The Fall (2006)

The Fall

The Fall (2006) : Tarsem Singh ♥♥♥♥

เรื่องเล่าจินตนาการ เพ้อฝันของสตั๊นท์แมน (Stuntman) ที่บาดเจ็บขา อาจกลายเป็นอัมพาตจากการกระโดดผิดคิว ให้กับเด็กหญิง 5 ขวบที่แขนหักจากการตกขณะเก็บผลส้ม ทั้งสองต่างมีเรื่องไม่อยากจดจำ แต่การผจญภัยครั้งนี้ ทำให้พวกเขากลับมามีความหวังในชีวิตต่อไป, นี่น่าจะเป็นหนังที่มีงานภาพสวยงามที่สุดแห่งศตวรรษที่ไม่ใช้ CG ช่วย

ผมโชคดีที่ได้มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกในโรงภาพยนตร์ เป็นความตั้งใจตั้งแต่เห็นตัวอย่างหนังครั้งแรก ว่าต้องดูให้ได้ เพราะงานภาพสวยงามระดับร้องว๊าว ยิ่งได้ยินว่าไม่ใช้ CG สักฉาก ถ่ายจากสถานที่จริงทั้งหมด นี่มันมหัศจรรย์มากๆ, ผมใส่ตัวอย่างหนังมาให้ดูกันก่อนเลย และเพลง Beethoven: Symphony No.7 Movement 2 เลือกใส่มาได้เหมาะสมที่สุดแล้ว

ผมไม่คิดว่าหนังเรื่องนี้ จะมีโอกาสได้กลับมาฉายในโรงภาพยนตร์อีกแน่ ถ้ามีเงินและอยากเห็นหนังด้วยคุณภาพที่ดีที่สุด แนะนำว่าหาซื้อโทรทัศน์จอใหญ่ๆ (40 นิ้วขิ้นไป) หรือโปรเจคเตอร์แบบที่ฉายภาพยนตร์ได้ (ลูเมนสูงๆ) รับรองได้ว่าคุ้มค่าแน่นอน (ซื้อแผ่น Blu-Ray มาดูละ มีเครื่องฉายคุณภาพเลิศแล้ว ต้องได้ไฟล์คุณภาพชั้นดี ถึงจะเหมาะสมกัน)

ระหว่าง The Fall กับ Lawrence of Arabia (1962) ส่วนตัวคิดว่าเรื่องหลังงานภาพสวยกว่า แต่ The Fall มีภาพความประทับใจแรกที่ตื่นตากว่า

Tarsem Singh Dhandwar ผู้กำกับสัญชาติอินเดีย เกิดที่ Punjab ไปเรียนต่อ Art Center College of Design ที่ California จบออกมาเป็นนักทำ Music Video, เพลง Losing My Religion ของ R.E.M. ได้รางวัล Best Video of the Year ของMTV Video Music Awards เมื่อปี 1991, เริ่มต้นกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก The Cell (2000) นำแสดงโดย Jennifer Lopez เรื่องนี้ก็ถือว่าภาพสวยไม่แพ้ The Fall เลยนะครับ

สำหรับ The Fall เป็นผลงานลำดับที่ 2 ของ Singh ได้แรงบันดาลใจมาจากหนัง Bulgarian เรื่อง Yo Ho Ho (1981) กำกับโดย Valeri Petrov เรื่องราวของนักแสดงหนุ่มคนหนึ่งได้รับอุบัติเหตุกระดูกสันหลังหัก ต้องนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล วันหนึ่งได้พบกับเด็กชายอายุ 10 ขวบที่แขนหัก ทั้งสองได้กลายเป็นเพื่อนกัน โดยชายหนุ่มนักแสดงเล่านิทานเทพนิยาย Yo-Ho-Ho เรื่องราวเกี่ยวกับโจรสลัด เพื่อหลอกใช้เด็กชายไปขโมยยา… เพื่อใช้ฆ่าตัวตาย

ความตั้งใจของ Singh คือใช้เงินของตัวเอง สร้างภาพยนตร์ด้วยวิสัยทัศน์ของตนเอง และจ่ายค่าตัวนักแสดง/ทีมงาน ทุกคนเท่ากันหมด, ใช้เวลาถ่ายทำ 4 ปี 20 ประเทศ สถานที่ถ่ายทำ อาทิ อินเดีย, อินโดนีเซีย (เกาะบาหลี), อิตาลี, ฝรั่งเศส, สเปน, จีน ฯ ส่วนโรงพยาบาลที่ขึ้นว่า Los Angeles จริงๆแล้วคือ South Africa

นำแสดงโดย Lee Pace นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เริ่มต้นจากการเป็นนักแสดงละครเวที มาเป็นละครโทรทัศน์ เพิ่งมีผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Soldier’s Girl (2003) ตามมาด้วย The Fall ที่กว่าจะได้ฉายก็อีกหลายปีเลย, Pace เป็นนักแสดงที่วางท่าทาง คำพูด สายตา จังหวะได้อย่างดี (แต่หลายคนคงรำคาญคิ้วเรือรบ ที่หนาดก) ผมชอบความลุ่มลึกของตัวละครนี้ คำพูดการแสดงออกอย่างหนึ่ง แต่สีหน้าสะท้อนสิ่งที่ในใจ แฝงความทุกข์ทรมาน เจ็บปวดรวดร้าว

รับบท Roy Walker สตั๊นท์แมนที่ประสบอุบัติเหตุขาพิการ ทำให้ต้องนอนพักตัวอยู่ในโรงพยาบาล, สาเหตุที่ตัวละครนี้อยากฆ่าตัวตาย มีความซับซ้อนมากกว่าแค่ขาท่อนล่างที่อาจจะเป็นอัมพาตนะครับ, ถ้าคุณพิจารณาจากเรื่องเล่าแฟนตาซีในจินตนาการของตัวละครนี้ จะพบว่าเขามีความอิจฉาริษยาที่ค่อนข้างรุนแรง คนที่เป็นสตั๊นท์แมน มีหน้าที่คืออยู่เบื้องหลัง ปิดทองหลังพระ เสี่ยงอันตรายให้กับนักแสดงนำที่มีชื่อเสียง แน่นอนว่าสตั๊นท์แมนไม่มีทางที่จะร่ำรวย โด่งดังไปกว่านักแสดงที่ตนเล่นแทนแน่ๆ และยิ่งเมื่อเกิดความผิดพลาด อุบัติเหตุ ใครกันที่จะมาสนใจให้การดูแล คนพวกนั้นก็สนแต่เงินๆทองๆเท่านั้น, ความทุกข์ ความเครียด และความกดดันจากอาชีพการทำงาน ทำให้ตัวเขารู้ซึ้งว่า ตัวเองมันก็แค่หุ่นเชิดที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ได้มีค่าอะไร ปัจจุบันทนทุกข์ทรมานอยู่บนเตียง ถึงตนจะตายจากหายไป ก็คงไม่ทำให้อะไรเปลี่ยน แล้วฉันจะทนทุกข์ทรมานอยู่ทำไม

เกร็ด: Peter Jackson ตัดสินใจเลือก Lee Pace ให้มารับบท Thranduil ก็หลังจากได้รับชมหนังเรื่องนี้ แล้วชื่นชอบการแสดงของเขามาก

เด็กหญิงวัย 5 ขวบ Catinca Untaru รับบท Alexandria ตั้งชื่อตาม Alexander the Great, เธอตกบันไดขณะปีนขึ้นไปเก็บผลส้มทำให้แขนหัก ต้องเข้าเฝือก พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล, เด็กน้อยผู้ไร้เดียงสา พูดจาก็ยังเป็นภาษาไม่ชัด ความที่ยังอ่อนต่อโลก ทำให้มีความอยากรู้อยากเห็น ชอบจินตนาการเพ้อฝัน, ภาพแฟนตาซีที่เราเห็นในหนัง มาจากจินตนาการของเธอล้วนๆเลยนะครับ (แต่มาจากเรื่องเล่าของ Roy)

การแสดงของ Untaru ดูไร้เดียงสาสมวัย แววตาอยากรู้อยากเห็น จะเห็นว่าเธอค่อยๆโตสูงขึ้นและพูดอังกฤษชัดคำเรื่อยๆ นั่นเพราะหนังถ่ายทำแบบเรียงตามลำดับ (Chronological Order) และใช้เวลาการถ่ายทำเฉพาะฉากโรงพยาบาลกว่า 6 สัปดาห์ ซึ่งระหว่างนั้นเธอก็ตัวโตสูงขึ้นและพูดภาษาอังกฤษคล่องขึ้น, เพื่อความสมจริงในการถ่ายทำ ผู้กำกับให้ Pace นอนอยู่บนเตียงตลอดเวลา 6 สัปดาห์ที่ถ่ายทำ เพื่อให้ Untaru เชื่อว่า Pace คือผู้ป่วยจริงๆ การแสดงของเธอจึงออกมาดูมีความน่าเชื่อถืออย่างมาก

สำหรับจอมโจรทั้ง 5 คนในเรื่องเล่าแฟนตาซีของ Roy เป็นเหมือนภาพสะท้อนจิตใจ ความต้องการของตนเอง
1. The Masked Bandit (Lee Pace) ตัวตนของ Roy ในแบบที่ตนเองเป็น
2. The Indian (Jeetu Verma) คนอินเดียชุดเขียว สูญเสียหญิงอันเป็นที่รักเดียว สาบานจะไม่มองหญิงใดอีก แสดงถึงหัวใจที่แตกสลายของ Roy
3. Luigi (Robin Smith) คนฝรั่งเศส เชี่ยวชาญเรื่องระเบิด แสดงถึงความอัดอั้นในใจที่ต้องการระเบิด/ทำลายทุกสิ่งอย่าง
4. Otta Benga (Marcus Wesley) ชายผิวสี หลบหนีจากการเป็นทาส แสดงถึงความต้องการหลบหนีจากการจองจำของร่างกาย, Otta Benga สูญเสียพี่ชาย ซึ่งเปรียบเสมือนอีกครึ่งนึงของตน ก็เหมือน Roy ที่สูญเสียครึ่งล่างของร่างกาย
5. Charles Darwin (Leo Bill) สื่อถึงจิตวิญญาณด้านดี มีเหตุผล เป็นคนเดียวในกลุ่มจอมโจรที่ไม่พกอาวุธ, คือคนที่หยุด Luigi จากการใช้ระเบิด, ขอให้พระเจ้าอภัยให้จอมโจรหน้ากาก ตอนกำลังจะยิงมิสเอเวอรีน และเป็นคนเดียวที่คุยกับ The Mystic รู้เรื่อง

– The Mystic เป็นตัวละครที่โผล่มาตอนหลัง ได้รับการวิเคราะห์ว่าอาจเป็นตัวแทนของ Alexandria ที่พยายามเข้ามาช่วยเหลือกลุ่มจอมโจรนี้
– ลูกสาวของ Masked Bandit, นี่ดูขัดแย้งกับ The Mystic ที่เป็นตัวแทนของ Alexandria กระนั้น ตัวละครนี้คือ Alexandria เองเลย ไม่ได้เป็นตัวแทนของใคร

reference: http://pantip.com/topic/34475401

ถ่ายภาพโดย Colin Watkinson, ความสวยงามของงานภาพ ไม่ได้เกิดจากแค่ ภาพถ่ายสถานที่สวยๆ แต่ยังคือระดับและการจัดวางองค์ประกอบภาพ ที่ทำได้มีมิติ น่าพิศวง และดูอลังการ

ภาพถ่ายระยะไกล (Long Shot) ไม่เคยมีระยะกำหนดเป็นตัวเลขไว้ ว่าต้องเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าไกล, ไกลมาก, ไกลโคตรๆ ซึ่งหนังเรื่องนี้ เราจะเห็นภาพวิวทิวทัศน์ถ่ายระยะไกลทั้ง 3-4 ระดับนี้

The-Fall-2

สีสันคือจุดเด่นที่ใช้ขับเคลื่อนหนัง ดังที่ 5 ตัวละครหลักในเรื่องเล่าแฟนตาซี แต่ละคนจะมีสี สไตล์ของตนเอง (ทุกคนจะมีหมวกและอาวุธประจำกายต่างกัน)

กับช็อตที่ผมชอบที่สุดในหนัง (อาจมีคนเดาได้) เพราะผมชอบภาพสะท้อนบนผิวน้ำ ที่ไม่ใช่แค่คน แต่ยังธรรมชาติ ภูเขา และก้อนเมฆ ให้ความรู้สึกเย็นตาสบายใจ นัยยะถึงโลกที่มีสองใบ สะท้อนกันอยู่

ตัดต่อโดย Robert Duffy และ Spot Welders, การดำเนินเรื่องจะใช้มุมมองของ Alexandria เป็นหลัก ตัดสลับกับภาพจินตนาการแฟนตาซี (ซึ่งก็น่าจะเกิดขึ้นในหัวของเธอ) มีการล้อรับกันอย่างลงตัว โดยเฉพาะการขัดจังหวะของ Roy ที่จะกักไว้เพื่อให้เด็กหญิงทำอะไรบางอย่าง คำพูด/การกระทำนั้น มักจะเกิดขึ้นในภาพความคิดด้วย

สิ่งที่ผมชอบที่สุดของการเล่าเรื่อง คือการนำเอาสิ่งเล็กๆจากที่สังเกตเห็น ได้ยิน หรือเคยรับรู้ ใส่เข้าไปประกอบในเรื่องเล่าแฟนตาซี, โดยปกติแล้วหนังแนวแฟนตาซีที่ผมเจอ มักจะสะท้อนเรื่องราวกันเปะๆเลย เช่น Pan’s Labyrinth (2006), Song of the Sea (2014) ฯ แต่ The Fall จะคล้ายๆกับ Mulholland Drive (2002) กับสิ่งที่พบเจอในชีวิตจริงกับในความฝัน จะไม่ประติดประต่อ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เป็นจินตนาการที่แปรเปลี่ยนสภาพตามความคิดความเข้าใจไปโดยสิ้นเชิง, ผมคงไม่ชี้ให้เห็นว่ามีอะไรสะท้อนกันบ้าง น่าจะเห็นกันโต้งๆชัดเจนอยู่แล้ว มีเยอะแยะเต็มไปหมด แทบทุกอย่างเลย ราวกับเห็นภาพ Déjà Vu

ลำดับการตายของจอมโจรทั้ง 5+1 สะท้อนแนวคิดความสูญเสียภายในจิตใจของ Roy เริ่มจาก
1. Charles Darwin สูญเสียตรรกะ จิตวิญญาณความคิดที่ดี ที่ถูกต้อง
2. Luigi หัวใจที่แตกสลาย (เพราะ Luigi ระเบิดตัวเองฆ่าตัวตาย) ฆ่าได้แต่หยามไม่ได้
2.5 The Mistry นี่คือการสูญเสียศรัทธาของ Alexandria ต่อเรื่องเล่าของ Roy (ที่เธอพูดว่า ไม่อยากได้ยินอีกแล้ว)
3. Otta Benga ชายผิวสีที่สละชีพเพื่อลูกสาวของ The Masked Bandit ด้วยธนูปักหลัง คือความเจ็บปวดที่เสียดแทง ในอิสระภาพที่สูญเสียไป
4. The Indian สละชีพตัดเชือกที่แขวนด้วยชีวิต คงเหลือเพียงเป้าหมายเดียวสุดท้าย
5. The Masked Bandit โดนกดจดน้ำตาย จมอยู่ในความทุกข์โศกเศร้า (ตรอมใจตาย)

แต่เพราะ Alexandria อ้อนวอนขอไว้ The Masked Bandit เลยฟื้นคืนชีพกลับมา แล้ว Odious โดนแทงข้างหลังตาย (ด้วยตนเอง) นี่เปรียบกับ การค้นพบทางออกของปัญหา เมื่อใดที่ค้นพบคำตอบ ปัญหาดังกล่าวจัดถูกทำลายไป

เพลงประกอบโดย Krishna Levy นอกจาก Beethoven: Symphony No.7 Movement 2 ที่เราจะได้ยินแบบเต็มๆ พร้อมกับสโลโมชั่นภาพขาวดำตอนต้นเรื่องแล้ว เพลงประกอบอื่นๆ ถือว่าอ้างอิงดัดแปลงได้แรงบันดาลใจมาจาก Symphony นี้แหละ แล้วใส่ความเป็น อินเดีย, ฝรั่งเศส, สเปน ฯ แทนแต่ละตัวละคร หรือรูปลักษณะเหตุการณ์ หรือสถานที่ดำเนินเรื่องพื้นหลัง ฯ ถือว่าเพลงประกอบมีความหลากหลายระดับนานาชาติ ใช้สร้างอารมณ์และประกอบบรรยากาศ เข้ากับงานภาพสวยๆ และการตัดต่อที่มีลีลาเป็นสไตล์

The Fall เป็นเรื่องราวของคนที่จมอยู่ในความทุกข์โศก เจ็บปวดทรมาน ต้องการหาทางออกด้วยการฆ่าตัวตาย แต่โชคชะตาเล่นตลกกับเขาหลายครั้งหลายครา จนกระทั่งได้เรียนรู้บทเรียนจากเด็กหญิงที่อายุน้อยกว่าตนหลายสิบปี เธอไม่เคยท้อแท้ สิ้นหวัง ยอมแพ้ แม้จะล้มลงกี่ครั้ง เจ็บปวด ปางตาย ทุกข์ทรมานแค่ไหน, นี่เป็นบทเรียนที่สะท้อนถึงผู้ใหญ่ ให้จดจำฝังใจด้วยน้ำตา ลึกเข้าไปในความทรงจำ “แม้แต่เด็กน้อยยังอดทน สู้ต่อได้ แล้วทำไมผู้ใหญ่โตแล้วอย่างฉัน จะทำไม่ได้กันเล่า” หลังจากนี้ไม่ว่าเขาจะหายดีหรือนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยตลอดชีวิต ก็คงไม่มีอีกแล้วความคิดสั้น ไม่เห็นคุณค่าของชีวิต เพราะต่อให้โลกจะโหดร้ายกับเราแค่ไหน เมื่อระลึกถึงช่วงเวลานี้ ก็คงสามารถต่อสู้กับมันได้โดยไม่ล้มลุกพ่ายแพ้อีก

เรื่องราวแฟนตาซีที่ Roy เล่า นอกจากสะท้อนความต้องการภายในใจตัวละครออกมาแล้ว ยังอาจเป็นการสะท้อนแนวคิดบางอย่างของผู้กำกับออกมาด้วย, ณ โลกแฟนตาซีแห่งนี้อะไรจะเกิดขึ้นก็ได้ เป้าหมายคือ ต่อสู้ฆ่าล้างแค้นศัตรู ที่ชื่อว่า Odious (แปลว่า น่าเกลียด น่ารังเกียจ, hateful, unpleasant) ถ้ามองตัวละครนี้ในโลกความจริงของหนังจะคือ Sinclair (แปลว่า นักบุญ) ที่เป็นนักแสดงชื่อดัง คนที่ Roy น่าจะเกิดความอิจฉาริษยาที่สุด, แต่ผมมอง Odious เปรียบเสมือนความชั่วร้ายมวลรวมที่อยู่ในจิตใจของ Roy มากกว่า ไม่ใช่แค่ Sinclair แต่รวมถึงนายทุน สตูดิโอ ผู้สร้างหนัง ฯ ที่มองเห็นเขาเป็นเหมือนแค่วัตถุแสวงหากำไร (ลองสังเกตลูกน้องของ Odious ทุกคนใส่ชุดสีดำ ปิดหน้าปิดตา ที่ตลกคือ Sound Effect ของคนพวกนี้ จะเป็นเสียงหมาเห่า นี่เป็นการเสียดสีถึงอะไรบางอย่างที่ค่อนข้างรุนแรงทีเดียว)

ผู้กำกับ Tarsem Singh คงเปรียบตัวเองเหมือนกับ Roy สตั๊นท์แมนที่เสี่ยงตายในทุกๆฉากเพื่อนำเสนอความบันเทิงสูงสุดมาให้ผู้ชม ซึ่งเมื่อเกิดความผิดพลาด (หนังเจ๊ง ไร้กำไร คำวิจารณ์ย่อยยับ) ก็มีสภาพไม่ต่างจากคนขาพิการอัมพาต ลุกขึ้นก้าวเดินต่อไม่ได้ ความมั่นใจสูญสลาย ป่นปี้ย่อยยับเยิน ขายหน้าจนอยากแทรกแผ่นดินหนี ไม่ต้องการมีชีวิตอยู่, กระนั้นผู้สร้างพวกนี้หาได้สนใจต่อความเจ็บปวดทุกข์ทรมานของเขาไม่ เดี๋ยวก็หายเจ็บ แต่มาดูนี่สิ โปรเจคถัดไปที่ฉันคิดได้พบเจอ มันต้องทำเงินมหาศาลแน่! … สิ่งที่ยังทำให้เขามีชีวิตอยู่ ทำหนังต่อไป สรรหาเรื่องราวใหม่ๆมาเล่า คือเด็กน้อยไร้เดียงสา เปรียบได้กับแฟนๆ ผู้ชม ที่ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง แล้วเกิดความชื่นชอบหลงใหล ต้องการติดตามต่อให้ถึงตอนจบ คนกลุ่มนี้แหละคือกำลังใจที่ทำให้ Roy มีชีวิตรอด ผู้กำกับมีกำลังใจสร้างหนังต่อไปโดยไม่ย่อท้อ

(ถ้ามองแบบนี้ จะเห็นว่า การประติดประต่อ นำเอาสิ่งต่างๆที่พบเจอในชีวิต กลายมาเป็นเรื่องเล่าจินตนาการแฟนตาซี ก็เหมือนกับผู้กำกับที่มองหาเรื่องราว สิ่งที่น่าสนใจ นำมารวบรวบ เรียบเรียงกลายเป็นบทหนัง ภาพยนตร์)

Singh ทำหนังเรื่องนี้แบบสู้ไม่ถอย ไม่ยอมแพ้ แม้ว่าจะเหนื่อยยากลำบาก ควักทุนตนเอง ใส่กายใจ จิตวิญญาณเลือดเนื้อ ประสบการณ์ ทุกสิ่งอย่าง ถ้ามันไม่ดีพอเขาก็รับไว้ แต่ถ้ามันเพียงพอ มีคนชื่นชอบ ก็คุ้มค่าที่สุดกับการลงมือลงแรงลงไป, เหมือนสตั๊นท์แมน กับความเสี่ยงตาย เสี่ยงชีวิต ถ้าผลลัพท์ออกมาแล้วทำให้ผู้ชมพึงพอใจ แค่นั้นก็ถือว่าประสบความสำเร็จสูงสุด

เปรียบหนังเรื่องนี้ได้กับ การค้นหาเป้าหมาย และค้นพบอุดมการณ์สูงสุดของชีวิต คนที่เรียกตัวเองว่า สตั๊นท์แมนและผู้กำกับ

เกร็ด: ภาพโปสเตอร์หนัง ได้แรงบันดาลใจมาจากงานศิลปะ surrealist ของ Salvador Dali 2 รูป
1) Mae West Lips Sofa (1937) เป็นประติมากรรม ที่ใช้รูปภาพ โซฟา และเฟอร์นิเจอร์ จัดวางเป็นเหมือนหน้าคน

ซึ่งต่อมาได้ถูกวาดให้เป็นรูป Face of Mae West Which May Be Used as an Apartment (ส่วนของผนังสีแดง กลายเป็นแรงบันดาลใจ รูปลักษณะหน้ากากที่พระเอกสวมใส่)

2) The Burning Giraffe (1937) ภาพวาดยีราฟไฟไหม้ (ด้านล่างซ้ายของภาพ) ประกอบเป็นพื้นหลัง จะคล้ายๆกับภาพโปสเตอร์ ที่มีคาราวานไหม้ไฟ (ด้านล่างขวาของโปสเตอร์)

ตอนผมดู The Fall ครั้งแรก หลงรักหนังอย่างมาก เนื้อเรื่องดูไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ แค่งานภาพและเพลงประกอบกินขาดแล้ว, แต่พอซื้อแผ่นมาดูครั้งที่ 2-3 และครั้งนี้รอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ รู้สึกไม่ค่อยประทับใจหนังเท่าที่ควร คงเพราะความสวยงามที่เห็นบ่อยๆ มันก็จะเริ่มชินฉาและไม่รู้สึกสวยแล้ว จึงมองเห็นการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างเอื่อเฉื่อยน่าเบื่อ แม้ใจความจะมีอะไรแฝงไว้ในกอไผ่มากมาย แต่หนังกลับไม่ได้ทำให้เรารู้สึกสนใจ อยากคิดวิเคราะห์ตามเสียเท่าไหร่ (แต่ถ้าคุณไม่คิดตามก็ถือพลาดแล้วละครับ มันมีความสวยงามที่ซ่อนอยู่อีกชั้นหนึ่งของหนัง)

ผมเคยได้ข้อสรุปว่า “หนังเรื่องนี้ 10 ปีดูครั้งก็พอ ดูบ่อยๆแล้วจะไม่ค่อยสนุก”

แนะนำกับคนชอบงานภาพสวยๆ ถ่ายจาก Landmark ดังๆทั่วทุกมุมโลก, คอหนังผจญภัย แฟนตาซี แฝงข้อคิดชีวิต, การแสดงน่ารักๆของเด็กหญิง 5 ขวบ (ที่พูดฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่) และแฟนหนัง Lee Pace ไม่ควรพลาดเลย

เห็นต่างประเทศจัดเรต R เลยนะครับ เพราะความรุนแรงและการตาย แต่ผมว่า จัดเรต PG ก็พอ เด็กๆดูได้ มีภาพความรุนแรงแต่จะไม่รู้สึกรุนแรงเท่าไหร่

TAGLINE | “The Fall การหกล้มเป็นสิ่งที่ไม่น่าอภิรมย์ แต่ Tarsem Singh ทำให้หนังมีความสวยงาม แฝงข้อคิด ล้มแล้วต้องลุก ไม่ใช่มุดให้ต่ำกว่าเดิม”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of