Sansho the Bailiff (1954)

Sansho the Bailiff

Sansho the Bailiff (1954)

จากผู้กำกับ The Life of Oharu (1952) และ Ugetsu (1953) อีกหนึ่งผลงานของ Kenji Mizoguchi ที่เชื่อว่าคอหนังเก่าๆหลายคนอาจรู้จัก สำหรับคนญี่ปุ่น Sansho the Bailiff หรือ Sanshō Dayū ถือเป็น Japanese lore ชื่อดังที่มีการเล่าสืบต่อกันมายาวนาน น้อยคนที่จะไม่เคยได้ยิน แต่จะมีโอกาสได้ดูหนังไหมนั่นอีกเรื่องนะครับ

jidai-geki คือหนังประเภท historical ของญี่ปุ่น มักจะมีพื้นหลังเป็นยุคใดยุคหนึ่ง Sansho the Bailiff นั้นอยู่ในยุค Heian ก่อนที่หนังจะเริ่มเรื่อง มีคำบรรยาย “นี่เป็นยุคที่ผู้คนยังไม่เข้าใจ ความเป็นมนุษย์” (an era when mankind had not yet awakened as human beings) ประโยคทำให้หนังมีความน่าสนใจมากๆ ซึ่งหนังให้นิยามคำว่า “human beings” คือความเท่าเทียมของคนทุกระดับ เราไม่ควรเลือกปฏิบัติต่อใครคนหนึ่งดีกว่า หรือใครคนหนึ่งแย่กว่า หนังพูดถึงระบบทาสและการเลิกทาส ทุกครั้งที่ผมดูหนังที่เกี่ยวกับทาส จะนึกถึง ร.5 ของเราเสมอ คำพูดที่ว่า “ไม่มีการเลิกทาสใดบนโลก ที่ไม่เกิดการนองเลือด ยกเว้นประเทศไทย” นี่เป็นหนังอีกเรื่องที่ทำให้ประโยคนี้จริงเสมอครับ

ดัดแปลงบทโดย Fuji Yahiro และ Yoshikata Yoda โดยใช้เรื่องของ Mori Ōgai ผมไม่รู้ว่า lore ของ Sansho the Bailiff มีเรื่องราวยังไงนะครับ แต่ถ้าดูจากบริบทหนัง นี่เป็นหนังที่ตั้งชื่อได้ไม่เข้ากับเรื่องเลย เพราะแทนที่จะใช้ Sansho เป็นตัวดำเนินเรื่อง กลับเป็นตัวละครเด็กชายและเด็กหญิงที่โดนหลอกมาขาย เดิมทีทั้งสองเป็นลูกของขุนนางที่เป็นเจ้าเมือง แต่ถูกใส่ร้ายป้ายสีจนถูกขับไล่ ขณะเดินทางไปหาพ่อ แม่และเด็กทั้งสองถูกหลอก จนต้องแยกจาก แม่กลายเป็นโสเภณี ส่วนลูกทั้งสองกลายเป็นทาสใช้แรงงานของ Sansho นายทาสที่มีผู้คุ้มหัวเป็นรัฐมนตรีฝ่ายขวา (Ministry of the right) เห็นว่าตอนแรก Kenji Mizoguchi ตั้งใจให้ Sansho เป็นตัวดำเนินเรื่องตั้งแต่ต้นให้คล้องกับชื่อหนัง แต่ทำไมถึงเปลี่ยนมาเป็นแบบนี้ก็ไม่ทราบได้

Yoshiaki Hanayagi ที่เล่นเป็นพี่คนโต Zushiō หลังจากหนังเรื่องนี้เขาก็แทบจะไม่เห็นเขาเล่นหนังอีกเท่าไหร่ (สงสัยจะไม่ชอบการแสดง) ผมชอบการแสดงของเขานะ เขาสามารถเป็นได้ทั้งเด็กหนุ่มเลือดร้อน ที่ใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างไม่คาดหวังอะไร และกลายเป็นเจ้าเมืองที่ดูสุขุมลุ่มลึก แต่ในใจเร้าร้อน ต้องการเอาคืนในสิ่งที่ตนเสียไป

ตัวละครหนึ่งที่ผมชอบมากๆคือ Akitake Kōno เล่นเป็น Taro ลูกคนโตของ Sansho หลังจากที่เขาได้เจอกับ Zushio และ Anju เขาจึงตัดสินใจหนีออกจากบ้าน ไปบวชอยู่ไม่ไกล การกระทำของเขาตอนหลังได้ถูกเล่าออกมาว่า เขาพยายามที่จะสู้กับระบบแต่ไม่สามารถเอาชนะได้ สิ่งเดียวที่เหลือคือปล่อยให้มันเป็นไป ที่ผมชอบตัวละครนี้เพราะ เขามีความกล้าที่จะทำในสิ่งที่คิดว่าถูก แม้เขาจะไม่สามารถไปถึงจุดที่สามารถช่วยคนอื่นได้ แต่ก็เข้าใจ “ความเป็นมนุษย์”

สองตัวละครหญิงในเรื่อง Kyōko Kagawa เล่นเป็น Anju และ Kinuyo Tanaka เล่นเป็น Tamaki หรือแม่ของ Zushio และ Anju บทของ Kagawa อาจจะไม่โดดเด่นเท่าไหร่ แต่เสียงร้องเพลงในฉากที่เธอกำลังจะฆ่าตัวตาย เป็นอะไรที่หลอนมากๆ เราไม่เห็นหน้าเธอในฉากนั้น เห็นแค่ด้านหลังที่ค่อยๆเดินช้าๆสู่แม่น้ำ ข้างในจิตใจเธอคงมีความสุขที่ได้เป็นอิสระ แต่ก็ปนทุกข์เพราะเธอจะไม่ได้เจอ Zuashi และพ่อแม่ของเธออีก Kyōko Kagawa เธอดังมากๆนะครับ เล่น Tokyo Story ด้วย เป็น maid ออกมาในช่วงท้ายๆ บทที่ดังๆของเธอ ได้ประกบ Toshiro Mifune ในหนังของ Akira Kurosawa หลายเรื่อง เช่น The Bad Sleep Well, High and Low และ Red Beard ส่วน Kinuyo Tanaka เธอคือนักแสดงขาประจำของ Kenji Mizoguchi ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ โดยเฉพาะตอนท้ายที่เธอถูกแต่งหน้าเสียแก่เลย แต่แค่การแสดง ณ ขณะนั้น มันช่างตราตรึงมากๆ

ตอนจบของหนัง มีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากแก้ไขมันมากๆ เหตุที่ทำให้ Tamaki จำ Zushio ได้ เพราะ Zushio ให้รูปปั้นที่พ่อให้แก่เขา ถ้าเปลี่ยนจากรูปปั้นเป็นประโยคที่พ่อให้ Zushio ท่องจำ ที่ว่า “Without mercy, man is like a beast. Even if you are hard on yourself, be merciful to others. Men are created equal. Everyone is entitled to their happiness.” ผมคิดว่ามันจะเป็นตอนจบที่สวยกว่านี้อีก เพราะแทนที่จะเป็นวัตถุที่อาจจะถูกขโมย(หรือถูกหลอก) แต่เป็นคำพูดที่มาจากแนวคิดของหนัง ซึ่งถ้าเอ่ยขึ้นมา ณ ขณะนั้น มันจะเป็นการตอกย้ำเรื่องราวต่างๆในหนังได้หนักแน่นกว่านี้

ถ่ายภาพโดย Kazuo Miyagawa หลังจากได้ร่วมงานกับ Kenji Mizoguchi ใน Ugetsu นี่ก็เป็นอีกครั้งที่ทั้งสองได้ร่วมงานกัน ผมเคยพูดถึง Miyagawa ตอน Rashomon แล้ว เขาเป็นผู้กำกับภาพในตำนานของญี่ปุ่นคนหนึ่ง ได้ร่วมงานกับผู้กำกับดังๆแห่งยุคของญี่ปุ่นมาครบทุกคนเลย สำหรับ Sansho the Bailiff ถืออาจจะไม่ใช่ผลงานที่เด่นนัก ภาพหนังส่วนใหญ่จะโฟกัสไปที่ตัวละคร แม้แต่ฉากที่ต้องถ่ายให้เห็นวิว จะไม่มีฉากไหนที่มีแต่วิว เราจะเห็นตัวละครอยู่ในซีนนั้นด้วยเสมอ

ตัดต่อโดย Mitsuzō Miyata อีกหนึ่งขาประจำของ Kenji Mizoguchi ผมคิดว่าช่วงเปิดเรื่องเดิมไม่ใช่แบบนี้ที่เป็นการเล่าตัดสลับระหว่างปัจจุบันกับอดีต เล่าประวัติของ Zushiō กับพ่อของเขา กระนั้นผมคิดว่ามันก็ไม่เลวเลย เพราะทำให้เรารู้ที่มาที่ไป แนวคิดของตัวละครที่ส่งผลกระทบต่อเขาเมื่อโตขึ้น อีกอย่างถ้าไม่มีย้อนฉากหลังไป คงไม่มีคำพูดประโยคเด็ดๆของหนังให้คนดูจดจำได้

เพลงประกอบโดย Fumio Hayasaka ชื่อนี้การันตีถึงความไม่ธรรมดา ตั้งแต่เปิดเรื่องผมรู้สึกถึงความสวยงามอันยิ่งใหญ่ ที่มีส่วนผสมของ Rashomon และ Seven Samurai นี่คงเป็นสไตล์เพลงของ Hayasaka ที่ถ้าใครได้ดูหนังที่พี่แกทำเพลงให้ ก็น่าจะรู้สึกได้ ในหนังอาจจะไม่มีเพลงประกอบมากเท่าไหร่ แต่ฉากสุดท้าย เพลงนั้นมันเศร้าไปถึงทรวง เพราะเสียจนทำให้เราน้ำตาซึมได้เลย

เราอาจจะรู้สึกสิ่งที่ Zushiō ทำเมื่อเขาได้เป็นเจ้าเมือง มีองค์ประกอบของความแค้นส่วนตัวผสมอยู่ด้วย เขาต้องการที่จะช่วยเหลือน้องสาวที่ยังตกเป็นทาสของ Sansho โดยไม่สนว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่สนผลกระทบต่อมา แค่อยากทำในสิ่งที่ตนคิดว่าถูก และต้องทำ การกระทำของเขาดูเร่งรีบ ร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด นำเสนอด้วยการตัดต่อที่รวดเร็วกระชับขึ้น แน่นอนว่ามันย่อมมีความรุนแรง ขัดขืนเกิดขึ้น ผมมาวิเคราะห์ดู นี่เป็นหนังที่มีเรื่องราวการพลัดพลากของ พ่อ-แม่ กับ ลูกชาย-ลูกสาว โดยที่ลูกชายทำทุกอย่างเพื่อให้ได้กลับไปเจอครอบครัวอีกครั้ง การแก้แค้นของ Zushio กับ Sansho ดูไม่มีอะไรมากไปกว่าการแก้แค้น และจุดประสงค์ของการเลิกทาส ไม่ใช่เพราะเขาต้องการทำเพื่อคนอื่น แต่เพื่อน้องสาวตัวเองเท่านั้น นี่เป็นหนังที่เห็นแก่ตัวมากๆ แถมไม่พูดถึงผลกระทบอื่นที่เกิดจากการเลิกทาสเลย เห็นแค่คนฉลองกันเพราะเป็นอิสระแล้ว มันควรจะมีการตอบโต้จากผู้มีอิทธิพลกลับมา (หนังไม่สนจุดพวกนี้เลย) ตอนดูผมสามารถคาดเดาได้ว่า Zushio หลังจากจัดการ Sansho แล้วต้องขอลาออกไปหาแม่แน่ๆ ซึ่งก็ตรงเปะๆเลย การเลิกทาส ถือเป็นแค่เรื่องรอง ไม่ใช่เรื่องหลักของหนังสักนิด

ผมแนะนำว่า หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ควรหาดูนะครับ มีแนวคิดบางอย่างที่น่าสนใจ แต่สุดท้ายอาจจะผิดหวังนิดหน่อย เพราะหนังเลือกจบที่เป็นแค่เรื่องราวเล็กๆ มากกว่านำเสนอเรื่องราวที่สามารถทำให้รู้สึกยิ่งใหญ่ ประทับใจมากกว่านี้ เอาจริงๆผมค่อนข้างผิดหวังกับ Kenji Mizoguchi พอสมควร หลายคนอาจมองว่า เขาเลือกที่จะเล่าเรื่องที่มันเป็นแค่ความสัมพันธ์ของคน แต่ประโยคตอนเปิดเรื่องที่ผมเอ่ยไป หนังเรื่องนี้มันสามารถทำให้ดูยิ่งใหญ่ มีความหมายมากกว่าแค่ตอนจบที่ทำให้เราบีบน้ำตา นี่กลายเป็นแค่หนัง tragic เรื่องดาดๆเรื่องหนึ่ง ที่มีส่วนผสมของความ classcis ในความยอดเยี่ยมของการเล่าเรื่อง ภาพ เสียงและการกำกับ น่าเสียดายจริงๆ ที่หนังไม่สามารถทำให้เราจดจำภาพแห่งชัยชนะของเสรีชนและความเท่าเทียมกันของมนุษย์ได้

ถ้ามีโอกาสลองหามาดูนะครับ ท่านอาจจะรู้สึกดีกับหนังมากกว่าผมก็ได้ บรรยากาศหนัง เรื่องราวที่กินใจ ในแง่ของคุณภาพ หนังถือว่ามีการเล่าเรื่องที่สมบูรณ์ในตัว แต่กับความชอบส่วนตัวมันมีจุดเล็กๆน้อยๆมากมายที่ทำให้ผมรู้สึกว่าหนังมันขาดๆเกินๆ ไปมากทีเดียว หนังจัดเรต 13+ นะครับ มีแนวคิดบางอย่างที่ผมไม่คิดว่าเด็กดูแล้วจะเข้าใจ

คำโปรย : “Sansho the Bailiff เป็นหนังเกี่ยวกับความหมายของ ‘ความเป็นมนุษย์’ นี่อาจเป็นหนังที่ดูขาดๆเกินๆ และเห็นแก่ตัวเสียหน่อย แต่คอหนังของ Kenji Mizoguchi ไม่ควรพลาด”
คุณภาพ : THUMB UP
ความชอบ : SO-SO

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of