The Incredibles (2004)

The Incredibles

The Incredibles (2004) hollywood : Brad Bird ♥♥♥♥♡

ในครอบครัว พ่อเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องเข็มแข็งแกร่งพึ่งพาได้ จึงมีพละกำลังมหาศาล, แม่ทำโน่นนี่นั้นร้อยแปดพันอย่าง ยืดหดเป็นมนุษย์ยาง, เด็กหญิงสาวย่างเข้าสู่วัยรุ่น เหนียมอายขาดความมั่นใจ เลยหายตัวสร้างเกราะกำบังได้, เด็กชายวัยซุกซน เต็มเปี่ยมด้วยพลังงาน วิ่งพร่านไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และทารกน้อย ยังสดใสไร้เดียงสา ก็ไม่รู้อนาคตจะกลายเป็นอะไร, เรื่องราววุ่นๆของครอบครัว Superhero ที่ไม่ได้แค่ต้องรับมือวายร้ายตัวฉกาจ แต่ยังความคาดหวังของสังคม และทุกคนในบ้าน “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

The Incredibles คืออนิเมชั่นแนว Superhero ที่เมื่อเปรียบเทียบกับภาพยนตร์คนแสดง Live-Action ทั้งฝั่ง Marvel และ DC ทำให้ทั้งจักรวาลต้องหลบชิดซ้ายไปเลย เพราะเนื้อหาใจความที่เกี่ยวกับปัญหาครอบครัว ‘Middle-Age Crisis’ เห็นว่าจากประสบการณ์ตรงของผู้กำกับ Brad Bird ถ่ายทอดออกมาด้วยความเป็น ‘ศิลปิน’ วิสัยทัศน์ระดับเดียวกับปรมาจารย์ฝั่งญี่ปุ่น Hayao Miyazaki และเนื่องจากความโคตรโชคดีที่ได้รู้จักเป็นเพื่อนสนิทกับ John Lasseter ถูกตามตื้ออยู่นานกว่าจะยอมมา PIXAR ได้รับอิสระในความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ จะเรียกผลงานเรื่องนี้ว่า Masterpiece คงไม่ผิดกระไร

ปกติแล้วภาพยนตร์อนิเมชั่นทางฝั่ง Hollywood ของ Disney, PIXAR, Dreamworks ฯ มักเกิดจากการระดมสมองความคิด บางเรื่องมีเครดิตผู้กำกับ 4-5 คน นักเขียนอีกขัดเกลาบทอีกไม่รู้เท่าไหร่ แต่สำหรับ The Incredibles ทุกสิ่งอย่างอยู่ในความรับผิดชอบของ Brad Bird แบกไว้เพียงผู้เดียว นี่ต้องถือว่าเป็นข้อยกเว้นเพราะเส้นใหญ่จาก Lasseter รับรู้ศักยภาพของกันและกันเป็นอย่างดีจึงเกิดความเชื่อมั่นใจเต็มเปี่ยม ซึ่งผลลัพท์ออกมากลายเป็นอนิเมชั่นที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว ทำเงินถล่มทลาย เข้าชิง Oscar ถึง 4 สาขา คว้ามา 2 รางวัล

Phillip Bradley Bird (เกิดปี 1957) ผู้กำกับ นักเขียน นักอนิเมเตอร์สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Kalispell, Montana, ตอนอายุ 11 มีโอกาสเดินทางมาทัศนศึกษายัง Walt Disney Studios เกิดความสนใจอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งทำงานสายนี้ ใช้เวลาสองปีเต็มถัดจากนั้นหัดวาดภาพอนิเมะขนาดสั้นความยาว 15 นาที ส่งไปให้สตูดิโอ Disney ได้รับการเรียกตัวจาก Milt Kahl (หนึ่งในเก้า นักอนิเมเตอร์รุ่นแรกในตำนานของ Walt Disney) มาสั่งสอนกลายเป็นลูกศิษย์ โตขึ้นได้รับทุนการศึกษา (ก็จาก Disney นะแหละ) เข้าเรียน California Institute of the Arts (CalArts) เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับ John Lasseter ว่าที่หนึ่งในผู้ก่อตั้งสตูดิโอ PIXAR

แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น Bird เรียนจบออกมา ได้ทำงานกับสตูดิโอ Disney เป็นนักอนิเมเตอร์เรื่อง The Fox and the Hound (1981) ก็ไม่รู้เกิดความขัดแย้งอะไรขึ้น ลาออกไปเข้าร่วมสตูดิโอ Klasky Csupo ตามด้วย Turner Feature Animation กำกับ/เขียนบท/วาด อนิเมะฉายโทรทัศน์หลายเรื่อง อาทิ Family Dog, The Simpsons ฯ จนไปเข้าตาสตูดิโอ Warner Bros. จึงถูกซื้อควบกิจการ ดึงตัวมาให้กำกับ The Iron Giant (1999) ผลงานแจ้งเกิดที่แม้ได้รับเสียงตอบรับดีล้นหลาม แต่กลับล้มเหลวไม่ทำเงิน เพราะสตูดิโอทำการตลาดผิดพลาด

ความล้มเหลวไม่ทำเงินของ The Iron Giant สร้างความร้าวฉานให้ Bird ไม่ใช่แค่การทำงานกับ Warner Bros. แต่ยังความมั่นคงของครอบครัวเขาด้วย เลยตัดสินใจติดต่อเพื่อนเก่า John Lasseter ที่พยายามตามตื้อมานานให้เข้าร่วมสตูดิโอ PIXAR พูดคุยนำเสนอโปรเจคหนึ่งเกี่ยวกับ

“Consciously, this was just a funny movie about superheroes. But I think that what was going on in my life definitely filtered into the movie.”

หลังจาก Lasseter ได้รับฟังเกิดความใคร่สนใจมากๆ เอ่ยปากชักชวนให้เข้าร่วม PIXAR อีกครั้ง คราวนี้ไม่มีเหตุผลอะไรให้ Bird จะบอกปัดปฏิเสธอีกแล้ว แค่ในสัญญาจ้างตกลงว่าต้องสร้างภาพยนตร์อนิเมชั่นมากกว่า 1 เรื่อง (ผลงานของผู้กำกับ Bird ต่อสตูดิโอ PIXAR อีกเรื่องก็คือ Ratatouille)

Bob Parr (หรือ Mr. Incredible) และภรรยา Helen (หรือ Elastigirl) คือ Superhero วีรบุรุษชื่อดัง ผู้ปราบอาชญากรวายร้ายในเมือง Metroville (ส่วนผสมของ Metropolis กับ Smallville สถานที่ซึ่ง Superman เติบโตขึ้นและทำงาน) แต่แล้ววันหนึ่งพวกเขาถูกฟ้องร้องจากคนที่ไม่ได้อยากให้ช่วยชีวิต ทำให้ต้องตัดสินใจเลิกเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎ์ แล้วใช้ชีวิตแบบคนปกติธรรมดาทั่วไป

15 ปีผ่านไป พวกเขามีลูกๆสามคน ประกอบด้วย Violet, Dash และ Jack-Jack แต่ชีวิตที่ต้องอยู่แบบหลบๆซ่อนๆ ปกปิดพลังของตนเอง ทำให้ Bob เกิดความโหยหายุคทองของตนเอง จนกระทั่งวันหนึ่งได้รับคำเชิญจากองค์กร … อะไรสักอย่าง … นำพาเขาไปยังเกาะแห่งหนึ่ง ทดลองต่อสู้กับหุ่นยนต์อัจฉริยะ (ที่สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้) ความสามารถของมันทำให้เขารู้สึกกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แต่เบื้องหลังของสถานที่แห่งนี้มีศัตรูวายร้ายที่อยากแก้ล้างแค้นบรรดา Superhero แอบซ่อนตัวอยู่

Robert ‘Bob’ Parr หรือ Mr. Incredible (พากย์เสียงโดย Craig T. Nelson) ชายร่างใหญ่บึกบึน มีพละกำลังมหาศาล อึดถึกทนทาน เมื่อเลิกเป็นฮีโร่ทำงานพนักงานบริษัท ปล่อยตัวเสียจนพุงพุ้ง แต่ก็ยังไว้ลายฝีมือไม่ตกจากเดิมสักเท่าไหร่, Bob เป็นคนที่เกิดมาเพื่อเป็น Superhero ช่วยเหลือผู้อื่นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งเมื่อถูกห้ามไม่ให้เป็น ก็เกิดอาการครั่นเนื้อครั่นตัวแทบคลั่ง หาเวลาว่างร่วมกับเพื่อนสนิท Lucius Best / Frozone (พากย์เสียงโดย Samuel L. Jackson) แอบปลอมตัวกันไปหวนระลึกความหลัง ช่วยเหลือผู้ประสบทุกข์อุบัติเหตุ และด้วยเหตุนี้เมื่อถูกหลอกโดยวายร้ายให้ไปช่วยจัดการหุ่นยนต์ AI ยังเกาะห่างไกล ก็ยินยอมพร้อมใจรีบตอบตกลงโดยทันที

การออกแบบตัวละคร Mr. Incredible สะท้อนภาพลักษณ์ของพ่อในสายตาของทุกคนในครอบครัว ว่าต้องเป็นมีความเข้มแข็งแกร่งทนทาน สามารถพึ่งพิงพาได้ทุกสถานการณ์อย่าง แต่ความจริงก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อถูกจับตรึงไว้ไม่สามารถหนีพ้นไปไหนได้ กลับคือภรรยา/ครอบครัวของเขา ที่ต้องคอยช่วยเหลือ สนับหนุนหลังอยู่ร่ำไป นี่ถือเป็นบทเรียนอันลึกซึ้งขัดแย้งต่อความเชื่อตอนแรกของตนเอง ฉันคนเดียวไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใคร กลายเป็น รวมกันเราอยู่ สามัคคีคือพลัง

Helen Parr หรือ Elastigirl หรือ Mrs. Incredible (พากย์เสียงโดย Holly Hunter) ความสามารถพิเศษคือยืดทุกสิ่งอย่างในร่างกาย ยาวสุด 34 เมตร บางสุด 1 มิลลิเมตร และสามารถปรับเปลี่ยนร่างกายให้เป็นอุปกรณ์ใช้สอยอย่าง ร่มชูชีพ, เรือ, หนังสติ๊ก ฯ ในช่วงที่ยังเป็น Superhero ไม่ได้ครุ่นคิดว่ามีแต่งงานกับ Mr. Incredible แล้วจะใช้ชีวิตกลายเป็นแม่ศรีเรือน แต่เมื่อถูกบีบบังคับจำให้ต้องเลิกเป็น กลับกลายเป็นแม่บ้านลูกสาม รักครอบครัวยิ่งกว่าสิ่งใด

ผู้เป็นแม่นอกจากเป็นที่พึ่งพิงของลูกๆ ยังสามารถครุ่นคิด (เป็นนักวางแผน) ปรับตัวเองให้อยู่รอด ยืดหยุ่นได้ในทุกสถานการณ์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจากเรือนร่างอันสุดเซ็กซี่เย้ายวน พอมีลูกแล้วบั้นท้ายใหญ่ นี่คงเป็นการประชดชันแม่ศรีเรือนภรรยาของตนเอง (ผู้กำกับ Brad Bird) อย่างแน่แท้

Violet Parr (พากย์เสียงโดย Sarah Vowell) สาวน้อยขี้อาย ตกหลุมรักชายหนุ่มสุดหล่อ ต้องการเป็นที่ชื่นชอบของใครๆ แต่ด้วยความเหนียมอาย ขาดความมั่นใจ เลยชอบหายตัวและสร้างเกราะกำบังขึ้นปกป้องตนเอง แต่เมื่อได้ออกเดินทางทริปสู่เกาะกลางทะเลเพื่อช่วยเหลือพ่อ กับแม่และน้องชาย ก็ค่อยๆทำให้เธอมีความกล้า และสามารถควบคุมพลังความต้องการของตนเองได้

สิ่งยากมากๆในการทำอนิเมชั่นของตัวละครนี้คือทรงผม ตอนแรกยาวปิดตาข้างหนึ่ง (ยังกะ The Ring) แต่เมื่อค้นพบเข้าใจตัวเอง เอาชนะก้าวผ่านความเหนียมอาย ก็ใช้ที่รัดผมเสยขึ้นเห็นหน้าผาก แสดงออกถึงตัวตนใหม่ น่ารักขึ้นกว่าเดิมประมาณ 10 เท่า และยังกล้าขอชายหนุ่มที่แอบชอบไปออกเดท … โลกสมัยนี้อะไรๆมันก็เสมอภาคกันแล้วสินะ

Dashiell ‘Dash’ Robert Parr (พากย์เสียงโดย Spencer Fox) เด็กชายวัย 10 ขวบ มีความขี้เล่น ซุกซนสมวัย เต็มเปี่ยมด้วยพลังงานสูง อยากที่จะใช้มันแสดงออกอย่างเต็มที่ แต่ก็ถูกหักห้ามไว้เพราะรังแต่จะเรียกร้องความสนใจให้โดดเด่นเกินไป

ต้องถือว่า Dash มีบุคคลิกนิสัยตรงกันข้ามกับ Violet โดยสิ้นเชิง อาจเพราะยังเด็กไม่ค่อยเข้าใจอะไรๆมากนัก แสดงออกด้วยความซื่อๆตรงๆ ครุ่นคิดรับผิดชอบทำอะไรเองไม่ค่อยจะได้ ต้องฟังคำสอนสั่งของพ่อแม่และพี่สาว บอกให้วิ่งก็จุกตูด แต่เมื่อไหร่เห็นใครจ้องมาทำร้ายครอบครัวสุดที่รัก ก็ไม่คิดอะไรหรอกวิ่งหน้าตั้งชนแล้วหนีไว้ก่อน

John Jackson ‘Jack-Jack’ Parr (พากย์เสียงโดย Eli Fucile) ทารกน้อยของครอบครัว ยังพูดไม่ได้ ไม่รู้ประสีประสา อยู่ดีๆสามารถกลายร่างเปลี่ยนไปเรื่อยๆ (คล้ายๆ Shape-shifting) ใครทำอะไรให้โกรธหรือต้องพลัดพรากจากครอบครัว ก็แปลงกายเป็นซาตาน/ปีศาจ ใช้ความรุนแรงเข้าต่อสู้โดยทันที

นัยยะพลังของ Jack-Jack สะท้อนถึงอนาคตที่ไม่แน่นอน โตขึ้นจะกลายเป็นอะไรยังไม่มีใครตอบแทนได้ ทารกน้อยจึงสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ตามอารมณ์ เชื่อว่าภาคสองคงได้เห็นความหลากหลายมากขึ้นกว่านี้อีกนะ

สำหรับตัวร้าย Buddy Pine ฉายา Syndrome (พากย์เสียงโดย Jason Lee) ปรากฎตัวครั้งแรกตอนอายุ 10 ขวบ ในฐานะแฟนพันธุ์แท้หมายเลข 1 ของ Mr. Incredible เป็นนักประดิษฐ์ที่ต้องการช่วยเหลืองานของ Superhero เรียกตัวเองว่า IncrediBoy แต่เพราะกลับสร้างปัญหาให้วุ่นวายจนเกิดความคับข้องเคียดแค้น ตัดสินใจเติบโตขึ้นกลายเป็นฮีโร่เสียเอง ใช้ความเฉลียวฉลาดระดับอัจฉริยะ สร้างอาวุธหาเงิน ซื้อเกาะ และทำการทดลอง เชิญบรรดายอดฝีมือทั้งหลายมาเข่นฆ่าทำลายหุ่นยนต์ Omnidroid พลาดพลั้งก็ถูกฆ่าเสียชีวิต จนกระทั่งถึงคราของ Mr. Incredible เอาชนะทำลายได้ตัวหนึ่ง แต่ก็ได้ออกแบบสร้างอีกตัวขนาดเบิ้มใหญ่มหึมา ไม่น่าจะพ่ายแพ้ใครได้แน่ๆ

หนังออกแบบตัวร้ายให้มีลักษณะอัจฉริยะก๊องแก๊ง ดีแค่พูด พอเอาเข้าจริงกลับกระจอกงอกง่อย ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง แต่ก็มีคำพูดสุดเจ๋ง นำจากนักปรัชญาสัญชาติ German ชื่อ Friedrich Nietzsche และแนวคิด Objectivism ของ Ayn Rand

“And when EVERYBODY’S super…no one will be.”

แซว: เพราะความเหี้ยมโหดในการทำงานของ Bird เลยถูกขอให้เป็นต้นแบบใบหน้าและการแสดงออกทางสีหน้า ให้กับทั้งพระเอก Mr. Incredibles และตัวร้าย Buddy Pine/Incredi-Boy/Syndrome

Edna Mode (ดัดจริตพากย์เสียงโดย Brad Bird) แฟชั่นดีไซเนอร์ชื่อดัง ผู้มีงานอดิเรกออกแบบเสื้อผ้าให้เหล่า Superhero เพราะสามารถแสดงศักยภาพชุดของตนเองได้อย่างเต็มที่สมบูรณ์แบบ, พบเจอเธอครั้งแรกในงานแต่งงาน จากนั้นเป็นผู้ซ่อมชุดของ Mr. Incredibles แถมให้ด้วยการออกแบบชุดทีม ได้สีแดงแรงฤทธิ์จัดจ้านไม่เบา

ต้นแบบของตัวละครนี้คือ Edith Head (1897 – 1981) แฟชั่นดีไซเนอร์ชื่อดังระดับตำนานแห่งวงการภาพยนตร์ เจ้าของสถิติคว้า Oscar: Best Costume Design ทั้งหมด 8 ครั้ง เชื่อว่าหลายๆคนคงคุ้นหน้ารู้จักเป็นอย่างดี แต่ใครยังไม่รู้จักก็จดจำชื่อของขุ่นแม่นี้ไว้เลยนะ, ไม่เพียงแต่เป็นผู้ตัดเย็บเสื้อผ้าเท่านั้น ตัวละครนี้ยังมีลักษณะคล้าย Q แผนกของเล่นของแฟนไชร์ James Bond สร้าง Gadget ให้กลุ่มพระเอกสามารถเอาตัวรอดผ่านสถานการณ์ต่างๆอันเลวร้ายมาได้

เกร็ด: เหตุผลที่ผู้กำกับ Bird ต้องพากย์เสียงเอง เพราะมิอาจหาคนที่ให้เสียงตรงกับวิสัยทัศน์ไม่ได้ ฟังดูตลกนิดๆ แต่ผู้ชายดัดจริตเป็นเสียงผู้หญิงได้สมจริงอย่างน่าเหลือเชื่อ

แถมท้ายด้วย Lucius Best หรือ Frozone (พากย์เสียงโดย Samuel L. Jackson) เพื่อนสนิทเก่าแก่ของครอบครัว Parr ความสามารถพิเศษคือแปลงน้ำในอากาศให้จับกลุ่มก้อนตกผลึกกลายเป็นคริสทัล สามารถลื่นไหลไถลสไลด์ มีความเท่ห์ระเบิด

ความน่าสนใจของตัวละครนี้อยู่ที่การเลือก Samuel L. Jackson มาเป็นคนพากย์ เพราะผู้กำกับ Brad Bird บอกว่า เพราะชายผู้นี้คือบุคคลที่มีน้ำเสียง ‘cool’ ที่สุดในโลก … เออจริง!

เกร็ด: สำหรับคอหนัง Bollywood เห็นว่า Shah Rukh Khan เป็นผู้ให้เสียงพากย์ Mr. Incredibles เพราะมิอาจทนคำเรียกร้องของลูกชายตนเอง Aryan Khan ที่ชื่นชอบอนิเมชั่นเรื่องนี้อย่างมาก (เจ้าตัวยังให้เสียงพากย์ Dash อีกด้วย)

ในตอนแรก Bird ต้องการสร้างอนิเมชั่นเรื่องนี้ในรูปแบบวาดด้วยมือสองมิติ แต่เมื่อตอบรับคำเชิญของ Lasseter เลยต้องเปลี่ยนมาทำเป็นสามมิติ ซึ่งหลังจากทดลองใช้งานโปรแกรมที่ PIXAR พัฒนาขึ้น แสดงความเห็นต่อการทำงาน 3D ช่างน่าอัศจรรย์เสียจริง ‘wonderfully malleable’ เพราะสามารถทำในสิ่งที่ Tradition Animation มิอาจแตะต้องได้ นั่นคือการสามารถปรับเปลี่ยนมุมกล้อง ทิศทาง และการเคลื่อนไหวได้ง่าย ไม่ต้องเสียเวลาเริ่มต้นหนึ่งวาดรูปใหม่ตั้งแต่เฟรมแรก

ตอนที่ Bird พัฒนาเขียนบทขึ้น ตัวเขายังไม่รับรู้ขีดจำกัดของการทำงานด้วย Computer Animation ซึ่งเมื่อได้เริ่มสัมผัสพบเห็นเข้าจริงๆ ก็เริ่มออกลายในวิสัยทัศน์ ท้าทายขีดความสามารถของพนักงาน PIXAR ได้อย่างเหี้ยมโหด
– เป็นครั้งแรกของ PIXAR ที่ใช้ตัวละครหลักคือมนุษย์ (ก่อนหน้านี้ไม่หุ่นกระป๋อง ก็สัตว์/ประหลาด) ทำให้ต้องออกแบบใบหน้า ดวงตา ผิวหนัง ผม ขน การเคลื่อนไหว ฯ ใหม่ทั้งหมด [ใครเคยเรียน 3D จะรับรู้ว่าการสร้างโมเดลมนุษย์ เป็นสิ่งยากและท้าทายที่สุดในสายงานนี้]
– ก็ว่าขนของสัตว์ประหลาดใน Monsters, Inc. (2001) ยากแล้วนะ แต่มาเจอทรงผมพริ้วไหวของเรื่องนี้นี่เทียบกันไม่ติด ก็ขนาดว่าทีมงานต้องเกลี้ยกล่อม Pete Docter ที่เป็นผู้ดูแลแผนกนี้ ขอให้บางตัวละครมัดผม ทำหางเปีย เพื่อช่วยร่นระยะเวลาในการทำอนิเมชั่นลง
– เสื้อผ้าของตัวละครจะมี Texture สัมผัสพื้นผิวที่ค่อนข้างละเอียดและสมจริง ซึ่งก็ได้ว่าจ้างช่างฝืมือตัดเย็บชุดกว่า 95 แบบ เพื่อเป็นแบบโมเดลสำหรับการสร้างเลียนแบบในคอมพิวเตอร์
– คริสทัล/เกร็ดน้ำแข็ง พลังพิเศษของ Frozone เป็นอีกสิ่งที่โคตรท้าทาย นอกจากโปร่งแสงแล้วยังต้องสะท้อนบางสิ่งอย่าง ก็อยู่ที่การจัดแสงในโปรแกรมสามมิติแล้วละ ว่าจะทำอย่างไรให้ออกมาสวยงามขนาดนั้น
– Particle Effect อาทิ ระเบิด, กระจกแตก, ละอองน้ำ, ควัน ฯ สมัยนี้ยังถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำออกมาให้สวยงามสมจริง

เกร็ดไร้สาระ: หนังทั้งเรื่องมีระเบิด 35 ครั้ง กดปุ่มอะไรก็ไม่รู้ 189 ครั้ง กระสุนปืน 640 นัก และคนตาย 21 ศพ

ฉากที่ Mr. Incredibles ทำงานอยู่ในบริษัท เลือกใช้โทนสีขาว-เทา ให้สัมผัสที่แห้งแล้ง จืดชืด เย็นชา สะท้อนถึงความไม่เป็นสุขใจของตัวละคร แถมร่างกายของอันเทอะทะใหญ่โตมหึมา เดินชนโน่นนี่นั่น (ตอนอยู่ในรถ มีลักษณะเหมือนปลากระป๋องอัดแน่น) มีความผิดที่ผิดทางโดยแท้

ซึ่งพอเมื่อไหร่ได้ทำสิ่งที่คือความสนใจของตนเอง การออกแบบทุกอย่างก็จะดูเขียวขจีสดใส มีชีวิตชีวาร่าเริงขึ้นโดยทันที

การเลือกสถานที่เป็นศูนย์บัญชาการของ Syndrome บนเกาะที่มีภูเขาไฟและป่าดงดิบ นี่ก็รับอิทธิพลเต็มๆจากหนัง James Bond หลายๆเรื่อง ตัวร้ายมักครอบครองเป็นเจ้าของเกาะห่างไกล เพื่อใช้เตรียมการวางแผนการณ์อันชั่วร้าย

มีสองฉาก/เรื่องราว ที่ผมชื่นชอบสุดในหนัง
– ผ้าคลุม … นี่ทำให้โลกทัศน์ต่อเจ้าสิ่งนี้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเลยนะ!
– ฉาก Epilogue เมื่อ Dash ลงวิ่งแข่งขัน ถ้าชนะที่ 1 มันจะไปสนุกตื่นเต้นอะไร พ่อเลยสั่งให้เข้าที่สอง ได้ถ้วยรางวัลมาดีใจบ้านแทบแตก, นัยยะของฉากนี้คือ ชัยชนะอันดับ 1 ไม่ใช่สิ่งสำคัญสุดเสมอไป อยู่ที่ความพึงพอใจเราเองมากกว่า

ลำดับภาพโดย Stephen Schaffer ขาประจำของสตูดิโอ PIXAR ผลงานเด่นๆอาทิ Wall-E (2008), Cars 2 (2011), The Good Dinosaur (2015) ฯ

เล่าเรื่องโดยใช้มุมมองของครอบครัว Parr มีทั้งหมด 5 คน หลักๆในมุมมองของพ่อ แต่เมื่อไหร่เขาถูกจับหรือติดพัวพันอะไรบางอย่าง ก็จะเปลี่ยนมาเป็นของแม่ จากนั้นลูกๆ Violet กับ Dash แทบจะอยู่ติดกันโดยตลอด ขณะที่ Jack-Jack ทารกคนเล็ก เพราะยังไม่ประสีประสาเลยไม่ได้ต้องผจญภัยอะไรมาก อยู่บ้านคอยตบมุก ทำในสิ่งไม่มีใครคาดคิดถึงมาก่อน

สิ่งที่เจ๋งมากๆของการลำดับเรื่อง คือขณะต่อสู้ จะเริ่มต้นด้วยการฉายเดี่ยวแสดงความสามารถของแต่ละคน ต่อสู้จัดการกับศัตรู และวินาทีคับขันไคลน์แมกซ์ ทุกคนจะประสานงานร่วมแรงพร้อมใจกัน แต่ก็ทำเฉพาะในสิ่งที่ตัวเองเจ๋งสุด แต่ผลลัพท์คือความสามัคคี และสามารถจัดการกับศัตรูได้สำเร็จ

สำหรับเพลงประกอบ ความตั้งใจแรกของผู้กำกับ Bird คือ Michael Kamen ที่เคยร่วมงานเรื่อง The Iron Giant (1999) แต่ปู่ด่วนเสียชีวิตจากไปเสียก่อนแล้ว เลยเลือก John Barry ขอเพลงประกอบที่มีกลิ่นอายคล้ายสไตล์ James Bond แต่ก็ได้แค่ Demo ประกอบ Trailer ตัวแรก ก่อนจะขอถอนตัวไปเพราะไม่อยากให้นำ Soundtrack ไปใช้ซ้ำ สุดท้ายลงเอยที่ Michael Giacchino หลังจากพอมีชื่อในการแต่งเพลงประกอบ Video Games และซีรีย์ Lost (2004-2010) ก็ถึงคราแจ้งเกิดสักทีกับภาพยนตร์เรื่องนี้ (ที่ได้กลายเป็นขาประจำของ PIXAR ไปโดยพลัน)

ความต้องการของ Bird คือเพลงประกอบที่มีกลิ่นอายยุค 60s ส่วนผสมของแนวสายลับ James Bond ให้สัมผัสเก่าๆคลาสสิก เน้นเครื่องดนตรีทองเหลือง (เครื่องเปล่า) ซึ่ง Giacchino ตอบโจทย์นี้ด้วยการบันทึกเสียง Orchestra ด้วยระบบเทป (สมัยนั้น Digital เพิ่งกำลังเริ่มได้รับความนิยมแพร่หลาย จึงยังพอมีสตูดิโอบันทึกด้วยเทปเหลืออยู่พอสมควร)

ต้องบอกว่าเป็นอัลบัมที่ฟังเพลิน สนุกสนานเร้าใจ หลายเพลงมีความคุ้นหู จินตนาการเห็นภาพสายลับ James Bond (เน้นมากกับ On Her Majesty’s Secret Service) และความเซ็กซี่ของเสียง Saxophone ยั่วเย้าเร้าใจ, คำเรียกสไตล์บทเพลงตรงที่สุดคงคือ ‘Old School’

ก็ว่าด้วยเหตุนี้แหละครับ ผู้กำกับ Bird เลยได้รับการชักชวนจาก J.J. Abrams ให้มากำกับ Mission: Impossible – Ghost Protocol (2011) ผลลัพท์กลายเป็น MI ภาคยอดเยี่ยมที่สุดในแฟนไชร์

เพราะผู้กำกับ Brad Bird เป็นผู้ชาย สร้างอนิเมชั่นเรื่องนี้ในมุมมองของตนเอง ฐานะพ่อ ผู้ต้องแบกรับภาระหน้าที่ทั้งด้านการงาน, เป้าหมายชีวิต/ความฝันของตนเอง, และความคาดหวังของครอบครัว ภรรยา ลูกๆ ซึ่งวิกฤตที่เขาค้นพบเจอในช่วงวัยกลางคน ‘Middle-Age Crisis’ นั่นคือตัวคนเดียวไม่สามารถรับผิดชอบกระทำทุกสิ่งอย่างได้พร้อมกันทั้งหมด

สิ่งที่ Bird ค้นพบกลายเป็นคำตอบของปัญหาชีวิตนี้ คือการต้องมีความกล้าพูดคุยสนทนาบอกกล่าว อย่าเหนียมอายดื้อรั้นเห็นแก่ตัวในสิ่งไร้สาระ กับคนในครอบครัว ญาติมิตร เพื่อนร่วมงาน ฯ  เมื่อร้องขอความช่วยเหลือ ย่อมไม่มีใครคิดปฏิเสธ เมื่อร่วมกันจับมือฟันฝ่าอุปสรรค ทุกสิ่งอย่างก็จะสามารถดำเนินไปข้างหน้า ปัญหาได้รับการแก้ไข การงานสำเร็จลุล่วงไปได้โดยดี

กระนั้นสิ่งที่ถือว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจ ผู้เหนี่ยวรั้งไม่ให้สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้สำเร็จ ก็หาใช่คนอื่นไกล ตัวเขาเองนะแหละ (นี่คืออีกนัยยะที่ทำไมผู้กำกับ Bird ถึงใช้ใบหน้าของตนเองเป็นแบบอย่างให้ทั้ง Mr. Incredibles และตัวร้าย Syndrome) Syndrome แปลว่าอาการ (ป่วย) ดูจากลักษณะของตัวละครแล้ว ก็คือตัวตนอีกด้านตรงกันข้ามของ Mr. Incredibles ไม่ได้มีพลังความพิเศษใดๆ แต่สามารถใช้ความคิดอ่าน มโนสร้างภาพจินตนาการสิ่งต่างๆให้บังเกิดขึ้นได้ แล้วกลายเป็นสัตว์ประหลาดขึ้นมาจริงๆ

จุดจบของตัวร้าย ทั้ง Syndrome และ Omnidroid ล้วนเกิดจากตนเองทั้งนั้น ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้ว่า
– Omnidroid แทนด้วยสิ่งภายนอกทางกาย พังทลายสิ้นสภาพด้วยเงื้อมมือของตนเอง
– Syndrome เทียบได้กับความคิดเพ้อฝันอยากเป็น Superhero สวมชุดจนได้กลายเป็น แต่ก็พบจุดจบด้วยผ้าคลุมของตนเอง

นี่ไม่ใช่ตอนจบ ธรรมมะชนะอธรรม ตามค่านิยมของหนังแนว Superhero ทั่วไป แต่คือการค้นพบคำตอบของปัญหาชีวิตและครอบครัว มันง่ายๆแค่เพียงร่วมมือร่วมแรงร่วมใจ นั่นทำให้ไม่ว่าจะพบเจออุปสรรคศัตรูใดๆ ย่อมสามารถเอาชนะก้าวผ่านพ้นไปได้ไม่ยาก

สามัคคีคือพลัง แต่ไม่ใช่ทุกคนทำในสิ่งเดียวกัน ต่างคนต้องทำในสิ่งที่คือความสามารถของตนเองอย่างเต็มศักยภาพ (พ่อทุ่มให้สุดแรง, แม่ยืดให้ยาวไกล, Violet สร้างเกราะพลังให้แข็งแกร่ง, Dash วิ่งให้เร็วไว) เมื่อนำมาเรียงร้อยประสานต่อ ก็จักเติมเต็มซึ่งกันและกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ด้วยทุนสร้าง $92 ล้านเหรียญ ทำเงินได้ในอเมริกา $261.4 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $633 ล้านเหรียญ, เข้าชิง Oscar 4 สาขา คว้ามา 2 รางวัล ประกอบด้วย
– Best Animated Feature Film ** คว้ารางวัล
– Best Writing, Original Screenplay (พ่ายให้กับ Eternal Sunshine of the Spotless Mind)
– Best Sound Mixing (พ่ายให้กับ Ray)
– Best Sound Editing ** คว้ารางวัล

ก็ขนาดว่า Golden Globe Award ที่ตอนนั้นยังไม่มีสาขา Best Animated Feature เลยได้เข้าชิง Best Motion Picture – Comedy or Musical, เช่นกันกับ PGA Awards เข้าชิง Outstanding Producer of Theatrical Motion Pictures

สำหรับภาคต่อ Bird เคยพูดไว้เมื่อปี 2007 ตั้งแต่ตอนออกฉาย ว่าไม่ปิดกั้นตัวเองแต่คงต้องรอให้พบเจอเรื่องราวที่ดีกว่าก่อน, จนกระทั่งปี 2014 เมื่อ PIXAR ออกมาประกาศกำหนดวันฉาย Incredibles 2 จะเป็นผลงานถัดไปของ Bird หลังเสร็จจาก Tomorrowland (2015)

ผมเคยรับชม The Incredibles ก่อนหน้านี้มาแล้ว 2-3 ครั้ง ก็แค่ชื่นชอบทั่วไป ไม่ได้มีความหลงใหลอะไรเป็นพิเศษ แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน ท่ามกลางกระแสนิยมจักรวาล Superhero หวนกลับมาดูรอบนี้เกิดความคลั่งไคล้อย่างรุนแรง พบเห็นความพิเศษแตกต่าง ในรูปแบบที่ไม่เคยครุ่นคิดมาก่อนว่าภาพยนตร์แนวนี้จะสามารถนำเสนอออกมาได้

นิยามทั่วๆไปของ Superhero คือบุคคล/ตัวละครผู้มีความสามารถพิเศษ กระทำในสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปมิสามารถแสดงออกมาได้ (ในเชิงรูปธรรม), แต่สำหรับอนิเมชั่นเรื่องนี้ Superhero ก็คือมนุษย์คนธรรมดาทั่วไป โดยพลังความสามารถพิเศษคือ ‘Expression’ ที่สะท้อนออกมาจากตัวละคร/ผู้สร้าง (ในเชิงนามธรรม)

หลายคนอาจเข้าใจผิดเมื่อพูดถึง Genre ภาพยนตร์ ลองสังเกตว่า Action, Drama, Thriller, Horror, Wars ฯ ล้วนเป็นคำกิริยาที่สะท้อนถึงการกระทำ/อารมณ์ความรู้สึก แต่สำหรับ Superhero ส่วนใหญ่คงนึกถึงในเชิงรูปธรรม วีรบุรุษบุคคลผู้มีพลังพิเศษ แต่ที่ถูกต้องจริงๆคือ สิ่งที่ตัวละครแสดงออกมา พลัง/ความสามารถพิเศษ ที่สะท้อนบางสิ่งอย่างออกมา

ด้วยเหตุนี้ผมจึงมองว่า The Incredibles คือภาพยนตร์อนิเมชั่น ที่สร้างนิยามของคำว่า Superhero ได้ลึกล้ำตรงความหมายที่สุด แต่ก็ไม่แน่ใจว่าคือเรื่องแรกเลยหรือเปล่า ก็น่าจะมีก่อนหน้านี้แหละ (แต่ไม่ใช่หนังของ Marvel/DC อย่างแน่นอน!)

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เด็กๆได้ความบันเทิงสนุกสนาน พร้อมความเข้าใจปัญหาของพ่อ-แม่ (ที่ต้องเอาเวลาไปกอบกู้โลกมากกว่าเอาใจใส่พวกเขา) ส่วนผู้ใหญ่โดยเฉพาะคนที่กำลังพบเจอวิกฤตปัญหาชีวิตและครอบครัว โดยไม่รู้ตัวอนิเมะเรื่องนี้อาจช่วยให้คุณค้นหาคำตอบทางออกได้ ก็ลองนำไปครุ่นคิดต่อปรับใช้ในชีวิตประจำวันเองก็แล้วกัน

แนะนำโดยเฉพาะอย่างยิ่งคออนิเมชั่นสามมิติ หลงใหล Superhero จากสตูดิโอ PIXAR, นักสังคมสงเคราะห์ จิตแพทย์ จิตวิทยา ผู้ให้คำปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับครอบครัว, และแฟนๆผู้กำกับ Brad Bird ไม่ควรพลาด

จัดเรต PG กับฉากระเบิดตูมตาม และการตายอันไร้ค่าของลูกกระจ๊อก, ผู้ใหญ่ควรรับชมร่วมกับเด็กเล็ก

TAGLINE | “The Incredibles ความมหัศจรรย์ของผู้กำกับ Brad Bird คือการให้นิยามคำว่า Superhero ได้ลึกล้ำตรงความหมายที่สุด”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of