Rififi (1955)

Rififi

Rififi (1955) French : Jules Dassin ♥♥♥♥

แม่พิมพ์ของภาพยนตร์แนวโจรกรรมสมัยใหม่ (Modern Heist) แบ่งเรื่องราวออกเป็นสามองก์ วางแผน-ลงมือ-หลังจากนั้น ไฮไลท์อยู่ที่ครึ่งชั่วโมงการปล้น ไร้เสียงพูดคุยสนทนาและเพลงประกอบ จัดได้ว่าเป็น Masterpiece

จริงๆมีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งก่อนหน้านี้ The Asphalt Jungle (1950) ของผู้กำกับ John Huston ที่นักวิจารณ์ถือเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโจรกรรมสมัยใหม่ (Modern Heist) เพราะคือครั้งแรกของโลกนำเสนอวิธีการ/ปฏิบัติการขณะปล้น แต่ Rifiti ได้ทำการต่อยอดช่วงขณะลงมือด้วยลีลาความ Stylish จนกลายเป็นแม่พิมพ์ แบบอย่าง อิทธิพลให้กับหนังแนวนี้ กลายมาเป็น The Killing (1956), Ocean’s Eleven (1960), The Italian Job (1969), The Sting (1973), Dog Day Afternoon (1975), Reservoir Dogs (1992), Heat (1995), Inception (2010) ฯ

เหตุที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีภาพยนตร์ที่นำเสนอวิธีการโจรกรรมมาก่อน เพราะ Hollywood มีกฎ Hays Code ห้ามมิให้นำเสนอวิธีการปล้น ชี้ช่องทางโจร แต่ผู้กำกับโคตรเก๋าอย่าง John Huston สนใจเสียที่ไหน (ประจวบกับช่วงนั้น Hays Code กำลังค่อยๆเสื่อมถอยศรัทธาอยู่พอดี เลยเห็นช่องชี้ทางโจรเสียเองเลย)

ความยิ่งใหญ่ของหนังเรื่องนี้ เริ่มต้นจากคำชมของ François Truffaut ที่ตอนนั้นยังเป็นนักวิจารณ์อยู่ Cahiers du Cinéma

“Out of the worst crime novel I ever read, Jules Dassin has made the best crime film I’ve ever seen”

Julius ‘Jules’ Dassin (1911 – 2008) ผู้กำกับสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Middletown, Connecticut ครอบครัวเป็นชาว Jews อพยพจาก Ukraine-Polish หลังเรียนจบเคยเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ของอเมริกา แล้วลาออกหลังเหตุการณ์ความรุนแรง Molotov-Ribbentrop Pact เมื่อปี 1939 เริ่มต้นทำงานเป็นนักแสดง Yiddish Actor เลื่อนขั้นผู้ช่วยผู้กำกับ Alfred Hitchcock, Garson Kanin กำกับหนังสั้นเรื่องแรก The Tell-Tale Heart (1941) ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Nazi Agent (1942) ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแนวชวนเชื่อ แต่เพราะฉายช่วงระหว่างสงครามโลกเลยมิอาจหลีกเลี่ยงได้

หลังสงครามจบกลายเป็นผู้กำกับ Film Noir คนสำคัญแห่งยุค อาทิ Brute Force (1947), The Naked City (1948), Thieves’ Highway (1949) และ Night and the City (1950) เป็นเรื่องสุดท้าย เพราะติด Hollywood Blacklist ไม่สามารถหางานทำได้ จึงต้องหลบลี้หนีภัยสู่ยุโรปหางานทำ ครั้งหนึ่งวางแผนสร้างภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง L’Ennemi public numero un ได้ทุนสร้างจากอิตาลี นักแสดงคือ Fernandel กับ Zsa Zsa Gabor แต่เพราะทั้งสองทนแรงกดดันจากรัฐบาลอเมริกันไม่ไหว (เรียกว่า หมากัดไม่ปล่อย) ยังไม่ทันไรก็ถอนตัวไปโปรเจคล่มโดยทันที

ครั้งหนึ่งได้รับการชักชวนจากโปรดิวเซอร์ Henri Bérard ให้ช่วยดัดแปลงนิยายขายดีเรื่อง Du Rififi chez les hommes ของ Auguste Le Breton (1913 – 1999) นักเขียนแนวอาชญากร สัญชาติฝรั่งเศส ที่ทศวรรษนั้นมีผลงานหลายเรื่องได้รับดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ อาทิ Razzia sur la chnouf (1955), Speaking of Murder (1957) ฯ

จริงๆในตอนแรก Bérard ติดต่อผู้กำกับ Jean-Pierre Melville ที่ก็ให้ความสนใจอย่างยิ่ง แต่เมื่อได้ยินว่า Dassin กำลังหางานทำอยู่ จากความประทับใจในผลงานก่อน The Naked City (1948) เลยอยากให้การช่วยเหลือสนับสนุน, เห็นว่า Dassin เมื่อรับทำโปรเจคนี้ เดินทางไปขออนุญาตจาก Melville ซึ่งก็ได้รับคำอำนวยอวยพรให้ประสบความสำเร็จ

วงการภาพยนตร์ในฝรั่งเศสจะต่างจากประเทศอื่นพอสมควร โปรดิวเซอร์/นายทุน มักมองที่ตัวผลงานเท่านั้น ผู้กำกับเคยถูก Blacklist เป็นคอมมิวนิสต์แล้วยังไง จะเหยียบย่ำจมดินไม่ให้ผุดเกิดแบบการกระทำของ Hollywood หรือ #MeToo ก็ไม่ใช่แล้ว

Dassin เคยให้สัมภาษณ์บอกว่า อ่านแล้วเกลียดนิยายเรื่องนี้มาก ทีแรกตั้งใจจะบอกปัดเพราะเต็มไปด้วยความ Racism สมาชิกกลุ่มพระเอกเป็นชาวยุโรปผิวขาว ขณะที่นักเลงคู่อาฆาตมีอาหรับและคนผิวสีจากแอฟริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Necrophilia (มี Sex กับศพ) แต่เพราะเจ้าตัวถังแตกอย่างหนัก เงินจะกินข้าวยังแทบไม่มี จึงยินยอมตกลงรับสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้

ความที่ Dassin เคยเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ มองความเสมอภาคเท่าเทียมกันของมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญ นอกจากตัดประเด็นแรงๆพวกนี้ทิ้งหมด ขอโปรดิวเซอร์ไม่มีฉากชกต่อยทำร้ายร่างกาย (มีแค่ดวลปืน) เพิ่มใส่ฉากขณะโจรกรรมที่ในนิยายมีเพียง 10 หน้ากระดาษ ขยายเป็นความยาวเกือบๆครึ่งชั่วโมง และการตายของ César ด้วยคำอ้าง ‘code of silence’ สะท้อนการที่ผู้กำกับถูกขึ้นบัญชี Hollywood Blacklist ยิ่งกว่าตายทั้งเป็น

เฉพาะฉากการโจรกรรม ได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริงเมื่อปี 1899 ที่ร้านเพชร Marseille’s cours St-Louis กลุ่มหัวขโมยบุกเข้าไปยังบริษัท Travel Agency ที่อยู่ห้องเช่าข้างๆ ขึ้นไปชั้นบนแล้วเจาะเพดานลงมา ใช้ร่มกางเพื่อไม่ให้เศษปูนตกลงพื้น คล้ายๆแบบในหนังเลยละ

เกร็ด: Dassin ใช้เวลาดัดแปลงบทภาพยนตร์เพียง 6 วัน แล้วส่งให้ René Wheeler แปลเป็นภาษาฝรั่งเศส

เรื่องราวของ Tony (รับบทโดย Jean Servais) นักขโมยเพชรที่เพิ่งพ้นโทษก่อนกำหนด 5 ปี (ถูกจับได้จากการปล้นครั้งล่าสุด) ได้รับการติดต่อจากลูกน้องเก่า Jo (รับบทโดย Carl Möhner) ต้องการชักชวนให้เข้าร่วมปล้นร้านเพชร Mappin & Webb หลังร่วมวางแผนมาหลายปีกับ Mario Ferrati (รับบทโดย Robert Manuel) และติดต่อนักเปิดตู้เซฟ César (เครดิตขึ้นชื่อ Perlo Vita แต่จริงๆคือผู้กำกับ Jules Dassin เล่นเองเลย) รวมเป็นหัวขโมยทั้งสี่เพื่อปฏิบัติภารกิจนี้

Jean Servais (1910 – 1976) นักแสดงสัญชาติ Belgian ที่มาโด่งดังในฝรั่งเศส แต่เพราะขณะนั้นกำลังติดเหล้าอย่างหนัก ไม่มีใครอยากว่าจ้างให้แสดง ยินยอมรับบทนี้ด้วยค่าตัวไม่สูงนัก และได้ Comeback กลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง, รับบท Tony หัวหน้ากลุ่มผู้มีไหวพริบเฉลียวฉลาด เยือกเย็นชา ยึดถือมั่นในกฎ และจิตใจซาดิสต์รุนแรง (ใช้แส้เพื่อปลุกเร้าอารมณ์ Sex) ทีแรกรู้ตัวว่าเริ่มมีอายุอาจออกปล้นไม่ไหว แต่เพราะเห็นอดีตคนรักนอกใจ เลยต้องการทำอะไรสักอย่างเพื่อระบายความอัดอั้นคับแค้น หวนคืนอาชีพเก่า ปล้นสำเร็จครั้งนี้เพราะความเก๋าเกมโดยแท้

Carl Möhner (1921 – 2005) นักแสดงสัญชาติ Austrian ที่เพิ่งเข้าวงการไม่นาน ยังไม่ค่อยมีชื่อเสียงนัก แต่หลังจากเรื่องนี้ก็โด่งดังไปทั่วยุโรป, รับบท Jo สัญชาติ Swedish แต่งงานมีลูกชายวัยกำลังน่ารัก เป้าหมายการปล้นครั้งนี้เพื่อนำเงินเป็นทุนเลี้ยงชีพให้ครอบครัว รอคอยการออกจากคุกของรุ่นพี่ Tony มาหลายปี เพื่อให้เป็นผู้นำการโจรกรรมครั้งนี้

Robert Manuel (1916 – 1995) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส ที่มักได้รับบทสมทบเป็นส่วนใหญ่, รับบท Mario Ferrati สัญชาติอิตาเลี่ยน เป็นคนสนุกสนานครึกครื้นเครง Happy-go-lucky แต่งงานแล้วกับภรรยาขี้เล่นชอบหยอกเย้าแบบไม่ค่อยรู้กาละเทศะสักเท่าไหร่ ซุกเพชรที่ขโมยมาไว้ใต้หลอดไฟ (สื่อถึง แสงสว่างในชีวิตของพวกเขา) เพ้อฝันนำเงินมาบำเรอคนรัก เดินทางไปพักโรงแรมหรูๆ จับจ่ายใช้สอยอย่างฟุ่มเฟือย สำราญกายใจ

Jules Dassin รับบทนี้เองเพราะนักแสดงที่เขาคัดเลือกไว้ -จำชื่อไม่ได้- เกิดปัญหาเรื่องเซ็นสัญญา คัดเลือกใหม่ไม่ทันแล้วเลยแสดงเองเสียเลย, รับบท César นักเปิดตู้เซฟสัญชาติอิตาเลี่ยน เรื่องฝีมือถือว่าใช้ได้ แต่ด้วยความอ่อนไหวกับหญิงสาว เลยพลาดพลั้งแบบโง่ๆ แถมแสดงความขลาดเขลาแบบให้อภัยไม่ได้

แซว: เป็นความจงใจของผู้กำกับที่ให้ตัวละครในหนังมีหลากหลายสัญชาติ ด้วยเหตุผลปฏิเสธความ Racism ของนิยายต้นฉบับ แต่ก็ให้กลุ่มผู้ร้าย Grutter เจ้าของไนท์คลับ มีสัญชาติเยอรมัน

ถ่ายภาพโดย Philippe Agostini ผู้กำกับ/ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติฝรั่งเศส ผลงานเด่น อาทิ Pattes blanches (1949), Rififi (1955), The Silent World (1956) [ถ่ายฉากใต้น้ำ] ฯ

เพราะความที่ทุนสร้างมีจำกัด เลยใช้สถานที่จริงตามท้องถนนกรุง Paris ถ่ายทำทั้งหมดในช่วงฤดูหนาว สังเกตว่าถนนยังชุ่มไปด้วยน้ำ ได้ภาพออกมาเทาๆสักหน่อย, ขณะที่ฉากภายในเลือกไนท์คลับแห่งหนึ่ง ใช้การจัดแสง เงามืด มีลักษณะกลิ่นอายของหนัง Noir อยู่ไม่น้อยเลยละ

การแสดงเงาในไนท์คลับ L’Âge d’Or [เคารพคารวะ Luis Buñuel และ Fred Astaire เรื่อง Swing Time (1936)] มองเป็นเชิงสัญลักษณ์ สะท้อนด้านมืดของเรื่องราว/สังคม อาทิ การโจรกรรม, ใช้ความรุนแรง, Sex แบบซาดิสต์ (แส้เฆี่ยน), ติดยา, ฆ่าคนตาย ฯ

แซว: คลับแห่งนี้เต็มไปด้วยผู้ชายใส่สูทสีดำ ขณะที่ผู้หญิงจะมีความหลากหลายกว่า

ใครเคยรับชม L’Âge d’Or (1930) น่าจะจดจำรูปปั้นและเรื่องราวดูดเลีย(เท้ารูปปั้น) ซึ่งการออกแบบไนท์คลับแห่งนี้ คงรับอิทธิพลคัทลอกมาเยอะทีเดียว ดูจากหน้าอกของพวกเธอแล้ว นี่มันสะท้อนความอัปลักษณ์ในใจ Grutter เจ้าของอย่างแน่นอน

เกร็ด: ใช้บริการนักออกแบบ Alexandre Trauner คนเดียวกับที่ทำให้ L’Âge d’Or (1930) ด้วยค่าตัวแสนถูกมากๆ ซึ้งใจผู้กำกับสุดๆจนเอ่ยปากชมว่า ‘one of the greatest men in the history of cinema’

เครื่องเพชรที่ใช้ในหนังฉากนี้ ของแท้จริงๆนะครับ ให้บริการยืมจากร้านเพชร Jean Dusausoy ด้วยข้อแม้ ต้องมีตำรวจประกบเฝ้าอยู่ในกองถ่ายไม่ให้ถูกขโมย (ราคามูลค่า 240 ล้านฟรังก์)

พันธนาการของ César หรือก็คือผู้กำกับ Jules Dassin ความผิดที่เกิดจากการเปิดเผยรายชื่อเพื่อนร่วมงาน (Dassin ไม่ได้เปิดเผยรายชื่อใครนะครับ แต่เขาคือหนึ่งในผู้ที่ถูกเปิดโปง เลยติด Hollywood Blacklist) จัดว่าเป็นการผิดกฎ ‘code of silence’ ที่ไม่เคยมีใครพูดออกมา/เขียนเป็นลายลักษณ์ตัวอักษร แต่สมควรต้องรับรู้อยู่ในใจว่าไม่สมควรกระทำออกมา จึงต้องถูกชำระโทษประหารเท่านั้น

ฉากหลังเวที L’Age d’Or ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว นอกจากกีตาร์อันใหญ่ สังเกตว่าการออกแบบฉากดูช่างเกะกะ รกรุงรังเสียเหลือเกิน สะท้อนความสับสนว้าวุ่นวายภายในจิตใจของตัวละครออกมาได้เลยละ

การต่อสู้ดวลปืนช่วงท้ายของหนัง แม้ไม่ได้มีอะไรหวือหวาน่าตื่นเต้นลุ้นระทึกเร้าใจ แต่การเลือกสถานที่ มุมกล้องช็อตนี้สวยล้ำทีเดียว, การเสียชีวิตของแต่ละตัวละคร ล้วนมีนัยยะสื่อความหมายบางอย่าง
– Tony โดนยิงที่เท้าและท้อง สิ้นลมน่าจะเพราะเสียเลือดมากเกินไป ไม่มีอะไรหลงเหลือ หมดตัวทุกสิ่งอย่าง
– Jo เสียชีวิตตรงบันได ระหว่างทางสู่ความฝันสูงสุด
– César ถูกยิงขณะโดนพันธนาการ มัดอยู่กับเสา (เพราะไม่ทำตามกฎ) ยอมรับชะตากรรมความโง่เขลาของตนเอง
– Mario Ferrati และภรรยา น่าจะถูกเฉือนคอ หมดสิ้นความเพ้อฝันทะเยอทะยาน
– ตัวร้าย ตกลงไปในบ่อลึกสุด/ต่ำสุด/ชั่วร้ายสุด
– ลูกกระจ๊อกคนหนึ่งที่เป็นขี้ยา นอนอยู่บนเตียงถูกปลุกขึ้นมาให้ถูกยิงตาย ครานี้หลับสบายไม่ต้องตื่นขึ้นอีก

ตัดต่อโดย Roger Dwyre สัญชาติฝรั่งเศส หลังจากเรื่องนี้ก็ได้กลายเป็นขาประจำของ Dassin ไปโดยปริยาย, หนังเริ่มต้นที่หัวหน้ากลุ่ม Tony ถือเป็นจุดหมุนของหนัง แล้วเสริมแต่งด้วยรายละเอียดลูกทีมแต่ละคน

การแบ่งหนังออกเป็น 3 องก์ ได้กลายเป็นแม่แบบ ‘คลาสสิก’ ของแนวโจรกรรม
– องก์แรก มองหาเป้าหมาย วางแผน รวบรวมสมัครพรรคพวก เตรียมความพร้อม
– องก์สอง การลงมือ นำเสนอความตื่นเต้น ลุ้นระทึก ตระการตาของปฏิบัติการ (ถ้าสมัยนี้จะเน้นเว่อวังอลังเข้าไว้ก่อน)
– องก์สาม หลังจากนั้น ชีวิตของแต่ละคนเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ ชะตากรรม ผลลัพท์ตอบสนอง ก็แล้วแต่ผู้สร้างจะให้ลงเอยอย่างไร

ซึ่งกรณีของ Rififi เรื่องราวขององก์หนึ่งกับองก์สาม จะสะท้อนกันและกันอย่างพอดิบพอดี ราวกับกฎแห่งกรรมของชีวิต
– องก์แรกเริ่มต้นด้วยโต๊ะพนันโป๊กเกอร์ องก์สามชายทั้ง 4 นั่งล้อมวงเทเพชรบนโต๊ะ
– Mario Ferrati กับแฟนสาว รักกันมากจนยินยอมจากไปพร้อมกัน
– César ปรากฎตัวครั้งแรกในไนท์คลับ แล้วก็จากไปที่นั่นเช่นกัน
– Jo รอคอยการปล้นมา 5 ปี แต่กลับอดรนทนไม่ได้สักวินาทีเดียวเมื่อลูกถูกจับเรียกค่าไถ่
– Tony เดินออกจากคุกก่อนกำหนดเพราะพฤติกรรมดี โดนยิงเข้าที่เท้าเหยียบคันเร่งสุดแรงทำสิ่งมีคุณธรรมครั้งสุดท้ายสำเร็จ

เพลงประกอบโดย Georges Auric สัญชาติฝรั่งเศส ผลงานเด่น อาทิ Beauty and the Beast (1946), Moulin Rouge (1952), Roman Holiday (1953), The Wages of Fear (1953), Rififi (1955), The Innocents (1961) ฯ

บทเพลงมีลักษณะเป็นส่วนสะท้อนอารมณ์ เติมเต็มสัมผัสของเรื่องราว นอกจากในไนท์คลับมีสองครั้งที่โดดเด่น
– ขณะสังเกตการณ์ เตรียมตัวปล้น บทเพลงมีความเพลิดเพลินหรรษา ราวกับว่านั่นคือสิ่งสนุกสนานตื่นเต้น อดใจรอแทบไม่ได้ให้ถึงวันปฏิบัติการณ์
– ช่วงท้ายเมื่อ Tony ถูกยิงที่ขาแต่ต้องขับรถ บทเพลงสะท้อนความเจ็บปวด ลุ้นระทึก จะสามารถฝืนทนไปส่งลูกทูนหัวถึงบ้านได้ทันไหม

ไฮไลท์ครึ่งชั่วโมงองก์สองของหนัง Dassin บอกกับ Auric ไม่ต้องการเพลงประกอบ แต่พี่แกยังอุตส่าห์ขัดคำสั่งแต่งเพลงให้อยู่ดี ซึ่งผู้กำกับก็ได้นำหนังสองฉบับ ใส่เพลง/ไม่ใส่เพลง เปิดให้นักแต่งเพลงของตนรับชม ก่อนยินยอมรับความพ่ายแพ้ไม่ใส่ดีกว่า

สำหรับบทเพลงที่เป็นชื่อหนัง Le Rififi แต่งทำนองโดย Philippe-Gérard, คำร้องโดย Jacques Larue, ขับร้องโดย Magali Noël ที่ก็ได้รับบท Viviane แฟนสาวของ César

Rififi เป็นภาพยนตร์นำเสนอด้านมืดหนึ่งของสังคม การครอบครองสิ่งที่ตนเองไม่ใช่เจ้าของ และผลกรรมเกิดขึ้นตามมา
– องก์แรก จับใจความได้ว่า หญิงคนรักของ Tony ได้กลายเป็นชู้ของพวก Grutter สร้างความเกรี้ยวกราดโกรธ ลงแส้เฆี่ยนตีทำร้ายร่างกายให้ความเจ็บปวดฝังลึกไม่ลืมเลือน อย่างสาสมแก่ใจ
– องก์สอง คือการโจรกรรมเพชร แต่ตำรวจจับไม่ได้ไล่ไม่ทันพวกเขา
– องก์สาม เมื่อกฎแห่งกรรมขององก์สองตามทัน ลูกชายของ Jo ถูกลักพาโดยพวก Grutter (เด็กชาย = เพชร) เพื่อให้ได้ตัวคืนมา ต้องแลกกับการฆ่าล้างแค้น สูญเสียชีวิตของทุกคนผู้เกี่ยวข้อง

มันมีประโยชน์อะไรกับการได้ครอบครองสิ่งที่ตนเองไม่ได้เป็นเจ้าของโดยชอบธรรม ผิดกฎหมาย ขโมย ลักพาตัว เป็นชู้ผู้อื่น? จริงอยู่หัวขโมยจะได้รับความสุขสำราญชั่ววูบ แต่สักวันหนึ่งเมื่อเจ้าของแท้จริงรับรู้สืบค้นพบเจอความจริง ถ้าเขาให้อภัยปล่อยวางไม่ได้ ก็จักตามทวงแค้นเอาคืนจนกว่าจะสาสมพึงพอใจ

(องก์แรก = องก์สอง + องก์สาม)

ผมพอที่จะคาดเดาลักษณะของนิยายต้นฉบับ เหตุผลที่ไม่ได้มุ้งเน้นเรื่องราวของการโจรกรรมสักเท่าไหร่ (ที่ว่ามีเพียง 10 กว่าหน้ากระดาษเท่านั้น) เพราะคงต้องการนำเสนอด้านมืดในทุกๆมุมของสังคมออกมา เหมารวมทุกอาชญากรรมที่เกิดขึ้นได้ กระนั้นมันคงมากล้นชั่วช้าเกินไปในความรู้สึกของผู้กำกับ Dassin เลยเลือกเฉพาะที่ตนสนใจ สร้างขึ้นด้วยอุดมการณ์แฝงคุณธรรมของตนเอง

และสะท้อนต่อ Hollywood Blacklist ที่ได้ขโมยเอาบางสิ่งอย่างไปจากเขาไป นั่นคือโอกาสในการสร้างภาพยนตร์ และความสำเร็จต่ออาชีพการงาน อยากที่จะสักวันล้างแค้นเอาคืนอย่างสาสม แต่ก็รู้ว่าถ้าทำเช่นนั้นผลกรรมคงลงเอยแบบตอนจบ สูญเสียทุกสิ่งอย่างไม่ใช่แค่ตนเอง คนรอบข้างใกล้ตัวจักพลอยรับผลพวงกระทบไปทั้งหมด

ด้วยทุนสร้างเพียง $200,000 เหรียญ ประสบความสำเร็จติด Top 10 ในฝรั่งเศสปีนั้น (ไม่มีรายงานตัวเลข), ออกฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes คว้ารางวัล Best Director เคียงคู่กับ Sergey Vasilev เรื่อง Heroes of Shipka (1955)

หนังถูกห้ามฉายในหลายประเทศ อาทิ Finland, Mexico (ตอนแรกได้ฉายนะ แต่เพราะมีลอกเลียนการปล้นเกิดขึ้นหลายครั้ง เลยถูกดึงออกจากโปรแกรมฉาย)

ประเทศอังกฤษ จัดเป็นโปรแกรมฉายควบกับ The Quatermass Xperiment (1955) หนัง Sci-Fi Horror ของ Hammer Film Production ปรากฎว่าเป็น Double Bill ที่ทำเงินถล่มทลายสูงสุดแห่งปี

ขณะที่ในอเมริกา มีหลายผู้จัดจำหน่ายหลายรายติดต่อไป แต่ขอแลกกับการตัดชื่อ Dassin ออกจากเครดิตหรือใช้นามปากกา แต่เจ้าตัวไม่ยินยอมจนกระทั่ง United Artists ยินยอมฉายโดยไม่แก้ไขอะไร นี่ต้องถือว่าเป็นครั้งแรกที่ผู้ถูก Hollywood blacklist มีชื่อขึ้นเครดิตหนัง, ฉบับพากย์ทับภาษาอังกฤษ เปลี่ยนชื่อเป็น Rififi Means Trouble!

เกร็ด: Rifiti เป็นคำที่ไม่มีในนิยาย นำจากศัพท์สแลงภาษาฝรั่งเศส หมายถึง ความรุนแรงขัดแย้ง ชอบใช้กำลังแก้ปัญหา มักอ้างอิงถึงนักเลง อาชญากร ในกรุง Paris

กาลเวลาค่อนข้างทำให้หนังด้อยคุณภาพลงพอสมควร แม้แต่ผู้กำกับ Jean-Luc Godard พูดถึงหนังเรื่องนี้เมื่อปี 1986

“today it can’t hold a candle to Touchez pas au grisbi which paved the way for it, let alone Bob le flambeur which it paved the way for”.

ส่วนตัวค่อนข้างเห็นด้วยเลยนะ นอกจากครึ่งชั่วโมงองก์สอง ที่ถือเป็น Masterpiece ของหนังแล้ว นอกนั้นบอกเลยว่าไม่ค่อยน่าประทับใจเสียเท่าไหร่ อาจเพราะเป็นสิ่งพบเห็นทั่วไปในปัจจุบันนี้กับแนว Heist Film และประเด็นแฝงเรื่องคุณธรรมก็มิได้โดดเด่นเห็นชัดสักเท่าไหร่ด้วย (คือหนังมันประมาณว่า ชี้โพรงให้กระรอก มากกว่านะ)

แนะนำคอหนังอาชญากรรม แนวโจรกรรมเป็นทีม, หลงใหลหนังนัวร์ ชื่นชอบความสมจริง (realism), รู้จักผู้กำกับ Jules Dassin ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ เพราะการโจรกรรม ความรุนแรง ซาดิสต์ ติดยา ลักพาตัว และฆ่าคนตาย

TAGLINE | “Rififi ของผู้กำกับ Jules Dassin ทำการโจรกรรมจิตใจของผู้ชมได้ประสบความสำเร็จ”
QUALITY | RARE
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of