Scarlet Street (1945)

Scarlet Street (1945)

Scarlet Street (1945) hollywood : Fritz Lang ♥♥♥♥

อาจถือเป็นภาคต่อทางจิตวิญญาณของ The Woman in the Window (1944) นักแสดง+ทีมงานแทบจะยกชุดเดิม! เรื่องราวก็มีความละม้ายคล้าย Edward G. Robinson ถูกลวงล่อหลอกโดยมารยาหญิงของ Joan Bennett แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป!

เมื่อตอนออกฉาย Scarlet Street (1945) ได้เสียงตอบรับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน สาเหตุเพราะเป็นภาพยนตร์ที่ตอนจบฆาตกรลอยนวล คนบริสุทธิ์ถูกตัดสินโทษประหารชีวิต ยุคสมัยนั้นคือสิ่งที่สังคมยังยินยอมรับไม่ได้ ขัดต่อสามัญสำนึก ศีลธรรม-มโนธรรม ความถูกต้องเหมาะสม แม้ผ่านการอนุมัติจาก Hays Code เพราะผลกรรมติดตามทันในรูปแบบอื่น แต่กองเซนเซอร์ของหลายๆรัฐกลับยังปฏิเสธห้ามฉาย

 “licentious, profane, obscure, and contrary to the good order of the community.”

แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน ศีลธรรม-มโนธรรมของมนุษย์ค่อยๆเลือนลาง ผู้ชมสมัยใหม่ชื่นเชยชม Scarlet Street (1945) คือหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของผกก. Lang สร้างขึ้นที่สหรัฐอเมริกา เริ่มต้นยุคสมัยหนังนัวร์ (early Film Noir) และหญิงสาวสวยสังหาร (Femme Fatale) ลวงล่อหลอกบุรุษให้หลงติดกับดัก

ทีแรกผมสองจิตสองใจว่าจะเขียน La Chienne (1931) เคียงคู่ด้วยไหม แต่เก็บเอาไว้ภายหลังเมื่อเขียนรวมหนังของผกก. Jean Renoir น่าจะดีกว่า … แต่ยังไม่รู้จะมีโอกาสเขียนถึงตอนไหนนะครับ


Friedrich Christian Anton ‘Fritz’ Lang (1890-1976) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Austrian เกิดที่ Vienna, Austria-Hungary มารดาเป็นชาว Jewish ก่อนเปลี่ยนมา Catholicism ส่วนบิดาทำงานก่อสร้าง บุตรชายอยากดำเนินรอยตามด้วยการเข้าศึกษาวิศวกรรมโยธา Technische Hochschule Wien, Vienna แต่ไม่นานก็หันเหความสนใจมาร่ำเรียนศิลปะ จากนั้นออกเดินทางท่องยุโรป ฝึกฝนวาดรูปที่ Paris, ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอาสาสมัคร Imperial Austrian Army สู้รบกับ Russian และ Romania ได้รับบาดเจ็บสูญเสียการมองเห็นดวงตาขวา ระหว่างพักรักษาตัวอยู่กับ Red Cross ได้รับชมละคอนเวทีของ Max Reinhardt จึงเริ่มสนใจการแสดง ต่อด้วยภาพยนตร์ หลังสิ้นสุดสงครามเดินทางสู่ Berlin ทำงานเขียนบท กำกับหนังเงียบเรื่องแรก The Halfbreed (1919), ผลงานเด่นๆ อาทิ Destiny (1921), Dr. Mabuse the Gambler (1922), Die Nibelungen (1924), Metropolis (1927), เปลี่ยนผ่านสู่หนังพูด M (1931), The Testament of Dr. Mabuse (1933), การเรืองอำนาจของ Nazi Germany ตัดสินใจหลบหนีออกนอกประเทศ กำกับหนังฝรั่งเศส Liliom (1934) ก่อนมุ่งสู่สหรัฐอเมริกา สรรค์สร้างภาพยนตร์ Fury (1936), You Only Live Once (1937) ฯ

Scarlet Street (1945) ต้นฉบับมาจากนวนิยาย La Chienne (1931) แปลตรงตัว The Bitch แต่งโดยนักเขียนชาวฝรั่งเศส Georges de La Fouchardière (1874-1946) ได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ครั้งแรก La Chienne (1931) กำกับโดย Jean Renoir

นวนิยาย La Chienne ได้รับการแปลอังกฤษ The Poor Sap (1931) แล้วถูกซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนตร์โดยผกก. Ernst Lubitsch แต่ทว่าไม่สามารถครุ่นคิดหาวิธีดัดแปลงบทหนังให้ผ่านการอนุมัติจากกองเซนเซอร์ Hays Code ทศวรรษถัดมาจึงตัดสินใจขายต่อให้โปรดิวเซอร์ Walter Wanger ก่อตั้งสตูดิโอใหม่ Diana Productions Inc. ร่วมกับภรรยาขณะนั้น Joan Bennett และผกก. Fritz Lang

ดัดแปลงบทหนังโดย Dudley Nichols (The Informer, Bringing Up Baby, Stagecoach) เค้าโครงหลักๆยังคงเดิม แต่ทำการปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ อย่างชื่อตัวละคร (จากฝรั่งเศสมาเป็นชื่ออังกฤษ) ความสัมพันธ์แมงดา-โสเภณี Kitty-Johnny มาเป็นคู่รัก, เพิ่มเติมบทบาทภรรยาของ Chris, ลดความรุนแรงขณะฆาตกรรม และโดยเฉพาะตอนจบจากฆาตกรไม่รู้สำนึก แม้ยังคงไม่ถูกจับกุม แต่เขากลายเป็นคนไร้บ้าน คลุ้มบ้าคลั่ง ใกล้จะสูญเสียสติแตก


เรื่องราวของชายวัยกลางคน Christopher ‘Chris’ Cross (รับบทโดย Edward G. Robinson) ระหว่างทางกลับบ้านให้ความช่วยเหลือหญิงสาว Katherine ‘Kitty’ March (รับบทโดย Joan Bennett) ที่กำลังถูกทำร้ายร่างกาย โดยไม่รับรู้ตัวว่าบุคคลลงมือคือแฟนหนุ่ม Johnny Price (รับบทโดย Dan Duryea)

จากเหตุการณ์ดังกล่าว Johnny จึงทำการเสี้ยมสอน Kitty ให้ฉกฉวยโอกาสจาก Chris พร่ำพรอดรัก แล้วขอยืมเงิน เช่าอพาร์ทเม้นท์แห่งใหม่ รวมถึงนำเอาภาพวาดที่เป็นงานอดิเรกของอีกฝ่ายไปวางขายตลาดนัด คาดไม่ถึงจะได้รับความชื่นชมจากนักวิจารณ์ศิลปะ! แต่ความลับมิอาจปกปิดตลอดไป เมื่อความจริงประจักษ์ต่อ Chris จับชู้คาหนังคาเขา เหตุการณ์หายนะจึงบังเกิดขึ้น!


Edward G. Robinson ชื่อเกิด Emanuel Goldenberg (1893-1973) นักแสดงสัญชาติ Romanian เกิดที่ Bucharest, Kingdom of Romania ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish, อพยพสู่อเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 1904 ปักหลักอยู่ New York City ย่าน Lower East Side วัยเด็กใฝ่ฝันอยากเป็นทนายความ ก่อนหันเหความสนใจสู่การแสดง เริ่มต้นจากละครเวที Yiddish Theater District ติดตามด้วย Broadway เข้าสู่วงการภาพยนตร์ในยุคหนังพูด ผลงานเด่นอาทิ Little Caesar (1931), Double Indemnity (1944), Key Largo (1948), House of Strangers (1949), The Ten Commandments (1956), Soylent Green (1973) ฯ

เกร็ด: Edward G. Robinson ในชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฟากฝั่ง Male Legends ติดอันดับ #24

รับบทชายวัยกลางคน Christopher ‘Chris’ Cross ทำงานแคชเชียร์ร้านขายเสื้อผ้ามานานกว่า 25 ปี ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากหัวหน้า แต่ขณะเดียวกันก็เกิดความอิจฉาริษยา อยากมีรถหรู คู่ครองสาวสวยแบบนั้นบ้าง ระหว่างทางกลับบ้านบังเอิญให้ความช่วยเหลือ Kitty วาดฝันจะเลี้ยงดูแล พยายามปรนเปรอนิบัติเป็นอย่างดี จนกระทั่งจับได้คาหนังคาเขาว่าเธอแอบมีความสัมพันธ์กับ Johnny

การได้พบเห็นมุมอ่อนโยน ด้านอ่อนไหว รอยยิ้มแฉ่งของ Robinson ทำให้โลกดูสดใส แต่เกือบทั้งเรื่องตัวละครนี้ช่างทึ่มทื่อ ซื่อบื้อ ไร้เดียงสาเกินไปไหม? ขนาดว่าถูกลักขโมยภาพวาดไปขายยังไม่รับรู้ตนเองว่าถูกหลอก ต้องพบเห็นภาพบาดตาบาดใจ จับได้คาหนังคาเขา วินาทีนั้นถึงระเบิดระบาย แสดงอารมณ์เกรี้ยวกราด ไม่สามารถควบคุมตนเอง หลังเหตุการณ์นั้นตกอยู่ในความห่อเหี่ยว หมดสิ้นหวังอาลัย เกือบจะกลายเป็นคนบ้าคลั่ง … ต้องรอคอยจนช่วงท้ายของหนัง ถึงได้พบเห็น Robinson ทำการแสดงนิดๆหน่อยๆ

สิ่งเดียวที่ผมชื่นชอบกับตัวละครนี้คืออารมณ์ศิลปิน(สมัครเล่น) ถ่ายเรื่องราวชีวิตผ่านภาพวาด รวมถึงถ้อยคำพูดซ่อนความหมายสุดลึกล้ำ ตัวจริงของ Robinson ก็เป็นนักสะสมงานศิลปะ หลงใหลผลงานของ Paul Cézanne … นี่ถือเป็นการเลือนลางระหว่างการแสดง-ชีวิตจริง โดยที่เจ้าตัวอาจไม่รับรู้ตัวเสียด้วยซ้ำ!

นั่นเพราะ Robinson เต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย รู้สึกซ้ำซากจำเจ เพราะบทบาทในภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ค่อยแตกต่างจาก The Woman in the Window (1944) จึงขาดความกระตือรือร้น เลยไม่ค่อยมีกระจิตกระใจทำงานสักเท่าไหร่! แต่ก็ยังสามารถเล่นเป็นตัวตนเองได้อย่างน่าสงสารเห็นใจ


Joan Geraldine Bennett (1910-90) นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Fort Lee, New Jersey เป็นบุตรสาวคนเล็กของนักแสดง Richard Bennett วัยเด็กเคยปรากฎตัวในหนังเงียบของบิดา The Valley of Decision (1916), โตขึ้นเริ่มจากเป็นนักแสดง Broadway, ผลงานภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ Bulldog Drummond (1929), Little Women (1933), Father of the Bride (1950), There’s Always Tomorrow (1956), Suspiria (1977), ร่วมงานผกก. Fritz Lang ทั้งหมดสามครั้ง Man Hunt (1941), The Woman in the Window (1944) และ Scarlet Street (1945)

รับบท Katherine ‘Kitty’ March หญิงสาวคลั่งรักกับ Johnny Prince วันหนึ่งถูกอีกฝ่ายกระทำร้ายร่างกาย แล้วได้รับความช่วยเหลือจาก Christopher Cross ก็ไม่ได้ครุ่นคิดจริงจัง แต่แฟนหนุ่มโน้มน้าวให้เธอฉกฉวยโอกาสจากความไร้เดียงสาของเขา หลอกเอาเงิน เช่าอพาร์ทเม้นท์หรู รวมถึงแอบอ้างเป็นจิตรกรวาดภาพศิลปะ

แบบเดียวกับ The Woman in the Window (1944) ผมไม่ค่อยรู้สึกว่า Bennett มีภาพลักษณ์สวยสังหาร (Femme Fatale) เธอเหมือนสาวน้อยคลั่งรัก นิสัยขี้เล่นซุกซน สนเพียงปรนเปรอนิบัติ(แมงดา)แฟนหนุ่ม ยินยอมทำตามคำร้องขอทุกสิ่งอย่าง รวมถึงใช้มารยาหญิงลวงล่อหลอก Sugar Daddy โดยไม่รู้สึกผิด-ชอบ ชั่ว-ดี

แต่การแสดงของ Bennett ดูจับต้องได้มากกว่าเรื่องที่แล้ว ผู้ชมสามารถสังเกตได้ตั้งแต่ฉากแรกๆถึงความกะล่อน ปลิ้นปล้อน ไม่เคยมีใจให้ Chris สนเพียง(แมงดา)แฟนหนุ่ม ยินยอมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อปรนเปรอนิบัติ โดยไม่รับรู้ตัวว่าตนเองกำลังถูกหลอกใช้ นี่อาจทำให้หลายคนอาจรู้สึกสงสารเห็นใจในโชคชะตา … แต่มันก็สมควรอยู่หรอกนะ หลอกลวงผู้อื่น เลยถูกแฟนหนุ่มล่อและหลอก


Dan Duryea (1907-68) นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ White Plains, New York โตขึ้นเข้าศึกษาภาษาอังกฤษ Cornell University ขณะเดียวกันกลายเป็นสมาชิกชมรมการแสดง Sphinx Head Society ปีสุดท้ายยังได้รับเลือกเป็นประธานชมรม ถึงอย่างนั้นพอเรียนจบเจ้าตัวหันเหความสนใจไปทำงานโฆษณาอยู่หลายปี ก่อนตัดสินใจหวนกลับมาเป็นนักแสดงละคอนเวที ภาพยนตร์เรื่องแรก The Little Foxes (1941), สมบท The Pride of the Yankees (1942), Sahara (1943), Ministry of Fear (1944), The Woman in the Window (1944), Scarlet Street (1945), Too Late for Tears (1949) ฯ

รับบท Johnny Prince แมงดา/นักต้มตุ๋น หลอกว่ารัก Katherine March แท้จริงแล้วคาดหวังเพียงผลประโยชน์ เงินทอง กระทำสิ่งตอบสนองตัณหาความใคร่ พยายามครอบงำให้เธอกระทำตามใจ กลายเป็นผู้จัดการ/นายหน้าค้างานศิลปะ ก่อนท้ายที่สุดแม้ไม่ใช่ฆาตกร แต่หลักฐานทั้งหมดบ่งชี้ชัด เลยได้รับโทษประหารชีวิต

Duryea คือนักแสดงประเภท ‘charactor actor’ มักได้รับบทบาทคล้ายๆเดิม ตัวร้ายหน้าหล่อ (ตรงไหน?) จอมบงการ ด้วยน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ แค่ได้ยินก็รู้สึกว่ามีความโฉดชั่วร้าย บุคคลอันตราย ไม่รู้เหมือนกันว่า Kitty ตกหลุมรักใคร่ได้อย่างไร? ความรักทำให้ตาบอด? เลยมองไม่เห็นสันดานธาตุแท้ตัวตน

เมื่อตอน The Woman in the Window (1944) ผมค่อนข้างรำคาญตัวละครของ Duryea เพราะปรากฎขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ลีลาเหลือเกินกว่าจะเริ่มทำการแบล็กเมล์, แต่ไม่ใช่สำหรับ Scarlet Street (1945) ต้องชมว่า Johnny เป็นบทบาทที่มีสีสัน แมงดา/นักต้มตุ๋นที่แพรวพราวด้วยลูกเล่น สำบัดสำนวน และเอาตัวรอดเก่งมากๆ แต่โชคชะตานำพาให้กลายเป็นแพะรับบาป แต่หลายคนย่อมรู้สึกว่าสาสมควรที่สุดแล้ว

ผมรู้สึกว่า Duryea เป็นนักแสดงที่น่าจะอนาคตไกล น่าเสียดายเข้าวงการค่อนข้างช้า ไม่สามารถสลัดหลุดจากภาพจำตัวร้าย และอายุสั้นไปหน่อย ล้มป่วยมะเร็ง เสียชีวิตขณะอายุ 61 ปี!


ถ่ายภาพโดย Milton R. Krasner (1904-88) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City เริ่มต้นจากผู้ช่วยตากล้อง Vitagraph and Biograph Studio สมัยยังมีสาขาอยู่ที่ New York แต่พอสตูดิโอปิดกิจการลง เดินทางมุ่งสู่ Hollywood ช่วงแรกๆในยุคหนังพูดมักเป็นตากล้องหนังเกรดบี กระทั่งการมาถึงของยุคหนังนัวร์ ได้รับคำชื่นชมมากๆเรื่องการจัดแสง-มืดมิด The Woman in the Window (1944), Scarlet Street (1945), พอย้ายมาสตูดิโอ Fox รังสรรค์ผลงานเลื่องชื่ออย่าง A Double Life (1947), The Set-Up (1949), All About Eve (1950), No Way Out (1950), และการมาถึงของ Techinicolor สามารถปรับตัวได้อย่างยอดเยี่ยม Three Coins in the Fountain (1954) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography, The Seven Year Itch (1955), An Affair to Remember (1957), King of Kings (1961), How the West Was Won (1962) ฯ

ผมรู้สึกได้ว่างานภาพของ Scarlet Street (1945) เต็มไปด้วยรายละเอียด ลูกเล่นภาพยนตร์ รวมถึงสัมผัสถึงความมุ่งมั่นตั้งใจมากกว่า The Woman in the Window (1944) นั่นอาจเพราะผกก. Lang ร่วมกับโปรดิวเซอร์ Walter Wanger ก่อตั้งสตูดิโปรดักชั่นใหม่ Diana Production ได้รับอิสระในความคิดสร้างสรรค์แบบเดียวกับ You Only Live Once (1937) เขาจึงเกิดความกระตือรือร้นในการสรรค์สร้างภาพยนตร์อีกครั้ง! … น่าเสียดายที่สตูดิโอแห่งนี้มีผลงานอีกแค่เรื่องเดียว Secret Beyond the Door (1947) ก่อนปิดกิจการลงไป

งานภาพในสไตล์ Lang ยังคงมีลักษณะของ German Expressionism โดดเด่นกับการจัดแสง-เงามืด เลือกมุมกล้องประหลาดๆที่สามารถสะท้อนสภาวะอารมณ์/สภาพจิตวิทยาของตัวละคร, เมื่อแรกพบเจอเธอยัง Scarlet Street มันอาจดูมีความมืด/ลับลมคมในอยู่บ้าง แต่หลังจากนั้นหญิงสาวจะดูเจิดจรัส เปร่งประกาย เธอคือแสงสว่างในมุมมองของเขา ก่อนช่วงท้ายหลังจับได้คาหนังคาเขา ความมืดมิด-หนาวเหน็บจักค่อยๆคืบคลานเข้ามา

โปรดักชั่นหนังเริ่มต้นเดือนกรกฎาคม – กันยายน ค.ศ. 1945 หลังยุโรปประกาศชัยชนะ (5 พฤษภาคม) และคาบเกี่ยวจุดสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง (2 กันยายน) … นั่นทำให้ผมมองว่าหนังสะท้อนบรรยากาศระหว่างสงคราม (Wartime) มากกว่าหลังสงคราม (Post-War)


มองผิวเผินนี่อาจเป็นเพียงงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง แสดงความยินดีกับลูกจ้าง Christopher Cross หลังทำงานให้กับบริษัทมากว่า 25 ปี! แต่ถ้าเราสังเกตดีๆจะพบเห็นความแบ่งแยก ตำแหน่งที่นั่งบ่งบอกสถานะทางสังคม หัวโต๊ะคือหัวหน้า แทนที่จะเดินมาส่งมอบนาฬิกาเพชร 14 กระรัต กลับใช้การฝากลูกน้องส่งต่อเป็นทอดๆ ไล่เรียงตามวิทยฐานะไปจนถึงท้ายโต๊ะ Chris นั่งหันหลังให้กล้องจนกว่าจะได้รับของขวัญ ถึงอยู่ในความสนใจของทุกคน

หลังออกจากงานเลี้ยง ปรากฎว่าฝนตกอย่างหนัก Chris อาสาไปส่งเพื่อนร่วมงานระหว่างรอรถโดยสาร พูดคุยถึงหัวหน้า อยากมีสาวสวยๆให้ตกหลุมรักเช่นนั้นบ้าง … สภาพอากาศฝนตก โดยปกติแล้วมักแฝงนัยยะถึงความเศร้าโศกเสียใจ น้ำตาหลั่งใน แต่บริบทของหนังนี้อาจมองว่าคือการพรั่งพรูความรู้สึกอัดอั้นของ Chris เปิดเผยด้านมืดจิตใจ เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา อยากได้อยากมี วิกฤตวัยกลางคน

แล้วพอฝนหยุดตก ก็ราวกับโชคชะตาฟ้าลิขิต พบเห็นหญิงสาวถูกกระทำร้ายร่างกาย (บริเวณหน้าร้าน Pawn Shop นี่ก็แอบบอกใบ้ถึงตัวตนของเธอไม่ต่างจากสิ่งของมือสอง ได้มาจากร้านขายของจำนำ) จึงรีบวิ่งเขาหา ใช้ร่มโต้ตอบชายคนนั้น (ร่ม = สัญลักษณ์แทนลึงค์/อวัยวะเพศชาย) พร้อมๆได้ยินเสียงขบวนรถไฟแล่นผ่าน (ใช้เสียงประกอบที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ แต่สามารถสร้างความตื่นเต้นลุ้นระทึก และเคลือบแฝงนัยยะการมาถึงของ Chris ราวกับรถไฟพุ่งชนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย)

เห็นเสื้อกันฝนของ Kitty อดไม่ได้จะนึกถึงโคตรภาพยนตร์ Port of Shadows (1938) เพราะมันเป็นชุดที่บอกใบ้ถึงหญิงสาวประเภทสวยอันตราย (Femme Fatale) จักนำพาหายนะมาให้บุรุษทั้งหลาย … เสื้อกันฝน สวมใส่เพื่อไม่ให้ชุดภายในเปียกปอน อาจตีความถึงการปกปิดตัวตนแท้จริง ซุกซ่อนเร้นบางสิ่ง(ชั่วร้าย) ซึ่งชุดภายในสวมใส่คือคือเดรสสีดำ นี่ก็แอบบอกใบ้ตัวตนแท้จริงของเธอเช่นกัน

เกร็ด: ชุดของ Kitty ออกแบบตัดเย็บโดย Travis Banton (1894-1958) ผลงานเด่นๆ อาทิ Shanghai Express (1932), Trouble in Paradise (1932), Letter from an Unknow Woman (1948) ฯ

มันมีสถานที่อื่นมากมายสำหรับ Chris ในการวาดรูป แต่เขากลับต้องหลบๆซ่อนๆอยู่ภายในห้องน้ำ (จะมองว่าคือสถานที่ภายใต้จิตสำนึกตัวละครก็ได้กระมัง) และภาพที่วาดออกมา หลายคนอาจรู้สึกเหมือน Abstract แต่นี่คือ Post-Impressionism เพราะมันยังมีเค้าโครงดอกไม้ แก้วน้ำ ผีเสื้อ พอสังเกตออกได้ว่าคืออะไร เป็นภาพสะท้อนความประทับใจจากดอกไม้ดอกนี้

ผมอดไม่ได้ที่จะตีความลวดลายดอกไม้ มันช่างดูเหมือนช่องคลอด/อวัยวะเพศหญิง รายล้อมรอบด้วยขนเพชรเรียวแหลม หนามที่พร้อมทิ่มแทง สร้างความเจ็บปวด … มันคือความรักต้องห้าม ผิดหลักศีลธรรม-มโนธรรม และบอกใบ้ความเจ็บปวดที่จะได้รับถ้ายังคงฝืนตนเอง

กล้องค่อยๆเคลื่อนลง(ด้วยเครน)จากเบื้องบนต้นไม้มายัง Chris & Kitty กำลังนั่งจิบชา พูดคุยสนทนา พร้อมๆได้ยินเสียงนกโรบิน ส่งเสียงร้องเล่น ฟังดูสนุกสนานครื้นเครง ไม่แตกต่างจากความรู้สึกของ Chris ยินดีปรีดาที่ได้พูดคุยสนทนากับหญิงสาวสวย

“Every painting is a love affair.” นี่น่าจะเป็นประโยคพูดตราตรึงที่สุดในภาพยนตร์ของผกก. Lang ซึ่งเราสามารถต่อยอดแนวคิดอย่าง “Every movie is a love affair.” เฉกเช่นเดียวกับบทความวิจารณ์ “Every article is a love affair.” เพราะศิลปิน/ผู้รังสรรค์สร้างผลงาน ล้วนต้องใช้เวลา-อารมณ์ มีปฏิสัมพันธ์กับมันจนกว่าคลอดออกมา

นี่เป็นภาพวาดสะท้อนเหตุการณ์บังเกิดขึ้นตอน Chris แรกพบเจอ Kitty ยืนอยู่ตรงโคมไฟถนน ใต้ทางรถไฟ ถูกโจมตี/กระทำร้ายโดยอสรพิษ หรือก็คือแฟนหนุ่ม Johnny นี่อาจดูมีความคาบเกี่ยวภาพวาด Abstract แต่ผมยังคงมองว่าคือ Post-Impressionism เพราะเราสามารถสังเกตออกอะไรคืออะไร (อสรพิษ คือความประทับใจของ Chris ต่อชายคนนั้น)

สามภาพวาดที่ฉายให้เห็นระหว่างงานนิทรรศการ ผมตีความได้ประมาณนี้ …

  • ภาพแรกบนใบปลิวนิทรรศการ ชายถือร่มกำลังต่อสู้กับฝนตกหนัก หรือคือค่ำคืนนั้นหลังงานเลี้ยง Chris และเพื่อนร่วมงานต้องเผชิญหน้าห่าฝนใหญ่ระหว่างรอรถโดยสาร
  • ต่อมาน่าจะเรียกว่า Over the Rainbow (อ้างอิงถึง The Wizard of Oz (1939)) หลังฝนหยุดตก Chris ได้พบเจอ Kitty ทำให้ชีวิตของเขามีความสุขกระสันต์ โบยบินสู่สรวงสวรรค์ ล่องลอยข้ามสายรุ้ง
  • เด็กสาว(น่าจะคือ Kitty) ห้อมล้อมด้วยสิงสาราสัตว์ ตัวแทนของมนุษย์ มีทั้งที่มาดี-มาร้าย พบเจอได้ทั่วไปในสังคม
  • Man with Umbella ชายคนนั้นก็คือ Chris แม้ฝนหยุดตกแต่เขายังคงกางร่ม เดินหลงทางในเมืองใหญ่มาจนพบเจอเธอ
    • การกางร่มก็เพื่อปกป้องตนเองจากฝน แต่อาจจะตีความถึงการปิดกั้น ไม่ค่อยสนใจสิ่งต่างๆรอบข้าง

เกร็ด: ภาพวาดที่พบเห็นในหนังทั้งหมด 12 รูป รังสรรค์โดย John Decker ชื่อจริง Leopold von der Decken (1895-1947) สัญชาติ German เลื่องชื่อกับภาพวาดล้อเลียน (Caricaturist) นักแสดง Hollywood ช่วงระหว่างทศวรรษ 30s-40s

เมื่อตอนที่ Chris รับรู้จากภรรยาว่าภาพวาดของตนเอง ได้รับการจัดแสดงยัง Dellarowe Gallery ขณะนั้นเขาถือมีดกำลังแร่ตับ นี่ย่อมทำให้ใครหลายคนเสียวสันหลัง ระแวดระวัง อาจมีการทิ่มแทง ใช้ความรุนแรง แสดงอาการไม่พึงพอใจ แต่ทว่าปฏิกิริยาของเขากลับตรงกันข้าม นี่ไม่ใช่ความนอบน้อมถ่อมตน แต่คืออาการขาดความเชื่อมั่น ไม่ตระหนักถึงความสามารถของตนเอง จึงยินยอมกลายเป็น Ghost Painter (ความหมายเดียวกับ Ghostwriter) … จะว่าไปนี่ถือเป็นการหลอกตนเองได้ด้วยกระมัง

การหวนกลับมาของ Higgins อดีตสามี Adele (ภรรยาของ Chris) พยายามจะแบล็กเมล์ Chris แต่เขาได้ทำการล่อลวงให้อีกฝ่ายมาเอาเงินประกันที่อพาร์ทเม้นท์ แล้วเผชิญหน้าภรรยาตัวเอง (ก็เท่ากับว่าสถานะแต่งงานกลายเป็นโมฆะ) แน่นอนว่าซีเควนซ์นี้ตอนกลางคืน ปกคลุมด้วยความมืดมิด ไฮไลท์อยู่วินาทีสุดท้ายเมื่อ Adele ตะโกนร้องเรียกสามีให้เปิดไฟ (Turn on Light) แต่ทว่า Chris แอบย่องออกนอกบ้านพร้อมกับ Fade-to-Black … พอจะเข้าใจ Turn on Light กับภาพ Fade-to-Black ไหมเอ่ย?

จะว่าไปการ Fade-to-Black ครั้งนี้ได้ทำให้ชีวิตของ Chris หันเข้าสู่ด้านมืดอย่างเต็มตัว! เพราะเขาจักจับได้คาหนังคาเขา ก่อนลงมือฆาตกรรม จมปลักอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง

Chris เผชิญหน้ากับ Kitty ในห้องนอนของเธอ สังเกตว่าฝ่ายหญิงสวมใส่ชุดขาว (สีขาวมักสื่อถึงจิตวิญญาณบริสุทธิ์ เหมือนจะสื่อว่าเธอไม่เคยตั้งใจจะลวงหลอกเขา แต่ถูกจมูกจมูกโดยชายคนรัก และความเออออไปเองของอีกฝ่าย) ตรงกันข้ามกับเขาสวมใส่สูทสีเข้ม (ทับเสื้อเชิ้ตสีขาว นี่ก็สื่อถึงจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ แต่ขณะนี้ตัวเขาปกคลุมด้วยความเกรี้ยวโกรธ)

การลงมือของ Chris โดยใช้ที่เซาะน้ำแข็ง (Ice Pick) ลักษณะเรียวแหลมเหมือนลึงค์/อวัยวะเพศชาย โดยปกติแล้วมันควรสื่อถึงการข่มขืนกระทำชำเรา แต่ในบริบทของหนังคือการฆาตกรรม ระบายอารมณ์อัดอั้น และแทนที่จะขึ้นสู่สรวงสวรรค์ กลับกลายเป็นลงนรกโดยพลัน

ภาพนี้คือขณะที่ Chris เดินลงบันได (จะมองว่าก้าวสู่ขุมนรกก็ได้กระมัง) กำลังหลบหนีออกจากสถานที่เกิดเหตุ แล้วพบเห็นเงามืดของ Johnny (ชวนนึกถึง The Lodger (1927)) จึงแอบหลบซ่อนข้างบันได ปล่อยให้อสรพิษเผชิญหน้ากับสถานการณ์เลวร้าย

แม้ไม่ใช่คนลงมือ แต่ทว่าพยายชี้ชัด หลักฐานมัดตัว Johnny ระหว่างการให้ปากคำกับตำรวจ สังเกตเงาบานเกร็ดอาบฉาบตัวละคร ดูราวกับลูกกรงขัง เป็นการสื่อว่าไม่มีทางที่เขาจักสามารถดิ้นหลบหนี เอาตัวรอดจากสถานการณ์บังเกิดขึ้นนี้

ระหว่างโดยสารรถไฟเดินทางไปยังสถานที่ประหารชีวิต Chris มีโอกาสพูดคุยกับนักข่าว/หนังสือพิมพ์ รับฟังทฤษฎีน่าสนใจ “I figure we have a little courtroom right in here: Judge, jury and executioner.” ตัวเราเองคือผู้ตัดสินตัวเราเอง เมื่อกระทำความผิดอะไร จิตสามัญจะเป็นทั้งผู้พิพากษา ลูกขุน และเพชฌฆาต ตัดสินการกระทำเหล่านั้น … นั่นเป็นคำอธิบายสภาวะอารมณ์ สภาพจิตใจของ Chris หลังจากนี้ได้อย่างชัดเจน!

แซว: ทฤษฎีของนักข่าวคนนี้น่าจะคือเหตุผลให้กองเซนเซอร์ Hays Code ยินยอมอนุมัติหนังเรื่องนี้ แม้ฆาตกรลอยนวล ผู้(ไม่ค่อย)บริสุทธิ์ถูกตัดสินโทษประหาร แต่ความรู้สึกผิดมันจักติดตามมาหลอกหลอน ตนเองลงทัณฑ์ตนเอง

ช่วงท้ายของ The Woman in the Window (1944) จะมีฉากคล้ายๆเดียวกันนี้ ตัวละครค่อยๆก้าวย่างผ่านสองประตู ทำเหมือนจะครุ่นคิดสั้นฆ่าตัวตาย, แต่สำหรับ Scarlet Street (1945) เป็นการก้าวย่างสู่ห้องประหาร เพชฌฆาตรอลงทัณฑ์ ไม่มีวันหลบหนีจากความตาย

การเข่นฆ่า Kitty รวมถึงโยนความผิดให้ Johnny กลายเป็นตราบาปติดตามมาหลอกหลอน Chris ตัวเราเองคือผู้ตัดสินตัวเราเอง ได้ยินเสียงแว่วดังกึกก้อง ไฟกระพริบจากภายนอกสะท้อนความรู้สึกภายใน แทบมิอาจอดรนทน จนถึงขนาดครุ่นคิดสั้น พยายามผูกคอกระทำอัตวินิบาต (เห็นเพียงเงาลางๆ) อยากจะตายแต่ไม่สามารถฆ่าตัวตาย ต้องทนทุกข์ทรมาน จมปลักอยู่ความรู้สึกผิดตราบจนกว่าสิ้นอายุขัย

ผลงานมาสเตอร์พีซของ Chris ชื่อว่า Self-Portrait ได้รับการเปรียบเทียบกับภาพวาด Mona Lisa แต่ผมกลับรู้สึกเหมือน Medusa เพราะลวดลายของเสื้อผ้าหน้าผม หรือแม้แต่คิ้วอันเรียวแหลม มันช่างดูเหมือนอสรพิษ สิ่งชั่วร้าย หญิงอันตราย (Femme Fatale) มันคือภาพความประทับใจที่เขามีให้ต่อ Kitty

ความน่าสนใจของภาพนี้คือ Self-Portrait มันชวนให้ผู้ชมขบครุ่นคิดต่อว่าผกก. Lang สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ในลักษณะ Self-Portrait ด้วยหรือไม่? และใครควรคือต้นแบบหญิงสาวคนนี้ที่เขาเคยตกหลุมรัก และตกอยู่ในความสิ้นหวังหลังจากนั้น?

ตัดต่อโดย Arthur Hilton (1897-1979) สัญชาติอังกฤษ เข้าสู่วงการตั้งแต่ยุคหนังเงียบ ก่อนเซ็นสัญญาสตูดิโอ Columbia Pictures เดินทางสู่ Hollywood ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1933 ผลงานเด่นๆ อาทิ The Bank Dick (1940), Flesh and Fantasy (1943), Scarlet Street (1945), The Killers (1946), ช่วงทศวรรษ 50s หันเหความสนใจสู่วงการโทรทัศน์ ตัดต่อซีรีย์ดังๆอย่าง Lassie (1954-73), Mission: Impossible (1966-73) ฯ

ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Christopher Cross ตั้งแต่แรกพบเจอ Katherine March จากนั้นพยายามนัดติดต่อ สานสัมพันธ์ วาดฝันเราสองได้ครองรักกัน ซึ่งหนังยังนำเสนอมุมมองของเธอคู่ขนานไปด้วย เพื่อแสดงให้เห็นถึงการใช้มารยาเสน่ห์ล่อหลอกให้เขาลุ่มหลงใหล แท้จริงแล้วตนเองครองรักกับแฟนหนุ่ม/นักต้มตุ๋น Johnny Prince คอยบงการทุกสิ่งอย่างอยู่เบื้องหลัง … จริงๆอาจถือว่าหนังดำเนินเรื่องโดยใช้ Scarlet Street คือจุดศูนย์กลางก็ได้กระมัง!

  • แรกพบเจอยัง Scarlet Street
    • Chris เข้าร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองทำงานมาครบ 25 ปี!
    • ระหว่างทางกลับบ้านให้ความช่วยเหลือหญิงสาว Kitty กำลังถูกทำร้ายร่างกาย
    • ชวนกันไปนั่งดื่ม ทำความรู้จัก ก่อนพาไปส่งอพาร์ทเม้นท์
    • วันอาทิตย์ของ Chris วาดรูป ฟังคำพร่ำบ่นภรรยา
    • Johnny แวะเวียนมาหา Kitty โน้มน้าวให้เธอสานสัมพันธ์กับ Chris
  • มารยาร้อยเล่มเกวียน
    • Kitty พูดโน้มน้าว หลอกขอเงินจาก Chris
    • Chris มิอาจอดรนทนคำพร่ำบ่นภรรยา จึงนำเงินมาปรนเปรอให้ Kitty
    • Chris เช่าอพาร์ทเม้นท์หลังใหม่ให้กับ Kitty
    • แต่เธอใช้เป็นสถานที่พรอดรักกับ Johnny
  • ภาพวาด
    • Johnny นำเอาภาพวาดของ Chris ไปเร่ขายตามสถานที่ต่างๆ
    • จับพลัดจับพลูภาพวาดดังกล่าวเข้าตานักวิจารณ์ศิลปะ ยื่นข้อเสนอจัดการแสดงผลงาน
    • ภรรยาของ Chris พบเห็นการจัดแสดงผลงานของสามี กล่าวหาว่าเขาลอกเลียนแบบ
    • แต่แทนที่ Chris จะสำแดงอารมณ์เกรี้ยวกราดต่อ Kitty กลับเกิดแรงบันดาลใจวาดภาพ Self Portrait
  • คาหนังคาเขา
    • Chris พบเจอกับบุคคลอ้าวว่าคืออดีตสามีของภรรยา จึงใช้โอกาสนี้โมฆะสถานะแต่งงาน
    • จากนั้นเก็บข้าวของ ตั้งใจจะย้ายไปอาศัยอยู่อพาร์ทเม้นท์ของ Kitty แต่ดันพบเห็นภาพบาดตาบาดใจ
    • ลงมือฆาตกรรมอีกฝ่าย
    • Johnny ตกเป็นผู้ต้องสงสัย ได้รับตัดสินโทษประหารชีวิต
    • หลายปีให้หลัง Chris พยายามฆ่าตัวตาย กลายเป็นคนไร้บ้าน ยังคงรู้สึกผิดต่อเหตุการณ์บังเกิดขึ้น

เพลงประกอบโดย Hans J. Salter (1896-1994) นักแต่งเพลงสัญชาติ Austrian-American เกิดที่ Vienna, Austria-Hungary โตขึ้นร่ำเรียนการแต่งเพลงที่ Vienna Academy of Music, จากนั้นเข้าทำงานผู้ช่วย Vienna Volksoper ก่อนได้เป็นผู้อำนวยการเพลง Berlin State Opera แล้วถูกดึงตัวมาทำเพลงประกอบภาพยนตร์ในสังกัดสตูดิโอ UFA, อพยพสู่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1935 เซ็นสัญญา Universal Pictures กว่าสามสิบปี! ผลงานเด่นๆ อาทิ The Wolf Man (1941), Scarlet Street (1945), Creature from the Black Lagoon (1954), The Incredible Shrinking Man (1957) ฯ

แม้ว่า Salter จะขึ้นเลื่องชื่อในการเพลงประกอบหนังแนว Horror แต่สำหรับ Scarlet Street (1945) นอกจากช่วงท้ายที่ตัวละครจมปลักอยู่ในความมืดมิด/รู้สึกผิด ตลอดทั้งเรื่องคละคลุ้งกลิ่นอายโรแมนติก หญิงสาวคนนั้นคือแสงสว่างทางใจ ป๊ะป๋ายินยอมพลีกายถวาย พร้อมปรนเปรอนิบัติทุกสิ่งอย่าง โดยไม่รับรู้เบื้องหลัง ลับลมคมใน สิ่งชั่วร้ายที่เธอแอบซุกซ่อนไว้

ผมรู้สึกว่างานเพลงของหนังออกไปทางลัทธิประทับใจ (Impressionism) มากกว่าสำแดงพลังอารมณ์ (Expressionism) ท่วงทำนองมีความระยิบระยับ ฟังแล้วรู้สึกเคลิบเคลิ้มหลงใหล โดยเฉพาะบทเพลงขณะร้อยเรียงภาพวาดในงานจัดแสดงผลงาน ทำให้ผู้ชมบังเกิดรอยยิ้มอิ่มใจ

พล็อตของ Scarlet Street (1945) มีความละม้ายคล้ายกับ The Woman in the Window (1944) เรื่องราวของชายวัยกลางคน พร่ำเพ้อใฝ่ฝัน อยากครองรักหญิงสาวสวย บังเอิญให้ความช่วยเหลือเธอคนนั้น เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ ยินยอมให้ทุกอย่าง โดยไม่รับรู้เบื้องหลังอาจมีลับลมคมใน สิ่งชั่วร้ายซุกซ่อนไว้

“อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง” คือสุภาษิตสอนใจที่เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ทุกยุคทุกสมัย ไม่ใช่พบเจอหญิงสาวสวย ก็หน้ามืดตามัว รู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจ ยินยอมให้เธอทุกสิ่งอย่าง เบื้องหลังมันอาจมีสิ่งชั่วร้ายซุกซ่อนไว้ ก่อบังเกิดหายนะไม่มีใครคาดคิดถึง

สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ได้เขียนถึงใน The Woman in the Window (1944) คือประเด็นวิกฤตวัยกลางคน (Midlife Crisis) เพราะมันมีความชัดเจนกว่าใน Scarlet Street (1945) ตัวละคร Christopher Cross ทำงานมากว่า 25 ปี เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต ไม่มีความสุขครอบครัว ภรรยาจู้จี้ขี้บ่น เงินทองไม่พอใช้ ทั้งยังอิจฉาริษยาหัวหน้ามีรถหรู ชู้รักสวยๆ เลยอยากได้อยากมี โหยหาอิสรภาพ อยากลองเปลี่ยนแปลงอะไรๆดูบ้าง

อิสรภาพของ Chris ประกอบด้วยการหย่าร้างภรรยา (โมฆะการแต่งงาน), ครองรักหญิงสาวสวย Kitty และมีเวลาว่างสำหรับงานอดิเรก วาดภาพศิลปะ รังสรรค์ผลงานชิ้นเอกที่เป็นภาพเหมือน (Self Portrait) สะท้อนอารมณ์ศิลปินของตัวตนเอง

ผกก. Lang มีความหลงใหลการวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก เคยเดินทางไปร่ำเรียนศิลปะที่ฝรั่งเศส ก่อนค้นพบว่าตนเองไม่ได้มีพรสวรรค์ทางด้านนี้ อาจจะขาดสิ่งที่เรียกว่ามุมมอง/ทัศนมิติ (Perspective) เฉกเช่นเดียวกับผลงานภาพยนตร์ที่เจ้าตัวมักบอกว่ามักขาดสิ่งที่เป็นอัตชีวประวัติ “My private life has nothing to do with my films.”

แต่หลายๆผลงานของผกก. Lang มีความใกล้ตัว เป็นส่วนตัว สะท้อนเรื่องราวของตนเองออกมาอยู่เสมอๆ อย่างหนังเรื่องนี้ Scarlet Street (1945) เราสามารถเปรียบเทียบ Kitty = อดีตภรรยา Thea von Harbou เคยรักกันมากๆ ร่วมสรรค์สร้างภาพยนตร์ร่วมกันหลายครั้ง แต่การมาถึงของ Adolf Hiter เธอเลือกฝักใฝ่นาซี นั่นทำให้หัวใจเขาแตกสลาย จำใจต้องเลิกราหย่าร้าง อพยพหลบหนีสู่สหรัฐอเมริกา … ตลอดช่วงเวลาที่อาศัยอยู่สหรัฐอเมริกา ผกก. Lang ไม่มีข่าวคราวยุ่งเกี่ยวผู้หญิงคนไหน ส่วนหนึ่งเพราะยังคงรัก ขณะเดียวกันก็หวาดกลัว Femme Fatale

ผมรู้สึกว่าผกก. Lang พยายามมาหลายปีที่จะต่อรองกองเซนเซอร์ Hays Code ต้องการนำเสนอตอนจบฆาตกรลอยนวล (หนังสร้างขึ้นก่อนสิ้นสุดสงครามโลก เลยสามารถตีความถึง Adolf Hiter) ผู้บริสุทธิ์ถูกตัดสินโทษประหารชีวิต (ประชาชน/ชาวยิวที่เสียชีวิตระหว่างสงคราม) จนมาถึงปีสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่สอง ค้นพบเรื่องราวที่สามารถโน้มน้าว ล่อหลอก เบี่ยงเบนจากการตัดสินทางกฎหมาย มาเป็นความรู้สึกผิดภายในจิตใจ

สภาพตอนจบของ Chris คือผลกระทบทางจิตใจ การกระทำที่เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ กลายเป็นตราบาป (Trauma) บาดแผลทางใจที่ไม่มีวันลบเลือนหาย มันทำให้ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยหวาดระแวง วิตกจริต ครุ่นคิดมากจนเกิดอาการคลุ้มคลั่ง พยายามคิดสั้นแต่ฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ สุดท้ายจึงก้าวออกเดิน เฝ้ารอคอยวันตาย … จุดจบของ Nazi Germany ก็มาถึงพอดิบดี!


แม้เสียงตอบรับตอนออกฉายจะย่ำแย่ติดดิน เพราะฆาตกรลอยนวล คนบริสุทธิ์ถูกตัดสินโทษประหาร หนังเลยโดนแบนห้ามฉายจากหลายๆรัฐ New York, Milwaukee, Atlanta ฯ ถึงอย่างนั้นยังสามารถทำเงินในสหรัฐอเมริกาได้กว่า $2.5 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง $1.2 ล้านเหรียญ น่าจะคืนกำไรอย่างแน่นอน

ปัจจุบันหนังได้กลายเป็นสมบัติสาธารณะ (Public Domain) เหมือนโปรดิวเซอร์จะลืมต่อลิขสิทธิ์เมื่อปี ค.ศ. 1973 ทำให้เราจึงสามารถรับชมช่องทางไหนก็ไม่ผิดกฎหมาย, แต่ฉบับยอดเยี่ยมสุดแนะนำให้หาซื้อ Blu-Ray คุณภาพ 4K Ultra HD (ผ่านการบูรณะเรียบร้อย) ของค่าย Kino Lorber วางจำหน่ายเมื่อปี ค.ศ. 2014

แม้ส่วนตัวจะรู้สึกว่า Scarlet Street (1945) มีตำหนิเล็กๆน้อยๆพอสมควร ห่างไกลความสมบูรณ์แบบ แต่ถ้ารับชมเคียงข้าง The Woman in the Window (1944) จะรู้สึกว่าทั้งสองเรื่องสามารถเติมเต็มกันและกันได้อย่างแปลกประหลาด … สิ่งขาดตกบกพร่องใน The Woman in the Window ได้รับการเติมเต็มกับ Scarlet Street และในทิศทางตรงกันข้าม สิ่งขาดตกบกพร่องใน Scarlet Street ได้รับการเติมเต็มจาก The Woman in the Window

แต่สิ่งที่ Scarlet Street (1945) มีความน่าสนใจมากกว่า The Woman in the Window (1944) คือการผสมผสานภาพวาด งานศิลปะ โดยเฉพาะตอนจบที่กล้าท้าทายขนบวิถี/กองเซนเซอร์ Hays Code สามารถสะท้อนตัวตนของผกก. Lang ที่เต็มไปด้วยอคติต่อ Femme Fatale (อดีตภรรยา) และพวกคลั่งอำนาจทั้งหมด (Anti-Authoritarianism)

จัดเรต 13+ กับการต้มตุ๋นหลอกลวง

คำโปรย | Scarlet Street ถนนแห่งนี้ช่างแดงชาด อาบเลือด เต็มไปด้วยการตุ้มตุ๋นหลอกลวง
คุณภาพ | แดง
ส่วนตัว | ชื่นชอบ


MEAT Category: , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)