่องราวต่อกัน ก็แทรกสลับให้เหมือนว่าทุกอย่างเกิดขึ้นดำเนินพร้อมไป

Chas กำลังทำอะไร? มือสองข้างกำลังเกี่ยวดึง หรือคืองัดข้อกับตัวเอง นี่ถือว่าสะท้อนใจความของหนัง ภายนอก-ใน มือซ้าย-ขา กำลังต่อสู้เพื่อค้นหาการมีตัวตน

Sequence แห่งการพิพากษา ตัดสลับไปมาระหว่าง
– ฉากในชั้นศาล ทนายความกำลังพูดสุนทรพจน์แก้ต่างให้กับลูกความ
– การทำงานของนักเลง Chas ข่มขู่ ใช้ความรุนแรง เพื่อให้ลูกจ้างเกิดความตื่นตระหนก หวาดหวั่นกลัว

เราสามารถมองทั้งเรื่องราวได้ทั้ง
– คือสิ่งๆเดียวกัน, ต่างคือการพิพากษา ตัดสิน คดีความ/การทำงานของลูกจ้าง
– ดำเนินต่อเนื่อง, Chas ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาขึ้นก่อน ทำให้กลุ่มมาเฟียถูกฟ้อง เรียกตัวขึ้นศาล

การกระทำรุนแรงของ Chas ครั้งนี้ ทำให้บอส Flowers ไม่พึงพอใจอย่างมาก เลยพยายามกีดกันไม่ส่งเขาไปปฏิบัติภารกิจจัดการเจ้าของร้านรับแทงม้า Joey Maddocks

เกิดอะไรขึ้นกับฉากนี้ อยู่ดีๆภาพของลูกขุนก็มีลักษณะเบลอๆหลุดโฟกัส จากนั้นอาบด้วยความมืดและแสงสีน้ำเงิน จากนั้นโปรเจคเตอร์มาจากไหนไม่รู้ ฉายภาพการกระทำของ Chas (และตัวเขาก็ปรากฎขึ้นในฉาก), ต้องถือว่านี่คือครั้งแรกของการผสมผสาน ความจริง-เพ้อฝัน เข้าด้วยกันหนึ่งเดียว

มองผิวเผินนี่คือการล้างแค้นเอาคืนของ Chaz ต่อการต้องขึ้นศาล ถูกพิพากษาตัดสิน เลยลงกับรถ(และคนขับรถ) แต่เราสามารถมองนัยยะการหลอมละลาย โกนหัว คือชะล้างเปลือกนอก ทำลาย ‘ภาพลักษณ์’ ของตัวละคร (เพื่อเปิดเผยตัวตนแท้จริงภายในออกมา)

การปลดภาพวาดลงจากฝาผนัง เพื่อให้ปรากฎ ‘ข้างหลังภาพ’ หรือสิ่งที่หลบซ่อนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งความเจ๋งเป้งของฉากนี้ ผนังที่แขวนวางภาพอยู่นั้นคือกระจก สิ่งที่ใช้สะท้อนตัวตน/ภายในจิตใจของมนุษย์

แซว: ใครเคยรับชม ข้างหลังภาพ (พ.ศ. ๒๕๒๕) น่าจะเข้าใจนัยยะที่ผมอธิบายนี้นะ

ด้วยความหงุดหงิด คับข้อง หัวเสีย คำพูดของ Chas จึงเต็มไปด้วยการดูถูก เหยียดหยาม สร้างความอับอาย ‘ขายหน้า’ ให้กับ Joey Maddocks ซึ่งใน Sequence นี้ จะพบเห็นการ Close-Up ใบหน้าตัวละครบ่อยครั้ง ดูแล้วคงเพื่อสะท้อนนัยยะเกี่ยวกับ’หน้า’อย่างแน่แท้

ขณะที่ภาพถ่าย ก็คงจะสะท้อนสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของตัวละคร อย่างช็อตนี้ คือพยายามโอนเอนเอียง เข้าข้าง ไม่ตอบโต้สวนกลับ เก็บกดความรู้สึกคับข้องแค้นไว้ภายในจิตใจ

ฉากการเอาคืนของ Joey Maddocks เริ่มต้นด้วยการตัดสลับระหว่าง
– Chas ขับรถตรงเข้ามาถึงอพาร์เมนต์
– ที่บนห้อง เริ่มจากสาดเทสีแดง ทำข้าวของตกหล่นกระจัดกระจาย

ผมว่าฉากนี้ชัดเจนเลยนะว่า เป็นความต่อเนื่องของสองเหตุการณ์ แต่ก็สามารถมองได้ว่าคืออารัมบทของทั้งการเดินทางและเริ่มต่อสู้ ซึ่งระหว่างการลงทัณฑ์ทำร้าย หลายครั้งมีลักษณะเหมือน ‘Pop Ar’t แทรกภาพ Montage ที่สอดคล้องกับการกระทำนั้นๆ อาทิ ชกต่อย-ภาพผนังสีแดงไหล, ทุ่มตัว-รูปยกเวท, กำลังเฆี่ยนตี-ร่วมรักหญิงสาว ฯ

หลายคนอาจสงสัยว่าการสาดเทสีแดง มันเพื่ออะไร? นี่คือวิธีลดความรุนแรงของหนัง ใช้การกระทำอย่างอื่นเชิงสัญลักษณ์แทนการต่อสู้ เลือดสาด ให้ดูรกๆ วุ่นวาย สับสนอลม่าน ไม่แน่ใจสามารถเรียก ‘Performance art’ ได้หรือเปล่านะ

เพราะความที่ Joey Maddocks ถูกทำให้อับอายขายหน้าประชาชี เลยต้องการเอาคืนด้วยวิธีการลักษณะเดียวกัน เริ่มจากฉีกกระชากเสื้อผ้า (ราวกับกำลังจะข่มขืน) แต่หลังจาก Chas สามารถดิ้นรนเอาตัวรอด ช่วงชิงความได้เปรียบ ยกปืนขึ้นจ่อ เตรียมยิงกระสุนออกจากปากกระบอกเจ้าโลก

ไดเรคชั่นขณะยิง มีความบ้าบอคอแตกมากๆ เริ่มจากตัดสลับไปมาระหว่าง Chas กับ Joey (เอาผ้าคลุมมาปกปิดบังใบหน้า ตุ๊ดชัดๆ) จากนั้นซูมหน้า ซูมหลัง ซูมเข้าหาปืน แล้วก็ยิง แทบไม่ต่างอะไรกับการ Sex ของคนสองคน สร้างอารมณ์ถึงจุดไคลน์แม็กซ์ โป้งเดียวน้ำแตกจอด

การย้อมผมแดงของ Chas ด้วยวิธี …อย่าเอาไปลอกเลียนแบบนะครับ เดี๋ยวจะได้ผมร่วง ล้านหมดหัว… ตัดสลับสั่นพ้องกับขณะที่ Turner กำลังทาผนังกำแพงด้วยสีแดง เช่นเดียวกันสามารถตีความได้ทั้ง สิ่งๆเดียวกัน หรือดำเนินต่อเนื่อง (หรือจะมองว่าเกิดขึ้นพร้อมกันเลยก็ยังได้)

ทำไมต้องสีแดง? สัญลักษณ์ของเลือด ชีวิต ปลอมแปลงเพื่อหลบซ่อน เอาตัวรอด ปกปิดตนแท้จริง

แวบแรกนี่ผมนึกถึง Andy Warhol’s Factory แต่ที่นี่ฉากภายนอกคือ 25 Powis Square, Notting Hill, ส่วนภายในถ่ายทำยัง 15 Lowndes Square, Notting Hill

เห็นว่าทีมงานต้องจ่ายค่าปิดปากเจ้าของสถานที่ ให้พวกเขาเดินทางไปพักร้อนนานหลายสัปดาห์ เพราะความที่หนังโคตรติดเรต โป๊เปลือย สวิงกิ้ง เล่นยา ฯ ถ้าตำรวจมาพบเจอเข้าคงได้ถูกจับอย่างแน่นอน

ภายในแมนชั่นของ Turner พบเห็นอะไรก็ไม่รู้มากมายเต็มไปหมด ช็อตนี้คือสตั๊ฟเขากวาง แทนด้วยสัญชาติญาณดิบของมนุษย์ (ซึ่งเราก็สามารถเทียบแทนบ้านทั้งหลังนี้ คือภายในจิตใจของ Chas เลยก็ยังได้)

การจัดแสงสีในห้องของ Chas ค่อนข้างจัดจ้านทีเดียว เขียวคือความชั่วร้าย ชมพูคือร่านราคะ ประดับด้วยภาพโปสเตอร์ อาทิ James Dean, หนัง Bonnie and Clyde (1967), แทบทั้งนั้นคือ Celeb ขึ้นชื่อเรื่องความหัวขบถ แตกต่าง

ต้องถือว่าหนังนำเสนอวัฒนธรรม Bohemian/Hippie ออกมาได้อย่างงดงาม สมบูรณ์แบบที่สุดเรื่องหนึ่ง ไม่เพียงเสื้อผ้า หน้าผม สถาปัตยกรรม แต่ยังวัฒนธรรม ความคิดอ่าน และรสนิยม

ผมชื่นชอบลวดลายตรงผนังนี้เป็นพิเศษ ด้วยลักษณะเป็นเส้นแนวตั้ง-แนวนอน ผสมผสานสอดคล้องกลมกลืนเข้ากันตรงกลางพอดิบพอดี สะท้อนนัยยะใจความของหนังได้เช่นกัน (สามเส้าสวิงกิ้ง หญิง-ชาย-หญิง ก็เช่นกันนะ)

ผมมาเก็ตหนังเอาช็อตนี้ เมื่อ Chas ยืนอยู่หน้ากระจกจับจ้องเงยหน้ามอง ขณะที่ Turner หลบซ่อนอยู่ด้านหลังกระจก ถือเป็นภาษาภาพยนตร์ที่อธิบายความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้อย่างชัดเจนมากๆ

รับซื้อกรอบรูป แต่ไม่เอาภาพวาด อาจเพราะนั่นเป็นผลงานชีวิต/จิตวิญญาณของผู้อื่น ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งต้องการของ Turner ที่ได้ค้นพบตัวตนเอง อัตลักษณ์ความสนใจ แค่กรอบรูปกำหนดขนาดไว้ ที่เหลือคือความพึงพอใจส่วนตน

เมื่อต้องใช้รูปถ่ายสำหรับ Passport ทำให้ Chas ต้องขอความช่วยเหลือจาก Turner ปลอมแปลงตนเอง สวมใส่ชุด แต่งหน้าทำผม เปลี่ยนไปเรื่อยๆจนกว่าจะเกิดความพึงพอใจ, นี่เป็นช่วงเวลาค้นหาอัตลักษณ์ตัวตน (ปกติจะเป็นช่วงวัยรุ่นกำลังโต) จึงมีการปรับเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆจนกว่าพบเจอที่ใช่

ช็อตนี้งดงามมากๆก็ตรงเงานี่แหละ สะท้อนสิ่งที่คือด้านมืดภายในจิตใจมนุษย์ เพราะความที่ Chas ยังไม่สามารถรับรู้ ค้นหาตัวตนเองได้พบ มันจึงเป็นเรื่องเศร้าสลดเสียใจ ระบายออกมาทางบทเพลงเล่นกีตาร์ โซโลโดย Ry Cooder (คิดว่า Cooder ปลอมแปลงตัวเป็น Turner เลยไม่พบเห็นใบหน้าแบบเต็มๆในฉากนี้)

เมื่อถึงจุดๆหนึ่งใบหน้าของ Chaz และ Turner ก็ได้ซ้อนทับกัน เป็นการสะท้อนว่าพวกเขาได้ผสมผสานกลมกลืน กลายเป็นบุคคลๆเดียวกันแล้ว นั่นคือ Chaz รับเอาความฮิปปี้ใส่เข้ามาในจิตวิญญาณของตนเอง

การนำกระจกมาวางแทนอวัยวะโน่นนี่นั้น ถือเป็นสัญลักษณ์ของการผสมผสาน ถ้าผู้ชายกลายเป็นผู้หญิง/หรือผู้หญิงคือผู้ชาย ครุ่นคิดบ้างหรือเปล่าถึงความเป็นไปได้ อะไรมันจะเกิดขึ้น?

นี่ถือเป็นอิสรภาพทางความคิด ทุกสิ่งอย่างในโลกล้วนมีสองฝั่งตรงกันข้าม ถ้ามันสามารถผสมผสานกันได้ แล้วเส้นแบ่งแยกคืออะไร อยู่ตรงไหน มันคือกรอบมุมมองที่มนุษย์มโนสร้างขึ้นเองหรือเปล่า … นี่คือมโนทัศนคติของชาวฮิบปี้ในเรื่อง Sex ไม่มีพรมแดนกั้นขวาง ความรักก็เช่นกัน ชาย-หญิง สวิงกิ้ง เหมาเอาได้หมด

หลังจากที่กระจกมักสะท้อนเพียงใบหน้า เรือนร่างของตัวละคร ฉากนี้ทำการสะท้อนโลกทั้งใบ คู่ขนาน ตรงกันข้าม ฉันคือเธอ เธอคือฉัน ชายคือหญิง หญิงคือชาย ChasคือTurner และ TurnerคือChas

นี่คือช่วงเวลาที่ Turner เอาหลอดไฟแทงเข้าไปในศีรษะความคิด/ทรงจำของ Chas อวตารร่างเข้าไปแทน ปรับเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งอย่างให้กลายเป็นมุมมองใหม่ของตนเอง ร้อยเรียงทำเป็น Music Video

เกร็ด: ว่ากันว่า Sequence นี้ คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า ‘Music Video’

ตอนจบของบทเพลง Memo from Turner ภาพที่ปรากฎขึ้นนี้ให้สัมผัสคล้ายคลึงผลงานของ Francis Bacon อาทิ Two Figures (1953) [สอนคนนอนเปลือย แฝงนัยยะถึงเกย์] และ Man In Blue (1954) [บอสยืนอยู่ วางมาดเท่ห์ ฉันโก้เก๋เก่งกว่าใคร]

ลักษณะของภาพเป็นการสะท้อนสถานะของตัวละคร ขณะที่หัวหน้าใหญ่กลุ่มมาเฟียนั้นดูดีมีสง่าราศี ลูกน้อง/กระจ๊อก กับนอนสยบอยู่แทบเท้าเปลือยเปล่า ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อปรนเปรอปฏิบัติหัวหน้า

กระสุนที่ Chas ยิงใส่ Turner ระหว่างมันพุ่งเข้าไป ปรากฎรูปภาพของใครกัน? นั่นคือ Jorge Luis Borges นักเขียนนวนิยายสัญชาติอาร์เจนติน่า ที่ผมได้เอ่ยกล่าวไปตั้งแต่ต้นว่า คือหนึ่งในแรงบันดาลใจให้ Donald Cammell สรรค์สร้างเรื่องราวนี้

ประเด็นคือ ต้องการแฝงนัยยะอะไร? นอกจากเคารพคารวะนักเขียนผู้เป็นแรงบันดาลใจ ยังน่าจะสื่อความถึงผลลัพท์แท้จริงที่เกิดขึ้น ว่าคือปรัชญา-แฟนตาซี ผู้ถูกยิงอาจไม่ใช่คนตายจริง มันต้องมีอะไรลึกซึ้งกว่านั้นซ่อนเร้นอยู่

นี่ยังคงคือ Chas แต่คนที่รับบทคือ James Fox หรือ Mick Jagger กันแน่ เพราะภาพลักษณ์เหมือนเปะกับ Turner? ถือเป็นการสร้างความคลุมเคลือ หลังจากที่ภายนอก-ใน ต่อสู้เพื่อพิสูจน์การมีตัวตน ย่อมเพียงตนแท้จริงเท่านั้นคือผู้ชนะ แต่มันคือใครกันละ Chas หรือ Turner หนังปลดปล่อยให้ผู้ชมครุ่นคิดตัดสินใจเอาเอง

แล้วการขึ้นรถครั้งนี้ของ Chas เขากำลังจะถูกฆ่า หรือได้รับอิสรภาพ? นี่ก็ถือว่ามีความคลุมเคลือเช่นกัน แต่สาระใจความของหนังนั้นหมดสิ้นแล้ว (1+1=1 ค้นพบอัตลักษณ์ตัวตนใหม่) เลยไม่จำเป็นต้องค้นหาบทสรุปคำตอบ

เพลงประกอบโดย Jack Nitzsche, Mick Jagger และ Keith Richards, สร้างสรรค์บทเพลงที่สะท้อน ‘จิตวิทยา’ ของตัวละครออกมา เต็มไปด้วยความหลากหลายทางอารมณ์ อาทิ เครื่องดนตรีสังเคราะห์เสียง, ฟลุต, เปียโน, กีตาร์โปร่ง, กีตาร์ไฟฟ้า, ซีตาร์ (ให้สัมผัสล่องลอยเหมือนคนเสพยา)

เสียงของ Moog Synthesizer ให้สัมผัสที่เหมือนแรงดึงดูด ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนของหญิงสาว สองสิ่งตรงกันข้ามกลับโหยหาซึ่งกันและกัน

เสียงดีดกีตาร์ โซโลแบบนี้ ปกติทั่วไปมอบกลิ่นอายชนบท Western ท้องทุ่งทะเลทราย กว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา แต่เมื่อนำมาแทนด้วย Powis Square เป็นการสะท้อนความอ้างว้างโดดเดี่ยวเดียวดาย ท่ามกลาง… อะไรก็ไม่รู้สิ เป็นคนผิดแผกแปลกแยก หาได้เหมาะสมกับสถานที่อยู่นั้นแม้แต่น้อย

The Hashishin ใช้การบรรเลงคู่กันระหว่างกีต้าร์โปร่ง กับซิตาร์ (เครื่องดนตรีพื้นบ้านของอินเดีย) มอบสัมผัสอันล่องลอย มึนตึง ฟุ้งเฟ้อ จิตวิญญาณสูญหายไปจากร่าง

“Go thou and kill and when thou returnest my angels shall bear thee into paradise. And shouldest thou die, nevertheless I will send my angels to carry you back into paradise”.

Keith Richards ได้ยินข่าวลือว่า Mick Jagger ร่วมรักกับแฟนสาวของตนเอง Anita Pallenberg เลยปฏิเสธที่จะร่วมเล่น/บันทึกบทเพลง Memo from Turner ทำให้ Ry Cooder สวมรอยแทนที่ มอบลีลาลีดกีตาร์ที่ได้รับการจดจำล้นหลาม

นี่เป็นบทเพลงที่ Tuner เข้าไปในหัวของ Chas แล้วทำการละเลง ลบล้าง เปลี่ยนแปลงความทรงจำ และเข่นฆ่าอดีตของเขา กลายมาเป็นสภาพปัจจุบัน (ถือเป็นวินาทีที่ Chas กลายเป็นฮิปปี้เต็มตัว)

“Nothing is true, everything is permitted”.

Performance คือภาพยนตร์ที่นำเสนอการแสดงออกของมนุษย์ ตั้งแต่โลกยุคสมัยนั้น ’60 สืบต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ใครๆต่างถือว่าเป็นนักแสดงยอดฝีมือ สามารถปรุงปั้นแต่ง สวมใส่หน้ากาก กลายเป็นใครก็ไม่รู้ ปกปิดหลบซ่อนเร้นไว้ภายใน แทบไม่เคยเปิดเผยตัวตนแท้จริงออกมา

ในความเข้าใจของผมเอง เปรียบเทียบ
– Chas คือตัวแทนภาพลักษณ์ภายนอกของมนุษย์ ปรับเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆเพื่อดิ้นรนเอาตัวรอด เข้ากับสถานการณ์ความเหมาะสม เป็นนักเลงต้องทำตัวโหดเหี้ยม, หนีเอาตัวรอดในกลุ่มฮิปปี้ก็ต้องสมยินยอมรับวัฒนธรรม ฯ
– Turner คือตัวแทนสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจมนุษย์ โหยหายรักอิสรภาพ (เปรียบกับวัฒนธรรมฮิปปี้ ถือว่าตรงเผง) พยายามโน้มน้าว ชักจูง มอมยา และในที่สุดสวมรอยแทน เข้าไปในความทรงจำ/จิตวิญญาณ ปรับเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งอย่างให้กลายเป็นมุมมอง โลกทัศน์ของตนเอง

อาชญากร/มาเฟีย ไม่แตกต่างอะไรกับนักแสดง เพราะต้องสร้าง ‘ภาพลักษณ์’ ให้ดูดีในสายตาคนทั่วไป ปกปิดบังตัวตนแท้จริงต่อตำรวจ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ภายในเต็มไปด้วยความคดเคี้ยวเลี้ยวลด แตกต่างตรงกันข้ามกับภายนอกโดยสิ้นเชิง ซึ่งเมื่อใดมีภัยให้ต้องกำจัดจุดอ่อน ติดตามตัว=ค้นหาอัตลักษณ์ ฆ่าปิดปาก=กำจัดสิ่งอีกตัวตนที่ไม่ใช่เราเองทิ้งไป

การที่ Chas ยิงปืนกำจัด Turner มองในเชิงนัยยะเปรียบได้กับ ตัวตนเก่าก่อน vs. โลกทัศน์คนใหม่ การผสมผสานเมื่อเกิดขึ้นแล้วมักทำให้บางสิ่งที่เฉิ่มเฉย ตกยุค ล้าสมัย จำต้องถูกขจัดทำลายให้สิ้นซากหมดไป หนึ่งเดียวเท่านั้นจักอยู่รอดได้มักคือผู้แข็งแกร่งกว่า

เนื่องเพราะ Turner ที่ผมเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์ไปนั้น คือสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของ Chas แต่หลังจากถูกล้างสมองในฉาก Memo from Turner เป็นเหตุให้ทุกสิ่งอย่างกลับตารปัตร บุคคลที่ถูกเข่นฆ่าตายจริงๆก็คือ ‘Chas คนก่อน’ และผู้มีชีวิตอยู่ก็คือ ‘ฮิปปี้ Turner’ ด้วยเหตุนี้เราจึงพบเห็นภาพลักษณ์ของ Turner ณ ตอนจบสุดท้ายของหนัง ขึ้นรถออกเดินทางจากไป

วัฒนธรรม Bohemian หรือที่ใครๆเรียกว่าฮิปปี้ วัฒนธรรมย่อยของกลุ่มบุคคลที่รักอิสระเสรีภาพ ดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย แต่งกายไม่ภูมิฐาน ฟุ้งเฟ้อ หรือยึดติดกับสิ่งของราคาแพง ต่อต้านทุนนิยม/วัตถุนิยม ปฏิเสธระบบสังคมแบบอุตสาหกรรม โดยให้เหตุผลว่า ‘วัตถุช่วยให้เรามีความสุขแค่ชั่วขณะ ไม่มีคุณค่าในด้านความสุขทางจิตใจ’ ภาษาไทยมีคำเรียกว่า “บุปผาชน” จนถึงปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นชนมีความซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ จริงใจที่สุดในสังคมมนุษย์ก็ว่าได้กระมัง

แต่สิ่งหนึ่งที่ชาวฮิปปี้ ดื่มด่ำกับอิสรภาพมากเกินไปจนทอดทิ้งคือ ‘ศีลธรรม’ จริงอยู่เจ้าคำนี้คือสิ่งที่มนุษย์ปั้นแต่งขึ้นมา กฎกรอบทางสังคมที่ไม่ใช่ว่าถูกต้องเสมอไป แต่ถ้าโลกของเราไม่มีสิ่งเหล่านี้ควบคุมบังคับอยู่เลย มนุษย์คงไม่ต่างอะไรจากสัตว์เดรัจฉาน ใช้ชีวิตตามสันชาตญาณ ‘ความอยาก’ สนองพึงพอใจส่วนตนเท่านั้นเอง

สรุปแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการสื่อถึงอะไรกันแน่? ผมมองว่าคือการถ่ายทอดวัฒนธรรม Bohemian/Hippie จากบุคคลผู้อาจไม่เคยครุ่นคิด รู้สึกว่าเหมาะสม แต่ไม่ลองไม่รู้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ และถ้าบังเอิญว่ามันใช่ นั่นคือการค้นพบ ‘อัตลักษณ์’ ใหม่ของตัวตนเอง

ด้วยทุนสร้าง £400,000 ปอนด์ ออกฉายล่าช้าสองปีเต็ม แน่นอนว่าไม่สามารถทำกำไรคืนได้ แต่กาลเวลาค่อยๆแปรสภาพหนังให้กลายเป็น Cult Film ได้รับเสียงตอบรับดีล้นหลามขึ้นเรื่อยๆ

สุดท้ายแล้วก็ไม่มีอะไรในหนังเรื่องนี้ที่ผมชื่นชอบสักเท่าไหร่ ถึงสามารถเกิดความเข้าใจ ไร้ซึ่งอคติ แต่หาใช่รสนิยมส่วนตัว ของแบบนี้มันช่วยไม่ได้จริงๆ

แนะนำคอหนัง Cult Film แนวทดลอง Avant-Garde, ชื่นชอบวัฒนธรรม Bohemian/Hippie ยุคสมัย 60′ Swinging London, แฟนๆผู้กำกับ Nicolas Roeg และนักแสดง James Fox, Mick Jagger, Anita Pallenberg ไม่ควรพลาด

จัดเรต NC-17 กับความเมายา คลุ้มคลั่ง เสียสติแตก

คำโปรย | “Performance คือผสมผสานการแสดงที่สมบูรณ์แบบของ Donald Cammell & Nicolas Roeg และ James Fox & Mick Jagger”
คุณภาพ | บูณ์-Cult
ส่วนตัว | เฉยๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of