The Man Who Shot Liberty Valance (1962)

The Man Who Shot Liberty Valance

The Man Who Shot Liberty Valance (1962) hollywood : John Ford ♥♥♥♥

John Wayne กับ James Stewart รับบทตัวละครที่อยู่สองฟากฝั่งอุดมการณ์ อึดถึก vs อ่อนไหว, ป่าเถื่อน vs อารยธรรม, ปัจเจกนิยม vs สังคมเมือง ในโลกยุคสมัยใหม่ที่กำลังเข้ามาถึงดินแดน Western ใครกันจะเป็นผู้ยิงอาชญากร Liberty Valance ได้ครอบครองหญิงสาว และมีอนาคตที่สดใส, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

น่าจะนับตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่อง My Darling Clementine (1946) ที่ผู้กำกับ John Ford เริ่มมีทัศนคติเปลี่ยนไปต่อหนังแนว Western ไม่ใช่แค่พระเอกหล่อเท่ห์ ตัวร้ายโคตรโหด หรือฉากแอ๊คชั่นตื่นเต้นลุ้นระทึก แต่เรื่องราวมีแนวคิดที่สลับซับซ้อนขึ้น ตัวละครมีมิติมากกว่าที่มองเห็นฉาบหน้า และมักนำเสนอช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน การเข้ามาถึงของอารยธรรมใหม่ หรือจุดสิ้นสุดของโลกใบเก่า

คงเพราะสงครามโลกครั้งที่ 2 มีอิทธิพลต่อผู้กำกับ John Ford เป็นอย่างมาก ตัวเขาเข้าร่วมเป็นทหารเรือสังกัดหน่วยข่าวกรอง (Office of Strategic Services) ทั้งยังได้รับบาดเจ็บในยุทธการ Battle of Midway หลังสงครามจบจึงมีทัศนะความเชื่อว่า นี่คือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านยุคสมัย อดีตที่เคยเลวร้ายป่าเถื่อนถึงคราต้องยุติสิ้นสุดลง มุ่งสู่อนาคตโลกใหม่ที่เต็มเปี่ยมด้วยความมีอารยธรรม, ภาพยนตร์แนว Western จึงถูกนำมาใช้ เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสองยุคสมัยได้เด่นชัดเจนที่สุด

ผมเคยรับชม The Man Who Shot Liberty Valance เมื่อครั้นนานมาแล้ว เพราะความชื่นชอบ Jimmy Stewart เป็นการส่วนตัว ก็หลงใหลคลั่งไคล้หนังเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ไม่เคยลืมเลือนว่าใครเป็นคนยิง Liberty Valance กลับมารับชมครานี้ รู้สึกแปลกๆกับไดเรคชั่นของ Ford ที่แตกต่างจากผลงานอื่นๆของเขาเป็นอย่างมาก ค้นหาข้อมูลดูก็พบว่า เป็นความจงใจสร้างล้อเลียนแบบไดเรคชั่นของผู้กำกับ Howard Hawks

วันก่อนผมเพิ่งรับชม Red River (1948) ไปหยกๆ ยังเขียนแซว Howard Hawks ว่าโคลนไดเรคชั่นของ John Ford ได้อย่างแนบเนียนมากๆ มาคราวนี้กลับตารปัตร ผู้กำกับ Ford แทบจะคัทลอกสไตล์ของ Hawks มาเลย ถือเป็นสองสุดยอดผู้สร้างภาพยนตร์สัญชาติอเมริกัน ที่ไม่เพียงเคารพรัก แต่ยังแว้งกัดกันได้อย่างแค้นฝังหุ่น

John Ford ชื่อเดิม John Martin ‘Jack’ Feeney (1894 – 1973) ผู้กำกับภาพยนตร์สัญชาติอเมริกา เกิดที่ Cape Elizabeth, Maine มีความสนใจด้านภาพยนตร์ตามรอบพี่ชาย Francis Ford สู่ Hollywood เริ่มต้นจากเป็น Stuntman, นักแสดงสมทบ แล้ว Universal จับเซ็นสัญญาให้กลายเป็นผู้กำกับ ผลงานหนังสั้นเรื่องแรก The Tornado (1917) [สูญหายไปแล้ว] ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงกับ The Iron Horse (1924), Three Bad Men (1926) มีผลงานหนังพูดเรื่องแรก Mother Machree (1928), ถือสถิติคว้า Oscar: Best Director ถึง 4 จาก 5 ครั้งที่ได้เข้าชิง ประกอบด้วย The Informer (1935), Stagecoach (1939) ** เรื่องเดียวที่ไม่ได้รางวัล, The Grapes of Wrath (1940), How Green Was My Valley (1941), The Quiet Man (1952)

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นทหารเรือสังกัดหน่วยข่าวกรอง (Office of Strategic Services) ประดับยศนาวาโท (Commander) สร้างภาพยนตร์สามเรื่อง
– The Battle of Midway (1942) แนว Semi-Documentary
– December 7th: The Movie (1943) แนวชวนเชื่อ Propaganda
– และ They Were Expendable (1945) ออกฉายหลังสงครามจบ

หลังหมดสัญญาผูกพันธ์กับสตูดิโอ Fox เรื่อง My Darling Clementine (1946) ก่อตั้ง Argosy Pictures Corporation ไร้สังกัด (Indy) เพราะไม่ต้องการถูกเหล่าโปรดิวเซอร์ของสตูดิโอใหญ่ๆ กดขี่บังคับเรื่องมาก มีผลงานเรื่องแรก The Fugitive (1947) แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ ล้มเหลวหลายเรื่องติดๆ ทำให้ก็ต้องหวนกลับไปพึ่งพิงสตูดิโอใหญ่ออกทุนสร้างให้อยู่ดี แค่ว่าไม่ได้ต้องถูกครอบงำบีบบังคับมากเท่าแต่ก่อน

สำหรับ The Man Who Shot Liberty Valance ขอทุนสร้างได้จาก Paramount Pictures ดัดแปลงจากเรื่องสั้นชื่อเดียวกัน ตีพิมพ์ลงในนิตยสารรายสัปดาห์ The Saturday Evening Post เมื่อปี 1953 แต่งโดย Dorothy M. Johnson (1905 – 1984) นักเขียนนิยาย Western ชื่อดังสัญชาติอเมริกา ดัดแปลงบทภาพยนตร์โดย James Warner Bellah ที่เคยร่วมงานกับ Ford เมื่อครั้น Cavalry Trilogy

Ransom Stoddard (รับบทโดย James Stewart) นักเรียนกฎหมายจบใหม่ไฟแรง เดินทางมายังเมือง Shinbone ด้วยรถ Stagecoach เพื่อเป็นทนายความ แต่ระหว่างทางถูกปล้นทำลายโดย Liberty Valance (รับบทโดย Lee Marvin) ได้รับการช่วยเหลือจาก Tom Doniphon (รับบทโดย John Wayne) พาเข้าไปในเมืองและเสี้ยมสอนกฎเหล็กของ Western ที่ใช้ปืนเป็นอาวุธ แต่ Stoddard ยืนกรานจะใช้ความรู้จากหนังสือ และหลักสิทธิของพลเมือง พัฒนาสถานที่แห่งนี้ให้กลายเป็นดินแดนแห่งอารยธรรม

John Wayne ชื่อเดิม Marion Mitchell Morrison  (1907 – 1979) นักแสดงภาพยนตร์สัญชาติอเมริกา ชอบให้เพื่อนๆเรียกว่า Duke เกิดที่ Winterset, Iowa พ่อเป็นทหารผ่านศึก American Civil War ส่วนแม่มีเชื้อสาย Scottish, Irish โตขึ้นเคยสมัครเป็นทหารเรือแต่สอบไม่ผ่าน ได้ทุนเข้าเรียน University of Southern California สาขากฎหมาย จากการเป็นนักกีฬาทีมฟุตบอล แต่ได้รับบาดเจ็บจนต้องถอนตัวหมดสิทธิ์ได้ทุนจำต้องออกกลางคัน แต่ก็ได้รับการช่วยเหลือจากโค้ช ทำให้ได้รู้จักกับนักแสดง Tom Mix และผู้กำกับ John Ford เข้าสู่วงการภาพยนตร์ เริ่มงานจากเป็น Prop Boy, Stuntman, ตัวประกอบ ฯ มีชื่อขึ้นเครดิตเรื่องแรก Words and Music (1929), ผู้กำกับ Raoul Walsh เห็นแววเลยจับมาแสดงนำใน The Big Trail (1930) ใช้ทุนสร้างมหาศาลแต่ทำเงินไม่ได้ Flop ดับสนิท ทำให้ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาต้องหันไปเล่นหนังเกรด B ส่วนใหญ่เป็น Cowboy Western หลายสิบเรื่อง จนกระทั่ง Ford จับมาแสดงใน Stagecoach (1939) กลายเป็น Superstar โดยพลัน

Wayne กับ Ford มีผลงานร่วมกันทั้งหมด 18 เรื่อง ตั้งแต่ Mother Machree (1928) จนถึง Donovan’s Reef (1963) โดยครึ่งหนึ่งเป็นหนังแนว Western อาทิ Stagecoach (1939), Fort Apache (1948), Rio Grande (1950), The Searchers (1956), The Man Who Shot Liberty Valance (1962), How the West Was Won (1962) ฯ

รับบท Tom Doniphon ชายวัยกลางคนมีบ้านฟาร์มอยู่หลังเขา อาศัยร่วมกับคนใช้ผิวสี Pompey (รับบทโดย Woody Strode) เป็นคนหัวรั้น ดื้อด้าน เชื่อมั่นในวิถีของ Western ใช้ปืนเป็นอาวุธตัดสินปัญหา ตกหลุมรัก Hallie Stoddard (รับบทโดย Vera Miles) กำลังต่อเติมทาสีบ้าน คาดหวังให้เธอมาอยู่หลังจากแต่งงานกัน แต่เมื่ออกหักก็สูญเสียสิ้นทุกอย่าง

บทบาทนี้ของ Wayne จริงๆต้องถือว่าเป็นพระรอง ค่าตัวก็ได้น้อยกว่า Stewart แต่เครดิตขึ้นชื่อก่อนเพราะถือว่าเป็นศูนย์กลางของหนัง มีความสำคัญที่สุด, เรื่องการแสดงคงไม่มีอะไรต้องพูดถึงมาก เป็นภาพลักษณ์ที่ใครเป็นแฟนๆ John Wayne คงคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่มีไฮไลท์ที่ฉากเมาปลิ้น

ผมไม่เคยเห็นตัวละครของ Wayne เมามาก่อนเลยนะ ไม่รู้นี่เป็นครั้งแรกเลยหรือเปล่าที่ต้องอาละวาดกราดไปทั่วแบบนี้ เห็นว่าเป็นความสะสมอัดอั้นอันเกิดจากการถูกผู้กำกับ Ford พูดจาถากถางมาตลอดการถ่ายทำ เพราะเขาเป็นคนเดียวที่ไม่ได้รับใช้ชาติในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (Jimmy เป็นทหารอากาศ ขับเครื่องบินบรรทุกระเบิด)

“How rich did you get while Jimmy was risking his life?”

ฉากที่ Tom ตัดสินใจเผาบ้านตนเอง เห็นว่า Wayne เล่นเองไม่ได้ใช้ Stuntman เพราะถูกผู้กำกับ Ford เสี้ยมสอนบอกให้ดูแบบอย่าง Woody Strode ที่ต้องเข้าฉากนี้ร่วมกันแต่ไม่มีใครที่จะแสดงแทน

“Duke, Woody is an old man, and he’s got to carry you and he doesn’t need a double!”

Wayne เคยให้สัมภาษณ์ถึงบทบาทในหนังเรื่องนี้มีความ ‘tough assignment’ เป็นตัวละครที่ไม่ค่อยใช่ตัวเขาสักเท่าไหร่ และรู้สึกเหมือนเป็นเพียง sideline (ตัวประกอบ) เท่านั้น

“I just had to wander around in that son of a bitch [Tom Doniphon] and try to make a part for myself.”

เกร็ด: นี่เป็นหนึ่งในหนังไม่กี่เรื่องเท่านั้นที่ตัวละครของ John Wayne เสียชีวิต (แต่เราจะไม่เห็นการตายของเขา แค่เอ่ยถึงและพบเห็นโลงศพเท่านั้น)

James Maitland Stewart (1908 – 1997) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Indiana, Pennsylvania พ่อเป็นเจ้าของร้าน Hardware Store คาดหวังให้เขาสืบต่อกิจการ ส่วนแม่เป็นนักเปียโน ทำให้ Jimmy เล่นดนตรีเก่งมาตั้งแต่เด็ก โตขึ้นเข้าเรียน Princeton University โดดเด่นในวิชาสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะการออกแบบเครื่องบินจนได้ทุนการศึกษา แต่กลับสนใจชมรมการแสดง สนิทสนามรู้จักกับ Henry Fonda, Margaret Sullavan กลายเป็นนักแสดง Broadways แม้จะไม่ประสบความสำเร็จนัก แต่ก็ได้มีแมวมองของ MGM จับเซ็นสัญญา รับบทนำครั้งแรก Speed (1936), เริ่มมีชื่อเสียงจาก You Can’t Take It with You (1938) ของผู้กำกับ Frank Capra, พลุแตกกับ Mr. Smith Goes to Washington (1939), The Shop Around the Corner (1940), คว้า Oscar: Best Actor เรื่อง The Philadelphia Story (1940) ฯ

ด้วยความสนใจเป็นนักบินตั้งแต่เด็ก Stewart หัดบินจนได้ใบอนุญาตตั้งแต่ปี 1935 พอถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องการสมัครเป็นกลายเป็นทหารอากาศแต่น้ำหนักตัวน้อยเกิน (พี่แกสูงเกินไปด้วยละ) เล่นเวทจนได้เข้าร่วม Air Corps ถือเป็นนักแสดง Hollywood คนแรกที่ได้สวมชุดทหาร ซึ่งระหว่างนั้นก็เป็นทั้งนักแสดง (รับบททหารอาหาร) และมีหน้าที่ Co-Pilot ขับเครื่องบินทิ้งระเบิด ผ่านน่านฟ้าประเทศ Germany

Stewart ร่วมงานกับ Ford ครั้งแรกคือ Two Rode Together (1961) มีความชื่นชอบประทับใจกันเป็นอย่างมาก (Ford แทบจะไม่เคยมีปากเสียงตำหนิต่อว่า Stewart สักเท่าไหร่) ทำให้ได้ร่วมงานกันอีก 3 ครั้ง ประกอบด้วย The Man Who Shot Liberty Valance (1962), How the West Was Won (1962), Cheyenne Autumn (1964)

รับบท Ransom ‘Ranse’ Stoddard ชายหนุ่มนักกฎหมาย จบใหม่ไฟแรง เต็มไปด้วยอุดมการณ์เพ้อฝันทะเยอทะยาน แต่เมื่อได้พบโลกความเป็นจริงในดินแดน Western ก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเจ็บตัวซ้ำๆซากๆหลากครั้ง แต่ด้วยความไม่ย่อท้อแท้ทำให้ได้รับการยอมรับ ค่อยๆไต่เต้าจนกลายเป็นใหญ่ แบบที่อาจไม่ได้เต็มใจสักเท่าไหร่

แม้เกินครึ่งเรื่องจะสวมผ้ากันเปื้อนทำงานล้างจานใช้หนี้ แต่เมื่อเปลี่ยนไปใส่สูทผูกไทด์ ก็หล่อเหลาดูดี เหมือนนักกฎหมายมืออาชีพ แม้ลึกๆจะมีความหวาดหวั่นวิตกกลัวอยู่บ้าง แต่อุดมการณ์คือสิ่งสำคัญเหนือชีวิตของตนเอง

ตอนแรก Ford ต้องการเลือกนักแสดงที่หนุ่มๆหน่อยในการรับบท (เพราะเป็นเด็กจบใหม่) แต่เพราะเมื่อตัดสินใจเลือก Wayne ในบท Tom ไปแล้ว จำเป็นต้องได้นักแสดงที่มี Charisma สูสีต่อกรกันได้ มาลงเอยที่ Stewart นี่แหละ (Wayne อายุ 54, Stewart อายุ 53 พวกเขาต้องรับบทตัวละครที่เด็กกว่าถึง 30 ปี)

ผมคิดว่าเหตุผลใหญ่ๆที่ Stewart ได้รับบทนี้ คงเพราะภาพลักษณ์การแสดงจากหนังเรื่อง Mr. Smith Goes to Washington (1939) และ Anatomy of a Murder (1959) นักการเมือง/ทนายความ มีความน่าเชื่อถือ ดูดีเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง

สไตล์การแสดงของ Jimmy ถ้ามีฉากที่ต้องพูดอะไรยาวๆหรือกล่าวสุนทรพจน์ มักมีความลื่นไหลต่อเนื่อง ฟังดูน่าเชื่อถือ เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง, แซวเล่นๆพี่แกน่าจะไปเล่นการเมือง พื้นหลังก็ดีน่าจะได้รับเลือกแน่ๆ

Stewart แทบไม่เคยถูก Ford แสดงอารมณ์กร้าวกราดฉุนเฉียวใส่เลย จนกลายเป็นที่กังขาของทีมงาน กระทั่งคราหนึ่งเมื่อ Ford พูดถามความเห็นต่อชุดของ Woody Strode ตอบว่า ‘It looks a bit Uncle Remussy to me.’ ถูกสวนกลับทันที ‘What’s wrong with Uncle Remus?’ จากนั้นก็เรียกทุกคนในกองถ่ายมารายล้อม

“One of our players doesn’t like Woody’s costume. Now, I don’t know if Mr. Stewart has a prejudice against Negroes, but I just wanted you all to know about it.”

ผมว่ามันก็ไร้สาระอยู่นะ แต่นั่นทำให้ Wayne พูดแสดงความยินดีกับ Stewart

“Well, welcome to the club. I’m glad you made it.”

Lee Marvin (1924 – 1987) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York เรียนไม่จบถูกไล่ออกเพราะพฤติกรรมหัวรุนแรง ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สมัครเป็นทหารเรือ ได้รับบาดเจ็บหลายครั้งจาก Battle of Spain จนได้ยศ Corporal แต่ถูกปลดประจำการลดขั้นเหลือ Private First Class, ต่อมากลายเป็นนักแสดงละครเวที Off-Broadway ย้ายมา Hollywood ผลงานเรื่องแรก You’re in the Navy Now (1951), เริ่มได้รับการจดจำจาก The Wild One (1953), มักได้รับบทสมทบตัวร้าย หรือทหารที่มีลักษณะโหดเหี้ยม Hardboiled อาทิ The Comancheros (1961), The Man Who Shot Liberty Valance (1962), The Killers (1964) ฯ คว้า Oscar: Best Actor จากเรื่อง Cat Ballou (1965)

รับบท Liberty Valance โคตรชั่วแห่งเมือง Shinbone ปล้น ฆ่า ใช้ความรุนแรง หาความดีแทบไม่ได้ แม้จะมีลูกน้องอีกสองคน แต่เมื่อเผชิญหน้าพบเจอกับ Tom Doniphon ก็มีความหวาดเกรงกลัว แสดงถึงความขลาดเขลาที่อยู่ในจิตใจ ดีแต่เย่อหยิ่งทะนงตน โอ้อวดกับเฉพาะคนที่อ่อนแอกว่าเท่านั้น

Wayne เป็นผู้แนะนำ Marvin ให้กับ Ford หลังจากร่วมงานกันเรื่อง The Comancheros (1961) ซึ่งพอผู้กำกับรู้ว่าเขาเป็นอดีตทหารเรือรับใช้ชาติ แถมเคยได้รับบาดเจ็บมาเหมือนกันด้วย ก็สนิทสนมพูดคุยดี เป็นนักแสดงอีกคนที่แทบไม่เคยมีเรื่องปากเสียใส่กันแม้แต่น้อย

การแสดงของ Marvin เต็มเปี่ยมด้วยความบ้าคลั่งเสียสติแตก แทบไม่มีสิ่งอื่นนอกจากความรุนแรง แต่ลึกๆแล้วกลับมีความขลาดหวาดกลัวหัวหด คงเพราะ Tom Doniphon น่าจะแม่นปืนเก่งกล้ากว่า Liberty Valance อย่างแน่ๆ

Vera June Miles (เกิดปี 1929) เกิดที่ Boise City, Oklahoma, จากนางงามรัฐ Miss Kansas คว้าอันดับสาม Miss American กรุยทางสู่ Hollywood เริ่มจากเป็นนักแสดงตัวประกอบ โดดเด่นกับ The Searchers (1956), Psycho (1960), The Man Who Shot Liberty Valance (1962) ฯ

รับบท Hallie Stoddard หญิงสาวคนรักของ Tom Doniphon เวลาโกรธจะน่ารักเป็นพิเศษ แต่การมาถึงของ Ranse Stoddard ได้เปิดโลกทัศน์ของตนเอง มีโอกาสรับเรียนรู้ศึกษาสิ่งใหม่ๆ ทำให้ค่อยๆตกหลุมรักหลงใหล แม้หัวใจของเธอจะยังคงอยู่ที่ Shinbone แต่ก็ยินยอมออกเดินทางไปตามอนาคตที่มาถึง

นักวิจารณ์ Roger Ebert ชี้ให้เห็นจุดหนึ่งที่หนังเรื่องนี้ต่างจาก Western ทั่วๆไป คือเมือง Shinbone แปลกที่ไม่พบเห็นโสเภณีสักนาง ผู้หญิงมีเพียง Hallie กับ Nora Ericson (รับบทโดย Jeanette Nolan) ต่างก็ทำงานอย่างเข้มแข็งขัน และมีความเพ้อฝันทะเยอทะยาน (เข้าโรงเรียน หัดอ่านเขียน) แม้บทบาทจะเป็นเพียง Love-Interest ของตัวละคร แต่ถือว่ามุมมองของผู้กำกับ Ford ต่อผู้หญิง เปลี่ยนไปมากพอสมควร

เหมือนว่า Miles พยายามทำให้ภาพลักษณ์ของตนเองเหมือนหญิงแกร่ง แต่ดูไม่คล้ายสักเท่าไหร่ ความหัวขบถที่เธอแสดงออกมา สะท้อนถึงลึกๆในใจมีความอ่อนไหว นุ่มนวล ต้องการคนที่สามารถเปิดโลกทัศน์ตัวเองได้มากกว่า

ถ่ายภาพโดย William H. Clothier สัญชาติอเมริกัน ช่วงสงครามโลกสมัครเป็นทหารอากาศ ประดับยศนายพัน (Lieutenant Colonel) ปลดประจำการออกมาสนิทสนมกับ Wayne แนะนำให้รู้จัก Ford มีผลงานร่วมกันตั้งแต่ Fort Apache (1948), The Alamo (1960), The Comancheros (1961), The Man Who Shot Liberty Valance (1962), Cheyenne Autumn (1964) ฯ

ทั้งที่ Ford คงอยากไปถ่ายทำที่ Monument Valley ใจจะขาด แต่ว่ากันว่าเพราะถูก Paramount ตัดทอนงบประมาณลง เป็นเหตุให้ต้องถ่ายทำหนังด้วยฟีล์มขาว-ดำ และจำกัดสถานที่อยู่ Paramount Sound Stages เท่านั้น

“There was one reason and one reason only … Paramount was cutting costs. Otherwise we would have been in Monument Valley or Brackettville and we would have had color stock. Ford had to accept those terms or not make the film.”

– William H. Clothier พูดถึงเหตุผลที่หนังถ่ายทำด้วยภาพขาว-ดำ

แต่ Ford ก็หาข้ออ้างอื่นขณะให้สัมภาษณ์ พยายามชี้ชักนำเลยว่า ฉากไคลน์แม็กซ์สามเส้าของหนัง มันไม่เวิร์คแน่ถ้าถ่ายทำด้วยภาพสี กล่าวคือพยายามใช้ข้อจำกัดที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

“In black and white, you’ve got to be very careful. You’ve got to know your job, lay your shadows in properly, get your perspective right, but in color, there it is. You might say I’m old fashioned, but black and white is real photography.”

หรืออย่างช็อตนี้ มีการใช้ประโยชน์จากแสงเงาได้อย่างคุ้มค่า, เมื่อ Dutton Peabody ดับไฟภายในร้าน ทุกสิ่งอย่างมืดมิดสนิทมองอะไรไม่เห็นนอกจากเงา ซึ่งพอเขาหวนกลับมาพอจุดไฟติด ถึงค่อยพบเห็นว่ามีใครบางคนยืนรอคอยหลบซ่อนอยู่ในความมืด

ขณะเดียวกันก็มีนักวิจารณ์ให้อีกข้อสังเกต อาจเพราะสองนักแสดงนำ Wayne กับ Stewart ที่แก่เกินวัยตัวละครไปมาก ถ้าถ่ายทำด้วยภาพสีอาจพบเห็นริ้วรอยตีนกาความเหี่ยวย่นชัดเจนเกินไป (แต่ภาพขาวดำก็พอมองเห็นอยู่นะ)

สำหรับไดเรคชั่นการถ่ายภาพของหนัง เนื่องจากมักมีสองสิ่งตรงกันข้ามเสมอ แทบทุกสิ่งอย่างเลยมักมีความสมมาตรกัน อาทิ
– ฉากแรกสุดของหนัง รถไฟเลี้ยงโค้งแล่นเข้าจอดยังสถานี, ฉากสุดท้าย รถไฟเลี้ยงโค้งแล่นออก
– โรงเรียนสอนหนังสือของ Ranse อยู่ในห้องปิด ผู้คนแออัดเต็มไปหมด ใช้การท่องจดจำ, โรงเรียนสอนยิงปืนของ Tom อยู่ภายนอก โล่งเปิด มีลูกศิษย์คนเดียว (ก็ Ranse นะแหละ) ใช้การฝึกปฏิบัติิ
– การเลือกตัวแทนของรัฐช่วงท้าย Buck Langhorne เป็นคนชั่นสูงนั่งอยู่บนเวที, ขณะที่ Ranse ห้อมล้อมด้วยเพื่อนๆ นั่งอยู่ด้านล่าง
ฯลฯ

ผมละโคตรชอบนายทุนนิยมช็อคนี้เลย อยู่บนเวทีสูงกว่าคนอื่น พอได้รับการเสนอชื่อก็ยิ่มร่า มีคาวบอยขี่มาวิ่งเข้ามาควงหมุนเชือกหมุนๆ แล้วเดินมุดเข้าไป, มีตัวละครหนึ่งพูดแทรกขึ้นมาว่า

“Now that you got your rope on him, hang the horse thief!”

นัยยะของเชือกหมุนๆ คือความกระล่อนปลิ้นปล้อนหลอกลวงของเหล่านายทุน หาสิ่งจับต้องมัดตัวไม่ค่อยได้ ล่องลอยอยู่เหนือกฎเกณฑ์ทุกสิ่งอย่าง

ขณะที่ Ranse นั่งอยู่ข้างล่าง เมื่อได้รับการเสนอชื่อ ทุกคนยืนขึ้นห้อมล้อม และมีไม้เท้าชี้ไปหา (ซื่อตรงไม่คดโค้ง) แม้สีหน้าของเขาจะไม่เต็มใจเท่าไหร่ แต่เรื่องราวหลังจากนี้ไม่ต้องรู้ก็ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ตัดต่อโดย Otho Lovering เคยร่วมงานกับ Ford ตอน Stagecoach (1939) แล้วไม่ได้ร่วมงานอีกเลยจนกระทั่ง The Man Who Shot Liberty Valance (1962) ครานี้อยู่ยาวกันถึงผลงานสุดท้าย

หนังเริ่มต้นที่ Senator Ranse Stoddard และภรรยาเดินทางมาร่วมงานศพชายคนหนึ่งที่ Shinbone นี่ถือเป็นข่าวใหญ่ที่สำนักข่าวไหนก็อยากล่วงรู้ว่า บุคคลผู้นั้นคือใครมีความสำคัญอะไรกับท่านวุฒิสภา เรื่องราวทั้งหมดจึงเป็นการเล่าย้อนอดีต Flashback ในมุมมองความทรงจำของ Ranse ต่อ Tom Doniphon

ผู้ชมอาจไม่ประหลาดใจสักเท่าไหร่กับการถูกยิงตายของ Liberty Valance ก็แน่ละเล่นบอกโต้งๆเป็นชื่อหนังขนาดนั้น แต่บุคคลที่ยิงนะสิ น่าตกตะลึงยิ่งกว่า! ผมจดจำตอบรับชมครั้งแรกได้เป็นอย่างดี อ้างปากค้างไปเลย บ้าน่า! ไม่น่าเป็นไปได้ จนกระทั่งถึงตอนจบค่อยร้องอ๋อ ทำให้ความเข้าใจต่อหนังเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง (และไม่มีวันหลงลืมว่าใครเป็นคนยิง Liberty Valance)

ไดเรคชั่นที่ทำให้หนังมีความคล้ายคลึงกับสไตล์ของผู้กำกับ Howard Hawks คือทุกฉากที่อยู่ในร้านอาหาร มีความลื่นไหลต่อเนื่อง ตัวละครพูดคุยสนทนา กระทำบางสิ่งอย่าง กล้องเคลื่อนติดตาม มีความเยิ่นยาวพอสมควร

ปกติหนังของผู้กำกับ Ford มักจะปล่อยทิ้งให้ผู้ชมซึมซับรับบรรยากาศ ความสวยงามของธรรมชาติ หรือฉากนั้นๆ ตัวละครไม่พูดคุยเยอะนัก แต่เวลาต่อยเน้นๆหนักๆ ซึ่งหนังเรื่องนี้จะไม่ค่อยเห็นไดเรคชั่นลักษณะนี้สักเท่าไหร่

แต่ใช่ว่าหนังจะไร้ซึ่งลายเซ็นต์ของผู้กำกับ Ford พบเห็นอยู่เรื่อยๆเต็มไปหมด อาทิ Prologue & Epilogue ที่อันแน่นด้วยความรู้สึก Nostalgia, บ้านของ Tom มีพื้นหลังติดภูเขา, ฉากไคลน์แม็กซ์ก็ลีลาเล่นบรรยากาศ กว่าจะยิงกันได้ต้อง…, การเล่นกับแสงเงาก็มีความเฉลียวฉลาดลึกล้ำยิ่ง ฯ

สำหรับเพลงประกอบ คงเพราะ Alfred Newman ขาประจำของ Ford ยังติดสัญญาอยู่กับสตูดิโอ Fox เลยต้องว่าจ้าง Cyril J. Mockridge นักแต่งเพลงสัญชาติอังกฤษให้มาช่วยเรียงเรียง ผลงานเด่น อาทิ Guys and Dolls (1955) ฯ

บทเพลงไม่ได้เป็นส่วนประกอบโดดเด่นสักเท่าไหร่ของหนัง เพราะไม่ได้มีทิวทัศน์ธรรมชาติสวยๆ เพื่อให้ซึมซับรับบรรยากาศ แต่ก็มีลักษณะปลุกเร้า ให้เกิดความฮึกเหิม ห้าวหาญ ภาคภูมิใจในสิ่งที่ตนเองได้กระทำ

เฉพาะฉากที่ Hallie หวนกลับไปยังบ้านเก่าของ Tom ตอนต้นเรื่อง มีการนำบทเพลง Ann Rutledge Theme จากหนังเรื่อง Young Mr. Lincoln (1939) มาใช้ เพื่อให้เกิดความรู้สึกสูญเสียดาย กับอดีตความรักที่สิ้นหายไปอย่างไม่มีวันหวนคืนกลับมา

(นำฉบับที่ใช้ในหนัง Young Mr. Lincoln มาให้รับฟัง)

บทเพลง (The Man Who Shot) Liberty Valance (1962) แต่งโดย Burt Bacharach กับ Hal David ขับร้องโดย Gene Pitney ด้วยความตั้งใจใช้ประกอบหนัง จ่ายเงินเรียบร้อยจาก Paramount แต่เอาเข้าจริงกลับถูกตัดออกเพราะไม่รู้จะใส่ตรงไหน Ending Credit ก็ไม่เข้ากับหนัง กระนั้นเพลงนี้สามารถไต่ขึ้นสูงสุดอันดับ 4 ชาร์ท Billboard Hot 100

The Man Who Shot Liberty Valance มองว่าหนังเชิงการเมือง Political ก็ยังได้ การต่อสู้ระหว่างฝั่งอนุรักษ์นิยม (ชาว Western หัวโบราณ) vs เสรีนิยม (คนรุ่นใหม่หัวก้าวหน้า) เรื่องราวไม่ได้มุ่งเน้นนำเสนอความขัดแย้ง แต่คือการชี้ชักนำทัศนคติ วิสัยทัศน์ ให้มองเห็นความสำคัญของโลกยุคสมัยใหม่แห่งอารยธรรมมนุษย์

Tom Doniphon เป็นตัวแทนด้วยฝั่งอนุรักษ์นิยม ชาว Western รุ่นดั้งเดิม ชื่นชอบการใช้ความรุนแรงในการต่อสู้แก้ไขปัญหา ตาต่อตาฟันต่อฟัน กฎแห่งธรรมชาติของทุกสิ่งมีชีวิต

Ranse Stoddard คือฝั่งเสรีนิยมหัวก้าวหน้า คนอเมริกันรุ่นใหม่ ยึดถือมั่นในกฎหมาย สิทธิ หน้าที่พลเมือง ให้เกิดอำนาจควบคุมบริหารจัดการ มุ่งเน้นให้บังเกิดความสงบสุขสันติ

การเลือกของหญิงสาว Hallie Stoddard ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความโรแมนติกของใครมากกว่า มีลักษณะเป็นเชิงสัญลักษณ์ ตัดสินใจอาศัยอยู่กินแต่งงานกับบุคคล/อุดมการณ์ที่มีอนาคตสดใสมากกว่า

หลังจากการตายของ Liberty Valance ทำให้ Tom เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ต่ออนาคตที่กำลังจะมาถึง โลกแห่งความป่าเถื่อนรุนแรงของ Western กำลังใกล้ถึงจุดสิ้นสุด ตัวเขาถือว่าเป็นผู้ไร้อนาคต ไร้การศึกษา วันๆก็ได้แค่เลี้ยงม้าต้อนวัว ไม่มีทางประสบความสำเร็จก้าวหน้าไปไหน ผิดกับ Ranse ที่มีวิสัยทัศน์ ความกล้าหาญ เฉลียวฉลาด อนาคตไกล ด้วยเหตุนี้จึงยินยอมเสียสละคนรัก Hallie มอบให้ เพราะรับรู้ว่าเขาย่อมสามารถมอบความสุข ทุกสิ่งอย่างในโลกให้กับเธอได้

กระนั้นจิตใจของหญิงสาว แม้ไม่ได้ครองคู่รักกับ Tom แต่เธอก็ยังโหยหาหวนคิดถึงพวกเขาเสมอ นี่เป็นนัยยะของความรู้สึก Nostalgia (โหยหาถึงอดีต) เมื่อโลกได้พัฒนาก้าวสู่ยุคสมัยแห่งความมีอารยธรรมเรียบร้อยแล้ว ก็ดูอย่างผู้กำกับ Ford ชื่นชอบสร้างหนังแนว Western เสียเหลือเกิน ก็เพราะเขามีความรักหลงใหล คลั่งไคล้ในช่วงเวลานั้น แต่เมื่อกาลเวลามันหวนย้อนกลับไปไม่ได้ เราจึงต้องเลือกอาศัยอยู่กับปัจจุบัน แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง อดีตก็จะหมดสิ้นสูญตายไป

“This is the West, sir. When the legend becomes fact, print the legend.”

อดีต/ข้อเท็จจริงไม่ว่าจะคืออะไร แต่เมื่อเรื่องเล่าหนึ่งกลายเป็นตำนาน ได้รับการยกย่องพูดถึงกล่าวขาน มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปขุดคุ้ยอดีตนั้นขึ้นมา ให้มันถูกกลบฝังหลงลืมเลือนไป เลือกนำเสนอเฉพาะสิ่งดีๆมีคุณค่า เพื่อให้ผู้ชม/ผู้อ่าน รุ่นหลังถัดๆมา ได้ยกย่องสรรเสริญเกิดความภาคภูมิใจเสียยังจะดีกว่า

ก็เหมือนกับชายที่เป็นผู้ยิง Liberty Valance เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่านก็หาใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป หลงเหลือเพียงเสียงลือเสียงเล่าอ้างสายลมปาก ปัจจุบันต่างหากเป็นสิ่งตัดสินคุณค่าความดีงามของคน

สิ่งที่ Ford แทรกใส่แนวคิดเข้ามา ณ ตำแหน่งจุดเปลี่ยนของยุคสมัย
– เทียบกับทศวรรษนั้นในวิสัยทัศน์ของผู้กำกับก็คือ เหตุการณ์ ‘สงครามโลกครั้งที่ 2’
– หนังได้ใส่การต่อสู้ ความตายของ Liberty Valance

นี่เป็นการสะท้อนถึง ‘ความรุนแรง’ คือบทเรียน -ที่ไม่เคยจดจำ- ของมวลมนุษย์ จักต้องเกิดความขัดแย้ง ต่อสู้ เข่นฆ่าฟัน ให้จนถึงขีดสุดเท่านั้น ถึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของยุคสมัย

ตัวผู้กำกับ Ford คงได้แค่คาดหวัง วาดฝัน ว่าโลกจะจดจำบทเรียนของสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้บังเกิดความขัดแย้งขึ้นอีก แต่ตัวเขาคงได้รับรู้ซึ้งไม่นานต่อจากนั้น ว่ามนุษย์หาได้จดจำอะไรใส่กะลาหัวแม้แต่น้อย สงครามเกาหลี, สงครามเวียดนาม ฯ สงสัยจะนอนตายตาไม่หลับแน่ๆ

สำหรับ Liberty Valance ชื่อก็บอกอยู่ว่าเสรีภาพ การตายของชายคนนี้ที่ถูกตีตราว่าเป็นผู้โหดเหี้ยมโฉดชั่วร้าย มีนัยยะบอกอย่างตรงๆเลยว่า ‘อิสรภาพที่ไร้ขีดจำกัด คือโลกที่ยังไร้อารยธรรมมนุษย์’

โลกแห่งอารยธรรม มนุษย์ทุกคนจะต้องถูกกำหนด กฎกรอบ จำกัดสิทธิ์ตามข้อตกลงที่มีร่วมกันในสังคม มิอาจกระทำการอะไรดั่งใจเสรีภาพได้ทุกสิ่งอย่างอีกต่อไปแล้ว นี่มักเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่สมัยนี้มักไม่ค่อยรับรู้ตัวเอง ว่าได้ถูกปลูกฝังครอบงำความคิดไว้แล้วตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ตื่นนอน กินข้าวใช้จานช้อน เข้าแถวรอคิวซื้อของ เข้าห้องน้ำ ฯลฯ อิสระที่หลงคิดไปว่ามีหาใช่เสรีภาพแท้จริงของมนุษย์ไม่

คนยุคสมัยนี้แทบทั้งหมดล้วนยินยอมรับแนวคิด ทัศนคติ ความเชื่อนี้ ‘แลกอิสรภาพเล็กๆน้อยๆ เพื่อความสงบสุขสันติในสังคม’ แต่จะบอกว่าเมื่อถึงจุดๆหนึ่งในอนาคต มนุษย์ถูกบีบบังคับด้วยกฎเกณฑ์ยิบๆย่อยๆ เล็กๆน้อยๆมากเข้า พออดทนดิ้นรนต่อไปไม่ไหวก็ย่อมจะระเบิดปะทุออกมา นั่นจะเป็นวินาทีแห่งจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดอารยธรรม

ในความเป็นจริง กฎหมายไม่ใช่ข้อบังคับ เป็นเพียงแนวทางชี้นำปฏิบัติ ถ้าไม่ทำตามถูกจับได้ก็โดนลงโทษ แต่มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะกระทำแสดงออกอะไรก็ได้ทั้งนั้นดั่งใจ เอาจริงๆขึ้นอยู่กับจิตสำนึกและมโนทัศน์ของเราเอง ที่เป็นสิ่งกำหนดกรอบทางความคิด, นี่ก็เช่นกันกับคำสอนของศาสนาที่ว่ากันตามตรง คือสิ่ง ‘อารยะ’ ที่มีมาก่อนหน้าพวกกฎหมายบ้านเมือง ขนบธรรมเนียมประเพณีเสียอีก แต่เพราะความเสื่อมตามกาลเวลา ทำให้มนุษย์ไม่เห็นคุณค่าจากแค่คำสั่งสอน ตักเตือนด้วยวาจา มันเลยต้องมีบทบัญญัติว่าด้วยกฎหมาย ซึ่งประกอบด้วยบทลงโทษทางร่างกายให้เกิดความหวาดกลัว

ศตวรรษนี้ยังอยู่ในช่วงเวลายุคทองของกฎหมาย ประชาธิบไตย และเสรีภาพพลเมือง แต่สักวันหนึ่งแนวคิดพวกนี้ย่อมเสื่อมสูญไปตามกาลเวลา ผมเองก็จินตนาการไม่ออกหรอกว่าเป็นอย่างไร ก็คล้ายๆกับศาสนาที่ค่อยๆเสื่อมลงยังจะเห็นได้ชัดกว่า แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่า เมื่อใดที่กฎหมายสูญสิ้นความสำคัญไป นั่นไม่ใช่แค่จุดสิ้นสุดของอารยธรรม แต่คือมวลมนุษยชาติ

ด้วยทุนสร้าง $3.2 ล้านเหรียญ ทำเงินได้ $8 ล้านเหรียญ, เข้าชิง Oscar สาขา Best Costume Design, Black-and-White ออกแบบโดย Edith Head

ส่วนตัวรู้สึกว่าตอนรับชมครั้งแรกคลั่งไคล้หนังมากกว่านี้ คงเพราะการหักมุมตอนจบที่คาดไม่ถึง ดันเป็นความทรงจำที่สิบปีก็ไม่หลงลืมเลือน กระนั้นรับชมครานี้ เห็นไดเรคชั่นของผู้กำกับ Ford เพื่อเคารพคารวะ Howard Hawks ทำให้อดอึ้งทึ่งในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ไม่ใช่แค่ Rival แต่คือมิตรภาพที่หาได้ยากยิ่งในวงการภาพยนตร์

เกร็ด: นี่เป็นภาพยนตร์เรื่องโปรดของผู้กำกับ Sergio Leone ในบรรดาหนัง Western ของผู้กำกับ Ford

“It was the only film, where [Ford] learned about something called pessimism.”

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เรียนรู้จักจุดเริ่มต้นของอารยธรรม ก่อนที่โลกจะพบความสงบสุขสันติ ย่อมเต็มไปด้วยความป่าเถื่อนรุนแรง คงมีใครสักคนยึดถือมั่นในอุดมการณ์ หลักการ ข้อกฎหมาย เสียสละเสี่ยงชีวิตตนเองเพื่อเผยแพร่ ปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่าง

ทำไมบ้านเมืองต้องมีขื่อมีแป? ก็เพราะเมื่อทุกคนยึดถือเชื่อมั่นในกฎหมาย ก็จักสามารถอาศัยอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสงบสุขสันติ และเมื่อนั้นความมีอารยธรรมก็จักบังเกิดขึ้น

โดยเฉพาะคอหนัง Cowboy Western แฝงประเด็นการเมือง Political, แฟนๆผู้กำกับ John Ford และนักแสดง John Wayne, James Stewart, Lee Marvin, Vera Miles ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับความโหดเหี้ยมชั่วร้ายของตัวละคร

TAGLINE | “The Man Who Shot Liberty Valance ไม่ว่า John Wayne หรือ James Stewart จะเป็นคนยิง แต่ผู้ได้รับเสรีภาพคือ John Ford”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of