Queen Kelly

Queen Kelly (1929) hollywood : Erich von Stroheim ♥♥♥♡

แม้เพียงหนึ่งในสามที่สร้างเสร็จก่อนผู้กำกับ Erich von Stroheim จะถูกขับไล่ออกจากกองถ่าย แต่ก็เพียงพอพบเห็นไดเรคชั่นระดับ Masterpiece และการแสดงโคตรตราตรึงของ Gloria Swanson ทำให้อีกสองทศวรรษถัดมาได้รับเลือกแสดง Sunset Boulevard (1950)

Orson Welles ยังมี Citizen Kane (1941) ที่สร้างสำเร็จเสร็จโดยไม่ถูกใครหน้าไหนเข้ามาจุ้นจ้านวุ่นวาย แต่สำหรับ Erich von Stroheim ตลอดระยะเวลา 14-15 ปี กำกับภาพยนตร์ 9 เรื่อง กลับไม่มีผลงานใดเลยสมบูรณ์พร้อมตามวิสัยทัศน์ตนเอง!

Queen Kelly คือภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายในยุคหนังเงียบ (ของ von Stroheim) ที่ฉายแววมากๆจะยิ่งใหญ่ อลังการ สมบูรณ์แบบ ระดับ Masterpiece! แต่ปัญหาทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นจาก Erich von Stroheim เป็นผู้กำกับที่แสวงหาความ Perfectionist ระดับหมกมุ่น ทำงานเชื่องช้า เรียกร้องโน่นนี่นั่น ไม่ประณีประณอมอ่อนข้อใคร ทั้งยังชอบปล่อยงบบานปลาย แถมหลายครั้งใช้วิธีการคาดไม่ถึงเพื่อจาบจ้วงเอาผลลัพท์ต้องการออกมา

ก็น่าสงสัยว่า Gloria Swanson ไม่เคยได้ยินเสียงลือเล่าขานของ Stroheim ก่อนจะตกลงปลงใจเซ็นสัญญา จัดหาทุนพร้อมแสดงนำ หรืออย่างไร? ซึ่งสุดท้ายเป็นเธอเองนะแหละที่ยินยอมรับไม่ได้ ฟางเส้นสุดท้ายเมื่อถูกน้ำลายของนักแสดง Tully Marshall หยดโดนมือในฉากเข้าพิธีแต่งงาน อ้างว่านั่นคือคำสั่งผู้กำกับ โทรศัพท์หาโปรดิวเซอร์/แฟนหนุ่ม Joseph P. Kennedy เรียกร้องให้ขับไล่ ปิดกองถ่ายเช้าวันถัดมา

นี่ถ้าไม่เพราะลงทุนไปมากมายมหาศาล จำเป็นอย่างยิ่งต้องหาทางเข็นออกฉายเพื่อลดทอนหนี้สิน ฟีล์มภาพยนตร์เรื่องนี้คงได้ขึ้นราถูกทอดทิ้ง แถมด้วยสัญญาของ Stroheim ถือลิขสิทธิ์ไว้ห้ามนำออกฉายในสหรัฐอเมริกา ยุโรปเท่านั้นคือเป้าหมายสุดท้าย ระดมสมองนักเขียน ผู้กำกับ Richard Boleslawski และว่าจ้างตากล้อง Gregg Toland ถ่ายทำปัจฉิมบทปิดท้าย มีชื่อเรียกว่า ‘Swanson Ending’


Erich von Stroheim ชื่อจริง Erich Oswald Stroheim (1885 – 1957) ผู้กำกับ นักแสดง สัญชาติ Austrian-American เกิดที่ Vienna, Austria-Hungary ในครอบครัวชนชั้นกลาง บิดาอาชีพคนทำหมวก เชื้อสาย Jews ปี 1909 อพยพมาอยู่สหรัฐอเมริกา ป่าวประกาศว่าตนมีเชื้อสายผู้ดีชนชั้นสูง แต่ได้ทำงานเซลล์แมนจาก San Francisco มุ่งสู่ Hollywood เริ่มต้นเป็นสตั๊นแมน ตัวประกอบ ผู้ช่วยผู้กำกับ D. W. Griffith เรื่อง Intolerance (1916) หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งพัฒนาบท/กำกับเรื่องแรก Blind Husbands (1919), ผลงานเด่นๆ อาทิ Foolish Wives (1922), Merry-Go-Round (1923), Greed (1924), The Merry Widow (1925) ฯ

Stroheim เป็นผู้นำเสนอโปรเจค Queen Kelly ต่อ Gloria Swanson และ Joseph P. Kennedy หลังจากพบเห็นความสำเร็จของ Sadie Thomson (1928) ซึ่งทั้งคู่กำลังมีความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะสานต่อภาพยนตร์ลักษณะหมิ่นเหม่ ล่อแหลม สะท้อนความตกต่ำของศีลธรรม และปลายทางนำเสนออุดมคติ ‘ความรักชนะทุกสิ่ง’

บทภาพยนตร์ดั้งเดิมของ Stroheim ถ้าสร้างสำเร็จจะได้ความยาวประมาณ 4-5 ชั่วโมง แบ่งออกเป็นสามองก์
– Kronberg, เรื่องราวของ Prince Wolfram กำลังต้องเข้าพิธีอภิเสกสมรสกับ Queen Regina V of Kronberg ที่ได้รับฉายาว่า ‘Mad Queen’ แต่คืนก่อนหน้าดันพบเจอตกหลุมรักแม่ชีฝึกหัด Kitty Kelly
– German East Africa, เรื่องราวของ Kitty Kelly เดินทางกลับบ้านไปเยี่ยมป้าที่กำลังป่วยหนัก ร้องขอให้เธอแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝากับ Jan Vryheid ตอบตกลงแม้ไม่เต็มใจรัก แล้วปฏิเสธครองคู่อยู่ร่วม กลายเป็นแม่เล้าโสเภณี ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย เลิศหรูหรา จนได้รับฉายา Queen Kelly
– Queen Regina เสียชีวิตอย่างปริศนา ทำให้ Wolfram ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ เร่งรีบออกเดินทางไปติดตามหา Kitty Kelly ขอเธอแต่งงานและยกฐานะขึ้นมาเป็น Queen Kelly อย่างแท้จริง!

คนที่รับชมหนังฉบับ Swanson Ending เรื่องราวจะจบสิ้นลงแค่องก์แรก, หลังจาก Queen Regina พบเห็นการคบชู้สาวของว่าที่สวามี ใช้แส้เคี่ยนขับไล่ Kitty Kelly ให้ออกนอกพระราชวัง ด้วยความหมดสิ้นหวังอาลัย เธอจึงตัดสินใจกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย สุดท้ายเมื่อ Prince Wolfram ไปพบเจอร่างไร้วิญญาณยังวิหาร เลยกระทำการอัตวินิบาต

ส่วน Original Ending เท่าที่ถ่ายทำเสร็จ จะล้ำเข้าไปถึงองก์สอง, Kitty Kelly ถูกแม่ร้องขอให้แต่งงานกับชายขาพิการ หน้าตาอัปลักษณ์ Jan Vryheid ทั้งๆไม่ได้ตกหลุมรักเลยสักนิด (ถือว่าสะท้อนเรื่องราวองก์แรก Prince Qolfram ต้องอภิเสกสมรสกับ Queen Regina ที่ไม่ได้รักใคร่ชอบพอ)


Gloria May Josephine Swanson (1899 – 1983) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Chicago, Illinois บิดาเป็นทหารถูกส่งไปประจำการยังประเทศต่างๆ ทำให้ครอบครัวต้องติดตามไปด้วย เติบโตขึ้นยัง Puerto Rico พูดภาษาสเปนได้คล่องแคล่ว พออายุ 15 ย่าของเธอพาไปยัง Essanay Studios ได้รับคำชักชวนให้มาทำงานตัวประกอบ ก็มิได้ตั้งใจนักแต่โชคชะตาชีวิตนำทางไป ประกบคู่เล่นตลกกับ Bobby Vernon ย้ายมา Hollywood เซ็นสัญญากับ Paramount Pictures กลายเป็นขาประจำ Cecil B. DeMille อาทิ Don’t Change Your Husband (1919), Why Change Your Wife? (1920), Something to Think About (1920), The Affairs of Anatol (1921) ฯ

รับบท Kitty Kelly แม่ชีฝึกหัดวัยเยาว์ เต็มไปด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์ อ่อนวัยไร้เดียงสาต่อโลก เมื่อแรกพบเจอ Prince Wolfram กระทำบางสิ่งอย่างผิดพลาดพลั้ง อับอายขายขี้หน้าแทบแทรกแผ่นดินหนี แต่ก็สร้างความประทับใจต่อกัน อธิษฐานขอให้มีโอกาสพานพบกันอีก ก็ไม่รู้สวรรค์หรือนรกบันดาล แม้ได้เจอหน้าแต่ก็ทำให้รับทราบความจริง เจ้าชายกำลังจะเข้าพิธีอภิเสกสมรสพระราชีนีในเช้าวันรุ่งขึ้น

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Kitty Kelly คือการหวนกลับไปเยี่ยมป้าที่กำลังป่วยหนัก ถูกบีบบังคับให้ต้องแต่งงานกับชายขาพิการ หน้าตาอัปลักษณ์ Jan Vryheid ทั้งๆก็ยังหวนระลึกนึกถึง Prince Wolfram นั่นทำให้เธอกลายสภาพเป็นคนหยาบกระด้าง กร้านโลก ไม่แคร์ยี่หร่าต่ออะไรใครอีก

น่าเสียดายที่ผู้ชมมีโอกาสพบเห็นการแสดงของ Swanson เพียงแค่มุมร่าเริงสดใสไร้เดียงสา เพราะตัวตนธาตุแท้จริง(ของ Swanson)นั้นอยู่เนื้อหาครึ่งหลัง เมื่อตอนรับชม Sadie Thompson ผมเปรียบเทียบดั่ง Bette Davis อิสตรีผู้มีความกร้าน ด้าน หน้าไม่อาย หาได้แคร์สื่อ นั่นต่างหากเหมาะสมฉายา Queen Kelly ไม่ใช่ราชินีจากไหน แต่คือนางมารร้ายหัวสูง ผู้ทำทุกสิ่งอย่างสนองความต้องการเพียงตนเองเท่านั้น!

รอยร้ายของ Swanson ต่อ Stroheim เริ่มต้นจากซีนที่ German East Africa ในบทเขียนไว้ว่าคือ Dancing Hall แต่กลับกลายเป็นซ่องโสเภณี ติดตามมาด้วยความเรื่องมากไม่สนฟังคำทัดทานใคร กระทั่งจุดแตกหักอย่างที่บอกไปว่า รับไม่ได้กับน้ำลายของนักแสดง Tully Marshall ซึ่งปฏิกิริยาสีหน้าอารมณ์ของเธอได้ถูกบันทึกภาพไว้ด้วยละ แสดงออกมาด้วยความรังเกียจ ขยะแขยง คลื่นไส้ สมจริงสุดๆเท่าที่มนุษย์สามารถแสดงออกมาได้!

แซว: เดินยังไงกางเกงในหล่น? ในเชิงสัญลักษณ์หมายถึง ความร่านสวาทของตัวละคร โหยหาต้องการ แต่เพราะยังอ่อนเยาว์วัยไร้เดียงสา เลยไม่รับรู้ตัวได้ว่าบังเกิดอะไรขึ้น

Walter Byron (1899 – 1972) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่เมือง Leicester ด้วยภาพลักษณ์เทพบุตรสุดหล่อ มาดผู้ดี เลยมักได้รับบทเพลย์บอย ตัวละครชนชั้นสูง อาทิ Queen Kelly (1929), Three Wise Girls (1932), Mary of Scotland (1936) ฯ

รับบท Prince Wolfram เจ้าชายหนุ่มเพลย์บอย ผู้มีความลุ่มหลงใหลในอิสตรี ชื่นชอบการออกเที่ยวเตร่ราตรี มิได้ตกหลุมรักใคร่ Queen Regina ก็แค่หมั้นหมายไปตามหน้าที่เท่านั้น การได้พานพบเจอ Kitty Kelly ก่อเกิดความประทับใจ รักแรกพบ มิอาจลบลืมเลือนให้จางหาย ครุ่นคิดกระทำสิ่งอันตราย เพียงเพื่อสนองตัณหาต้องการทางกาย ครอบครองเป็นเจ้าของเธอค่ำคืนนี้ ทั้งชีวีไม่ต้องการสิ่งอื่นใด

นอกจากรอยยิ้มหลอมละลาย ภาพลักษณ์เทพบุตร การแสดงของ Byron ถือว่าพอใช้ได้ เต็มไปด้วย Passion เร่าร้อนแรง แสดงความลุ่มหลงต้องการ กลั่นออกจากภายใน แถมยังใช้สติปัญญาสร้างปัญหาว้าวุ่นวาย ไม่สนความถูก-ผิด ดี-ชั่ว โคตรเห็นแก่ตัว ทำทุกอย่างเพื่อสนองความต้องการตนเองเท่านั้น

แซว: การไว้ผมทรงนี้ของ Byron ทำให้ผมนึกถึงใบหน้าของ Erich von Stroheim ขึ้นมาเลยนะ ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นตัวตายตัวแทนผู้กำกับได้ด้วยละ

 

Seena Owen ชื่อเกิด Signe Auen (1894 – 1966) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Spokane, Washington ครอบครัวอพยพมาจาก Denmark โตขึ้นมุ่งสู่ Hollywood เริ่มได้งานเป็นตัวประกอบ เข้าตาผู้กำกับ Marshall Neilan ชักชวนมาเซ็นสัญญา Kalem Company ได้ค่าจ้าง $15 เหรียญต่อสัปดาห์, เล่นภาพยนตร์เรื่องแรก A Yankee From the West (1915), ติดตามด้วย Intolerance (1916), ได้รับการจดจำสูงสุดคือ Queen Kelly (1928), การมาถึงของยุคหนังพูด น้ำเสียงเธอไม่ชวนฟังนักเลยผันมาเป็นนักเขียนบทแทน

รับบท Queen Regina V of Kronberg (ตัวละครสมมติ ไม่ได้มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์) ได้รับฉายา ‘Mad Queen’ ด้วยความร่านราคะ เวลานอนไม่สวมใส่เสื้อผ้า โกรธเกลียดอะไรก็แสดงออกมาตรงๆ ชอบพูดจาส่อเสียง และใช้ความรุนแรงแบบไม่บันยะบันยัง

ผมว่ายุคสมัยนั้นต้องใช้ความกล้ามากๆเลยนะ ในการถ่ายซีนโป๊เปลือย ไม่ใส่เสื้อผ้า หรือแม้แต่ฉากอาบน้ำ เพราะถือว่ามีความหมิ่นเหม่ไม่เหมาะสม ใบหน้าใสๆแต่จิตใจเหี้ยมโหดร้าย เล่นหูเล่นตา เมื่อตอนลงแส้เฆี่ยนตีทำร้าย คลุ้มคลั่งเสียสติแตกได้ใจ!

แซว: Seena Owen ใน Intolerance (1916) รับบท The Princess Beloved ในตอน Babylonian, ขณะที่ Tully Marshall (ตัวละคร Jan Vryheid) รับบท High Priest of Bel-Marduk จากตอนเดียวกัน, นี่ก็แปลว่าศัตรูหัวใจของคู่พระนาง ต่างย้อนยุคมาจากอดีตชาตินี้เอง

ถ่ายภาพโดย Paul Ivano, William H. Daniels, Gordon Pollock

งบประมาณของหนังหมดไปกับการสร้างฉากขนาดใหญ่โตยัง RKO-Pathé Studios และ FBO Studios รายละเอียดถือว่าประณีตวิจิตร มีความไฮโซ เลิศหรูหรา และทั้งหมดล้วนเป็นของจริง! (Stroheim ไม่ชอบอะไรที่มันหลอกๆ เพราะทำให้ดูไม่น่าเชื่อถือต่อทั้งนักแสดงและผู้ชม)

เฉกเช่นเดียวกับการจัดแสง ฉากภายใน/ยามค่ำคืน จักไม่พบเห็นจากแหล่งอื่นนอกจากเทียนไข สุมไฟเตาผิง (และจุดขึ้นมาจริงๆ) ซึ่งรายละเอียดดังกล่าวถือว่าหมดสิ้นเปลืองมากๆ ฉากพระราชวังคืนหนึ่งใช้ไม่รู้กี่เล่มต่อกี่เล่ม … หนังเรื่องอื่นๆที่ผู้กำกับดื้อดื้อแบบเดียวกันนี้ อาทิ The Leopard (1963), Barry Lyndon (1975) ฯ

นำเอาซีนที่ Sunset Boulevard (1950) นำฟุตเทจจากหนังไปใช้ฉาย คือตอนที่ Kitty Kelly อธิษฐานขอพรพระเยซูคริสต์ ให้ได้มีโอกาสพบ Prince Wolfram อีกสักครึ่งหนึ่งในชีวิต (และก็เป็นครั้งเดียวจริงๆด้วย!)

การออกแบบพระราชวัง แลดูมีความโอ่โถง อลังการใหญ่โต วิจิตรด้วยรายละเอียด แต่บริเวณที่ส่วนใหญ่ว่างเปล่า และพื้นกระเบื้องหินอ่อนลวดลายสลับขาว-ดำ ทั้งหมดนี้เหมือนภาพหลอกลวงตา มิได้สะท้อนคุณค่าเจ้าของที่อาศัยอยู่ ราชินีหมกมุ่นอยู่ในกาม ว่าที่สวามีพยายามทำทุกอย่างเพื่อลักลอบนอกใจ แถมองค์รักษ์รับใช้หัวเราะให้กับการกระทำบ้าคลั่งเสียสติแตก!

แซว: ฉากเฆี่ยนตีระหว่าง Queen Regina ต่อ Kitty Kelly ใครช่างสังเกตจะเห็นว่าไม่มีถูกโดนตัวเลยนะครับ ใช้การตัดต่อสลับสับเปลี่ยนมุมมองไปมาล่อหลอกผู้ชมให้เกิดความเข้าใจผิดได้อย่างสมจริง

แตกต่างตรงกันข้ามกับซ่องโสเภณี บ้านหลังเก่าของ Kitty Kelly มีญาติคนสุดท้ายทำงานเป็นแม่เล้า ร้องขอให้เธอแต่งงานกับชายผู้มีความอัปลักษณ์พิศดารทางกาย รายล้อมด้วยความมืดมิดสนิท ฝุ่งจับเกรอะกรัง หาความงดงามตายังสถานที่แห่งนี้ไม่ได้เลยสักนิด! … บาทหลวงผิวสีก็เฉกเช่นกันนะ

เฉพาะในส่วนเพิ่มเติมของ Swanson’s Ending ใช้บริการถ่ายภาพของ Gregg Toland ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติอเมริกัน ผู้ประดิษฐ์คิดค้นเทคนิค Deep Focus เริ่มจาก The Long Voyage Home (1940), Citizen Kane (1941), The Best Years of Our Lives (1946) ฯ

การตัดต่อโดย Viola Lawrence (1894 – 1973) เธอได้รับการยกย่องเป็นนักตัดต่อหญิงคนแรกของ Hollywood ผลงานเด่นๆ อาทิ Queen Kelly (1929), Only Angels Have Wings (1939), The Lady from Shanghai (1947), In a Lonely Place (1950), Pal Joey (1957), Pepe (1960) ฯ

หนังไม่ได้ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองตัวละครใดเป็นพิเศษ แต่ความตั้งใจเหมือนว่าจะแบ่งตามองก์ กล่าวคือ
– Kronberg, ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Prince Wolfram
– German East Africa, เล่าเรื่องในสายตาของ Kitty Kelly

ไฮไลท์ตัดต่อคือการร้อยเรียงภาพ Montage ที่มีความต่อเนื่องกันไป อาทิ
– Queen Regina เมื่อตื่นบรรทมขึ้นมา ดื่มไวน์หมดแก้ว สายตาจับจ้องมองรูปภาพ Prince Wolfram (ชายคนรัก), ติดตามด้วยคัมภีร์ไบเบิ้ล+ไม้กางเขน (กำลังจะแต่งงาน), ที่ทิ้งบุหรี่ (สะท้อนถึง Sex), ขวดแชมเปญ (การเฉลิมฉลอง) ฯ
– ระหว่างที่ Queen Regina (สวมชุดสีดำ) กำลังจะมีเรื่องทะเลาะโต้เถียงกับ Prince Wolfram (สวมชุดสีขาว) ตัดสลับภาพสุนัขสีขาวกำลังเล่นกัดกับสุนัขสีดำ
– Kitty Kelly หลังจากถูกลักพาตัวเข้ามาในพระราชวัง ได้รับการเชื้อเชิญรับประทานมื้อเย็น ร้อยเรียงภาพอาหารต่างๆ นก กุ้ง ไข่ปู (อาหารหรูๆทั้งนั้น)
– Kitty Kelly จับจ้องมองเห็นคู่หมั้น Jan Vryheid เป็นครั้งแรก ร้อยเรียงภาพจากมุมมองสายตาของเธอ พบเห็นเข็มกลัดสัตว์เลื้อยคลาน (สัญลักษณ์ของการเกาะกิน/พึงพิงผู้อื่น) สายห้อยลูกเต๋า (ติดการพนัน) ซิการ์ ขวดเหล้า พกปืน ฯ

เทคนิค Cross-Cutting มีอีกไฮไลท์ช่วงขณะที่ Kitty Kelly กำลังต้องเลือกตอบตกลงแต่งงาน เห็นภาพบาทหลวงผิวสีค่อยเลือนลางกลายเป็นใบหน้าเจ้าชาย กลับไปกลับมาอยู่สองสามครั้งถึงค่อยตระหนักได้ ที่มองเห็นก็เพียงภาพลวงตา เฉกเช่นเดียวกับความรักก็แค่คำพูดพร่ำบอก


Queen Kelly น่าจะเป็นเรื่องราวของการเติบโต ตกหลุมรัก เผชิญหน้าโลกความจริง ไม่ใช่ทุกสิ่งจะสมหวังดังปรารถนา ภาพที่เห็นอาจเป็นแค่หลวงหลอกตา สุดท้ายแล้วก็มีแค่ตัวเราเองสามารถพึ่งพักพิง

ใจความดังกล่าวของหนังถือว่าสะท้อนเข้ากับทั้ง Erich von Stroheim และ Gloria Swanson ที่ต่างเลิกร้างราจากระบบสตูดิโอ Hollywood เพื่อต้องการเป็นเจ้านาย สร้างภาพยนตร์ในความสนใจของตนเอง จับพลัดจับพลูพบเจอเหมือนสองตัวละคร Prince Wolfram และ Kitty Kelly ตกหลุมรักและมีเหตุให้ต้องพลัดพรากจาก

การออกแบบอีกสองตัวละครที่มีความอัปลักษณ์นอก-ใน ก็เพื่อสะท้อนธาตุแท้ของระบบสตูดิโอ Hollywood ยุคสมัยนั้น
– Queen Regina แม้รูปสวย แต่เต็มไปด้วยความหมกมุ่นในอำนาจ พูดจารุนแรง เย่อหยิ่งทะนงในชนชั้นตนเอง และยังมักมากในกามคุณ
– Jan Vryheid ร่างกายพิกลพิการ ใบหน้าอัปลักษณ์ อุปนิสัยก็ไม่แตกต่าง สนเพียงกอบโกยผลประโยชน์ น้ำลายไหลเพราะกำลังจะได้เป็นเจ้าของในสิ่งไม่ควรค่าแก่ตนเอง

ถึงชายชาติหมา(ป่า) กับเจ้าหญิงลูกแมวน้อย จะเคลิบเคลิ้มหลงใหล พบเจอหน้าก็เข้าขากันดี แต่สุดท้ายแล้วมีสถานะไม่ต่าง “ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่” พอไม่หลงเหลืออะไรให้สามารถครอบคู่อยู่ร่วม เลยกลายเป็นว่า Prince Wolfram กับ Kitty Kelly ไม่ว่าหนังฉบับออกฉายใดๆหลงเหลือถึงปัจจุบัน จำต้องพลัดพรากแยกจากกันชั่วนิรันดร์ มิได้เสพสุขสมหวังครองคู่อยู่ร่วมตามบทภาพยนตร์ดั้งเดิมเขียนมา

ถ้ายึดตามเนื้อเรื่องราวที่แบ่งออกเป็นสามองก์ คำว่า Queen Kelly จะได้รับการนำเสนอในสามบริบท
– องก์แรก, เจ้าชายตกหลุมรักหญิงชาว โปรยคำหวานเรียกชื่อเธอว่า Queen Kelly
– องก์สอง, เมื่อหญิงสาวเรียนรู้จักความเหี้ยมโหดร้ายของโลกความเป็นจริง ปรับเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง แสดงออกด้วยความหยาบ กร้าน ไม่แคร์ยี่หร่าอะไรใคร จะได้รับฉายากล่าวขวัญ Queen Kelly
– องก์สาม, หลังจากราชินีพลันด่วนเสียชีวิต เจ้าชายได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ ติดตามหา ขอเธอแต่งงาน เลื่อนวิทยะฐานะกลายเป็น (Her Majesty) Queen Kelly จริงๆ

จินตนาการ-เสียงลือเล่าขาน-กลายเป็นจริงๆ เทียบแล้วก็คือ มโนภาพ-วจีภาพ-กายภาพ วิวัฒนาการของมนุษย์ที่สามารถปรับเปลี่ยนเมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน แต่ในทางดีขึ้นหรือแย่ลงนั้นล้วนขึ้นอยู่กับตัวเราเอง จะมีมุมมองครุ่นคิดเห็นเช่นไร

ตอนจบดั้งเดิมของหนัง เมื่อเจ้าชาย-หญิงสาว ได้ครองคู่รักแต่งงาน ก็เท่ากับว่า “ความรักชนะทุกสิ่งอย่าง” สะท้อนถึงการที่ Erich von Stroheim และ Gloria Swanson สามารถสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เสร็จสำเร็จนั่นเองแหละ … แต่ทั้งหมดจบลงแค่องก์แรก ในมโนภาพเพ้อฝันจินตนาการเพียงเท่านั้น


ประมาณการว่าหนังใช้ทุนสร้างไปแล้ว $800,000 เหรียญ ดูจากแนวโน้มเพิ่งเสร็จไปหนึ่งในสาม งบสุดท้ายจริงๆถ้าถ่ายทำเสร็จคงไม่น้อยกว่า $2.4 ล้านเหรียญ สมัยนั้นถือว่าปริมาณมหาศาลระดับ Blockbuster เลยละ! … ไม่มีรายงานรายรับเพราะไม่ได้เข้าฉายในสหรัฐอเมริกา

แม้เหมือนว่า Swanson จะไม่ถูกกับ Stroheim แต่ทั้งสองก็สามารถหวนกลับมาร่วมงาน Sunset Boulevard (1950) แบบไร้อคติต่อต้าน แถมยังอนุญาตให้นำฟุตเทจบางส่วนจากหนังเรื่องนี้ไปใช้งานได้ด้วย … นั่นทำให้ Queen Kelly ฉบับ Swanson’s Ending สามารถนำออกฉายแบบจำกัดโรงในสหรัฐอเมริกาได้สักที เกือบๆสองทศวรรษถัดมา!

เท่าที่สามารถรับชม ถึงผมจะหาสาระอะไรของหนังไม่ค่อยได้ แต่ก็ชื่นชอบอย่างล้นหลามในไดเรคชั่นผู้กำกับ Erich von Stroheim อยากเรียกว่า Masterpiece แต่ขอกล้ำกลืนเพราะยังไม่รู้สึกเพียงพอใจสักเท่าไหร่

ใครชื่นชอบ Sunset Boulevard (1950) แนะนำอย่างยิ่งให้หา Sadie Thompson (1928) และ Queen Kelly (1929) มารับชมต่อเนื่องเลยนะ แล้วจะพบเห็นการแสดงอันโคตรตราตรึงของ Gloria Swanson ยิ่งใหญ่เกือบๆที่สุดของยุคหนังเงียบ

จัดเรต 18+ กับความซาดิสต์ อัปลักษณ์พิศดาร สั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ

คำโปรย | Queen Kelly แม้ไม่สำเร็จเสร็จสมบูรณ์ แต่ไดเรคชั่นของ Erich von Stroheim และการแสดงของ Gloria Swanson ฉายแววระดับมาสเตอร์พีซ
คุณภาพ | ฉายแวว-มาสเตอร์พีซ
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: