Ratatouille (2007)

Ratatouille

Ratatouille (2007) hollywood : Brad Bird ♥♥♥♥♥

หนู เป็นสัตว์ที่ไม่ควรอยู่ในห้องครัว ก็เหมือนมนุษย์บางคนไม่เหมาะกับการทำบางสิ่งอย่าง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเขาจะทำไมได้ หลายครั้งอาจยอดเยี่ยมดีกว่าเสียด้วยซ้ำ ซึ่งถ้าเราไม่ปิดกั้นโอกาส มอบความเสมอภาคเท่าเทียม แม้แต่หนูก็สามารถกลายเป็นเชฟกระทะเหล็กได้, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

หลังจากที่ผมรับชมอนิเมชั่นเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ ทำให้เกิดความใคร่สนใจในอาหารฝรั่งเศสเป็นอย่างยิ่ง แม้จะยังไม่เคยรับประทาน Ratatouille สักที แต่ก็มีโอกาสรู้จักเชฟอาหารฝรั่งเศสยอดฝีมือคนหนึ่ง เปิดโลกทัศน์การกิน เข้าใจความละเอียดอ่อน ซับซ้อน ลุ่มลึกล้ำ และสิ่งที่เรียกว่าศิลปะของอาหาร ว่าไปก็คล้ายๆภาพยนตร์นะแหละ ต่างที่ใช้การบริโภคด้วยกายสัมผัส จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส (บางครั้งรวมถึงเสียงกรุบกรับ) ถ้าอยากเกิดความเข้าใจ สัมผัสได้ถึงเนื้อในจิตวิญญาณของอาหาร ก็ต้องสามารถแยกแยะรสชาติ องค์ประกอบ วิธีการ และลายเซ็นต์ของเชฟให้ออก มีคำเรียก ‘Auteur’ ไม่ต่างกัน

อาหารที่อร่อย ในมุมมองของผมเอง มันจะมีอยู่ 3 ระยะ
1) First Impression ภาพลักษณ์ภาพนอก สี-กลิ่น ความเย้ายวนใจ เห็นแล้วน้ำลายสลอ ตาคลอ อดรนทนรอไม่ไหวอยากรับประทาน
2) คำแรกของอาหารคือช่วงเวลาสำคัญที่สุด เพราะปฏิกิริยาตอบสนองชอบ-ไม่ชอบ เกินกว่า 90% จะอยู่ตรงนี้ (มันก็พอมีนะ คำแรกไม่ชอบ แต่พอครุ่นคิดทำความเข้าใจ หรือคำต่อไปเรื่อยๆ แล้วเกิดการเปลี่ยนใจ)
3) ความทรงจำหลังการกิน อาหารบางอย่างจะติดลิ้น จมูก และอารมณ์ของเราไปตลอดวัน หวนนึกถึงทีไร กลไกน้ำลายเกิดปฏิกิริยาขึ้นมาเหมือนหมาสั่นกระดิ่ง โหยหาอยากรับประทานอีกร่ำไป

ในบรรดาอาหารฝรั่งเศสที่ผมชื่นชอบมากสุด คือพวกสเต็กยัดไส้ขนมปัง (Stuffed Flank Steak) ราดด้วยซอสส้ม เพราะเป็นอาหารที่มีหลาย Layer เกิดสัมผัสไม่ใช่แค่เนื้อนอกหอมนุ่ม แต่ยังกลมกล่อมด้วยความนวลของขนมปัง/สิ่งยัดไส้ และซอสคือไฮไลท์ที่ช่วยตบรสให้ชุ่มปาก … พอดีกว่า พูดไปจะเกิดความอยากขึ้นมา

การรับชมครานี้ได้พบเห็นมุมมองโลกทัศน์ใหม่ เกิดความโปรดปรานนักวิจารณ์ Anton Ego ชายผู้มีอีโก้สูงจัด เริดเชิดหยิ่งไม่แคร์ใคร แต่วินาทีที่ Ratatouille สัมผัสลิ้นเข้าปาก เกิดจินตนาการเห็นภาพความทรงจำวัยเด็กของตนเอง อาหารจานโปรดที่แม่เคยทำให้รับประทาน อร่อยจนแทบน้ำตาไหล ซาบซึ้งเหนือเกินคำบรรยายใดๆ จะว่านั่นคือปฏิกิริยาทรงพลังที่สุดต่ออาหารจานหนึ่งก็ว่าได้ (แต่อย่าเอาไปเทียบปฏิกิริยาอาหารต่อ Yakitate Japan หรือ Shokugeki no Soma ที่มันหลุดโลกไปไกลเลยนะครับ)

คงเพราะผมเองก็เป็นนักวิจารณ์คนหนึ่ง เลยเกิดความเข้าใจในปฏิกิริยาของ Anton Ego อาหารไม่อร่อยก็ไม่อยากรับประทาน (หนังห่วยๆก็ไม่คิดอยากเสียเวลาดู) แต่ถ้าเมื่อไหร่พบเจอสิ่งที่ใช่ รสชาติที่ลงตัว ความสวยงามสมบูรณ์แบบ จะทำให้ตัวเขา(และผมเอง) มีทัศนคติเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

Phillip Bradley Bird (เกิดปี 1957) ผู้กำกับ นักเขียน นักอนิเมเตอร์สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Kalispell, Montana, ตอนอายุ 11 มีโอกาสเดินทางมาทัศนศึกษายัง Walt Disney Studios เกิดความสนใจอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งทำงานสายนี้ ใช้เวลาสองปีเต็มถัดจากนั้นหัดวาดภาพอนิเมะขนาดสั้นความยาว 15 นาที ส่งไปให้สตูดิโอ Disney ได้รับการเรียกตัวจาก Milt Kahl (หนึ่งในเก้า นักอนิเมเตอร์รุ่นแรกในตำนานของ Walt Disney) มาสั่งสอนกลายเป็นลูกศิษย์ โตขึ้นได้รับทุนการศึกษา (ก็จาก Disney นะแหละ) เข้าเรียน California Institute of the Arts (CalArts) เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับ John Lasseter ว่าที่หนึ่งในผู้ก่อตั้งสตูดิโอ PIXAR

แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น Bird เรียนจบออกมา ได้ทำงานกับสตูดิโอ Disney เป็นนักอนิเมเตอร์เรื่อง The Fox and the Hound (1981) ก็ไม่รู้เกิดความขัดแย้งอะไรขึ้น ลาออกไปเข้าร่วมสตูดิโอ Klasky Csupo ตามด้วย Turner Feature Animation กำกับ/เขียนบท/วาด อนิเมะฉายโทรทัศน์หลายเรื่อง อาทิ Family Dog, The Simpsons ฯ จนไปเข้าตาสตูดิโอ Warner Bros. จึงถูกซื้อควบกิจการ ดึงตัวมาให้กำกับ The Iron Giant (1999) ผลงานแจ้งเกิดที่แม้ได้รับเสียงตอบรับดีล้นหลาม แต่กลับล้มเหลวไม่ทำเงิน เพราะสตูดิโอทำการตลาดผิดพลาด, หลังจากนั้นเลยไปพึ่งใบบุญของเพื่อนเก่าแก่ สร้างอนิเมชั่นสามมิติเรื่องแรกให้กับ PIXAR คือ The Incredibles (2004) ประสบความสำเร็จล้นหลามทั้งเงินและกล่อง

แรกสุดของ Ratatouille เริ่มต้นจากแนวคิดของ Jan Pinkava นักเขียน/อนิเมเตอร์ สัญชาติ Czech เมื่อปี 2000 นำเสนอพล็อตเรื่องราว ภาพการออกแบบให้กับ PIXAR แต่อาจเพราะประสบการณ์ที่อ่อนด้อย เลยยังไม่เป็นที่พึงพอใจต่อเหล่าโปรดิวเซอร์ ซึ่งเมื่อ Lasseter ก้าวเข้ามาเป็นแม่ทัพนำสตูดิโอ เลยผลักดัน Pinkava ออกไป (เห็นว่าลาออกจากสตูดิโอไปเลยนะ) แล้วแทนด้วย Brad Bird ที่กำลังว่างงานหลังเสร็จจาก The Incredibles

สิ่งที่ทำให้ Bird เกิดความสนใจในโปรเจคนี้ เพราะความขัดแย้งกันเองของตัวละครและเรื่องราว

“What’s the one thing that all kitchens fear the most? Rats. So imagine if you had a rat whose only ambition was to become a master chef. Something about putting those polar opposites together really spoke to me… it seemed like such a challenge. I had to find a way to get an audience to root for the character to achieve his dream, even if they wouldn’t normally”.

นำบทของ Pinkava มาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมากมาย ลดบทบาทเชฟห้าดาว Gusteau เหลือเพียงเพื่อนในจินตนาการของ Remy, เพิ่มเรื่องราวของตัวร้าย Skinner ให้มีความโหดโฉดเห็นแก่ตัว, หญิงสาว Colette แทนความเสมอภาคทางเพศในห้องครัว, ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์กายภาพของหนู ให้ดูน่ารักน่าชัง มีความเหมือนมนุษย์เดินสองขา, และใส่ลักษณะของ Physical Comedy หรือ Slapstick Comedy การแสดงออกเคลื่อนไหวที่ดูตลกขบขัน สามารถเรียกเสียงหัวเราะเฮฮาได้เรื่อยๆ

เรื่องราวของ Remy หนูน้อยผู้มากด้วยอุดมการณ์ เพ้อฝัน ทะเยอทะยาน เพราะมีจมูกรับกลิ่นได้ดีเป็นพิเศษ จึงมีความหลงใหลชื่นชอบในการปรุงอาหาร ต้องการเป็นพ่อครัวตามแบบเชฟห้าดาว Auguste Gusteau ที่พลันด่วนเสียชีวิตจากไป จับพลัดจับพลูบังเอิญล่องลอยผ่านท่อระบายน้ำถึงใจกลางกรุง Paris พบเจอ Alfredo Linguini เด็กหนุ่มจอมเฟอะฟะทำงานเป็นเด็กเก็บขยะปัดกวาดเช็ดถูในภัตราคารของเชฟ Gusteau ทนไม่ได้ที่เขาทำกับซุปเสียจนเละเทะ ลงมือปรุงอาหารเองจนถูกพบ แต่ซุปนั้นดันไปถูกลิ้นรสของนักวิจารณ์คนหนึ่ง ทั้งสองเลยต้องหาวิธีร่วมมือกัน กลายเป็นหุ่นเชิดทำอาหาร เพื่อทำตามความฝันของกันและกัน

Remy (พากย์เสียงโดย Patton Oswalt) เป็นหนูที่เฉลียวฉลาด มีความคิดอ่านโลกทัศนคติแตกต่างจากใครอื่น ความหลงใหลคลั่งไคล้ในการทำอาหารเกิดจากพรสวรรค์สุดพิเศษที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด จึงขวนไขว่คว้าต้องการสิ่งที่มากกว่าชีวิตประจำวันที่มีอยู่ แรกๆก็มีความหวาดกลัวเกรง แต่ได้รับแรงผลักดันจาก Gusteau ที่เป็นเพื่อนในจินตนาการ ทำให้กล้าลุกขึ้นปีนป่ายขึ้นจากท่อสู่เบื้องบน พบเห็นความงดงามของ Paris และโชคชะตาก็จับพลัดจับพลูให้เขาได้มีโอกาสพิสูจน์ตนเอง ก่อนจะจบที่การเลือก ว่าฉันจะหวนกลับไปเป็นหนูเหมือนเดิม หรือบางสิ่งอย่างที่ทำให้ชีวิตพบเจอสิ่งดีกว่าเดิม

ในแง่ความบันเทิง คนส่วนใหญ่จะมอง Remy ก็คือหนูตัวหนึ่ง มีความน่ารักน่าชัง การแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง สามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยากคล้ายกับมนุษย์ แต่สำหรับคนชอบคิดวิเคราะห์ จะเห็นหนูน้อยตนนี้เปรียบได้กับบุคคลนอกคอก สังคมไม่ยินยอมรับ แต่เปี่ยมด้วยอุดมการณ์ เพ้อฝัน ทะเยอทะยาน แอบๆซ่อนๆเพื่อท้าพิสูจน์ตนเอง ตราบใดไม่ยอมแพ้หรือเดินถอยหลัง สักวันเมื่อความแตกย่อมได้รับเสียงปรบมือยกย่องสรรเสริญสดุดี ในความองอาจกล้าดีที่จักกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนอื่นอีกนับไม่ถ้วน

Alfredo Linguini (พากย์เสียงโดย Lou Romano) เด็กหนุ่มจอมเฟอะฟะ ซุ่มซ่าม กระเซอะกระเซิง มักทำอะไรไม่ถูกที่ทิศทางสักอย่าง ทั้งๆที่ตัวเองไม่ใช่เชฟแต่ผิดพลาดเมื่อทำซุปหก แทบที่จะกล่าวขอโทษกลับพยายามแก้ไขดิ้นรนเอาตัวรอด จริงๆสมควรถูกไล่ออกแต่เพราะโชคชะตาเข้าข้าง เข้าใจตนเองมีสถานะไม่ต่างจากหนูน้อย Remy สักเท่าไหร่ แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ลองเสี่ยงวัดดวงกันสักรอบ เผื่อว่าจะทำให้ชีวิตได้มีโอกาสอะไรกับใครเขาบ้าง

จมูกอันใหญ่โตเกินหน้าเกินตา และการเคลื่อนไหวที่เหมือนหุ่นกระบอกเชิด เมื่อถูกชักก็ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ ถือว่ามีความเป็น ‘Physical Comedy’ ตามแบบฉบับที่ผู้กำกับ Bird ต้องเลยละ ซึ่งการถูกควบคุมชักใยด้วยเส้นผมนี้ เปรียบเทียบได้คล้ายกับ Remy = ความคิด/มันสมอง/จิตใจ, Linguini = ร่างกาย/การกระทำ

Skinner (พากย์เสียงโดย Ian Holm) อดีต Sous-Chef ลูกมือคนสนิทของ Auguste Gusteau รับสืบทอดกิจการกลายเป็น Head Chef แต่ใช้ความเผด็จการ ก้าวร้าว เห็นแก่ตัว ไม่ได้ต้องการอะไรดีเด่ไปมากกว่าตนเอง จึงทำให้ชื่อเสียงของภัตราคารค่อยๆมัวหมองตกต่ำลงเรื่อยๆ แต่เพราะการมาถึงของ Linguini แม้จะทำให้ทิศทางความนิยมค่อยๆเพิ่มขึ้น แต่การได้ล่วงรับรู้ความจริงบางอย่างของเด็กชายหนุ่ม จึงวางแผนการอันชั่วร้ายเพื่อหาทางกำจัดเขาออกไปให้พ้นทาง

ตัวละครร่างเล็กเตี้ย มักมีปมด้อยที่ทำให้มีความทะเยอทะยานเพ้อฝัน อยากประสบความสำเร็จพบเจอความยิ่งใหญ่ (เหมือนตัวเองจะได้ตัวสูงๆ) แต่ก็มักแลกมาด้วยการยินยอมกระทำทุกสิ่งอย่าง ไม่สนถูกผิดชอบชั่วดี เล่ห์ไม่ได้ก็ต้องเอาด้วยกล ทำให้สุดท้ายแล้วเมื่อความแตก ชีวิตก็ไม่หลงเหลืออะไร จมปลักอยู่กับความเคียดแค้น กลายเป็นราวกับหนูข้างถนน

Colette Tatou (พากย์เสียงโดย Janeane Garofalo) หญิงสาวหนึ่งเดียวในครัว มีหน้าที่เป็น Rôtisseur (ผู้เตรียมอาหารปิ้งทอดย่าง) เธอมีความเชื่อมั่นในอุดมการของอดีตเชฟ Auguste Gusteau ว่าใครก็สามารถทำอาหารได้ ต่อสู้ดิ้นรนฟันฝ่าจนได้รับโอกาสนั้นเติมเต็มความฝันเล็กๆ ตกหลุมรักกับ Linguini เพราะพบเห็นความทะเยอทะยานที่ไม่แตกต่าง แม้กระทั่งเมื่อความจริงแตก เธอก็เป็นคนเดียวที่หวนกลับมา เพื่ออุดมการณ์ความเชื่อมั่นนั่น ฝังลึกลงไปในจิตวิญญาณ

ในฝรั่งเศส เชฟหญิงเก่งๆก็ไม่ได้มีเยอะแยะสักเท่าไหร่ หนึ่งในนั้นที่เป็นแรงบันดาลใจให้อนิเมชั่นเรื่องนี้คือ Hélène Darroze ผู้เคยคว้าสองดาว Michelin Stars มีความแรงๆแบบเดียวกับ Colette Tatou นะแหละ เพราะในห้องครัวภัตราคารเปรียบได้กับสนามรบ ถ้าไม่แน่เจ๋งจริงยากนักจะเอาตัวรอดได้

เกร็ด: เห็นว่าผู้กำกับ Brad Bird ขอให้นักออกแบบ/อนิเมเตอร์ ที่เป็นผู้หญิงเท่านั้นทำการสร้างสรรค์ตัวละครนี้

Anton Ego (พากย์เสียงโดย Peter O’Toole) นักวิจารณ์ร้านอาหาร ผู้มี Ego สูงส่งเสียเหลือเกิน รูปร่างผอมสูง ร้านไหนทำอาหารไม่ถูกปากก็จะสาดเทเสียๆหายๆจนแทบล้มละลายไปเลยทีเดียว เช่นกันกับร้านของ Auguste Gusteau ก็เล่นทำเอาจากห้าดาวเหลือเพียงสี่ แต่เมื่อปีกว่าๆผ่านไปไม่อยากเชื่อตนเองว่าร้านนั่นยังคงเอาตัวรอดได้อยู่ เอ่ยปากท้าทายทายาท Linguini เพื่อท้าชิมอาหารที่จะทำให้โลกทัศนคติ ความคิดเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง

ลักษณะของตัวละครนี้ อาศัยอยู่ในห้องโลงศพ รูปร่างสูงใหญ่ดำทะมึน มองมุมหนึ่งเหมือนอีแร้ง อีกด้านดูคล้ายแวมไพร์ ถึงภายนอกจะดูน่าวิตกกลัวขนหัวลุก แต่ภายในก็เหมือนเด็กชายน้อยคนหนึ่ง เพ้อฝันอยากทานอาหารที่อร่อยถูกปาก ตรงรสนิยมตนเอง ไม่ได้ต้องการอะไรตอบสนองไปมากกว่านั้น

Auguste Gusteau (พากย์เสียงโดย Brad Garrett) เชฟห้าดาวชื่อดังพลันด่วนเสียชีวิต (แต่คาดว่าน่าจะเป็นการฆ่าตัวตาย) แทนที่จะไปดี กลับกลายเป็นเพื่อนในจินตนาการ/จิตสำนึกของ Remy คอยชี้ชักนำช่วยเหลือ พาเขาสู่อดีตร้านอาหารของตนเอง ผลักดันให้พบเจอความหาญกล้า และเตือนสติเวลากระทำสิ่งไม่สมควร

ว่ากันว่าเชฟที่เป็นแรงบันดาลใจให้ตัวละครนี้คือ Bernard Loiseau ตัดสินใจฆ่าตัวตายหลังจากถูกลดดาวจาก Michelin จากสามเหลือสองดาว ซึ่ง La Côte d’Or ภัตราคารของ Loiseau เป็นสถานที่หนึ่งที่ผู้กำกับ Bird และทีมงานไปเยี่ยมเยือน ระหว่างไปดูงาน/ท่องเที่ยวยังกรุง Paris

การเตรียมงานก่อนเริ่มต้นโปรดักชั่น ผู้กำกับ Brad Bird และโปรดิวเซอร์ Brad Lewis จัดทริปพาทีมงานคนสำคัญๆ ออกทัวร์ Paris เพื่อซึมซับบรรยากาศ เก็บภาพสถานที่สวยๆ ขี่มอเตอร์ไซด์ กินร้านอาหารหรูระดับ Top 5 และเห็นว่าลงกันไปสำรวจท่อน้ำใต้เมืองกันด้วย

“When we went to Paris, there was sun, but the light was silvery and diffuse everything seemed sweet, warm and welcoming. I wanted to find that in our film. The film is not lit with a brightly colored light and shadows as usual, because I really wanted to celebrate this particular color that is only found in Paris “.

– Sharon Calahan ทำงานเป็นตากล้อง ควบคุมการจัดแสงสีและทิศทางของภาพ

ความท้าทายของการสร้าง ประกอบด้วย
– ขนและผม, ประมาณการว่าเฉพาะหนู Remy มีขนประมาณ 1.15 ล้านเส้น พริ้วไหวละเอียดมากๆ เทียบกับ Colette ที่เป็นมนุษย์ กลับมีเพียง 115,000 เส้นเท่านั้น
– การเคลื่อนไหวของ Linguini จริงๆก็ไม่ได้ยากอะไรเท่าไหร่หรอก แต่การจะหาท่วงท่าชักใยที่ขำกลิ้งฮาแตก และอดกลั้นเสียงหัวเราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เห็นว่าทีมงานต่างแก่งแย่งกัน เพื่อจะทำอนิเมชั่นให้กับตัวละครนี้
– และน่าจะคือที่สุดของความท้าทาย ทำอย่างไรให้ภาพอาหารออกมาดูน่ารับประทานมากสุด, ก็เห็นว่ามีการติดต่อเชฟยอดฝีมือจากอเมริกาและฝรั่งเศส รวมหัวพูดคุยปรึกษา มีการพาทีมงานไปเรียนทำอาหาร และ Gourmet Chef ชื่อดัง Thomas Keller ทำเมนู Ratatouille ในสไตล์ Confit Byaldi เพื่อใช้เป็นตัวอย่าง

สิ่งโดดเด่นที่สุดของงานภาพ คือการเคลื่อนไหวที่มีความโฉบเฉี่ยว หลายครั้งเป็น Long Take กล้องหมุนไปมา 360 องศา เป็นอะไรที่สมบูรณ์แบบมากๆ ยากนักที่ภาพยนตร์คนแสดง Live-Action จะสามารถถ่ายทำสนองจินตนาการบรรเจิดได้ถึงขนาดนี้

มี 2 ไฮไลท์ที่ผมโคตรชื่นชอบประทำใจที่สุด, ตอน Remy วิ่งหนีเอาตัวรอดในห้องครัวครั้งแรก แล้วสุดท้ายเขาก็มิอาจหักห้ามใจปรับสูตรซุปใหม่ กระโดดโลดเต้นโยนเครื่องปรุงไปมา กล้องหมุน 360 องศารอบหม้อซุป จบลงที่จ๊ะเอ๋ พบเจอ Linguini จับจ้องมองอยู่อย่างตกตะลึง วินาทีนั้นเหมือนว่าจะมีไฟติดขึ้นมา (จริงๆไฟในห้องครัวมันเปิดตลอดเวลานะครับ แต่นั่นเป็นการสะท้อนความสนใจโลกภายนอกของ Remy คือเพิ่มตระหนักได้ว่ามีคนจับจ้องมองอยู่ เลยเหมือนว่าอยู่ดีๆก็มีคนเปิดสวิตช์ไฟสว่างขึ้นมา)

อีกฉากที่ผมคลั่งมากๆ คือจินตนาการรสสัมผัสอาหารของ Remy (และพี่ชาย Emile) ด้วยภาพ Abstraction แทนด้วยจินตนาการความรู้สึก ทั้งๆก็มีแค่แสงสีเคลื่อนไหวไปมา แต่เมื่อนำสองวัตถุดิบผสมผสานรวมกัดกืนพร้อมกัน ก่อให้เกิดบางสิ่งอย่างที่แตกต่างออกไป

แถมให้กับช็อตนี้ เชื่อว่าหลายคนน่าจะสังเกตเห็นว่าห้อง/บ้านพักของ Anton Ego ออกแบบให้มีลักษณะเหมือนโลงศพ การจัดแสงสีดำ-แดง ก็ยังสื่อถึงความตาย และมุมมืดมิดของโลก เป็นการสะท้อนถึงนักวิจารณ์อาหารชื่อดังผู้นี้ ราวกับปิดประตูขังตายความรู้สึกของตนเองอยู่

เครื่องพิมพ์ดีดของ Anton Ego ก็เช่นกัน มีลักษณะเหมือนโครงกระโหลกศีรษะ สื่อนัยยะถึงความตาย ประมาณว่าร้านอาหารไหนทำอาหารไม่ถูกปากชายคนนี้ ก็เตรียมรอวันลงโลงฝังศพได้เลย

ลำดับภาพโดย Darren T. Holmes กับ Stan Webb, ใช้มุมมองของ Remy ในการเล่าเรื่องทั้งหมด แต่เพราะเขาคือหนู จึงปัญหาในการสื่อสารพูดคุยกับมนุษย์ กระนั้นเจ้าหนูก็สามารถพูดคุยกับพรรคพวกสายพันธุ์เดียวกัน และฟังภาษามนุษย์รู้เรื่อง (ได้ยังไง!)

เพลงประกอบโดย Michael Giacchino ที่กลายเป็นขาประจำของผู้กำกับ Bird ไปแล้วละ, โจทย์ของ Ratatouille ไม่ยากมากนัก แค่มีกลิ่นอายรสของฝรั่งเศส และให้ผู้ชมจินตนาการถึงรสชาติอาหารอันโอชะ (แบบหลังน่าจะยากกว่า)

บทเพลง Le Festin (แปลว่า Feast, งานเลี้ยง) ขับร้องโดย Camille ใจความเกี่ยวกับการไขว่คว้าหาความฝัน (ของ Remy) ไม่มีใครในโลกที่สามารถบีบบังคับให้เราทำอะไรได้ ซึ่งเมื่อไหร่เกิดความเข้าใจนี้ อิสรภาพได้รับการค้นพบ เมื่อนั้นเตรียมฉลองรอความสำเร็จได้เลย

Une vie à me cacher et puis libre enfin Le festin est sur mon chemin
A lifetime of hiding; I’m suddenly free! My dinner is waiting for me.

แซว: ถ้าไม่เพราะบทเพลงนี้มีคำร้องเป็นภาษาฝรั่งเศส คงได้เข้าชิง Oscar: Best Original Song อย่างแน่ๆ

Main Theme แน่นอนว่ามีกลิ่นอายรสสัมผัสของฝรั่งเศสอยู่เต็มเปี่ยม หอมหวนไปกับความเพ้อฝันหวาน บรรยากาศอันอิ่มเอิบสุขสำราญกายใจ ระยิบระยับด้วยประกายแสงแห่งความหวัง อยากที่จะสักครั้งหนึ่งไขว่คว้ามาครอบครอง

บทเพลงที่บ่งบอกว่า หนู คือสัตว์น่ารักที่สุดในสามโลก This is Me เป็น Character Song แนะนำตัวละคร Remy ด้วยลีลาและการเลือกใช้เครื่องดนตรีหลากหลาย (Clarinet, Bassoon, Trombone) สร้างรสสัมผัสที่ต่างกัน ผสมผสานกันอย่างกลมกลืนกลายเป็นฉัน

รสสัมผัสที่ทำให้อนิเมชั่นเรื่องนี้กลายเป็นอมตะ คือดนตรีสไตล์ Jazz ที่ค่อนข้างร่วมสมัย ผมก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าจัดเข้าหมวดหมู่ไหน Swing Jazz, Jazz Noir, Gypsy Jazz หรือ Jazz Waltz แต่จะบอกว่าเป็นสัมผัสที่มีระดับมากๆเลยละ

ไม่เพียงเท่านั้น Spicy เครื่องเทศของบทเพลง ยังผสมผสานกลิ่นอายละติน สร้างความจัดจ้านตื่นเต้นเร้าอารมณ์ อยากลุกขึ้นมาเริงระบำ โบกสะบัดพริ้วไหวไปมา เริงระรื่นร่า สำราญใจ

สำหรับบทเพลงที่ผมชื่นชอบ น้ำตาคลอเบ้าเมื่อได้ยิน Anyone Can Cook พร้อมสุนทรพจน์คำวิจารณ์ของ Anton Ego อันไร้ซึ่งความ Ego แต่ออกมาจากภายในจิตใจอย่างลึกซึ้ง

“Not everyone can become a great artist; but a great artist can come from anywhere.”

Ratatouille คือเรื่องราวของความเพ้อฝันทะเยอทะยาน ที่ถึงแม้พบเจออุปสรรคขวากหนามชิ้นใหญ่กั้นขวาง ก็ใช่ว่าจะมิอาจสามารถฟันฝ่าก้าวข้ามผ่านเอาชนะ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายปลายทางแห่งความสำเร็จ

ก็ขนาดว่าเจ้าหนูน้อย Remy ยังสามารถกลายเป็นพ่อครัว ได้รับการยกย่องยอมรับจากทั้งมนุษย์และวงศาคณาญาติ(หนู), Alfredo Linguini จอมเฟอะฟะ ยังสามารถเป็นเจ้าของกิจการร้านอาหารของตนเอง (แถมได้แอ้มสาวด้วยนะ), Colette ก็เหมือนว่าทำตามความฝันของตนเองได้สำเร็จเช่นกัน (กลายเป็นหัวหน้าแม่ครัวในร้านของตนเอง) ฯ

เช่นนั้นแล้วมันมีอะไรที่ใครจะไม่สามารถเพ้อฝัน-ไขว่คว้า-ครอบครองได้เล่า ทุกสิ่งอย่างล้วนอยู่ที่ตัวเราเองจะมีความกล้าบ้ามากพอ ไม่หวาดกลัวเกรงต่อสิ่งใด หรือถึงเกิดผิดพลาดล้มละลายถูกสั่งปิดกิจการ ก็สามารถลุกขึ้นเริ่มต้นใหม่ สักวันหนึ่งโชคชะตาจักต้องนำพาให้พบเจอความสำเร็จอย่างแน่นอน

นอกจากเรื่องความฝันแล้ว สิ่งที่เป็นใจความคู่ขนานกับประโยคคำพูดที่ว่า ‘Everyone can cook.’ ไม่ได้หมายถึงแค่ ใครๆก็สามารถทำอาหารได้ คือนัยยะสื่อถึงความเสมอภาคเท่าเทียมของทุกสรรพสิ่ง

แต่ผมไม่คิดว่าผู้กำกับ Brad Bird หรือผู้ชมฝั่งยุโรปอเมริกัน จะสามารถเกิดความเข้าใจในแนวคิด หนู=มนุษย์ ได้มากกว่าเชิงสัญลักษณ์อย่างแน่แท้ เพราะความเชื่อทางศาสนาของพวกเขา ล้วนเสี้ยมสั่งสอนชี้ชักนำว่า มนุษย์ผู้ประเสริฐ ไม่มีวันเทียบเท่าเทียม สัตว์เดรัจฉานทุกชนิด พวกเขาจึงวิเคราะห์ประเด็นความเสมอภาคเท่าเทียม ในบริบทของผู้มีความเป็นมนุษย์เท่านั้น นำเสนอออกมาในความหลากหลายของเชฟ ชาย-หญิง สีผิว อาชญากร รักร่วมเพศ ฯ
– ตัวละคร Colette (สุภาพ)สตรีเพียงหนึ่งเดียวในร้านอาหาร ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อไขว่คว้าความฝัน โอกาส และความเท่าเทียม
– สีผิว คุ้นๆว่ามีเชฟคนหนึ่งที่เป็นคนผิวสี แต่ที่เห็นชัดๆก็คือวงศาคณาญาติ(หนู) พวกมันหลากหลายทางสีขนมากๆ แต่กลับสามารถอยู่ร่วมรวมกันได้อย่างสงบสุขสันติ
– อาชญากรเคยทำผิด/ฆ่าคนตาย ถึงเลวชั่วจากไหนแต่ฝืมือความสามารถ คือตัวกำหนดทุกสรรพสิ่ง
– ส่วนกลุ่มรักร่วมเพศสีรุ้ง เหมือนว่าจะไม่ชัดเท่าไหร่นัก แต่ก็แอบคิดว่านักฆ่าหัวแม่โป้ง มันอาจสื่อสัญลักษณ์แทนลึงค์ได้อยู่
ฯลฯ

แต่ถ้าคุณเป็นชาวพุทธก็อย่าหลงลืมว่า ทุกสิ่งมีชีวิตในโลกเกิดขึ้นมามีจิตวิญญาณเหมือนกัน ต่อให้เป็นหนู หรือสัตว์ชั้นต่ำตัวเล็กกว่าก็เถอะ การเข่นฆ่าทรมานจับขังใช้ความรุนแรง เดี๋ยวผลกรรมชาติถัดๆไปก็จักตามมาคืนสนองคุณเอง

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ผู้กำกับ Brad Bird เกิดความสนใจในประเด็นความเสมอภาคเท่าเทียม? ผมมองว่าเป็นแนวคิดต่อยอดจาก The Incredibles (2004) เมื่อเขาค้นพบคำตอบของปัญหา ‘Middle-Life Crisis’ ทุกคนในครอบครัวและรอบข้าง สามารถช่วยเหลือแบ่งเบาภาระอันหนักอึ้งของพ่อ ไม่ใช่ว่านั่นย่อมหมายถึงการเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้ครุ่นคิด-สนทนาพูดคุย-แสดงออก ด้วยความเสมอภาคเท่าเทียมกันหรอกหรือ

สำหรับประเด็นความฝัน ผมค่อนข้างเชื่อว่าผู้กำกับ Bird ย่อมต้องการส่งถึงลูกๆของเขาที่กำลังเติบโตขึ้น ราวกับจดหมายรักจากพ่อ เพื่อคอยผลักดันเป็นกำลังใจให้ กล้าที่จะมีความฝัน กล้าที่จะทะเยอทะยานไขว่คว้า ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวเกรงต่อสิ่งใด ไม่มีใครสามารถทัดทานบีบบังคับหักห้ามเราได้ ทุกสิ่งอย่างอยู่ที่ตัวของเราเอง เมื่อมีความกล้า สักวันย่อมต้องพบเจอประสบความสำเร็จ ถึงเป้าหมายปลายทางที่ต้องการถึงอย่างแน่นอน

ด้วยทุนสร้าง $150 ล้านเหรียญ สัปดาห์แรกเปิดตัวในอเมริกา $47 ล้านเหรียญ แม้จะต่ำสุดในบรรดาผลงานของ PIXAR เป็นรองเพียง A Bug’s Life (1998) แต่กระแสปากต่อปาก จบโปรแกรมลากไปถึง $206.4 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $620.7 ล้านเหรียญ คืนทุนหลายเท่าตัวทีเดียว

เข้าชิง Oscar 5 สาขา คว้ามา 1 รางวัล
– Best Animated Feature ** คว้ารางวัล
– Best Writing, Original Screenplay
– Best Sound Mixing
– Best Sound Editing
– Best Original Score

มีนักวิจารณ์หลายสำนักมองว่า ถ้าอนิเมชั่นเรื่องนี้ได้รับการผลักดันจากสตูดิโออย่างจริงจัง น่าจะมีสิทธิ์ลุ้นเข้าชิง Oscar: Best Picture ได้อย่างแน่นอน แต่กว่าที่ PIXAR จะเริ่มคิดได้และทำการผลักดันอย่างจริงจัง ก็เมื่อถึงคราของ Up (2009)

สาขาน่าเสียดายที่สุดปีนั้นคือ Best Original Score แต่เพราะคู่แข่ง Atonement (2008) โดดเด่นแปลกใหม่กว่าในด้านความคิดสร้างสรรค์ ก็เลยต้องจำยอมอย่างน่าเสียดาย (โดยส่วนตัวชื่นชอบเพลงประกอบของ Ratatouille ไพเราะกว่า Atonement เป็นไหนๆ)

สิ่งที่ทำให้ Ratatouille เป็นอนิเมชั่นเรื่องโปรดของผมเอง เพราะความงดงามละมุ่นละไมละเอียดอ่อนวิจิตร ตลบอบด้วยบรรยากาศความทรงจำอันหอมหวน คุกรุ่นด้วยรอยยิ้มแสนหวาน ดูจบแล้วสดชื่นอิ่มหนำสำราญ และที่สำคัญสุดคือสุขล้นเมื่อเกิดความเข้าใจถึงระดับจิตวิญญาณ

ในบรรดาภาพยนตร์อนิเมชั่นของสตูดิโอ PIXAR เรื่องโปรดอันดับหนึ่งของผม คือ Wall-E (2008) และอันดับสอง Ratatouille (2007)

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” อนิเมชั่นเรื่องนี้จะทิ้งรสชาติที่ทำให้คุณอยากลิ้มลองทำบางสิ่งอย่างขึ้นมา (ไม่ใช่แค่อยากทำอาหารกินเองนะ) อะไรที่อยากทำแต่ยังไม่มีโอกาส หรือเคยถูกปฏิเสธห้ามทัดทาน ต้องการเป็นแบบ Remy หนูน้อยตัวเล็กที่เปี่ยมด้วยความทะเยอทะยาน ออกไปทำตามล่าฝันให้กลายเป็นจริง

โดยเฉพาะแฟนๆอนิเมชั่นสามมิติ ของสตูดิโอ PIXAR, เชฟ พ่อครัว แม่ครัว ชื่นชอบทำอาหารทั้งหลาย (ไม่เฉพาะแค่อาหารฝรั่งเศส), เพลงประกอบกลิ่นอายฝรั่งเศสของ Michael Giacchino, และแฟนๆผู้กำกับ Brad Bird ไม่ควรพลาด

จัดเรตทั่วไป ดูได้ทั้งครอบครัว

TAGLINE | “Ratatouille คืออาหารจานอร่อยที่สุดในโลกภาพยนตร์ ปรุงโดยเชฟห้าดาว Brad Bird”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | FAVORITE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of