Red River (1948)

Red River

Red River (1948) hollywood : Howard Hawks ♥♥♥♥

ถึงจะไม่ใช่ภาพยนตร์ที่สมบูรณ์แบบ แต่มีความสวยงามระดับตราตะลึง John Wayne และ Montgomery Clift ไล่ต้อนฝูงวัวกว่า 10,000 ตัว เดินทางจาก South Texas ข้ามแม่น้ำแดง (Red River) ด้วยระยะทางกว่า 1,000 ไมล์ เพื่อนำไปขายที่ Missouri, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ผมเกิดข้อสงสัยว่า การเดินทางครั้งนี้กินระยะทาง 1,000 กว่าไมล์จริงๆนะหรือ (ประมาณ 1,600 กิโลเมตร) ก็ลองใช้ Google Maps เทียบดู ด้วยจุดเริ่มต้น Rio Grande, South Texas ไปถึงปลายทางความตั้งใจแรก Sedalia, Missouri ก็พบว่าหลักพันไมล์จริงๆ

แล้วถ้าปลายทางคือ Abilene, Kansas ก็พบว่าประมาณ 950 ไมล์ มันก็ไม่ได้ไกลกว่ากันเท่าไหร่เลยนะ!

Red River คือภาพยนตร์ Western เรื่องแรกของผู้กำกับ Howard Hawks (ก่อนจะมีตามมารวมทั้งหมด 5 เรื่อง) รับอิทธิพลเต็มๆจากผู้กำกับ John Ford ในการถ่ายทำยังสถานที่จริง มีพื้นหลังทัศนียภาพทุ่งหญ้า เทือกเขา ก้อนเมฆ ท้องฟ้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา แต่เพิ่มความท้าทายด้วยสิ่งที่ยากกว่า นั่นคือการไล่ต้อนฝูงวัว แม้จะใช้เข้าฉากจริงๆประมาณ 1,000 กว่าตัวเท่านั้น แต่ก็อลังการเหลือเฟือที่จะทำให้ผู้ชมไม่ว่ายุคสมัยไหน อึ้งทึ่งตราตะลึงอ้าปากค้าง เสียอย่างเดียวคือเป็นภาพขาว-ดำ แม้แต่ผู้กำกับ Hawks เอง ยังเคยให้สัมภาษณ์ภายหลัง รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ถ่ายทำ Red River ด้วยภาพสี

แม้จะไม่ใช่ภาพยนตร์เรื่องแรกที่เป็นแนว Cattle Drive ไล่ต้อนฝูงปศุสัตว์ไปขาย ก่อนหน้านี้ที่ดังๆก็มี Nevada (1936), Dodge City (1939), Arizona (1940) ฯ แต่ Red River ได้รับการยกย่องเรื่องคุณภาพ โปรดักชั่น ไดเรคชั่น และยังทำเงินสูงสุด (แต่เหมือนจะไม่ได้กำไรเพราะทุนสร้างก็สูงสุดด้วย) เปิดประตูสู่สมัยนิยมของ Sub-Genre นี้ อาทิ Cattle Drive (1951), The Far Country (1953), The Sundowners (1960), The Cowboys (1972), Lonesome Dove (1989), Open Range (2003), Broken Trail (2006), Australia (2008) ฯ

Howard Winchester Hawks (1896 – 1977) ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์และนักเขียนบทสัญชาติอเมริกัน ในยุค Classic Hollywood นักวิจารณ์/ผู้กำกับชื่อดัง Jean-Luc Godard ยกย่องว่า เป็นศิลปินแห่งอเมริกายิ่งใหญ่ที่สุด ‘the greatest American artist.’

Hawks เป็นผู้กำกับที่สามารถสร้างหนังได้หลากหลายแนว ทั้งตลก, ดราม่า, คาวบอย Western, Gangster, ไซไฟ และหนังนัวร์ ผลงานดังๆ อาทิ Scarface (1932), Bringing Up Baby (1938), His Girl Friday (1940), The Big Sleep (1946), Red River (1948), Rio Bravo (1959) ฯ สไตล์ของเขา ตัวละครมักพูดพร่ามไม่หยุด ท่าทางลีลาท่าเยอะ น้ำไหลไฟดับ ชักแม่น้ำทั้งห้า โดยเฉพาะผู้หญิงมักมีความแก่นแก้ว ห้าวหาญ ถึงขนาดมีคำเรียก ‘Hawksian Woman’

Orson Welles เคยให้สัมภาษณ์ยกย่องว่า ‘Hawks คือผู้กำกับร้อยแก้ว ส่วน Ford คือผู้กำกับร้อยกรอง’

“Hawks is great prose; Ford is poetry.”

– Orson Welles

น่าเสียดายที่ทั้งชีวิตของ Hawks ได้เข้าชิง Oscar แค่ครั้งเดียวจาก Sergeant York (1942) นี่ทำให้ Academy ต้องมอบ Honorary Award ให้ปี 1975

ช่วงทศวรรษ 40s, Hawks ก็เหมือนผู้กำกับดังหลายๆคนใน Hollywood เบื่อหน่ายระบบสตูดิโอ เพราะถูกเหล่าโปรดิวเซอร์หน้าเลือดกดหัว บีบบังคับ ทำสัญญาทาส ตัวเขาเองหลังหมดสัญญากับ Warner Bros. จากเรื่อง The Big Sleep (1946) ก่อตั้งบริษัทใหม่ Monterey Productions โดยภาพยนตร์เรื่องแรกก็คือ Red River ได้แรงบันดาลใจจาก The Chisholm Trail แต่งโดย Borden Chase ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ The Saturday Evening Post เมื่อปี 1946 รวมเล่มในชื่อ Blazing Guns on the Chisholm Trail (1947) เมื่อ Hawks ได้อ่านเกิดความชื่นชอบประทับใจ ติดต่อของซื้อลิขสิทธิ์ในราคา $50,000 เหรียญ และค่าจ้างอีก $1,250 เหรียญต่อสัปดาห์ เพื่อให้มาพัฒนาบทภาพยนตร์

Chase เคยให้สัมภาษณ์ถึงแรงบันดาลใจ จากนวนิยายเรื่อง Mutiny on the Bounty (1932) ของ Charles Nordhoff กับ James Norman Hall ได้รับการดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อเดียวกันฉายปี 1935 กำกับโดย Frank Lloyd นำแสดงโดย Charles Laughton, Clark Gable ฯ, มีการปรับเปลี่ยนเรื่องราวให้กลายเป็น Western และตอนไคลน์แม็กซ์ของต้นฉบับ มีอีกเหตุการณ์โศกนาฎกรรมเกิดขึ้นช่วงท้าย Valance ดวลปืนยิง Dunson เสียชีวิตที่ Abilene จากนั้น Matt นำร่างกลับไปฝังที่ Texas

แต่บทของ Chase ค่อนข้างจะวรรณกรรมลีลาเยอะไปหน่อย Hawks เลยต้องจ้างนักเขียนอีกคนให้มาช่วยขัดเกลา Charles Schnee อดีตนักเรียนกฎหมายผันตัวมาเป็นนักเขียน ก่อนหน้านี้มีผลงานสร้างชื่อคือ I Walk Alone (1947), They Live by Night (1948) หลังจากนี้คว้า Oscar: Best Writing จากเรื่อง The Bad and the Beautiful (1952)

Schnee เขียนเพิ่มเติม Prologue ของหนัง เรื่องราวของ Fen หญิงสาวคนรักของ Thomas Dunson ที่เมื่อเกิดเหตุการณ์โศกนาฎกรรมขึ้น กลายเป็นสาเหตุสำคัญให้เขากลายเป็นคนเห็นแก่ตัว Tyrant ซึ่งเรื่องราวนี้ยังสะท้อนเข้ากับ Matt และ Tess นัยยะถึง ผู้หญิงคือผู้มีอิทธิพลสำคัญ ให้ผู้ชายกลายเป็นคนมีอารยธรรม (Civilizing Influence)

นอกจากนี้ Schnee ยังเป็นผู้เสนอแนะชื่อหนัง Red River หลังจาก Working Title ประกอบด้วย The Chisholm Trail, Break Of Dawn ถูกมองว่าทิ้งคำใบ้เรื่องราวมากเกินไปหน่อย

Tom Dunston (รับบทโดย John Wayne) ใช้เวลา 14 ปี ในการสร้างฟาร์มปศุสัตว์ขึ้นมาที่ South Texas เลี้ยงวัวกว่า 10,000 ตัว แต่กลับไม่มีตลาดซื้อขายรองรับ ต้องวางแผนออกเดินทางร่วมกับ Matt Garth (รับบทโดย Montgomery Clift) ลูกบุญธรรมที่เพิ่งกลับจากสงครามกลางเมือง (American Civil Wars) ว่าจ้างลูกน้องหลายสิบคน เพื่อต้อนฝูงวัวมุ่งสู่ Sedalia, Missouri ระยะทางกว่าพันไมล์ ใช้เวลาคงไม่ต่ำกว่า 3 เดือน

ด้วยสภาวะการเดินทางที่ต้องพบเจอปัญหาอุปสรรคมากมาย เหน็ดเหนื่อยเมื่อยอ่อนล้านานับประการ บั่นทอนคุณภาพชีวิตจิตใจของทุกคน แต่ Dunston กลับใช้ความเผด็จการ รุนแรง เห็นแก่ตัว แบบไม่ฟังคำใคร ทำให้ Matt ตัดสินใจก่อกบฎทิ้งเขาไว้เบื้องหลัง แล้วเปลี่ยนเส้นการเดินทางสู่เป้าหมายใหม่ Abilene, Kansas ขณะเดียวกันพ่อบุญธรรมผู้นี้ก็ไล่ตามหลังมาติดๆ สาบานจะจัดการฆ่าล้างแค้นไอ้เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนนี้ให้จงได้

John Wayne ชื่อเดิม Marion Mitchell Morrison  (1907 – 1979) นักแสดงภาพยนตร์สัญชาติอเมริกา ชอบให้เพื่อนๆเรียกว่า Duke เกิดที่ Winterset, Iowa พ่อเป็นทหารผ่านศึก American Civil War ส่วนแม่มีเชื้อสาย Scottish, Irish โตขึ้นเคยสมัครเป็นทหารเรือแต่สอบไม่ผ่าน ได้ทุนเข้าเรียน University of Southern California สาขากฎหมาย จากการเป็นนักกีฬาทีมฟุตบอล แต่ได้รับบาดเจ็บจนต้องถอนตัวหมดสิทธิ์ได้ทุนจำต้องออกกลางคัน แต่ก็ได้รับการช่วยเหลือจากโค้ช ทำให้ได้รู้จักกับนักแสดง Tom Mix และผู้กำกับ John Ford เข้าสู่วงการภาพยนตร์ เริ่มงานจากเป็น Prop Boy, Stuntman, ตัวประกอบ ฯ มีชื่อขึ้นเครดิตเรื่องแรก Words and Music (1929), ผู้กำกับ Raoul Walsh เห็นแววเลยจับมาแสดงนำใน The Big Trail (1930) ใช้ทุนสร้างมหาศาลแต่ทำเงินไม่ได้ Flop ดับสนิท ทำให้ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาต้องหันไปเล่นหนังเกรด B ส่วนใหญ่เป็น Cowboy Western หลายสิบเรื่อง จนกระทั่ง Ford จับมาแสดงใน Stagecoach (1939) กลายเป็น Superstar โดยพลัน

Wayne ร่วมงานกับ Hawks ทั้งหมด 5 ครั้ง ประกอบด้วย Red River (1948), Rio Bravo (1959), Hatari! (1962), El Dorado (1966) และ Rio Lobo (1970)

รับบท Thomas Dunson เริ่มต้นเป็นพระเอก แม้จะสูญเสียหญิงสาวคนรักไป แต่ยังเต็มเปี่ยมด้วยความฝัน ต้องการเป็นเจ้าของพื้นที่รกร้างว่างเปล่าของ South Texas เริ่มจากวัวสองตัว ใช้เวลา 14 ปีเต็ม เพิ่มจำนวนกลายเป็นหลักหมื่น กระนั้นตัวเขากำลังประสบปัญหาล้มละลายเพราะไร้ตลาดส่งขาย รวบรวมสมัครพรรคพวกคาวบอย เพื่อออกเดินทางไล่ต้อนฝูงวัวมหึมาหนี้ไปขายถึง Sedalia, Missouri

แต่ระหว่างการเดินทางนั้นเองที่ทำให้ Dunson กลายเป็นผู้ร้าย คงด้วยความเครียด กดดัน ไร้ซึ่งความอบอุ่นสุขใจในชีวิต ปกครองลูกน้องด้วยความเผด็จการ รุนแรง ตาต่อตาฟันต่อฟัน ใครทำผิดกฎต้องตาย ทำให้ถูกลูกบุญธรรมแท้ๆของตนเองก่อกบฎ ทิ้งเขาไว้ริมฝั่งแม่น้ำแดง กวาดต้องฝูงวัวมุ่งสู่ Abilene, Kansas ด้วยความสูญเสียหน้า เกิดความเคียดแค้นแสนสาหัส สาบานต้องการฆ่าล้างแค้น Matt แต่เขาจะสามารถ กล้าทำได้ลงเชียวหรือ

ตัวเลือกแรกของ Hawks กับบทนี้คือ Gary Cooper แต่ถูกปฏิเสธเพราะมองว่าตัวละครใจจืดใจดำเกินไป ‘unsympathetic’ ได้รู้จักกับ Wayne ผ่านการแนะนำของโปรดิวเซอร์ Charles Feldman พูดคุยไม่นานก็ถูกคอกลายเป็นเพื่อนสนิท

แม้จะเล่นหนัง Western มาแล้วหลายสิบเรื่อง แต่บทบาทของ Wayne มักในภาพลักษณ์เดิมๆจนกลายเป็น Typecast หล่อเท่ห์ สุภาพดูดี ซึ่งกับบทบาท Dunson ถือว่าเป็นครั้งแรกที่รับบทครึ่งดีครึ่งร้าย (กึ่ง Anti-Hero) แม้ดูเหมือนไม่ได้ต้องใช้ความพยายามมากอะไร แต่ตัวละครกลับมีมิติซับซ้อน และ The Duke สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติแบบสุดๆ นี่ทำให้แม้แต่ผู้กำกับ John Ford ถึงขนาดพูดเอ่ยขึ้นมา

“I never knew the big son of a bitch could act.”

ขณะที่ Howard Hawks ก็ยังพูดยกย่องชื่นชม

“He’s a damn good actor. He does everything, and he makes you believe it,”

เพราะการพลิกบทบาทครั้งนี้ ทำให้ Wayne มีโอกาสเล่นหนังที่ตัวละครมีความซับซ้อนมากขึ้นอย่าง She Wore a Yellow Ribbon (1949), The Searcher (1956) ฯ

Edward Montgomery Clift (1920 – 1966) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Omaha, Nebraska, ด้วยความไม่ชื่นชอบโรงเรียน ตัดสินใจเลือกการแสดง เข้าสู่วงการ Broadway ตั้งแต่อายุ 15 ปี สิบปีต่อมาแม้ไม่ได้มีความสนใจมุ่งสู่ Hollywood แต่ก็ไม่ให้เสียโอกาส แจ้งเกิดกับ Red River (1948), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Heiress (1949), A Place in the Sun (1951), I Confess (1952), From Here to Eternity (1953), The Young Lions (1958), and Judgment at Nuremberg (1961) ฯ

Clift เป็นลูกศิษย์รุ่นแรกของ Actors Studio ภายใต้อาจารย์ Lee Strasberg กับ Elia Kazan กลายเป็นนักแสดง Method Action ได้รับการยกย่องเคียงข้าง Marlon Brando และ James Dean สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร ออกมาจากภายในได้อย่างสมจริงจังที่สุด

รับบท Matthew ‘Matt’ Garth จากเด็กชายไม่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม เรียนรู้ทุกสิ่งอย่างจาก Thomas Dunson เติบโตขึ้นเป็นทหารในสงครามกลางเมือง (American Civil War) กลับมาช่วยเหลือพ่อบุญธรรมในการไล่ต้อนฝูงวัวมุ่งหน้าสู่ Sedalia, Missouri แต่เมื่อพบเห็นพฤติกรรมหลายๆอย่างที่ไม่เหมาะสม ถึงจุดๆหนึ่งก็อดรนทนต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ตัดสินใจก่อกบฎนำพาฝูงวัวเปลี่ยนทิศทางมุ่งสู่ Abilene, Kansas

ตอนแรก Hawks เล็ง Burt Lancaster ให้มารับบทนี้ แต่เจ้าตัวเซ็นสัญญาเล่นหนังเรื่องอื่นไปแล้ว, วันหนึ่งมีโอกาสได้รับชมละคร Broadway เรื่อง The Searching Wind พบเห็นการแสดงของ Clift เกิดความประทับใจอย่างยิ่ง จึงรีบติดต่อชักชวนให้มาแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก

นี่เป็นบทบาทแจ้งเกิดให้กับ Clift แม้ตอนทำงานจะมีความวิตกกังวล เพราะทัศนคติของเขาไม่ค่อยถูกกับ Hawks และ Wayne เสียเท่าไหร่ (Clift เป็น Democrat, Hawks กับ Wayne เป็น Republican) แต่ก็ได้รับคำชี้แนะนำอย่างดีจากผู้กำกับ และสามารถยืดอกท้าสู้แบบไม่เกรงกลัวรัศมีดารารุ่นใหญ่แม้แต่น้อย

แม้ Clift จะไม่ชอบตอนจบของหนัง แต่ก็รับรู้ตัวเองทันทีหลังจากรับชม rough-cut ว่าตัวเขาต้องประสบความสำเร็จ กลายเป็นดาราดังแน่ๆ

“I watched myself in Red River (1948) and knew I was going to be famous, so I decided I would get drunk anonymously one last time,”

นักวิจารณ์วิเคราะห์ลักษณะของตัวละครนี้ว่า มีแนวโน้มสูงจะเป็น Bisexual เพราะฉากที่พูดคุยสนทนา อวดดวล ‘ปืน’ กับ Cherry Valance (รับบทโดย John Ireland)

“there are only two things more beautiful than a good gun: a Swiss watch or a woman from anywhere. You ever had a Swiss watch?”

แต่น่าเสียดายที่ความสัมพันธ์ Bromance ของทั้งสองไม่ได้รับการพูดถึงสานต่อ เพราะปัญหาในช่วง Post-Production ทำให้หนังมีหลายฉบับตัดต่อ เนื้อเรื่องในส่วนนี้ที่พัฒนาไว้เลยสูญหายไป

ถ่ายภาพโดย Russell Harlan ตากล้องสัญชาติอเมริกายอดฝีมือ เข้าชิง Oscar: Best Cinematography ถึง 6 ครั้ง แต่ไม่เคยคว้าสักรางวัล ผลงานเด่นอาทิ Red River (1948), Lust for Life (1956), Rio Bravo (1959), To Kill a Mockingbird (1962), Hatari! (1962), The Great Race (1965) ฯ

หนังถ่ายทำยังสถานที่จริง Elgin, Arizona บริเวณ Rain Valley Ranch ที่มีทั้งเทือกเขา แม่น้ำ และพื้นที่ราบกว้างใหญ่ไพศาล แต่การถ่ายทำต้องล่าช้าเพราะฟาร์มปศุสัตว์แห่งนี้สมชื่อ Rain Valley ฝนตกกระหน่ำติดต่อกันหลายวันจนแทบทำอะไรไม่ได้, สำหรับฉากแคมป์ไฟ ตอนกลางคืนทั้งหมด สร้างขึ้นถ่ายทำในสตูดิโอที่ Samuel Goldwyn Studios, Hollywood

วัวทั้งหมดที่นำมาใช้ถ่ายทำ มีประมาณ 1,000 ตัว ค่าใช้จ่ายหัวละ $10 เหรียญต่อวัน นี่ยังไม่รวมค่าจ้างคาวบอยมืออาชีพอีกทั้งหมด 70 คน ค่าใช้จ่ายคงไม่ต่ำกว่า $20,000 เหรียญต่อวัน

เกร็ด: สายพันธุ์วัวที่นำมาใช้ในหนัง ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ทาง น่าเสียดายที่พันธุ์แท้พื้นเมือง Texas Longhorn ตอนนั้นแทบจะหาไม่ได้แล้ว แต่ก็ยังพอมีหลงเหลืออยู่บ้างในปัจจุบัน

ผู้กำกับ Hawks ไม่ปกปิดบังไดเรคชั่นของตนเอง ศึกษาเลียนแบบมาจาก John Ford แทบทั้งหมด แม้แต่การถ่ายก้อนเมฆ, ฉากที่ Dunson กำลังพูดกล่าวสุนทรพจน์หน้าหลุมฝังศพ ขณะนั้นมีเงาจากก้อนเมฆกำลังพาดผ่านด้านหลังภูเขา Hawks สั่งให้ Wayne พูดอะไรก็ได้ไปเรื่อยๆไม่ต้องกังวลเรื่องเสียง ต้องการเก็บภาพด้านหลังที่สวยมากทีเดียว เสร็จแล้วไปพูดอวด Ford (น่าจะช็อตนี้นะครับ)

“Hey, I’ve got one almost as good as you can do–you better go and see it.”

ไฮไลท์ของหนังคือ ‘Cattle Stampede’ มอบหมายให้ Arthur Rosson ผู้กำกับกองสอง ถ่ายทำเป็นฉากสุดท้าย ใช้เวลาถึง 13 วัน นักต้อนวัวทั้งหมด 35 คน ผลลัพท์คือ

“Seven men were hurt, thirteen horses and mules were crippled, one steer died, and sixty-nine steers were injured or crippled in the course of filming.”

แต่ต้องถือว่าเป็นฉากที่มีความสมจริง ทรงพลัง บ้าคลั่งที่สุดของหนังเลย, เห็นช็อตนี้แล้วหวาดเสียวแทน เพราะฝูงวัวมันวิ่งตรงเข้าหากล้อง แม้จะตั้งกล้องอยู่บนเนิน แต่ถ้าไม่ถูกต้อนไปอีกทางมีหวังโดนพุ่งชนแน่

อีกฉากหนึ่งได้รับการจดจำไม่แพ้กันก็คือ ขณะต้อนวัวข้ามแม่น้ำ แม้สถานที่ถ่ายทำจะไม่ใช่ยังแม่น้ำแดงจริงๆ แต่ถือว่าเลือกได้ใกล้เคียงมากๆ สังเกตว่าน้ำสีขุ่น (เหตุที่ชื่อ Red River เพราะสีขุ่นจากตะกอนลูกรัง)

นี่น่าจะเป็นฉากสวยงามที่สุดของหนังถ้าถ่ายทำด้วยภาพสี ลองจินตนาการตามถึงแม่น้ำสีแดงขุ่น และฝูงวัวหลากหลายสีสันสายพันธุ์ กำลังเร่งรีบเดินข้ามลำธาร คงเป็นอะไรที่ตราตรึงไม่น้อย

ตัดต่อโดย Christian Nyby เมื่อได้รับมอบหมายจาก Hawks ใช้เวลาถึง 1 ปีเต็มในการร้อยเรียงฟุตเทจปริมาณมากมายมหาศาล ได้ความยาว 133 นาที ‘Pre-Release’ มีไดเรคชั่นแทรกข้อความแบบเปิดอ่านหนังสือ (มีคำเรียกว่า Book-Style Transition)

แต่หลังจาก Hawks ได้รับชม ไม่ค่อยชื่นชอบวิธีนี้สักเท่าไหร่เพราะขี้เกียจอ่าน แถมบางครั้งก็รวดเร็วมากด้วย (ใครจะไปอ่านทัน) จึงเรียกตัว Walter Brennan ให้มาพากย์เสียงบรรยาย แล้วตัดข้อความตัวหนังสือออกหมด

แต่ก่อนออกฉาย Howard Hughes ยื่นเรื่องฟ้องร้อง Hawks อ้างว่าฉากไคลน์แม็กซ์ระหว่าง Dunson กับ Matt นำมาจาก/เลียนแบบภาพยนตร์เรื่อง The Outlaw (1943) ซึ่ง Hawks เป็นผู้สร้างให้ Huges วิธีแก้ปัญหาของพวกเขาคือทำการเรียบเรียงตัดต่อ ปรับเปลี่ยนเรื่องราวช่วงท้ายใหม่ ได้ความยาว 126 นาที ออกฉายตามโรงภาพยนตร์

แต่ก็ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น กาลเวลาทำให้ฉบับ 126 นาที สูญหายไปจาก Archive กลายเป็นว่าที่หลงเหลือถึงปัจจุบันคือ Pre-Release ความยาว 133 นาที ได้รับการ Remaster โดย Janus Films วางขายกับ Criterion Collection

ส่วนตัวค่อนข้างฉงนกับแนวคิดของ Book-Style Transition พอสมควร เพื่ออะไร?? แรกๆดูไม่ทันก็กด Pause หยุดอ่านอยู่นะ แต่ไปๆมาๆเริ่มขี้เกียจปล่อยให้มันไหลไป กลายเป็นว่าไม่ต้องอ่านก็ดูรู้เรื่อง แล้วจะทำเช่นนี้ทำพรือ!

ในความเข้าใจของผมเอง ใช้เทคนิคนี้เพื่อประสานช่วงเวลาของหนัง ที่ต้องกระโดดไปข้างหน้าอยู่เรื่อยๆ (Time Jump/Time Skip) ให้เกิดความลื่นไหลต่อเนื่อง เพราะการเดินทางหลักพันไมล์ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะนำเสนอทุกวันทุกเหตุการณ์ จึงต้องเลือกใส่มาเฉพาะช่วงเวลาสำคัญๆก็เพียงพอแล้ว

เพลงประกอบโดย Dimitri Tiomkin คีตกวีสัญชาติรัสเซีย อีกหนึ่งตำนานของ Hollywood เข้าชิง Oscar 22 ครั้ง คว้ามา 4 รางวัล จาก High Noon (1952) 2 รางวัล [Best Original Score, Best Original Song], The High and the Mighty (1954), The Old Man and the Sea (1958)

Main Theme ของหนังคือไฮไลท์ที่มีความไพเราะ ติดหู จับใจ ซาบซึ้ง ทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง, บทเพลงเต็มไปด้วยกลิ่นอายของ Western ผสมผสานเครื่องดนตรีอย่าง Banjo, Harmonica เข้ากับ Orchestra ได้อย่างทรงพลัง

บทเพลง Settle Down แต่งคำร้องโดย Frederick Herbert ถ้าใครเคยรับชม Rio Bravo (1959) บทเพลง My Rifle, My Pony, and Me ย่อมจดจำท่วงทำนองนี้ได้ คงเป็นความขี้เกียจของทั้ง Tiomkin และ Hawks เพราะเพลงมันไพเราะตราตรึงอยู่แล้ว เลยเปลี่ยนแค่คำร้องเพียงอย่างเดียว

เรื่องราวของ Red River ถือว่ามีความเป็น ‘อเมริกัน’ แท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ในประเทศที่เต็มเปี่ยมด้วยโอกาสและความเพ้อฝัน ‘American Dream’ ผู้คนออกเดินทางเสี่ยงโชค ทุ่มเทกายใจจนประสบความสำเร็จในชีวิต เมื่อถึงเป้าหมายปลายทาง ย่อมได้รับการยกย่องสรรเสริญจากทุกผู้คน

Thomas Dunson เริ่มต้นด้วยความเพ้อฝัน จากวัวสองตัวกลายเป็นสิบพัน ไล่ต้อนออกเดินทางมุ่งสู่เป้าหมายปลายทางแห่งชีวิต แต่ระหว่างนั้นถูกท้าทายจากลูกน้องใต้สังกัด จะสามารถนำพาฝูงปศุสัตว์นี้มุ่งสู่ความสำเร็จได้หรือไม่

สิ่งที่ชาวอเมริกันยินยอมรับที่สุด นั่นคือ ‘ประชาธิปไตย’ ความเสมอภาค เท่าเทียม ปฏิบัติต่อกันอย่างมีมนุษยธรรม แต่ขณะที่ Dunson เพราะในชีวิตบางสิ่งอย่างไปได้ขาดหายไป ทำให้กลายเป็นผู้นำเผด็จการ ใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหา ในที่สุดก็ไม่มีใครยินยอมรับได้ ถูกทรยศหักหลังก่อการกบฎ ทอดทิ้งคณาธิปไตยไว้เบื้องหลัง

หนังพยายามชี้ชักนำถึงสาเหตุผล ทำไม Dunson ถึงกลายเป็นคนเช่นนั้น? ว่าสืบเนื่องจากหญิงสาวคนรักเคียงข้างกาย ครั้งหนึ่งเคยมีแต่ได้สูญเสียไป ทำให้เกิดความอ้างว้างโดดเดี่ยวเดียวดาย มิได้รับอิทธิพลของความมีอารยธรรมของมนุษย์ (Civilizing Influence) แต่ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ คิดว่าต่อให้ Dunson แต่งงานมีภรรยาหรือลูก ก็ไม่น่าจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ได้แน่

Matt Garth คือตัวแทนของความเสมอภาค ประชาธิปไตย ถึงหนังจะใส่หญิงสาวคนรักคือ Tess Millay แต่ประเด็นรักแอบๆกับ Cherry Valance สะท้อนความเป็น Bisexual ของตัวละคร ชายก็ได้หญิงก็ดี นี่ก็สื่อถึงโลกเสรีเช่นกัน

การเผชิญหน้าระหว่าง Dunson กับ Matt ในฉากไคลน์แม็กซ์ มองในมุมนี้เอาจริงๆมันยินยอมกันไม่ได้ ยากนักที่ใครสักคนหนึ่งจะสามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติของตนเอง (ถ้ามองว่า Wayne คือ Republican และ Clift คือ Democrat อาจจะเห็นภาพชัดกว่า) กระนั้นการประณีประณอมของคนสองฝั่ง ทางสายกลาง ถูกยกขึ้นมา เพราะพวกเขาคือพ่อ-ลูกบุญธรรม จะมีเรื่องทะเลาะปากเสียง ชกต่อยตีกันบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ฉากไคลน์แม็กซ์นี้ ยังแอบแทรกประเด็น Feminist เข้ามาใส่ในโลกของผู้ชาย Tess Millay พรูพรั่งระบายอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของตนเองออกมา สะท้อนความไม่เข้าใจของเธอเอง พวกผู้ชายนี่ยังไง! ทั้งๆที่ก็รักกันอยู่ แต่กลับหาเรื่องชกต่อยตี ป่าเถื่อนเสียไม่มี

ลักษณะตัวละครของ Joanne Dru จัดว่าเป็น ‘Hawksian Woman’ ผู้หญิงในสไตล์ของผู้กำกับ Hawks มีความเข้มแข็ง เฉลียวฉลาด สามารถมีปากมีเสียงต่อกร จัดการกับผู้ชายได้อยู่หมัด

สองหนุ่มคงเกิดความเกรง/ละอายใจ เพราะการเข้ามาแทรกของหญิงสาว Tess Millay ไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย แต่กลับมีอารมณ์เจ็บปวดแทนพวกเขา ทำให้ต้องหาข้ออ้างยุติการต่อยตี และมีความ Civilization (มีอารยะ)ขึ้นมาทันที, คือถ้าไม่มีใครเข้ามาห้าม เชื่อว่าคงต่อยกันต่อจนลุกไม่ขึ้นทั้งสองฝ่าย แบบหนังเรื่อง The Quite Man เป็นแน่

สรุปแล้ว Red River เป็นเรื่องราวการพิสูจน์ตนเองของอเมริกันชน ถ้าอยากเป็นผู้ประสบความสำเร็จอย่างมีอารยธรรม จักต้องประกอบด้วย
– มีความเพ้อฝัน American Dream
– คนรักข้างกาย (ไม่จำกัดเพศหญิงชาย)
– อดทน ไม่ย่อท้อต่อความเหน็ดเหนื่อยยากลำบาก
– และเชื่อมั่นในหลักประชาธิปไตย

มองในมุมแคบลงมานิด เรื่องราวของหนังคือการพิสูจน์ตัวเองของลูกชายต่อพ่อ ว่าสามารถเติบโต ก้าวผ่าน เอาชนะคนรุ่นก่อนได้, โดยปกติแล้วเรื่องราวลักษณะนี้มักจบลงด้วยโศกนาฎกรรม ลูกฆ่าพ่อ ศิษย์ฆ่าอาจารย์ (ซึ่งในฉบับนิยายจบลงด้วยการตายจริงๆ) แต่หนังถูกลดโทนลงมา เพราะเห็นว่า Hawks ลากที่ปรึกษากรรมการจาก Hays Code มาช่วยตรวจสอบในส่วนล่อๆแหลมๆของหนัง จุดจบนี้เลยต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าเสียดาย

นี่เป็นตอนจบที่ผมไม่ชื่นชอบเสียเลยนะ เพราะมันคือความดื้อด้านในเกียรติ ศักดิ์ศรี ‘Pride’ ของพ่อ ที่เมื่อรับรู้ว่าลูกสามารถก้าวข้ามผ่านตนเองไปได้แล้ว ก็พยายามฉุดรั้งหาข้ออ้าง ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ นี่มันไม่ใช่ลูกผู้ชายเอาเสียเลย (แต่ชาวอเมริกันจะบอกว่า นี่คือการกระทำที่ ฆ่าได้หยามไม่ได้!)

ผมเคยคิดว่า John Ford คือผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ที่มีความเป็น ‘อเมริกัน’ มากที่สุด แต่เมื่อมีโอกาสรับชมผลงานของ Howard Hawks หลายๆเรื่อง ก็เพิ่งเริ่มตระหนักได้ว่า หมอนี่ก็อีกคนที่ถือว่าเป็นโคตรอเมริกันชน ‘สร้างภาพยนตร์สัญชาติอเมริกัน โดยอเมริกัน และเพื่ออเมริกัน’

ทุนสร้างตั้งต้นที่ $500,000 เหรียญ เพราะอุปสรรค์ความล่าช้าในการถ่ายทำ ใช้เกินงบไป $2.7 ล้านเหรียญ ฉายครั้งแรกทำเงินได้ $4.1 ล้านเหรียญ แม้จะสูงอันดับ 3 แห่งปี แต่ยังไม่เพียงพอคุ้มทุนสร้าง จนกระทั่งได้กลับมาฉายใหม่ Re-Release เมื่อปี 1952 ถึงค่อยมีกำไร รวมรายรับถึงปัจจุบัน $9 ล้านเหรียญ

เข้าชิง Oscar 2 สาขา ไม่ได้สักรางวัล
– Best Writing, Motion Picture Story
– Best Film Editing

ส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบ Red River เป็นอย่างยิ่ง แม้จะผิดหวังกับตอนจบและบางพล็อตรองที่ไม่ได้รับการสานต่อจนจบ แต่โปรดักชั่นงานสร้าง ความสวยงามอลังการของภาพถ่าย บทเพลงประกอบ และการแสดงของ Wayne กับ Clift ยิ่งใหญ่เทียบเท่าหนังระดับตำนานของ John Ford แล้วละ

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เผด็จการหาใช่สิ่งที่ผู้คน/สังคมก้มหัว ยินยอมรับได้เสมอไป สักวันหนึ่งเมื่ออดรนทนต่อไปไม่ไหวแล้ว แม้แต่คนใกล้ตัวที่สุดก็จักหันหลังให้ เมื่อถึงตอนนั้น คำว่าเกียรติและศักดิ์ศรีมันก็จะหมดสิ้นความหมายไร้ค่าโดยสิ้นเชิง

โดยเฉพาะกับคอหนัง Cowboy Western หลงใหลในทัศนียภาพอันกว้างใหญ่ไพศาล, นักปศุสัตว์ ทำงานเกี่ยวกับสัตว์ทั้งหลาย, แฟนๆผู้กำกับ Howard Hawks และนักแสดง John Wayne, Montgomery Clift ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับความเผด็จการ รุนแรงของตัวละคร

TAGLINE | “Red River ลำธารที่ Howard Hawks ให้ John Wayne กับ Montgomery Clift ต้อนวัวข้ามไปนี้ มีความกว้างใหญ่อลังการที่สุดแล้ว”
QUALITY | RARE
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of