The Woman in the Window (1944)

The Woman in the Window (1944)

The Woman in the Window (1944) hollywood : Fritz Lang ♥♥♥♡

ภาพวาดหญิงสาวในตู้กระจกหน้าร้าน (Shop Window) ช่างมีความน่าหลงใหล Edward G. Robinson ถึงขนาดเก็บนำไปครุ่นคิด จินตนาการเพ้อฝัน แต่พอได้พบเจอตัวจริงนั้น Joan Bennett กลับกลายเป็นสวยอันตราย (Femme Fatale) อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจสาวสวย

ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ผกก. Lang สรรค์สร้างภาพยนตร์สามเรื่องติดๆที่มีเนื้อหาชวนเชื่อต่อต้านนาซี (anti-Nazi) ประกอบด้วย Man Hunt (1941), Hangmen Also Die! (1943) และ Ministry of Fear (1944) [จริงๆยังมีอีกเรื่อง Cloak and Dagger (1946) แต่ฉายหลังสงคราม] ขนาดว่า Joseph Breen จากกองเซนเซอร์ Hays Code ให้คำนิยามภาพยนตร์เหล่านี้ ‘Hate Film’ เต็มไปด้วยอคติต่อต้าน ความจงเกลียดจงชัง แต่ในช่วงเวลาสงคราม (Wartime) มันคงเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้กระมัง

อคติต่อ Nazi Germany ของผกก. Lang น่าจะเกิดขึ้นเมื่อตอนมีโอกาสพบเจอ Joseph Goebbels กล่าวว่า “Mr. Lang, we decide who is Jewish and who is not.” ค่ำคืนนั้นตัดสินใจหลบหนีออกนอกประเทศ ปฏิเสธคบค้าสมาคม ไม่ยินยอมก้มหัวต่อทรราชย์ แต่ศรีภรรยาขณะนั้น Thea von Harbou กลับแสดงความฝักใฝ่ Nazi Germany ปฏิเสธร่วมออกเดินทาง เลือกที่จะเลิกราหย่าร้าง … จะว่าไปเธอคือต้นแบบ Femme Fatale ของผกก. Lang เลยก็ว่าได้

The Woman in the Window (1944) มองผิวเผินไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับ Anti-Nazi แต่เรื่องราวของชายคนหนึ่ง (= ผกก. Lang) พบเจอหญิงสาวในภาพวาด โดยไม่รู้ตัวนำพาหายนะ ฆ่าคนตาย ถูกแบล็กเมล์ มันสามารถตีความในเชิงเปรียบเทียบถึงอดีตภรรยา Thea von Harbou ผู้มีความฝักใฝ่ Nazi Germany … แทนที่จะสร้างภาพยนตร์ต่อต้านนาซีอย่างตรงไปตรงมา ก็แปรเปลี่ยนมานำเสนอภยันตรายจากสวยสังหาร (Femme Fatale) อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจสาวสวย


Friedrich Christian Anton ‘Fritz’ Lang (1890-1976) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Austrian เกิดที่ Vienna, Austria-Hungary มารดาเป็นชาว Jewish ก่อนเปลี่ยนมา Catholicism ส่วนบิดาทำงานก่อสร้าง บุตรชายอยากดำเนินรอยตามด้วยการเข้าศึกษาวิศวกรรมโยธา Technische Hochschule Wien, Vienna แต่ไม่นานก็หันเหความสนใจมาร่ำเรียนศิลปะ จากนั้นออกเดินทางท่องยุโรป ฝึกฝนวาดรูปที่ Paris, ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอาสาสมัคร Imperial Austrian Army สู้รบกับ Russian และ Romania ได้รับบาดเจ็บสูญเสียการมองเห็นดวงตาขวา ระหว่างพักรักษาตัวอยู่กับ Red Cross ได้รับชมละคอนเวทีของ Max Reinhardt จึงเริ่มสนใจการแสดง ต่อด้วยภาพยนตร์ หลังสิ้นสุดสงครามเดินทางสู่ Berlin ทำงานเขียนบท กำกับหนังเงียบเรื่องแรก The Halfbreed (1919), ผลงานเด่นๆ อาทิ Destiny (1921), Dr. Mabuse the Gambler (1922), Die Nibelungen (1924), Metropolis (1927), เปลี่ยนผ่านสู่หนังพูด M (1931), The Testament of Dr. Mabuse (1933), การเรืองอำนาจของ Nazi Germany ตัดสินใจหลบหนีออกนอกประเทศ กำกับหนังฝรั่งเศส Liliom (1934) ก่อนมุ่งสู่สหรัฐอเมริกา สรรค์สร้างภาพยนตร์ Fury (1936), You Only Live Once (1937) ฯ

The Woman in the Window (1944) ต้นฉบับคือนวนิยาย Once Off Guard (1942) แต่งโดย James Harold Wallis (1885-1958) นักเขียนชาวอเมริกัน ดัดแปลงบทหนังโดย Nunnally Johnson (1897-1977) ที่ก่อนหน้านี้มีชื่อเสียงโด่งดังจากภาพยนตร์ The Grapes of Wrath (1940)

Johnson ดัดแปลงบทหนังที่ค่อนข้างซื่อตรงต่อต้นฉบับนวนิยาย เพียงปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็กๆน้อยๆให้สามารถอนุมัติผ่านกองเซนเซอร์ Hays Code (ยกตัวอย่างอาชีพโสเภณี เปลี่ยนเป็นโมเดลสาว ไม่มีเรื่องเพศสัมพันธ์เข้ามาเกี่ยวข้อง!) และตอนจบแทนที่พระเอกจะเอาตัวรอด ก็ล่อหลอกผู้ชมว่าทั้งหมดเป็นเพียงความฝัน สร้างบทเรียนอย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจสาวสวย ไม่หลวมตัวกระทำผิดพลาดซ้ำสอง


ศาสตราจารย์ Richard Wanley (รับบทโดย Edward G. Robinson) พบเห็นภาพวาดสีน้ำมันหญิงสาวในตู้กระจกหน้าร้าน (Shop Window) เกิดความลุ่มหลงใหล แล้วตอนดึกดื่นบังเอิญพบเจอคนนั้นที่ Alice Reed (รับบทโดย Joan Bennett) พูดคุยถูกคอ เลยพากันมาต่อที่อพาร์ทเม้นท์ แล้วเกิดเหตุไม่คาดฝัน! คนรักเก่าของเธอ Frank Howard (ชื่อจริง Claude Mazard) แวะเวียนมาเยี่ยมเยียน พอพบเจอ Richard แสดงอาการไม่พึงพอใจ ตรงเข้าไปกระทำร้าย ต้องการเข่นฆ่าให้ตกตาย เขาจึงต้องปกป้องตนเองด้วยการใช้กรรไกรทิ่มแทงอีกฝ่ายจนเสียชีวิต

เรื่องราวต่อจากนั้นคือการจัดการกับศพ และสภาวะอารมณ์ของทั้งสอง Richard เป็นคนนำศพของ Mazard ไปทิ้งยังชนบทห่างไกล หลงครุ่นคิดว่าตนเองแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้สมบูรณ์แบบ แต่พอรับฟังเรื่องเล่าจากเพื่อนอัยการ Frank Lalor ก็เริ่มตระหนักถึงความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ และฟากฝั่งของ Alice กำลังถูกแบล็กเมล์โดย Heidt (รับบทโดย Dan Duryea) รับรู้ความสัมพันธ์ของเธอกับนายจ้าง เรียกร้องขอเงินสด $5,000 เหรียญ … สุดท้ายแล้ว Richard และ Alice จะเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้ได้หรือไม่?


Edward G. Robinson ชื่อเกิด Emanuel Goldenberg (1893-1973) นักแสดงสัญชาติ Romanian เกิดที่ Bucharest, Kingdom of Romania ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish, อพยพสู่อเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 1904 ปักหลักอยู่ New York City ย่าน Lower East Side วัยเด็กใฝ่ฝันอยากเป็นทนายความ ก่อนหันเหความสนใจสู่การแสดง เริ่มต้นจากละครเวที Yiddish Theater District ติดตามด้วย Broadway เข้าสู่วงการภาพยนตร์ในยุคหนังพูด ผลงานเด่นอาทิ Little Caesar (1931), Double Indemnity (1944), Key Largo (1948), House of Strangers (1949), The Ten Commandments (1956), Soylent Green (1973) ฯ

เกร็ด: Edward G. Robinson ในชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฟากฝั่ง Male Legends ติดอันดับ #24

รับบท Professor Richard Wanley อาจารย์สอนจิตวิทยา หลังส่งภรรยาและบุตรไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด ระหว่างทางกลับเดินผ่านภาพวาดหญิงสาวในตู้กระจก เกิดความชื่นชอบหลงใหล มิอาจหักห้ามใจไม่ให้ครุ่นคิดจินตนาการ แล้วพอบังเอิญพบเจอเธอ พูดคุยถูกคอ ติดตามขึ้นอพาร์ทเม้นท์ ก่อนบังเกิดเหตุการณ์คาดไม่ฝัน ถึงอย่างนั้นเขาสามารถสงบสติอารมณ์ ใช้สติปัญญาครุ่นคิดแก้ปัญหาอย่างใจเย็น ทำทุกอย่างรอบคอบ แต่ไม่มีอะไรในโลกที่เป็น ‘Perfect Crime’

ผมเพิ่งรับชม Double Indemnity (1944) ไปเมื่อวันก่อนเลยยังติดภาพจำ Robinson ชายตัวเล็กผู้มีท่าทางขึงขัง ลีลาน้ำเสียงพูดมีความหนักแน่นจริงจัง รอบรู้ ทรงภูมิ เฉลียวฉลาดหลักแหลม, The Woman in the Window (1944) เกือบจะเป็นการพลิกบทบาท ศาสตราจารย์ผู้มีความสุภาพ น้ำเสียงอ่อนน้อม อุปนิสัยถ่อมตน พอตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายสามารถสงบสติอารมณ์ ใช้สติปัญญาครุ่นคิดแก้ปัญหาอย่างรอบคอบ ไม่เร่งรีบร้อน ช้าแต่ชัวร์ ระแวดระวังทุกฝีก้าว

แต่ภายนอกที่ดูสงบนิ่ง เยือกเย็นชา ภายในย่อมปั่นป่วนพลุกพล่าน ไม่ต่างจากมรสุมคลุ้มคลั่ง แม้เหตุการณ์บังเกิดขึ้นจะเป็นการป้องกันตัว เขากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ครุ่นคิดว่าตนเองคือฆาตกร จึงหวาดระแวงการค้นพบของตำรวจ สืบสาวมาถึงต้นตา กลัวถูกจับกุม สูญเสียชื่อเสียง และอาจถึงขั้นตัดสินโทษประหารชีวิต เหล่านี้ทำให้ตอนโดนแบล็กเมล์จาก Heidt ถึงขนาดตั้งใจจะรับประทานยานอนหลับฆ่าตัวตาย!

ในบรรดานักแสดงเคยร่วมงาน ผกก. Lang น่าจะมีความชื่นชอบประทับใจ Edward G. Robinson ที่สุดแล้วกระมัง! เป็นหนึ่งในไม่กี่คนเคยกล่าวชื่นชมในความลุ่มลึก อ่อนไหว ผู้ชมเกิดความสงสารเห็นใจ คอยแต่งแต้มสีสันให้กับภาพยนตร์ได้อย่างสมจริงจัง

Each part he plays, he enriches with deep and warm understanding of human frailties and compels us to pity rather than condemnation, always adding vivid color to the intricate mosaic of motion picture reality.

Fritz Lang กล่าวชื่นชมนักแสดง Edward G. Robinson

Joan Geraldine Bennett (1910-90) นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Fort Lee, New Jersey เป็นบุตรสาวคนเล็กของนักแสดง Richard Bennett วัยเด็กเคยปรากฎตัวในหนังเงียบของบิดา The Valley of Decision (1916), โตขึ้นเริ่มจากเป็นนักแสดง Broadway, ผลงานภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ Bulldog Drummond (1929), Little Women (1933), Father of the Bride (1950), There’s Always Tomorrow (1956), Suspiria (1977), ร่วมงานผกก. Fritz Lang ทั้งหมดสามครั้ง Man Hunt (1941), The Woman in the Window (1944) และ Scarlet Street (1945)

รับบท Alice Reed หญิงสาวในภาพวาด ทำงานโมเดลลิ่ง ก่อนหน้านี้ได้รับการเลี้ยงดูจาก Frank Howard โดยไม่เคยรับรู้ว่าอีกฝ่ายคือนักธุรกิจชื่อดัง Claude Mazard, การได้พบเจอ Richard Wanley ขณะเชยชมภาพวาด เลยชักชวนมานั่งดื่ม พูดคุยถูกคอ แล้วไปต่อที่อพาร์ทเม้นท์ มันช่างพอดิบพอดี Frank แวะมาเยี่ยมเยียน กลายเป็นหายนะคาดไม่ถึง

ตัวละครนี้ค่อนข้างจะมีปัญหา เพราะต้องปรับเปลี่ยนจากโสเภณี/เมียเก็บของ Claude Mazard มาเป็นแค่เด็กเสี่ย (sugar baby) ความสัมพันธ์ที่ดูไม่สมเหตุสมผลสักเท่าไหร่! และระหว่าง Alice กับ Richard มันไม่รู้สึกอันตราย ล่อหลอกอีกฝ่ายให้ตกเป็นเหยื่อ หรือที่เรียกว่าสวยสังหาร (Femme Fatale)

ผมไม่ค่อยอยากกล่าวโทษนักแสดง Bennett เพราะถ้าคุณได้รับชมผลงานถัดไป Scarlet Street (1945) จะเข้าใจว่าสวยสังหารในสไตล์ของเธอควรเป็นเช่นไร? ปัญหาแท้จริงน่าจะเกิดจากการปรับเปลี่ยนโน่นนี่นั่น เพื่อให้ได้รับการอนุมัติจากกองเซนเซอร์ Hays Code ตัวละครนี้เลยสูญเสียความสมเหตุสมผลหลายๆอย่าง

ซีเควนซ์ที่ Alice เผชิญหน้ากับนักแบล็กเมล์ Heidt ผมรู้สึกว่ามันไม่ค่อยน่าสนใจสักเท่าไหร่ แต่พอเข้าใจว่าหนังต้องการนำเสนอสถานการณ์คู่ขนานกับสิ่งที่ Prof. Richard เคยประสบกับเพื่อนอัยการ (ในกรณีของ Richard คืออาการหวาดแรง, ส่วน Alice ถูกแบล็กเมล์) แต่ตัวละครนี้ไม่ใช่จุดสนใจ ไม่ใช่มุมมองเล่าเรื่อง รวมถึงความล้มเหลวที่ไม่สามารถแบล็กเมล์กลับ ทำให้เธอแทบไม่หลงเหลือความสวยสังหารเลยสักนิด!

บางทีผมอาจจะเข้าใจผิด ฤาว่าตัวละครนี้ไม่ใช่สวยสังหาร? แต่เท่าที่ติดตามอ่านบทความวิจารณ์หลายๆสำนัก กล่าวอธิบายถึงวิธีการของเธอ ใช้มารยาหญิงลวงล่อหลอก นำพาชายแปลกหน้าขึ้นอพาร์ทเม้นท์ แล้วคือต้นสาเหตุให้เขาตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย แถมตอนถูกแบล็กเมล์ยังสามารถขอเงิน $5,000 เหรียญ … ถ้านั่นไม่ใช่ Femme Fatale จะให้เรียกว่าอะไร?


ถ่ายภาพโดย Milton R. Krasner (1904-88) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City เริ่มต้นจากผู้ช่วยตากล้อง Vitagraph and Biograph Studio สมัยยังมีสาขาอยู่ที่ New York แต่พอสตูดิโอปิดกิจการลง เดินทางมุ่งสู่ Hollywood ช่วงแรกๆในยุคหนังพูดมักเป็นตากล้องหนังเกรดบี กระทั่งการมาถึงของยุคหนังนัวร์ ได้รับคำชื่นชมมากๆเรื่องการจัดแสง-มืดมิด The Woman in the Window (1944), Scarlet Street (1945), พอย้ายมาสตูดิโอ Fox รังสรรค์ผลงานเลื่องชื่ออย่าง A Double Life (1947), The Set-Up (1949), All About Eve (1950), No Way Out (1950), และการมาถึงของ Techinicolor สามารถปรับตัวได้อย่างยอดเยี่ยม Three Coins in the Fountain (1954) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography, The Seven Year Itch (1955), An Affair to Remember (1957), King of Kings (1961), How the West Was Won (1962) ฯ

งานภาพของหนังมีความละมุนกับการจัดแสง-เงามืด คละคลุ้งกลิ่นอายหนังนัวร์ สังเกตว่ากล้องแทบไม่เคยสั่นไหว ตอนขับรถนิ่งมากๆ ดำเนินไปอย่างเนิบนาบ (สื่อถึงความใจเย็น ตัวละครสามารถสงบสติอารมณ์ต่อหายนะบังเกิดขึ้น) ขณะเดียวกันยังสร้างบรรยากาศเคลิบเคลิ้ม ล่องลอย เหมือนฝัน (Dreamlike)

ลึกๆผมแอบผิดหวังที่ลูกเล่น ลีลาอันโดดเด่น ความสไตล์ลิสต์ของผกก. Lang ดูเลือนจาง เจือจางลงไปพอสมควร สงสัยเพราะอายุอานามเพิ่มมากขึ้น และค่อยๆถูกกลืนกินโดยวิถี Hollywood ถึงอย่างนั้นเราสามารถมองว่าประสบการณ์ ทำให้หนังมีความละมุน ลุ่มลึกขึ้น … พื้นผิวน้ำดูสงบราบเรียบ แต่เบื้องลึกจิตใจ/กระแสน้ำลึกมีความเชี่ยวกราก


Opening Credit สังเกตว่ามีการออกแบบลวดลายพื้นหลัง ให้ดูเหมือนกรอบหน้าต่าง (Window) ห้อมล้อมรอบตัวอักษร และอีกข้อสังเกตคือทำออกมาเอียงๆ เฉียงๆ (Dutch Angle) เพื่อสื่อถึงความบิดๆเบี้ยวๆของเธอคนนั้น ที่จักก่อบังเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

Prof. Richard Wanley คืออาจารย์สอนจิตวิทยา บนกระดาษดำปรากฎชื่อ Sigmund Freud กำลังกล่าวถึงคำสอนพระเจ้า “Thou shalt not kill!” แต่มันมีรายละเอียดอย่างอุบัติเหตุ ความผิดพลาด รวมถึงการป้องกันตัวเอง (Self Defense) ที่ถือว่าไม่ใช่ความผิดทั้งทางโลกและทางธรรม

ถึงอย่างนั้นแสงจากบานเกร็ดสาดส่องเข้ามาอาบฉาบ Richard เป็นการบอกใบ้ว่าเขาจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่กำลังทำการบรรยายอยู่นี้ ฆ่าคนตายเพราะป้องกันตัวเอง แม้นั่นไม่ใช่ความผิด แต่เขาเลือกที่จะปกปิดซ่อนเร้น (เพราะไม่ต้องการสูญเสียหน้าตา/ชื่อเสียง) มันเลยกลายกลายเป็นปม Trama กัดกร่อนทำลายจิตวิญญาณ

แวบแรกที่ผมเห็นชื่อหนังสือ The Song of Songs ชวนให้นึกถึง ‘film within film’ ระหว่างที่ Richard อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วนอนหลับฝันซ้อนฝัน, แต่แท้จริงแล้วนี่คือ Love Poem (หรือ Erotic Poetry) เขียนด้วยภาษา Hebrew ปัจจุบันยังคงถกเถียงว่าคือส่วนหนึ่งของคัมภีร์ไบเบิล พันธสัญญาเก่าหรือไม่? เนื้อหาประกอบด้วยบทกวี ถ้อยคำรำพัน เกี่ยวกับความรัก ความลุ่มหลงใหล ตัณหาความใคร่ เพศสัมพันธ์ระหว่างชาย-หญิง … “celebration of human love, sexuality, and marriage as good gifts from God.”

ภาพวาด Alice Reed (รับบทโดย Joan Bennett) เป็นผลงานของ Paul Clemens ผมหาข้อมูลของจิตรกรคนนี้ไม่ได้เท่าไหร่ เพียงรับรู้ว่าเคยแต่งงานนักแสดงสาว Eleanor Parker ระหว่างปี ค.ศ. 1954-65

วันก่อนผมเพิ่งปรับปรุงบทความ Laura (1944) เลยรู้สึกมักคุ้นภาพวาดนี้เป็นพิเศษ ลองนำมาเปรียบเทียบแล้วพบว่ามีความละม้ายคล้ายคลึง (แค่สลับฟากฝั่งขวา-ซ้าย) นั่นแสดงว่าท่วงท่าทางนี้ จิตรกรมองว่ามีความงดงาม ตราตรึงที่สุดของสตรีเพศแล้วกระมัง

แซว: นอกจาก The Woman in the Window (1944) และ Laura (1944) ช่วงทศวรรษนั้นยังมี The Picture of Dorian Gray (1945), Portrait of Jennie (1948) ฯ ต้องถือเป็นกระแสนิยมภาพวาดหญิงสาวสวย ทำให้ชายหนุ่มลุ่มหลงใหล ตกหลุมรักใคร่ มาพร้อมหายนะ อันตราย ความตาย

น่าเสียดายหนังไม่ได้ฉายให้เห็นรูปภาพบนฝาผนังฟากฝั่ง Richard แต่ภาพด้านหลังของ Alice พอดูออกว่าเป็นบุรุษกับอสรพิษ ชวนนึกถึงสวนอีเดนที่เจ้างูทำการล่อหลอก Adam & Eve ให้รับประทานผลไม้ต้องห้าม (แอปเปิ้ล) เป็นเหตุให้ถูกขับไล่จากสรวงสวรรค์ … ในบริบทของหนัง บุรุษ = Richard, อสรพิษ = Alice จะว่าไปชุดของเธอก็ดูเหมือนเกร็ดงู ใช้มารยาเสน่ห์ล่อลวง ชักชวนขึ้นอพาร์ทเม้นท์

แซว: โคมไฟบนโต๊ะก็มีรูปลักษณะเหมือนอสรพิษเช่นกัน!

อพาร์ทเม้นท์ของ Alice ช่างมีความหรูหรา ไฮโซ โมเดิร์น เต็มไปด้วยงานศิลปะ ภาพวาด ประติมากรรม เฟอร์นิเจอร์ โซฟา โคมไฟ เตียงนอน ล้วนทันสมัยใหม่ นี่ไม่มีทางที่นางแบบสาวจะหาเงินได้มากมาย ต้องมีเสี่ยเลี้ยง ความสัมพันธ์ประเภท Sugar Daddy & Sugar Baby … ความสัมพันธ์แบบนี้พบเห็นบ่อยในหนังนัวร์ (เพราะมันสามารถใช้เป็นข้ออ้างกับกองเซนเซอร์ Hays Code) จะว่าไป Laura (1944) ก็คล้ายๆเดียวกัน

ชาย-หญิงอยู่ในอพาร์ทเม้นท์สองต่อสองจนดึกดื่น ไม่จำเป็นต้องอธิบายใดๆผู้ชมส่วนใหญ่ก็น่าจะเข้าใจได้ แต่สิ่งน่าสนใจคือการมาถึงของ Frank Howard หรือ Claude Mazard เวลาตีหนึ่งตอนฝนตกพรำ … สภาพอากาศฝนตก โดยปกติแล้วมักใช้แทนสัญญะของความเศร้าโศกเสียใจ น้ำตาหลั่งใน แต่บริบทของหนังนี้มันคือการมาถึงของหายนะ สิ่งชั่วร้าย เรียกว่าภัยพิบัติ(ทางจิตใจ)ก็ได้กระมัง

สภาพอากาศค่ำคืนนี้มันช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก! หลังจากชายคนนี้เสียชีวิต ระหว่างที่ Richard เดินทางกลับอพาร์ทเม้นท์เพื่อไปเอารถ ปรากฎว่าไม่มีฝนสักหยด แล้วขณะเขากำลังขนย้ายศพตอนตีสาม ห่าฝนก็พรำมาอีกรอบ … นี่ก็เท่ากับว่าสวรรค์ดลบันดาลให้ฝนตกตอนการมาถึงและจากไปของ Frank/Claude

โดยปกติแล้วการขับรถมันต้องโยกไปโยกมา (ต่อให้ถ่ายทำกับ Rear Projection ก็ตามเถอะ) ไม่มีทางที่ถนนจะราบเรียบ ไร้หลุมบ่อ/ทางโค้ง ซึ่งการทำเช่นนี้เป็นการสร้างสัมผัสล่องลอย เหมือนฝัน จับต้องไม่ได้ แต่ก็ยังมีเงาขมุกขมัวอาบฉาบใบหน้าตัวละครระหว่างขับรถ (สื่อถึงสภาพจิตใจอันขุ่นมัว หมองหม่น)

ผมสังเกตเห็นบ่อยครั้งเวลากล้องถ่ายภาพเพื่อนอัยการ Frank Lalor ชอบใช้มุมเงย ยืนพูด ตำแหน่งศีรษะสูงกว่าใคร แสดงถึงการมีอำนาจ กฎหมายอยู่ในมือ เชื่อมั่นว่าต้องสามารถจับกุมฆาตกรมาลงทัณฑ์, ตรงกันข้ามกับ Richard มักถ่ายมุมก้มขณะนั่งเก้าอี้ ศีรษะต่ำกว่าใคร สร้างสัมผัสเหมือนถูกกดดัน บางสิ่งอย่างครอบงำ ไม่สามารถดิ้นหลบหนี ลูกไก่ในกำมือ

Alice ถูกแบล็กเมล์จาก Heidt ระหว่างพูดคุยปรึกษา Richard สังเกตว่ากล้องเคลื่อนเลื่อนติดตามตัวละครอยู่คนละฟากฝั่งรั้ว/กรงขัง สื่อถึงการติดกับดัก(ของนักแบล็กเมล์) ยังครุ่นคิดอะไรไม่ออกว่าจะโต้ตอบยังไง คุยไปคุยมา แล้วพอเกิดไอเดียแก้ปัญหา (ใช้ยานอนหลับ) มันก็ช่างพอดิบพอดีเดินมาถึงสุดปลายรั้ว ค้นพบหนทางออกจากกรงขัง

สถานที่ที่ Richard นัดหมายกับ Alice ส่งมอบเงินและยานอนหลับ คือบริเวณล็อบบี้หน้าลิฟท์ ก็ไม่รู้ชั้นไหน แต่ถือว่าอยู่กึ่งกลางระหว่างบน-ล่าง การกระทำที่มีความสุ่มเสี่ยงขึ้นสวรรค์-ลงนรก ถูก-ผิด ดี-ชั่ว และห้องด้านหลังสำนักทนายความ vs. สถานทันตกรรม … สำนักทนายความยังพอเข้าใจได้ว่าสื่อถึงกฎหมาย ข้อกำหนดทางสังคม, ส่วนห้องหมอฟัน น่าจะเป็นการสำรวจภายในร่างกาย หรือก็คือสภาพจิตวิทยา/สามัญสำนึกจิตใจ

แทนที่ Alice จะมอบเงินแบล็กเมล์ทั้งหมดให้ Heidt กลับยึกยักเงินเอาไว้ก่อนหนึ่ง ซ่อนอยู่ระหว่างกองหนังสือ ผมขอไม่ลงรายละเอียดนะครับ

  • Western Star (1943) บทประพันธ์นิราศร้อยกรองของ Stephen Vincent Benét (1898-43) เกี่ยวกับการบุกเบิกตะวันตกของชาวอเมริกัน
  • Thirty Clocks Strike the Hour and Other Stories (1932) รวมเรื่องสั้นของ Vita Sackville-West

หลังได้รับแจ้งความล้มเหลวจาก Alice ไม่สามารถแบล็กเมล์กลับ Heidt นั่นทำให้ Richard ดูเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า หน้าดําคร่ำเครียดจนครุ่นคิดอะไรไม่ออก หวาดระแวง วิตกจริต กลัวความจริงถูกเปิดโปง มันชัดเจนมากๆว่าเขาตั้งใจจะกระทำอัตวินิบาต เดินกระย่องกระแย่ง ก้าวย่าง(สู่ความตาย)เปิดประตูห้องนอน (หลับนิรันดร์) และประตูห้องน้ำ (สถานที่ปลดปล่อยทุกข์/จิตวิญญาณล่องลอยออกจากร่าง) เทยานอนหลับมากกว่าหนึ่งซอง

แซว: หนังตัดไปฉากอื่นตอน Richard กำลังจะเทยานอนหลับซองสอง นั่นอาจแค่ต้องการให้หลับลึกเฉยๆก็ได้ แต่บรรยากาศของซีเควนซ์นี้พยายามชี้นำ/ล่อหลอกผู้ชมให้ครุ่นคิดว่าเป็นการฆ่าตัวตาย

Alice ในความฝันของ Richard ดูเป็นผู้หญิงมีระดับ แต่งตัวเลิศหรู ระยิบระยับ (ออกแบบเครื่องแต่งกายโดย Muriel King) มีความสวยสาว พราวเสน่ห์ สุภาพอ่อนน้อม น่าเอ็นดูทะนุถนอม, แต่พอเขาตื่นขึ้นจากฝัน Alice ตัวจริงนั้นดูไร้รสนิยม โสเภณีระดับล่าง น้ำเสียงหยาบกระด้าง ระริกระรี้แรดร่าน … ช่างมีความแตกต่างตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง!

ตัดต่อโดยคู่สามีภรรยา Gene Fowler Jr. (1917-98) & Marjorie Fowler (1920-2003)

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Prof. Richard Wanley หลังส่งภรรยาและบุตรไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด ระหว่างทางกลับเดินผ่านภาพวาดหญิงสาวในตู้กระจก เกิดความชื่นชอบหลงใหล มิอาจหักห้ามใจไม่ให้ครุ่นคิดจินตนาการ พบเจอเธอคนนั้นในความฝัน …

  • อารัมบท
    • Richard บรรยายในชั้นเรียนถึงการฆาตกรรม
    • Richard ไปส่งภรรยาและบุตรขึ้นรถทัวร์ท่องเที่ยวต่างจังหวัด
    • ระหว่างทางกลับ Richard เดินผ่านภาพวาดหญิงสาวในตู้กระจก เกิดความชื่นชอบหลงใหล
    • ระหว่างอ่านหนังสือ Song of Songs บอกกับพนักงานให้มาเตือนเวลาสี่ทุ่มครึ่ง
  • หญิงสาวในตู้กระจก
    • สี่ทุ่มขึ้นก่อนกลับบ้าน แวะเชยชมภาพวาดนั้นอีกรอบ ก่อนพบเจอนางแบบ Alice Reed
    • ชักชวนกันไปนั่งดื่ม และพาขึ้นอพาร์ทเม้นท์
    • การมาถึงของ Frank Howard (aka. Claude Mazard) อดีตคนรักของ Alice ทำให้เกิดการต่อสู้กับ Richard จนอีกฝ่ายเสียชีวิต
    • Richard พูดคุยกับ Alice ถึงแผนการแก้ปัญหา
    • Richard ขับรถนำศพไปทิ้งชนบทนอกเมือง
  • ความหวาดระแวงของ Richard
    • Richard ได้ยินข่าวคราวจากเพื่อนอัยการ Frank Lalor ถึงการสูญหายตัวของ Claude Mazard
    • ลูกเสือนายหนึ่งพบเจอศพของ Clude Mazard
    • Frank Lalor ชักชวน Richard ไปยังสถานที่เกิดเหตุ
    • Richard เต็มไปด้วยความหวาดระแวงเมื่อต้องแวะเวียนกลับไปยังบริเวณที่เขาทิ้งศพ
  • การถูกแบล็กเมล์ของ Alice
    • Alice ติดต่อหา Richard
    • Alice ถูกแบล็กเมล์โดย Heidt บุกเข้ามาในห้อง เก็บหลักฐาน
    • Richard นัดพบเจอกับ Alice มอบเงินแบล็กเมล์
    • Alice ใช้มารยาหญิงพยายามล่อลวง Heidt แต่อีกฝ่ายจับได้ไล่ทัน
    • Alice โทรศัพท์หา Richard เพื่อบอกถึงความล้มเหลว เขาไม่รู้จะทำอะไรยังไงเลยวางแผนจะฆ่าตัวตาย
    • Heidt ถูกตำรวจไล่ล่า วิสามัญฆาตกรรม
  • ปัจฉิมบท
    • Richard ถูกปลุกตื่นเวลาสี่ทุ่มครึ่ง!

ตอนจบของหนังคือการประณีประณอม เพราะยุคสมัยนั้นกองเซนเซอร์ Hays Code ไม่อนุญาตให้ฆาตกรลอยนวล ต้องถูกจับกุมมาลงโทษทัณฑ์ ผกก. Lang จึงใช้วิธีตื่นขึ้นจากความฝัน กลายเป็นบทเรียนชีวิต เสี้ยมสอนให้ผู้ชมบังเกิดสติหยุดยับยั้งชั่งใจ


เพลงประกอบโดย Arthur Lange (1889-1956) นักแต่งเพลง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Philadelphia, Pennsylvania โตเดินทางสู่ New York ทำเพลงประกอบละคอนเวที Broadway, การมาถึงของหนังพูด เซ็นสัญญาสตูดิโอ M-G-M ไต่เต้าจนกลายเป็นหัวหน้าแผนกดนตรี, ผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ The Great Victor Herbert (1939), Lady of Burlesque (1943), Casanova Brown (1944), The Woman in the Window (1944), Belle of the Yukon (1945) ฯ

โดยไม่รู้ตัว ผกก. Lang กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญการใช้เพลงประกอบภาพยนตร์! ทำการแทรกแซมบทเพลงอยู่ตามช่องว่างระหว่างฉาก ไม่เพียงสำหรับสร้างบรรยากาศ แต่ยังสร้างสัมผัสให้เกิดความต่อเนื่องลื่นไหล สำแดงสภาวะอารมณ์/สภาพจิตวิทยาตัวละคร เปิดเผยสิ่งซุกซ่อนภายใน เต็มไปด้วยความเนิบนาบ ปั่นป่วนพลุกพล่าน กระแสน้ำลึกมีความเชี่ยวกราก

หลายๆครั้งจะได้ยินเสียงขลุ่ยโหยหวน อาทิ ระหว่างอ่านหนังสือ Song of Songs, เชยชมภาพวาด, พูดคุยหญิงสาว ฯ เป็นการสร้างสัมผัสลึกลับ พิศวง ราวกับต้องมนต์ขลัง และยังเกิดความความเคลิบเคลิ้ม ลุ่มหลงใหล แทบมิอาจหักห้ามใจไม่ให้ตกหลุมรัก … นี่น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้หนังเข้าชิง Oscar: Best Music, Scoring of a Dramatic or Comedy Picture กระมังนะ

ภาพวาด ภาพยนตร์ ผลงานศิลปะทุกแขนง คือสิ่งสามารถสร้างอิทธิพลให้กับผู้ชม บังเกิดแรงบันดาลใจ ความชื่นชอบหลงใหล ครุ่นคิดจินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล … ก็เหมือนภาพวาดหญิงสาวในตู้กระจกหน้าร้าน (จริงๆควรตั้งชื่อหนังว่า The Woman in the Shop Window) ที่ทำให้ค่ำคืนนี้ Prof. Richard Wanley นอนหลับฝันไม่หวาน และได้รับบทเรียนสำคัญของชีวิต

“อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง” คือสุภาษิตสอนใจที่เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ทุกยุคทุกสมัย ไม่ใช่ลุ่มหลงใหลภาพวาด พบเจอหญิงสาวสวย ก็รู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจ ยินยอมให้เธอทุกสิ่งอย่าง เบื้องหลังมันอาจมีลับลมคมใน สิ่งชั่วร้ายซุกซ่อนไว้ หรือบังเกิดหายนะไม่มีใครคาดคิดถึง

ใจความของหนังนำเสนอผลกระทบทางจิตวิทยา/สภาพจิตใจ (Psychological Effect) ภายหลังการฆาตกรรม แม้มันเป็นการป้องกันตัว ถ้าฉันไม่ลงมือก็อาจถูกฆ่า แต่แทนที่ Richard จะเข้ามอบตัวกับตำรวจ ยินยอมรับสารภาพผิด กระทำสิ่งถูกต้องเหมาะสม เขากลับกลัวการสูญเสียชื่อเสียง ไม่อยากให้ครอบครัวต้องรับรู้ ทำไมถึงอยู่ในสถานที่เกิดเหตุ? มีความสัมพันธ์อะไรกับ Alice และผู้เสียชีวิต? ด้วยเหตุนี้จึงเลือกทำลายหลักฐาน นำศพไปทิ้งยังชนบทห่างไกล แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

แต่ความรู้สึกผิด (Guilt) หวาดกลัวการจับกุม (Fear of Getting Caught) รวมถึงฝ่ายหญิงถูกแบล็กเมล์ (Blackmail) คือสิ่งที่หวนกลับมาหลอกหลอนพวกเขา จนกลายเป็นความหวาดระแวง (Paranoid) แม้ไม่ถึงขั้นวิกลจริต เมื่อครั้น Richard ไม่สามารถครุ่นคิดหาหนทางออก เหมือนเขาพยายามจะฆ่าตัวตายหนีจากทุกสิ่งอย่าง (แต่อาจจะแค่ทานยานอนหลับก็ได้กระมัง)

ผมอ่านเจอในต้นฉบับนวนิยาย Richard ตอนจบสามารถเอาตัวรอดจากการถูกจับกุม แต่เหตุการณ์ทั้งหมดทำให้เขาป่วยจิต (Mental Trauma) แทบจะไม่สามารถใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ! ส่วนฉบับภาพยนตร์ตามข้อตกลงกับกองเซนเซอร์ Hays Code เรื่องนี้ยังไม่สามารถจบตามหนังสือ และแทนที่จะต้องหาหนทางออกให้ฆาตกรต้องรับโทษทัณฑ์ ก็เปลี่ยนมาทั้งหมดคือความฝัน … มันอาจเป็นการหักมุมที่ไม่น่าประทับใจนัก แต่เราสามารถตีความ ‘หน้าต่างจิตใจ’ ฟังดูสมเหตุสมผลขึ้นมานิดนึง

ผกก. Lang เลือกสร้าง The Woman in the Window (1944) ต่อจากหนังต่อต้านนาซี (Anti-Nazi) สามเรื่องติดๆ นี่ไม่ใช่ว่าอคติ/ความเกลียดชังเริ่มจางหาย สงครามโลกครั้งยังไม่สิ้นสุดเลยด้วยซ้ำ ความตั้งใจคือนำเสนอตัวละครหญิงที่มีความสวยสาว ใช้มารยาเสน่ห์ลวงล่อหลอกบุรุษ หรือที่เรียกว่าสวยสังหาร (Femme Fatale) บทเรียนจากอดีตภรรยา Thea von Harbou สามารถใช้เป็นสัญลักษณ์แทน Nazi Germany

จากเคยคลั่งรักภรรยา คู่สร้างคู่สม ร่วมกันสร้างภาพยนตร์หลายเรื่อง แต่พอเธอแสดงออกว่าฝักใฝ่นาซี มันจึงไม่มีหนทางอื่นนอกจากเลิกราหย่าร้าง นั่นย่อมสร้างความผิดหวังอย่างรุนแรงให้ผกก. Lang หลากหลายความรู้สึกไม่แตกต่างจาก Richard ผลกระทบทางจิตวิทยา/สภาพจิตใจ (Psychological Effect) ภายหลังการฆาตกรรม (ฆ่าเธอให้ตายจากหัวใจ)

ปล. ผมรู้สึกว่าผกก. Lang น่าจะยังคงห่วงโหยหา ครุ่นคิดถึงอดีตภรรยา Thea von Harbou แม้ไม่ได้ติดต่อกันแล้ว ไม่รับรู้เป็นตายร้ายดี แต่ตลอดช่วงเวลาใช้ชีวิตอยู่สหรัฐอเมริกาไม่เคยแต่งงานใหม่ และหลังจากรับรู้ข่าวการเสียชีวิต นำเอานวนิยายของเธอมาดัดแปลงสร้างภาพยนตร์สองเรื่อง The Tiger of Eschnapur (1959) และ The Indian Tomb (1959)


ก่อนหน้านี้ผกก. Lang สร้างหนังชวนเชื่อต่อต้านนาซี (anti-Nazi) มาสามเรื่องติดๆ พอเปลี่ยนมาแนวถนัด Crime-Noir, Mystery, Psychological เลยประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ทั้งรายรับและเสียงจากนักวิจารณ์ … น่าเสียดายไม่รายงานทุนสร้าง/ทำเงินได้มากน้อยเพียงใด

ช่วงปลายปีหนังได้เข้าชิง Oscar: Best Music, Scoring of a Dramatic or Comedy Picture แต่พ่ายให้กับ Miklós Rózsa ภาพยนตร์ Spellbound (1945)

แผ่น Blu-Ray ของค่าย Kino Lorber เมื่อปี ค.ศ. 2018 ขึ้นข้อความ NEW RESTORATION แต่ไม่ลงรายละเอียดใดๆ, ขณะที่ Eureka Entertainment คอลเลคชั่น Masters of Cinema จัดจำหน่ายปี ค.ศ. 2019 ปรากฎเพียง 1080p presentation on Blu-ray ไม่พบเห็นใช้คำว่าบูรณะเลยสักครั้ง … สรุปแล้วผมก็ตอบไม่ได้ว่าหนังผ่านการบูรณะแล้วหรือยัง แต่ของแถมของ Eureka Entertainment มีเยอะกว่านิดนึง

ส่วนตัวชื่นชอบบรรยากาศที่ราวกับเหมือนฝัน (Dreamlike) มีความเฉพาะตัว แตกต่างจากหนังนัวร์เรื่องอื่นๆอยู่มาก แต่หลายๆความไม่สมเหตุสมผล, Joan Bennett ดูไม่เหมือนสวยสังหาร โดยเฉพาะการให้เวลากับนักแบล็กเมล์ Dan Duryea จนยืดยื้อเยิ่นยาว … รับชมแบบไม่ครุ่นคิดหนังจะดูสนุกมากๆ พอลงรายละเอียดแล้วอยากเอาตีนก่ายหน้าผาก สวยแค่รูป/ภาพวาดในตู้กระจกหน้าร้านจริงๆสินะ!

จัดเรต 13+ กับบรรยากาศหนังนัวร์ สวยอันตราย ฆ่าคนตาย แบล็กเมล์

คำโปรย | The Woman in the Window ภาพวาดหญิงสาวในตู้กระจกหน้าร้านช่างมีความน่าหลงใหล แต่ทั้งหมดล้วนเป็นเพียงภาพลวงตาของจิตใจ
คุณภาพ | หน้าต่างจิตใจ
ส่วนตัว | ชื่นชอบ


MEAT Category: , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)