Safety Last! (1923)

Safety Last

Safety Last! (1923) hollywood : Fred C. Newmeyer, Sam Taylor 

Harold Lloyd ในยุคหนังเงียบได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘อัจฉริยะคนที่ 3’ ถัดจาก Charlie Chaplin และ Buster Keaton แต่จริงๆแล้วเขาก็แค่คนธรรมดา ไร้พรสวรรค์ ที่ค่อยๆเรียนรู้ สะสมประสบการณ์ แสวงจนเมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็สามารถประสบความสำเร็จได้, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

เมื่อพูดถึงนักแสดงหนังเงียบ ใครๆคงรู้จัก Charlie Chaplin และ Buster Keaton ที่ถือเป็นอัจฉริยะหยินหยาง ในลักษณะตรงกันข้าม
– Charlie Chaplin กับตัวละคร The Tramp สวมเสื้อผ้าขาดๆ ไว้หนวดจิ๋มแมว มีการแสดงผ่านทางสีหน้า ท่าทาง อารมณ์ ผู้ชมจะรับรู้ สัมผัส เข้าใจ ความอ่อนไหวของตัวละคร (Chaplin เป็นอัจฉริยะด้านการแสดง)
– Buster Keaton เจ้าของฉายา The Great Stone Face แสดงออกมาทางร่างกาย การเคลื่อนไหว หนังมีเทคนิค ลีลาการเล่าเรื่อง และวิธีการนำเสนอที่มีชั้นเชิง ดูแล้วรู้สึกเจ๋ง (Keaton เป็นอัจฉริยะด้านการกำกับ)

สำหรับ Harold Lloyd แม้ใครหลายคนจะเรียกว่า อัจฉริยะ แต่สิ่งที่เขาโดดเด่นคือ พรแสวง อยากเป็นดาราดัง ต้องทุ่มเททำทุกอย่างด้วยตนเอง, ภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของชายคนนี้คือ หนุ่มแว่น (Glasses) หน้าขาวสวมหมวกฟาง กระหายในความสำเร็จ (success-seeking) และต้องทำให้ได้ (go-getter) นี่เข้ากับยุคสมัย 20s ของคนอเมริกาพอดิบพอดี

เกร็ด: ในยุคหนังเงียบ นักแสดงที่ถือว่าประสบความสำเร็จที่สุด นักประวัติศาสตร์เรียกว่า ‘Big Four’ ประกอบด้วย Charlie Chaplin, Buster Keaton, Harold Lloyd และ Harry Langdon

Harold Clayton Lloyd, Sr. (1893 – 1971) นักแสดงตลก ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ นักเขียนบท และสตั๊นท์แมนชาวอเมริกัน เกิดที่ Burchard, Nebraska ปู่ทวดอพยพมาจาก Wales, ในยุค 1910 พ่อของ Lloyd เป็นคนที่ค่อนข้างล้มเหลวในชีวิต ทำธุรกิจมากมาย แต่ส่วนใหญ่ล้มเหลว จนต้องหย่ากับแม่ แล้วพาลูกชายไปอยู่ที่ San Diego, Lloyd สนใจการแสดงตั้งแต่เด็ก เป็นนักแสดงประจำโรงละครที่นั่น ในปี 1912 ได้มีโอกาสทำงานในบริษัท Thomas Edison Motion Picture เริ่มต้นจากบทเล็กๆ เป็นตัวประกอบครั้งแรกในหนังเรื่อง The Old Monk’s Tale (1913) [ไม่แน่ใจว่าฟีล์มสูญหายไปหรือเปล่า] ต่อมาย้ายไปอยู่ Los Angeles แสดงเป็นตัวประกอบให้สตูดิโอ Universal แล้วได้รู้จักกับ Hal Roach ร่วมกันตั้งสตูดิโอของตนเองในปี 1913 และสร้างตัวละคร ‘Lonesome Luke’ ที่ล้อเลียนแบบ The Tramp ของ Charlie Chaplin จนประสบความสำเร็จ

ในปี 1918  Lloyd และ Roach เริ่มมีความคิดพัฒนาตัวละครขึ้นเอง (แทนที่จะไปเลียนแบบคนอื่น) จุดกำเนิดมาจาก Roach บอกว่า Lloyd หล่อเกินไปที่แสดงตลก จึงลองให้เขาแต่งหน้าปลอมตัวแล้วใส่แว่น ปรากฏว่าดูดีเป็นเอกลักษณ์ ทำให้เกิดตัวละคร ‘หนุ่มแว่น’ ขึ้นมาครั้งแรก, Lloyd ให้สัมภาษณ์ว่า ‘เมื่อใส่แว่น มันเหมือนทำให้ผมเปลี่ยนไป กลายเป็นมนุษย์เดินดินธรรมดาทั่วไป เหมือนเด็กข้างบ้าน หรือผู้ใหญ่ที่อยู่บ้านตรงข้าม ที่อาจชอบทำอะไรบ้าๆ และคุณเชื่อว่าเขาทำได้โดยธรรมชาติ’

“When I adopted the glasses, it more or less put me in a different category because I became a human being. He was a kid that you would meet next door, across the street, but at the same time I could still do all the crazy things that we did before, but you believed them. They were natural and the romance could be believable.”

Harold Lloyd ให้สัมภาษณ์กับ Harry Reasoner ในปี 1962

ในเดือนสิงหาคมปี 1919 ขณะกำลังถ่ายภาพเพื่อทำการโปรโมทหนังเรื่องหนึ่งใน Los Angeles เขาใช้ผงดินระเบิด (prop bomb) ที่คิดว่าเป็นผงกัญชา (smoke pot) พอจุดไฟเกิดอุบัติเหตุระเบิด ทำให้เขาสูญเสียนิ้วโป้งและนิ้วชี้มือขวา หน้าอก ใบหน้ามีรอยไหม้แผลเหวอะหวะ และเกือบตาบอด, Lloyd เคยให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์นั้น ‘ผมคิดว่าต้องพิการ ตาบอด ไม่สามารถกลับมาทำงานได้อีกแล้ว แต่ไม่น่าเชื่อยังรอดมาได้ นั่นทำให้ผมรู้เลยว่า การมีชีวิตอยู่มีค่าอย่างมาก’

“I thought I would surely be so disabled that I would never be able to work again. I didn’t suppose that I would have one five-hundredth of what I have now. Still I thought, ‘Life is worth while. Just to be alive.’ I still think so.”

Harold Lloyd ให้สัมภาษณ์ในปี 1930

สำหรับผลงานที่ Harold Lloyd ได้รับการยกย่อง กล่าวขวัญมากที่สุด เป็น iconic ที่ใครๆในยุคนั้น (และยุคนี้) ต่างจดจำได้คือ Safety Last! (1923) กับช็อตที่ หนุ่มแว่นห้อยโหนดึงเข็มนาฬิกา อยู่บนตึกสูง 12 ชั่น, นี่เป็นฉากที่หวาดเสียว อันตราย ใครๆคงคิดว่าหมอนี่คงบ้าแน่ๆที่ทำอะไรแบบนี้ แต่จริงๆแล้วมันเป็น Trick เทคนิคทางภาพยนตร์ที่สามารถหลอกผู้ชมให้หลงเชื่อ แต่กระนั้นต้องถือว่า เป็นความสร้างสรรค์อันมหัศจรรย์ที่น่ายกย่อง เพราะคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเขาปืนตึกนั้นจริงๆ

โดยผู้กำกับ Fred C. Newmeyer และ Sam Taylor ทั้งคู่มีชื่อเสียงจากการเป็นผู้กำกับหนังตลกของ Harold Lloyd ร่วมกันหลายเรื่อง, Newmeyer จะร่วมงานกันตั้งแต่หนังสั้น ส่วน Taylor เริ่มตอนสร้างหนังขนาดยาว (Feature Length), บอกตามตรงผมไม่รู้ว่า ผู้กำกับทั้งสอง มีส่วนร่วมสร้างสรรค์โปรเจคขนาดไหน อาจเป็นผู้คิดค้นเทคนิค ออกแบบฉาก และควบคุมการถ่ายทำ แต่กับเรื่องราว แรงบันดาลใจ และการแสดง ได้ยินว่านี่มาจากความคิดสร้างสรรค์ของ Harold Lloyd ล้วนๆ

จุดเริ่มต้นของหนังเรื่องนี้ มาจากการที่ Lloyd ได้พบเห็นการปีนไต่ตึก Brockman Building ที่ Los Angeles ของ Bill Strother แล้วเกิดความประทับใจอย่างยิ่ง, เมื่อ Strother ปีนไปถึงด่านฟ้า Lloyd เข้าไปแนะนำตัว และชักชวนให้มาแสดงหนัง (Strother ในหนังรับบท Limpy เพื่อนร่วมห้องของ Harold ที่ปืนตึกโชว์คนแรก)

เรื่องราวของชายหนุ่มให้สัญญากับหญิงสาว ว่าเขาจะเดินทางไปแสวงโชคที่เมืองใหญ่ หางานทำการให้ประสบความสำเร็จ จักได้มอบความสุขให้กับเธอ แต่ความจริงแล้ว งานที่เขาหาทำได้เป็นเพียงเสมียนขายผ้า ได้เงินแค่ไม่กี่เหรียญ ไม่พอประทังชีวิตด้วยซ้ำ, เมื่อหญิงสาวแอบเดินทางมาหา ชายหนุ่มจำต้องทำตัวเนียน เพื่อสร้างความประทับใจ และยอมเสี่ยงทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อหาเงินมาเป็นของขวัญแต่งงานของทั้งสอง

หนุ่มแว่นในเรื่องนี้ เป็นคนเจี๋ยมเจี้ยม จับพลัดจับผลู ตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ก็มีความสามารถที่จะเอาตัวรอด ปลอดภัยได้ในทุกสถานการณ์, กับหนังเรื่องนี้มี 3 สถานการณ์ที่เกือบไปแล้ว
– ไปทำงานไม่ทัน
– สาวมาหา เลยต้องทำตัวเนียนเป็นหัวหน้า
– ตั้งใจให้เพื่อนปีนตึก แต่กลับต้องปืนเองจนถึงยอด

สำหรับบทนางเอก Mildred Davis คนนี้ต่อมาคือภรรยาของ Lloyd มีลูกด้วยกัน 3 คน อยู่ด้วยกันจนเสียชีวิต, เธอร่วมงานกับ Lloyd ครั้งแรกใน From Hand to Mouth (1919) มีผลงานร่วมกัน 15 เรื่อง หลังแต่งงาน Lloyd เป็นผู้ประกาศว่า Davis จะไม่เล่นหนังอีก แต่เธอก็กลับมาอีกครั้งเดียวใน The Devil’s Sleep (1949)

ถ่ายภาพโดย Walter Lundin, ผู้ชมทั่วไปคงรู้สึก ‘เชื่อ’ ว่าหนุ่มแว่นผู้นี้ปีนตึกจริงๆ ใช่ครับเขาปีน แต่ความสูงไม่เกินครั้งละ 2-3 ชั้นเท่านั้นแหละ และมีเบานวมวางอยู่ข้าง เพื่อความปลอดภัยถ้าเกิดความผิดพลาด, แล้วหนังใช้เทคนิคอะไร? ผมแคปรูปแต่ละชั้น เอามาเรียงต่อกันให้ลองสังเกตดู

ชั้น 12

safety-last-floor-12

ชั้น 10-11

safety-last-floor-10-11

ชั้น 9

safety-last-floor-9

ชั้น 7-8

safety-last-floor-7-8

ชั้น 5-6

safety-last-floor-5-6

ชั้น 3

safety-last-floor-3

ชั้น 2

safety-last-floor-2

ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า
– พื้นหลังชั้น 5-6 กับชั้น 7-8 ต่างกัน
– ชั้น 9 กับชั้น 10-11 ก็ต่างกัน

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะหนังไม่ได้ถ่ายปีนตึกเดียวทั้งเรื่อง แต่ใช้ลูกเล่น (Trick) ในการถ่ายภาพ เพื่อความปลอดภัยของนักแสดง โดยสร้างกำแพงปลอมขึ้นบนดาดฟ้าตึกหลังหนึ่ง แล้วถ่ายจากมุมกล้องทิศทางเดียวกัน เมื่อเปลี่ยนชั้นก็เปลี่ยนตึก เราจึงเห็นภาพพื้นหลังเลยเปลี่ยนไป ลองดูรูปข้างล่างนะครับ

นี่เป็นภาพเบื้องหลังการถ่ายทำ จะเห็นว่า ความสูงระหว่างนักแสดงกับพื้นนิดเดียวเอง แถมมีเบาะรองด้วย พลาดตกมาคงไม่ตาย แต่เห็นในหนัง ใครๆคงคิดว่าเป็นการปีนตึกแบบจริงจัง พลาดไปตายชัวร์

สิ่งหนึ่งที่น่าทึ่งของการปืนป่ายนี้ กับภาพระยะใกล้เราจะเห็น Lloyd แสดงสตั๊นท์เองทั้งหมด (กับนักแสดงแทน จะใช้กับเฉพาะฉากที่ถ่ายไม่เห็นหน้าเท่านั้น) ซึ่งเขามีมือที่ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพเพียงข้างเดียว (อีกข้างโดนระเบิดหายไปครึ่งมือ) ถึงในหนังเราจะเห็นมือทั้งสองข้าง แต่ข้างขวานั้นเป็นถุงมือที่สวมนิ้วปลอมไว้ ถ้าใครสังเกตดีๆ จะมีช็อตที่ปีนเกาะเชือก นิ้วโป้งมือขวาจะไม่งอเกี่ยว (Common Sense ของการจับเชือก ยังไงมนุษย์เราต้องงอนิ้วโป้งนะครับ) นั่นเพราะเขางอนิ้วไม่ได้ (มันนิ้วปลอมนิ) นี่ก็ถือว่าเป็นการแสดงที่เสี่ยงตาย อันตรายอยู่ดี

ตัดต่อโดย T. J. Crizer, นอกจากงานภาพแล้ว ต้องถือว่าการตัดต่อช่วยหนังได้มาก มีความลื่นไหล ลงตัว ต่อเนื่อง เพราะไม่เช่นนั้น คงหลอกผู้ชมให้เชื่อสนิทใจไม่ได้ ว่านี่คือตึกหลังเดียวกัน

ทุกครั้งที่เราหัวเราะ เคยคิดหรือเปล่า ว่ามันมีอะไรแฝงอยู่ในการกระทำ เหตุการณ์นั้นหรือไหม? กับหนังเรื่องนี้ คำตอบคือ ‘มี’ นะครับ, คนส่วนใหญ่คงดูหนังเรื่องนี้ด้วยความบันเทิง เอามันส์อย่างเดียว หัวเราะกันจนกรามค้าง ท้องแข็ง แต่ถ้าคิดวิเคราะห์ มองให้ลึกลงไป ก็จะเห็นสาระ ว่ามีแนวคิดอะไรดีๆแฝงอยู่ด้วย อาทิ

ตอนพระเอกขึ้นรถไฟผิดต้นเรื่อง, ตอนเช้าระหว่างรอเข้างาน ก็หลงทำอะไรผิดๆ โบกรถ ขึ้นแล้วดันวิ่งไปอีกทาง ฯ นี่แสดงถึง การเดินทางสู่เป้าหมายที่ผิดพลาดตลอด, ในชีวิตเรา มีหลายครั้งที่ต้องเลือก ว่าจะเดินไปทางซ้ายขวา ตัดสินใจทำ/ไม่ทำ ยอมรับ/ไม่ยอมรับ ฯ เป็นปกติแล้วมันย่อมมี ถูกบ้าง/ผิดบ้าง แต่ 2 ใน 3 เหตุการณ์ของหนังเรื่องนี้ หนุ่มแว่นเลือกฝั่งผิดทั้งหมด แต่เขาก็ยังหาทางเอาตัวรอด กลับมายังหนทางที่ถูกได้เสมอ

เป้าหมายชีวิตของพระเอก คือการประสบความสำเร็จ จักได้แต่งงานมีชีวิตสุขสบายกับหญิงสาวที่ตนรัก แต่ชีวิตจริงก็หาเป็นได้ง่ายแบบในความฝัน เขาก็แค่คนธรรมดาสามัญ ที่ไม่ได้มีความสามารถพิเศษอะไร เอาตัวรอดวันๆไปได้ก็ดีแค่ไหนแล้ว แต่ถ้าให้เลือกระหว่างอิ่มท้องกับความสุข เขาเลือกแบบหลัง และมองเงินทองสำคัญที่สุด

ตอนที่แฟนสาวมาหาถึงที่ทำงาน นี่ทำให้สถานการณ์ของชายหนุ่มปั่นป่วน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก สิ่งที่เขาทำก็เพื่อขายผ้าหน้ารอด เหมือนการหลอกตัวเอง แต่ด้วยจิตใจอันดีของชายหนุ่ม ที่ยอมตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เพียงเพื่อให้หญิงสาวเชื่อมั่นในตัว เขาจึงยอมทำทุกอย่าง แม้แต่การเสี่ยงตาย เพื่อให้เธอกลายเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดในโลก (แหม… พ่อคนดี!)

การปีนตึก เปรียบยอดตึกได้กับเป้าหมาย ความสำเร็จ, การปีน ก็เปรียบเสมือนการเดินทาง ระหว่างทางที่จักได้พบปะกับผู้คนหลากหลาย เจอเหตุการณ์ต่างๆ บ้างให้กำลังใจเชียร์ บ้างตักเตือน (Young man, don’t you know you might fall and get hurt?) บ้างให้การช่วยเหลือ, บ้างผลักไสไล่ให้ตก ฯ การเลือกจะยอมแพ้นั้นแสนง่าย แต่การจะเอาชนะ เส้นชัยมันก็ไม่ถือว่าไกลเท่าไหร่ อยู่ที่จิตใจของเราเองเท่านั้นที่จะยังกล้า สู้ไหวอยู่หรือเปล่า, การที่สุดท้ายแล้วพระเอกต้องปีนคนเดียวทั้งตึก ไม่มีใครช่วยได้ แสดงถึง ชีวิตที่เป็นของเราเอง ไม่มีใครจักตัดสิน คิดให้ หรือสู้ทำแทนเราได้ ปีนตึกครั้งนี้ไม่ได้มีคู่แข่ง แค่เอาชนะตัวเองให้ได้เป็นพอ

ยิ่งสูงยิ่งหนาว ขึ้นไปไกลมากยิ่งกลัว เพราะตกลงมาจะเจ็บ แต่ถ้าเรามองแต่ไปข้างหน้าอย่างเดียว ไม่มองย้อนกลับมา ก็ไม่มีอะไรที่จักต้องกลัว

นาฬิกาคือเวลา ตัวขัดขวางความสำเร็จ เพราะหลายครั้งการทำงานมีข้อจำกัดเรื่องเวลา ต้องทำให้เสร็จตามกำหนด แต่ถ้าเราสามารถผ่านจุดนั้นไปได้ เวลาก็ไม่มีความสำคัญอีกต่อไป (จะเห็นว่าพอปีนพ้นนาฬิกาแล้ว เพื่อนพระเอกจะบอก นายปีนให้ถึงยอดเถอะ ฉันคงไม่ต้องช่วยอะไรแล้ว), ณ เส้นชัย บางครั้งมันอาจทำให้เรามึนงงสับสน นี่ถึงแล้วจริงหรือเนี่ย ความลังเลไม่แน่ใจอาจทำให้พลาดพลั่งเผลอ พลัดตกลงมา แต่ถ้าคุณไม่ได้ขึ้นไปบนนั้นคนเดียว ยังไงก็จักมีคนช่วยฉุด ดึงรั้งเอาไว้ ไม่ให้เรากลับตกลงไปอีก

ถ้าเราสามารถเอาชนะตัวเองได้ ก็ไม่มีอะไรในชีวิตที่จักต้องกลัวอีกแล้ว

หลังจากหมดยุคหนังเงียบ Harold Lloyd ยังมีผลงานหนังพูดอีกหลายเรื่อง แต่ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่แล้ว หลังรีไทร์ออกจากวงการ เขายังคงถือสิทธิ์ครอบครองฟีล์มภาพยนตร์ที่ตนสร้าง นำกลับมาออกฉายหลายครั้ง ส่วนใหญ่เป็นโรงเล็กๆหรือไม่ก็ฉายการกุศล, เห็นว่า Lloyd ไม่ต้องการให้ผลงานของเขา ใช้เปียโนบรรเลงประกอบเพลง

“I just don’t like pictures played with pianos. We never intended them to be played with pianos.”

เช่นกับกับ ตอนที่ Lloyd ยังมีชีวิต ก็ไม่เคยมีหนังเรื่องใดได้ฉายในโทรทัศน์เลย เพราะเขาตั้งราคาค่าลิขสิทธิ์สูงเกินไป

“I want $300,000 per picture for two showings. That’s a high price, but if I don’t get it, I’m not going to show it. They’ve come close to it, but they haven’t come all the way up”

ด้วยเหตุนี้ผลงานของ Lloyd จึงไม่แพร่หลายเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับ Chaplin และ Keaton ซึ่งแฟนๆสามารถหาชมได้ง่ายกว่า

ในต้นยุค 60s Lloyd ได้ร่วมสร้างหนังสารคดี 2 เรื่อง Harold Lloyd’s World of Comedy (1962) และ The Funny Side of Life (1963) ซึ่งเรื่องแรกได้ฉายในเทศกาลหนังเมือง Cannes กับนักวิจารณ์ คอหนังทั้งหลายเมื่อได้รับชมแล้ว มีเสียงตอบรับผลงานเป็นอย่างดี

“Their whole response was tremendous because they didn’t miss a gag; anything that was even a little subtle, they got it right away.”

นี่ทำให้ชื่อของ Harold Lloyd เริ่มกลับมาเป็นที่รู้จัก พูดถึงอีกครั้ง หลังเงียบหายไปนานหลายศตวรรษ

Harold Lloyd ได้ Oscar: Honorary Award เมื่อปี 1953 พร้อมคำยกย่องที่แอบเสียดสีถึง Charlie Chaplin (ตอนนั้นถูกแบนวีซ่า ไม่ให้เข้าประเทศ กล่าวหาว่าเป็นคนทรยศ)

“master comedian and good citizen”

Academy Honorary Award: Harold Lloyd

หลังจากที่ Lloyd เสียชีวิตในปี 1972 ลูกหลานของ Lloyd ได้เริ่มนำฟีล์มหนังเก่าของพ่อที่เก็บไว้ มาทำการบูรณะ จัดฉายผ่านโทรทัศน์/โรงภาพยนตร์ใหม่ (เพราะ Lloyd ใช้เงินตัวเองจัดเก็บฟีล์มหนังไว้เป็นอย่างดี จึงแทบไม่มีเรื่องไหนสูญหาย บูรณะง่าย คุณภาพสมบูรณ์) สำหรับ DVD/Blu-Ray คุณภาพดีสุดขณะนี้คงเป็น The Criterion Collection แต่ถ้าใครหาซื้อไม่ได้ เปิด Youtube ค้นดูได้เลย เห็นมีอยู่หลายเรื่อง คุณภาพพอรับได้

ส่วนตัวหลงรักหนังเรื่องนี้ มีความบันเทิงที่สนุกสนาน ได้หัวเราะจนท้องแข็ง และแนวคิดถ้าได้วิเคราะห์ก็พบว่า สอนคนได้ดี, ตอนที่ดูครั้งแรก ในใจรู้สึกทึ่ง ชื่นชมในความทุ่มเท กล้าบ้าบิ่นของ Harold Lloyd อัจฉริยภาพของเขา ผมเรียกว่า ‘อัจฉริยะพรแสวง’ เมื่อได้ทำความรู้จัก เข้าใจเรื่องราวชีวิต พร้อมทั้งสไตล์แนวคิด จะพบว่า นี่แหละคือนักสู้ชีวิต ร่างกายไม่สมประกอบ แต่ไม่เคยย้อท้อยอมแพ้ต่อความยากลำบาก เดินทางมุ่งสู่เป้าหมาย เพื่อค้นพบความสำเร็จสูงสุดในชีวิตเท่านั้น ซึ่งหนังของเขาทุกเรื่อง ก็มีเป้าหมาย สไตล์ ลายเซ็นต์แบบนี้แหละ

ด้วยเหตุนี้ ในยุค 20s หนังของ Harold Lloyd จึงทำเงินได้เรื่อยๆ มีออกฉาย 12 เรื่อง ทำเงินรวม $15.7 ล้านเหรียญ ขณะที่ Chaplin ฉายแค่ 4 เรื่อง ทำเงิน $10.5 ล้านเหรียญ ถือเป็นนักแสดงที่ทำเงินประสบความสำเร็จที่สุดในทศวรรษนั้น (ถ้าหารเฉลี่ยต่อเรื่อง ยังไง Chaplin ก็มากกว่า แต่ Lloyd มิได้สนในความสมบูรณ์แบบ เขาจึงสามารถสร้างหนังต่อเนื่อง ปีละ 1-2 เรื่องได้สบายๆ)

แนะนำกับอย่างยิ่งกับคอหนังเงียบ ที่ชื่นชอบหนังตลก อยากหัวเราะจนกรามค้าง ท้องแข็ง และคนที่อยากรู้จักกับ นักแสดงที่ได้ฉายาว่า ‘อัจฉริยะคนที่ 3 แห่งยุคหนังเงียบ’ ไม่ควรพลาดเลย

สำหรับคนที่ดูหนังเรื่องนี้แล้วชื่นชอบ แนะนำต่อกับ Girl Shy (1924) [ผมชอบเรื่องนี้ที่สุด], The Freshman (1925) [หนังทำเงินมากที่สุดของ Harold Lloyd], For Heaven’s Sake (1926), The Kid Brother (1927), Speedy (1928) [ได้เข้าชิง Oscar: Best Director]

จัดเรตทั่วไป ดูได้ทั้งครอบครัว

TAGLINE | “Safety Last! คือการปีนป่ายสู่จุดสูงสุด ด้วยมือของ Harold Lloyd เอง”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of