Picassos Äventyr (1978)

Picassos Äventyr

Picassos Äventyr (1978) Swedish : Tage Danielsson ♥♥♥◊

Art is a lie that makes us realise truth. เมื่อพูดถึงชีวประวัติ คงมีหนังไม่กี่เรื่องที่กล้าเอาศิลปินชื่อดังมาทำเป็นเรื่องตลก ล้อเล่นได้เจ็บแสบเท่า The Adventures of Picasso หนังสัญชาติ Swedish เรื่องนี้ความตลกขบขัน โกลาหลไม่แพ้ Airplane!! (1980) หรือจะให้ชัดกว่านั้น นี่คือ Dr. Strangelove (1964) ที่เสียดสีล้อเลียน Pablo Picasso ได้เจ็บแสบที่สุด

“Art is a lie that makes us realize truth.” ประโยคแรกของหนัง นี่เป็นคำพูดของ Pablo Picasso เลยนะครับ A thousand loving lies told by Hans Alfredson & Tage Danielsson [ล้อนิทานอาหรับราตรี One Thousand and One Nights] ประโยคถัดมานี้การันตีว่าเป็นหนังตลกล้อเลียน (Parody) และเรื่องราวของหนังเรื่องนี้ คือเรื่องโกหกที่แต่งขึ้นจากเรื่องจริง เป็นงานศิลปะที่ทำให้ผู้ชมตระหนักถึงความจริง

การค้นหาภาพยนตร์คอลเลคชั่น Painter & Artist ยังคงดำเนินต่อไป เมื่อพูดถึงศิลปินชื่อดังที่คนทั่วโลกต้องรู้จัก Michelangelo ฺBuonarroti, Vincent Van Gogh, Edvard Munch, Andrei Rublev ฯ ถึงคราวของ Pablo Picasso บ้าง ผมลองมองหาดูว่าจะมีหนังเรื่องไหนไหมที่ดีพอจะแนะนำได้บ้าง ก็พบกับ Surviving Picasso (1996) นำแสดงโดย Anthony Hopkins รับบท Pablo Picasso ผมยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้นะครับ แต่คิดว่าคงขอผ่าน เพราะนักวิจารณ์สับเละเป็นปลาร้าเลยไม่ขอเสี่ยง ผมพบหนังอีก 2 เรื่อง หนึ่งคือ Le Mystère Picasso (1956) หนังรางวัล Jury Prize (จากเทศกาลหนังเมือง Cannes) โดยผู้กำกับ Henri-Georges Clouzot (The Wager of Fear) เรื่องนี้ติดไว้ก่อนนะครับ (ยังโหลดมาไม่เสร็จ) อีกเรื่องหนึ่งคือ Picassos Äventyr หรือ The Adventures of Piccaso หนังสัญชาติ Swedish เรื่องนี้แทนที่จะเล่าชีวประวัติเป็นแบบดราม่าทั่วๆไป กลับเลือกดัดแปลงเป็นแนวตลกล้อเลียนที่ไม่เหมือนใคร ใครเคยดู Airplane! มาแล้ว ผมบอกเลยว่าความรู้สึกคล้ายๆกัน แต่ความลึกซึ้งของหนัง ผมว่ามันระดับ Dr. Strangelove ของ Stanley Kubrick เลยนะครับ อาจจะลึกกว่าด้วย น่าเสียดายที่หนังเรื่องนี้ในระดับนานาชาติอาจไม่เป็นที่รู้จักนัก แต่ในประเทศ Sweden คว้ารางวัล Best Film จาก Guldbagge Awards (เทียบเท่ากับ Oscar ของ Hollywood), เมื่อหนังไปฉายทั่วยุโรป ประสบความสำเร็จในประเทศ Hungary อย่างมาก ถึงขนาดมีโรงหนังในเมือง Budapest จัดฉายหนังเรื่องนี้ซ้ำทุกปี เพราะถือว่าเป็นหนังที่คารวะจิตรเอกของโลกได้ยอดเยี่ยมที่สุด

Pablo Ruiz Picasso จิตรกรเอกของโลก เกิดในเมือง Málaga ประเทศ Spain พ่อของเขา José Ruiz y Blasco เป็นจิตรกรและเป็นอาจารย์สอนวาดรูป มีน้องสาว 1 คน แต่เสียชีวิตเมื่อตอนเธออายุได้ 7 ขวบจากโรคคอตีบ (ในหนังไม่ได้พูดถึงน้องสาวเลยนะครับ), สไตล์การวาดรูปของ Picasso เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา ยุคสมัย และอารมณ์ของเขา อาทิ Blue Period, Rose Period, Cubism, Crystal period ฯ  ผมคงไม่ลงรายละเอียดทั้งหมดนะครับว่ามีอะไรบ้าง (หาอ่านได้ตาม Wikipedia เลย) การจะทำความเข้าใจภาพของ Picasso ได้นั้น จะต้องเข้าใจความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่เขาใช้แทนด้วยวัตถุต่างๆ อาทิ สามเหลี่ยม, สี่เหลี่ยม, สัตว์ประหลาด, หลอดไฟ ฯ การเคลื่อนไหวของเส้นตรง, เส้นโค้ง, การใช้สี, การตัดเส้น ฯ เหล่านี้ล้วนมีความหมายแฝงที่ลึกซึ้ง บ้างเรียกสไตล์นี้ว่า Surrealism (ส่วนผสมของสิ่งที่ไม่เข้ากัน) บ้างก็เรียกว่า Abstract expressionism (ภาพวาดที่แสดงออกถึงความรู้สึก ไม่ใช่ภาพจริง) ใครที่ชอบคิด ตีความ วิเคราะห์หาความหมาย น่าจะชอบภาพวาดของ Picasso นะครับ ส่วนตัวผมชอบ Naturalism หรือไม่ก็ Expressionist มากกว่า และชอบที่สุดคือภาพที่แสดงถึงความประทับใจ ความทรงจำที่เรียกว่า Impressionism เช่นภาพของ Vincent Van Gogh ฯ

ขอเตือนไว้สักหน่อยสำหรับคนที่ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ความตั้งใจของผู้สร้างคือเพื่อให้คนที่ไม่รู้จัก Picasso สามารถทำความเข้าใจ ย่อยแนวคิด แรงบันดาลใจในการวาดภาพของเขาได้ง่าย ด้วยการผสมผสาน Comedy และกึ่งๆ Fantasy เข้าไป แต่ผมรู้สึกว่าหนังมีมีภาพลักษณะเชิงสัญลักษณ์มากเกินไปสักนิดจนอาจคิดตามไม่ทัน คนที่ตั้งใจจะดูเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียวคงไม่มีทางเข้าใจหนังเรื่องนี้แน่ แต่ถ้าใครดูภาพของ Picasso เป็นและมาดูหนังเรื่องนี้ เชื่อว่าต้องโดนใจคุณอย่างมากแน่ๆ เพราะคุณจะเข้าใจสัญลักษณ์หลายๆอย่างที่อยู่ในหนัง ผมเองก็ไม่ได้รู้จักหรือเข้าใจภาพวาดของ Picasso มาก่อนมากนัก เลยพูดได้ว่า ดูไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ แต่ผมเห็นนะครับว่าหนังมีสัญลักษณ์อะไรบ้าง แค่คิดตามไม่ทันเท่านั้น (เอาแต่หัวเราะ)

Tage Danielsson เป็นผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จอย่างมากใน Sweden ร่วมกับนักเขียนบทคู่ใจ Hans Alfredson ถ้าทั้งสอง Hasse & Tage ร่วมกันทำหนังเมื่อไหร่ การันตีได้เลยว่าฮิตแน่นอน แนวที่ถนัดคือ Comedy, ทั้งสองร่วมงานกัน … (กี่เรื่องไม่รู้สิ) แต่ที่ดังๆนอกจากหนังเรื่องนี้แล้วยังมี The Apple War (1971), The Man Who Quit Smoking (1972) ฯ ผมดูในเครดิตส่วนใหญ่เป็น TV Series ที่ดังๆ ถ้าไม่ใช่คน Swedish คงหาดูยากหน่อย, ผลงานดังๆเรื่องอื่นๆในกำกับของ Tage Danielsson อาทิ Release the Prisoners to Spring (1975), Ronia, the Robber’s Daughter (1984) [เรื่องนี้ดัดแปลงจากนิยายเด็ก และกลายเป็นอนิเมะซีรีย์เรื่อง Sanzoku no Musume Rōnya ที่สร้างโดยสตูดิโอ Ghibli ฉายช่วงปี 2014-2015]

นำแสดงโดย Gösta Ekman รับบทเป็น Pablo Picasso เขาเป็นคนออกไอเดียให้กับหนังด้วย โดยคิดว่ามันคงเป็นเรื่องสนุกดีที่จะทำหนังชีวประวัติของคนที่คุณไม่เคยเจอมาก่อน อาทิ Mozart, Jesus หรือ Picasso ซึ่ง Hasse & Tage ตอนแรกตั้งใจจะสร้างหนังของ Mozart แต่รู้สึกว่าชีวิตของ Mozart สั้นไปหน่อย (อายุสั้น) จึงมาลงที่ Picasso, Ekman นี่ถือว่าเป็นนักแสดงสัญชาติ Swedish ที่ดังในประเทศมากๆ ร่วมแสดงในหนังของ Hasse & Tage ก็หลายเรื่อง และยังเคยเป็นผู้ช่วยผู้กำกับในกองถ่ายหนังของ Ingmar Bergman ด้วย, ได้รางวัล Best Actor จาก Guldbagge Awards ในการแสดงเรื่อง Mannen som slutade röka (1972) ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่นะครับ อายุ 76 แล้ว (2016), สำหรับบท Picasso ถือว่าสมบทบาทมากๆ แต่นั่นคงไม่ใช่ตัวตนจริงๆของ Picasso แน่ๆ เป็นการแสดงที่ตั้งใจล้อเลียนโดยเฉพาะเลย ซึ่งเขาถ่ายทอดออกมาได้ยอดเยี่ยม ประทับใจมากๆ หลังจากดูหนังเรื่องนี้ ผมรู้สึกชอบพี่แกมากกว่า Max von Sydow เสียอีก

Hans Alfredson รับบทเป็น José Ruiz พ่อของ Picasso, Alfredson เขาเป็นทั้งนักแสดงและผู้กำกับที่ดังมากๆใน Sweden ร่วมงานกับ Hasse & Tage ก็หลายเรื่อง หนังที่เขากำกับอย่าง Egg! Egg! A Hardboiled Story (1975) ทำให้เขาได้ Best Director จาก Guldbagge Awards, บทพ่อของ Picasso ถือว่ารับบทหนักไม่แพ้ตัวละครหลักเลย มีหลากหลายการแสดงที่ตราตรึงไม่น้อย ผมชอบที่สุดตอนที่เขาแกล้งตาย เป็นการล้อเลียนที่เจ็บแสบมากๆ, ตัวละครนี้พูดหลายภาษาด้วย (ผมฟังในหนังไม่ออกหรอก มาอ่านเจอในเกร็ดหนัง) นี่เป็นหนัง Swedish แต่มีบทพูดภาษา Swedish แค่เสียงบรรยาย กับตอนที่ตัวละคร José รับโทรศัพท์แล้วพูดว่า Hur fan ska jag veta det? (How the hell should I know?) ประโยคเดียวในหนังเท่านั้น

นักแสดงในหนังเรื่องนี้ เห็นว่าพูดกันประมาณ 10 ภาษา ประกอบด้วย Spanish, French, Swedish, German, Finnish, Italian, English, Russian, Norwegian และ Latin ผมดู subtitle ภาษาอังกฤษไปก็ปวดหัวไป เพราะมันมีหลายครั้งที่ sub ไม่ขึ้น ไม่รู้อีกว่าตัวละครพูดภาษาอะไร แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะตัวละครเน้นการแสดงออกมากกว่าจะพูดคุยกัน (เน้น Acting แบบหนังเงียบ) เวลาพูดมักจะออกมาเป็นคำๆ ไม่ค่อยพูดยาวเป็นประโยค นี่ทำให้ไม่ต้องรู้ก็ได้ว่าตัวละครพูดอะไร เข้าใจจากบริบทการกระทำก็พอ, คำที่พูด เห็นว่าหนังพยายามเลือกใช้ศัพท์ง่ายๆที่เป็นสากล เช่น Aqua หลายคนน่าจะรู้แน่ว่าคำนี้แปลว่า น้ำ แต่มันไม่ใช่ภาษาสากลนะครับ ตอนที่ตัวละคร Picasso พยายามอธิบาย Aqua ให้คนฝรั่งเศสฟัง แบบว่าเขาดิ้นพล่านเลย สุดท้ายก็ไม่เข้าใจ (ฉากนี้ผมหัวเราะหนักมาก) … เหตุนี้กระมังที่เป็นแรงบันดาลใจให้ Picasso ใส่ภาพวาดเชิงสัญลักษณ์ ที่มีความหมายสากลเข้าไปในภาพวาด ไม่ต้องใช้คำพูดใดๆบรรยาย ก็สามารถสื่อได้เข้าใจตรงกัน

นักแสดงอีกหนึ่งคนที่ต้องพูดถึงเลยคือ Birgitta Andersson รับบทเป็น Ingrid Svensson-Guggenheim คำบรรยายพูดไว้ว่า เธอเป็นคนรวยที่ชอบสะสมงานศิลปะ ตอนเห็นภาพวาดของ Picasso เธอรู้ทันทีภาพวาดนี้ต้องมีราคาแน่ แม้จะไม่เข้าใจเลยก็เถอะว่าภาพวาดคืออะไร, Picasso แสดงความไม่ชอบ Ingrid ออกมาอย่างชัดเจน ขณะที่เธอพยายามยั่วยวนเขาต่างๆนานา (เพื่อจะได้เป็นเจ้าของภาพเหล่านั้นฟรีๆโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ) แต่ยั่ว Picasso ไม่สำเร็จเลย ช่วงท้ายๆเลยเข้าหา José Ruiz พ่อของ Picasso ซะงั้น, เธอปรากฏตัวออกเรื่อยๆ แย่งซีนออกมาฮาท้องแข็งได้ทั้งเรื่องเลยครับ

แถมอีกคนหนึ่งแล้วกัน Lena Nyman รับบท Sirkka, บทนี้คือสาวผมบลอนด์ สวยใสไร้สมอง (นึกว่าล้อเลียน Marilyn Monroe) ตอนเธอปรากฏตัวโลกจะมีสีสันสวยสดใส แต่เมื่อเธอหายไปจากฉาก โลกจะดูสุดสลดเศร้าหมองกลายเป็นสีขาวดำ เธอร้องเพลงได้อยู่เพลงเดียว ชื่อ Kalakukkoa เป็นเพลงที่ผมชอบมากๆ ฟังจนกำลังจะร้องตามได้แล้ว เห็นว่าเนื้อร้องเป็นวิธีทำ สูตรอาหาร Kalakukkoa ที่เอาขนมปังอบกับปลาและเบคอน ฟังแล้วหิว… เป็นอาหารท้องถิ่นแถวๆ Finland ใครไปแถว Scandinavia น่าจะเคยได้กิน

ในคลิปจะมีชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่หน้า Picasso เขาคือ Captain/Major von Rauffenstein ทหารเยอรมันที่เคยรับบทโดย Erich von Stroheim จากหนังเรื่อง La Grande Illusion (1937) กำกับโดย Jean Renoir

ตัวละคร Sirkka เป็นจุดกำเนิดทำให้ Picasso วาดภาพ Monster ขึ้นมา เหตุผลในหนังมันอาจเพราะเธอร้องเพลงได้แค่เพียงเดียวจน Picasso หงุดหงิด แต่ความหมายมันลึกกว่านั้น Monster หมายถึงสัตว์ประหลาด Sirkka ถูกวาดภาพเป็นสัตว์ประหลาดเพราะเธอพยายามจะครอบงำคนอื่น (ด้วยการบังคับให้โลกร้องเพลงเดียวให้ได้ตามเธอ) ในหนังเราจะได้เห็น Benito Mussolini, Adolf Hitler และ Francisco Franco ด้วยนะครับ ฉากที่ Hitler ทะเลาะกับ Mussolini นี่ฮามากๆ แบบว่าจำลองสงครามมาเป็นยืนวาดภาพข้างๆกัน Mussolini หัวเราะรูปวาดของ Hitler แก้เผ็ดด้วยการวาดสัญลักษณ์นาซีลงในภาพของ Mussolini ที่แก้เผ็ดกลับด้วยการเอาซิการ์ยัดปากฮิตเลอร์, ฉากนี้ผมชอบที่สุดในหนังแล้ว (น่าจะตลกที่สุดด้วย) แต่คนไทยเห็นฉากนี้จะเข้าใจกันไหมนิ

ถ่ายภาพโดย Tony Forsberg และ Roland Sterner อาจจะดูไม่โดดเด่นเท่าไหร่ แต่ผมทึ่งคนออกแบบฉากนะครับ เขาน่าจะเอาภาพวาดของ Picasso เป็นไอเดีย แล้วออกแบบให้มีความใกล้เคียงมากๆ จนรู้สึกเหมือนว่า 1 เรื่องราวในหนัง น่าจะเปรียบได้กับภาพวาดสักภาพของ Picasso เลย (อย่างฉากรถไฟกับเรือ แทนที่จะวิ่งหรือแล่นไปตามปกติ กลับหันข้างถอยออก ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังมองภาพวาดกำลังเคลื่อนไหวอยู่), ภาพวาดของ Picasso ในหนังวาดโดย Per Åhlin เขาเป็นศิลปินจิตรกรที่ทำงานร่วมกับ Hasse & Tage หลายเรื่อง (เคยกำกับอนิเมะร่วมกับทั้งสองด้วย) ในหนังเรื่องนี้ Per Åhlin ต้องการทำลายภาพทั้งหมดหลังถ่ายเสร็จ เพราะกลัวว่าถ้านำไปประมูลหรือขายต่อ มันจะติดชื่อเขาไปด้วยว่า ‘เป็นภาพวาด Picasso ที่เลียนแบบโดย Per Åhlin ในหนังที่ล้อเลียน Picasso’ กระนั้นมีบางภาพที่ทีมงานบางคนแอบเก็บไว้ไม่ให้เขาทำลาย ภายหลังเอาออกมาประมูล ขายดีพอๆกับภาพแท้ๆของ Picasso เลยนะครับ

Per Åhlin เป็นผู้กำกับอนิเมชั่นที่ใส่ไปในหนังด้วยนะครับ มีอยู่หลายช่วงทีเดียว ช่วงแรกๆเราเป็นแค่ภาพร่างของเส้นเคลื่อนไหวไปมาไปบนโลก แต่ช่วงหลังกลายเป็นตัวการ์ตูน ลงสี ใส่การเคลื่อนไหว โผล่ออกมาเต็มฉากเลย, ถ้าผมจำไม่ผิด สัญลักษณ์ที่เป็นสัตว์ในภาพวาดของ Picasso มักจะหมายถึงประเทศต่างๆ เช่น วัวคือสเปน, นกอินทรีคือเยอรมัน ฯ ตอนนกอินทรี 2 ตัวสู้กัน คงจะเทียบได้กับตอนรวมเยอรมันเหนือกับใต้สู้กัน เพราะมีผู้ชนะแค่ตัวเดียว ฯ

การแสดงบัลเล่ต์ รู้สึกเป็น russian ballet ออกแบบชุดได้แบบว่า Picasso มากๆ โดย Mona Theresia และ Forsén แถมประเด็นเรื่องกินผักมาด้วย (อาหารเพื่อสุขภาพ) นี่ประชด Green Peace หรือเปล่า? ต้องการให้โลกสันติสุขด้วยการกินผัก แต่ขณะกำลังแสดง นักแสดงตดรั่วยังกะเขื่อนแตก เล่นขายหน้ากันไปหมด บอกเลยว่าผมหัวเราะจนคิดไม่ออกเลยละครับ ว่ามันล้อเลียนอะไร (ตดมันอาจหมายถึงระเบิดลงกระมัง)

ฉากหลังของหนังเรื่องนี้ Recycle ครับ ผมสังเกตเห็นตั้งแต่ครั้งแรก ภาพตึกเมือง Madrid รู้สึกว่ามันแปลกๆ จากนั้นพอฉากไป Paris สังเกตได้ว่ามันคุ้นๆ พอไป England, American ฯ โครงสร้างตึกมันเหมือนเดิมนี่หว่า แค่มีการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอก ทาสีใหม่ ปรับปรุงให้เข้ากับลักษณะของประเทศนั้นๆ นี่เป็น gag แน่นอนครับ สังเกตเห็นกันไหมเอ่ย

ตัดต่อโดย Jan Persson เป็นขาประจำของทั้ง Hasse และ Tage, ผมถือว่าการตัดต่อของ Persson โดดเด่นมากๆ โดยเฉพาะจังหวะที่ตัดได้ลงตัวมากๆ แถมมีลูกเล่นเปลี่ยนไปเรื่อยๆด้วย เช่น ตัดต่อแบบ film reel (โฆษณาชวนเชื่อ), มีช่วงการ์ตูน, แฟนตาซี, ร้องโอเปร่า ฯ ช่วงที่ผมชอบที่สุดคือ ตอนที่ Picasso ให้เพื่อนๆที่หนีนาซีเข้ามาหลบในบ้าน ไม่รู้กี่รอบ ตอนแรกๆมาทีละคน ให้แอบในตู้เสื้อผ้า ทำตัวเป็นโคมไฟ ฯ ครั้งสุดท้ายนี่เกิน 10 คนได้มั้ง นาซีมันค้นไม่เจอได้ยังไง!

เพลงประกอบโดย Gunnar Svensson มีหลากหลายอารมณ์มากๆ ผมว่าตีมหลักน่าจะเป็นกีตาร์และเครื่องเป่า เสียงดนตรีแบบสเปน ซึ่งถือเป็นประเทศบ้านเกิดของ Picasso, ในหนังเป็นการผจญภัยไปในประเทศต่างๆ Paris, London, New York แต่หนังไม่ได้ไปถ่ายกันเกินกว่าโรงถ่ายในประเทศ Sweden นะครับ ดังนั้นจึงต้องใส่เพลงประกอบที่มีกลิ่นอายของประเทศนั้นๆอย่างชัดเจน อาทิ ฝรั่งเศส เพิ่มเครื่องดนตรี Accordion, ลอนดอน จะได้ยินเสียงหอระฆัง Big Ben, นิว ยอร์ก นี่ Jazz เต็มๆเลย

ผมค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้นะครับ และมองเห็นความยอดเยี่ยมที่มากกว่าแค่มุกตลกขบขัน ความสวยงามแทรกอยู่ในการออกแบบฉาก เสื้อผ้าหน้าผม และการนำเสนอเรื่องราว เสียอย่างเดียวที่ผมไม่เข้าใจหนัง ถ้าเพียงได้รู้จักและทำความเข้าใจภาพวาดของ Picasso มาก่อนบ้าง ก็น่าจะพอเข้าใจสัญลักษณ์ต่างๆในหนังได้แน่ แต่พอมันติดขัดแล้ว ทำให้ผมไม่สามารถชื่นชอบหนังได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ฤาผมอาจจะลำดับการดูหนังผิด จริงๆน่าจะดู Le Mystère Picasso ของ Henri-Georges Clouzot ก่อน อาจทำให้ผมเข้าใจแนวคิดของ Picasso มากกว่านี้ ไว้ดูมาแล้วจะมาเล่าให้ฟังนะครับ

แนะนำหนังเรื่องนี้กับนักเรียนศิลปะและศิลปินทั้งหลาย โดยเฉพาะแฟนๆของ Picasso ยิ่งถ้าเคยศึกษามีความรู้ เข้าใจจิตรกรเอกคนนี้ คุณจะเห็นความสวยงามที่น่าทึ่งของหนัง และฮาจนตกเก้าอี้เลย, กับคนที่ชอบดูหนังแนวสัญลักษณ์นิยม นี่เป็นสรวงสวรรค์ชั้น 7 ของคุณเลย จัดเรต 13+ มุขบางอย่างดูจะหัวสูงไปหน่อยสำหรับเด็กนะครับ

TAGLINE | “แม้ชีวิตจริงของ Pablo Picasso จะไม่หวือหวาตื่นเต้นเท่ากับ The Adventures of Picasso แต่เราสามารถมองเห็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ผ่านหนังเรื่องนี้”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

1 Comment on "Picassos Äventyr (1978)"

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
trackback

[…]  Picassos Äventyr (1978)  : Tage Danielsson ♥♥♥◊ หนังตลกเสียดสี Pablo Picasso จิตรกรเอกของโลกชาวสเปน โดยนักแสดงและผู้กำกับสัญชาติสวีเดน ที่ทั้งเรื่องไปถ่ายทั่วยุโรป พูดกัน 10 ภาษา (แต่ไม่มีภาษา Swedish), ถึงจะบอกว่าเป็นหนังตลกล้อเลียน แต่เป็นหนังที่ทำเพื่อคาราวะ Picasso ให้คนดูทั่วไปสามารถเข้าใจผลงานของเขาได้แม้ไม่มีความรู้เรื่องงานศิลปะเลย แถมตลกมากๆด้วย […]