Se7en

เจ็ด เป็นเลขที่มีความพิศวงแตกต่างไปตามความเชื่อศรัทธา วัฒนธรรมศาสนา เชื้อชาติเผ่าพงศ์พันธุ์ บ้างว่าคือเลขมงคล บ้างว่าคือเลขอาถรรพ์ แต่วันนี้นั้น raremeat.blog ครบรอบเจ็ดปีแล้วละ

  • เลข 7 ตามความเชื่อพุทธศาสนา มีความเกี่ยวพันกับพระพุทธเจ้า อาทิ ประสูติพร้อมเดินบนดอกบัวได้ 7 ก้าว, แทนความหมายการตรัสรู้แล้วโปรดสัตว์ 7 ดินแดน, หรือในชาติที่เสวยชาติเป็นพระเวสสันดร ก่อนเดินทางไปบำเพ็ญเพียรในป่าได้บริจาคทานให้พิธีสัตตสตกมหาทาน 7 อย่าง คือ ช้าง, ม้า, โคนม, ทาสหญิง, ทาสชาย, ราชรถ และนางสนม อย่างละ 700 ฯลฯ นั่นเองทำให้ชาวพุทธมักยึดถือเลข 7 เป็นตัวเลขมีความหมายมงคล
  • เลข 7 ตามความเชื่อคริสต์ศาสนา กล่าวถึงวันสร้างโลกที่พระเจ้าใช้เวลาเพียง 6 วัน และวันที่ 7 ในการพักผ่อน นั่นคือต้นกำเนิดของสัปดาห์มี 7 วัน และไม่ทำงานวันอาทิตย์ ดังนั้นจึงถือกันว่าตัวเลข 7 มีความยิ่งใหญ่
  • เลข 7 ตามความเชื่อโหราศาสตร์ เป็นตัวเลขแทนดาวเสาร์ หมายถึง ความทุกข์ ปัญหา และอุปสรรคต่างๆ ทำให้ยึดถือกันว่าเป็นตัวเลขที่ไม่ดีเท่าไร
  • เลข 7 ตามความเชื่อชาวญี่ปุ่น มักถูกใช้แทนเทพเจ้าแห่งโชคลาภทั้ง 7 จึงถือเป็นเลขมงคล
  • เลข 7 ตามความเชื่อชาวจีน เป็นเดือนที่มีการปล่อยผีขึ้นมายังโลกมนุษย์ ถือเป็นเลขความหมายไม่ค่อยดี
  • สำนวนไทย ชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหน หมายถึง ความไม่แน่นอนของชีวิต เมื่อเคยถึงไต่เต้าถึงจุดสูงสุด สักวันก็ต้องหล่นลงมายังจุดต่ำสุด เป็นการสอนให้ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท
  • ส่วนอาถรรพ์เลข 7 กับเรื่องของความรัก (Seven-year itch) มาจากงานศึกษาวิจัยค้นพบว่าระยะเวลา 7 ปี คือค่าเฉลี่ยความสัมพันธ์ จุดอิ่มตัวของคู่รัก มักเกิดความเบื่อหน่ายชินชา จึงค่อยๆเปิดเผยธาตุแท้ตัวตน ไม่อดกลั้นฝืนทนต่อสิ่งที่ชอบ-ไม่ชอบอีกต่อไป

สำหรับ raremeat.blog ไม่ได้มีอาถรรพ์อะไรกับตัวเลข 7 นะครับ เพียงประหลาดใจตนเองว่าสามารถทำบล็อกมานานขนาดนี้เชียวหรือ สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ก็คือ ‘พัฒนาการ’ ทำให้มุมมองโลกทัศน์เปิดกว้าง ความครุ่นคิดสลับซับซ้อนขึ้นตามลำดับ รวมถึงวิธีการเขียนที่มีรูปแบบแผนชัดเจน นั่นทำเอาผมอยากโละทิ้งบทความเก่าๆ แล้วเริ่มต้นเขียนใหม่ทั้งหมด แต่ 1,500+ กว่าเรื่อง แค่คิดก็เหงื่อตก สมัยยังหนุ่มๆเขียนวันละเรื่องสองเรื่องได้ยังไงกัน!

เอาจริงๆผมไม่ได้คิดอยากจะแบ่งบทความออกเป็นบล็อคๆ มีรูปแบบ โครงสร้างที่ชัดเจนขนาดนี้หรอกนะครับ แต่มันเกิดจาก ‘พัฒนาการ’ ของการเขียน จากช่วงแรกๆที่มีเพียงแสดงความครุ่นคิดเห็น ชอบอะไร-ไม่ชอบอะไร ค่อยๆเพิ่มเติมรายละเอียดตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย เกร็ดเล็ก เกร็ดน้อย ใครติดตามอ่านอยู่เรื่อยๆก็คงสังเกตเห็นองค์ประกอบเหล่านี้จนกลายมาเป็น ‘สูตรสำเร็จ’

  • อารัมบท
    • เกริ่นนำย่อหน้าแรก เพราะต้องคัทลอกไปโพสตามสื่ออื่นๆ จึงเป็นย่อหน้าโปรโมท สรุปย่อใจความสำคัญ มีลักษณะกระตุ้นให้เกิดความสนใจบทความนั้นๆ
    • 1-2 ย่อหน้าถัดมาคือการขยายความน่าสนใจของบทความ มีอะไรที่เป็นจุดเด่น-จุดด้อย จุดน่าสังเกต หรือคำบอกใบ้สำหรับคนที่รับชมมาแล้ว ยังขบไขปริศนาบางอย่างไม่ออก ให้อ่านแล้วบังเกิดความสนใจยิ่งๆขึ้นอีก
    • ความคิดเห็นเบื้องต้น หรือความแรกประทับใจ ‘first impression’ พร้อมให้คำแนะนำ/การเตรียมตัว ตามประสบการณ์รับชม
    • (โดยปกติแล้วผมพยายามละเว้นจากการสปอยในช่วงอารัมบท เพื่อว่าถ้าอ่านแล้วเกิดความสนใจ ยังสามารถปิดทิ้ง แล้วหารับชมผลงานเรื่องนั้นๆได้ทัน)
  • ผู้กำกับ & แรงบันดาลใจในการสร้าง
    • ประวัติคร่าวๆของผู้สร้าง สิ่งที่อยู่ในความสนใจ และอาจรวมถึงลักษณะสไตล์ลายเซ็นต์ (ถ้าบุคคลนั้นมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น)
    • จุดเริ่มต้น ที่มาที่ไป แรงบันดาลใจในการสรรค์สร้างผลงานนั้นๆ
    • ถ้าดัดแปลงจากสื่ออื่น วรรณกรรม บทละคร รีเมค/ภาคต่อ หรืออ้างอิงจากประวัติศาสตร์ เหตุการณ์จริง ฯลฯ ก็จะมีการอธิบายรายละเอียด ที่มาที่ไปของสื่อเหล่านั้นขึ้น
    • เรื่องย่อแบบคร่าวๆ ใคร-ทำอะไร-ที่ไหน-อย่างไร
  • นักแสดง
    • ประวัตินักแสดงแบบคร่าวๆ รวมถึงเหตุผลของการได้รับบทดังกล่าว
    • บทบาทที่ทำการแสดง รวมถึงบุคลิกภาพ สิ่งที่ตัวละครครุ่นคิดแสดงออก
    • แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแสดง จุดเด่น-จุดด้อย ฉากที่น่าสนใจ
    • วิเคราะห์ตัวละครว่ามีนัยยะซ่อนเร้น แรงจูงใจ รวมถึงความสัมพันธ์ต่อผู้สร้าง
  • การถ่ายภาพ
    • ประวัติตากล้อง
    • กล่าวถึงลูกเล่น ลีลา สไตล์ลายเซ็นต์ รวมถึงวิธีการทำงานของผู้สร้างนั้นๆ
    • อธิบายจุดเด่น-ด้อยของงานภาพ รายละเอียดที่มีความน่าสนใจ
    • โปรดักชั่นงานสร้าง เริ่มเมื่อไหร่ ถ่ายทำที่ไหน มีข้อติดขัดอะไรหรือเปล่า แนะนำสถานที่ที่น่าสนใจ
    • จากนั้นเป็นการวิเคราะห์รายละเอียด (Mise-en-scène) โดยมักเลือกจาก
      • แนะนำเบื้องหลัง สถานที่ถ่ายทำ นักแสดงรับเชิญ หรืออ้างอิงสื่ออื่น(ศิลปะ, วรรณกรรม ฯลฯ)
      • วิเคราะห์องค์ประกอบศิลป์ เสื้อผ้าหน้าผม เครื่องแต่งกาย สอดคล้องเข้ากับเรื่องราวเช่นไร
      • ชี้ให้เห็นถึงวิธีการนำเสนอ เทคนิค ลวดลีลา ภาษาภาพยนตร์ที่น่าสนใจ แฝงนัยยะซ่อนเร้นอะไร
  • การตัดต่อ
    • ประวัตินักตัดต่อ
    • โครงสร้างการดำเนินเรื่อง นำเสนอผ่านมุมมองบุคคล-สัตว์-สิ่งของ และแบ่งแยกแยะออกเป็นองก์ๆ
    • อธิบายลูกเล่นลีลา เทคนิคที่เกี่ยวกับการตัดต่อ รวมถึงเหตุผล/ความสัมพันธ์กับภาพรวม
  • เพลงประกอบ
    • ประวัติคร่าวๆ รวมถึงสไตล์บทเพลงของคีตกวี
    • ลักษณะของบทเพลงที่ใช้ ลูกเล่นลีลา เทคนิคเกี่ยวกับบทเพลง รวมถึงเหตุผล/ความสัมพันธ์กับภาพรวม
    • จากนั้นเป็นการวิเคราะห์รายละเอียดของบทเพลง แฝงนัยยะซ่อนเร้น มีความสัมพันธ์กับเรื่องราวเช่นไร
  • บทสรุป
    • สรุปเรื่องราวที่บังเกิดขึ้น (มีสปอย)
    • วิเคราะห์เรื่องราวที่เกิดขึ้น เพราะเหตุใด ทำไมถึงบทสรุปเช่นนั้น
    • วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องราว กับสิ่งที่ผู้สร้างต้องการเปรียบเทียบถึง
    • วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องราว กับตัวตนของผู้สร้าง (ในกรณีที่เป็น ‘auteur’)
  • ปัจฉิมบท
    • เสียงตอบรับจากผู้ชม นักวิจารณ์ รายรับ-รายจ่าย กล่องรางวัล และอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน
    • แสดงความคิดเห็นส่วนตัวต่อผลงานนั้นๆ ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร
    • ให้คำแนะนำเป็นผลงานเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายใด
    • จัดเรตติ้ง พร้อมอธิบายเหตุผล
    • TAGLINE คำโปรยสั้นๆทิ้งท้าย

บทความวิจารณ์มันต้องมีโครงสร้างขนาดนี้เชียวหรือ? คำตอบคือไม่จำเป็นเลยสักนิด! ถ้าคุณอยากเขียนอะไรก็เขียนไปสิครับ มันไม่มีสูตรสำเร็จ ข้อบังคับ วิธีการตายตัว เอาจริงๆการไม่มีรูปแบบแผนจะทำให้มีอิสระในการครุ่นคิดมากกว่า ไม่ต้องมาถูกครอบงำ บีบบังคับด้วยกฎกรอบรัดตัวแบบนี้

มันเป็นปัญหาของผมเองอันเกิดจากประสบการณ์เขียนรายวัน มันจึงไม่มีเวลามากพอให้ครุ่นคิดหาวิธีการเขียนรูปแบบที่แตกต่าง สูตรสำเร็จดังกล่าวทำให้ไม่ต้องพะว้าพะวังว่าวันนี้จะใช้โครงสร้างอะไร เพราะการแบ่งแยกออกเป็นบล็อกๆ ทำให้เริ่มเขียนส่วนไหนก่อนก็ได้ นักแสดง บทสรุป เพลงประกอบ ฯลฯ ไม่จำเป็นต้องไล่เรียงจากบนลงล่าง … คือถ้าเขียนแบบไร้โครงสร้าง มันต้องหาข้อสรุปให้ได้ก่อนว่าจะเขียนรูปแบบยังไง แล้วค่อยๆไล่เรียงทีละบันทัดไปเรื่อยๆให้เกิดความต่อเนื่องลื่นไหล

วิธีการดังกล่าวยังสามารถแบ่งเวลาการทำงานออกเป็น ‘session’ ได้ด้วยนะ เช่นว่า เช้าเขียนอารัมบท, บ่ายเขียนปัจฉิมบท, ค่ำเขียนบทสรุป ฯลฯ และถ้ารายละเอียดส่วนไหนเขียนเสร็จเร็ว ก็จะเหลือเวลาไปทำอย่างอื่นในชีวิต อ่านการ์ตูน เล่นเกม ดูอนิเมะ ฯลฯ

นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การเขียนของผมช้าลงมากๆ ไม่ได้บ้าระห่ำเหมือนช่วงปีแรกๆที่ตั้งใจ 1 วัน 1 บทความ ตอนนี้โดยเฉลี่ย(อย่างช้า)คือ 3 วัน 1 บทความ เพื่อจะได้เวลาชีวิตเพิ่มขึ้น และพอไม่ต้องรีบเร่ง ก็สามารถค้นหาข้อมูลโดยละเอียดยิ่งขึ้นเช่นกัน

  • วันที่หนึ่ง: เช้า (อารัมบท & ปัจฉิมบท), บ่าย (ผู้กำกับ & แรงบันดาลใจในการสร้าง), ค่ำ (นักแสดง)
  • วันที่สอง: เช้า (ถ่ายภาพ+ตัดต่อ+เพลงประกอบ), บ่าย (บทสรุป), ค่ำ (ดูหนังเรื่องถัดไป)
  • วันที่สาม: ทั้งวัน (วิเคราะห์การถ่ายภาพ)

แซว: ส่วนที่ใช้เวลาเยอะสุดก็คือวิเคราะห์การถ่ายภาพ ขึ้นอยู่กับปริมาณ รายละเอียด และความสลับซับซ้อนของภาพยนตร์ หลายๆเรื่องวันเดียวไม่เสร็จ นานสุดเคยเขียนคือ 7 วัน (Evangelion & Cowboy Beboy)

  • 10-15 รูป ประมาณครึ่งวัน
  • 20-35 รูป ใช้เวลา 1 วันเต็มๆ
  • 40+ รูป มากกว่า 1 วัน

การได้รับรู้เข้าใจเบื้องหลังภาพยนตร์ ย่อมทำให้เรามีความชื่นชอบหลงใหลผลงานเรื่องนั้นขึ้นมากๆ ฉันท์ใดฉันท์นั้น นั่นคือเหตุผลที่ผมเขียนบทความนี้เพื่อเล่าประสบการณ์ทำงาน 7 ปี เผื่อว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรักหนัง คนรักการอ่าน รวมถึงใครอยากเป็นนักเขียน/นักวิจารณ์ ได้เปิดมุมมองโลกทัศน์ใหม่ๆ ตระหนักถึงความซับซ้อนเหมือนสถาปัตยกรรมเสาไฟฟ้า กว่าจะตั้งโด่เด่ขึ้นมาได้นั้น ต้องทำให้รากฐานมั่นคงจริงๆจังๆ

I was eight years old and I saw a documentary on the making of Butch Cassidy and the Sundance Kid. It had never occurred to me that movies didn’t take place in real time. I knew that they were fake, I knew that the people were acting, but it had never occurred to me that it could take, good God, four months to make a movie!

It showed the entire company with all these rental horses and moving trailers to shoot a scene on top of a train. They would hire somebody who looked like Robert Redford to jump onto the train. It never occurred to me that there were hours between each of these shots. The actual circus of it was invisible, as it should be, but in seeing that I became obsessed with the idea of “How?” It was the ultimate magic trick.

The notion that 24 still photographs are shown in such quick succession that movement is imparted from it — wow! And I thought that there would never be anything that would be as interesting as that to do with the rest of my life.

David Fincher

ผมอยากแนะนำคนรักหนังทั้งหลาย ลองหัดเขียนบทความวิจารณ์ให้เป็นกิจจะลักษณะ เพื่อเป็นการบันทึกไว้ว่าฉันเคยรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ๆนั้นๆ ไม่จำเป็นต้องเยิ่นยาว 10-20 หน้ากระดาษ เลียนแบบ raremeat.blog เอาง่ายๆเบื้องต้นแค่เพียง 3 ย่อหน้า

  • ย่อหน้าแรก บันทึกวันเวลา รับชมที่ไหน กับใคร (จะลงรายละเอียดหรือเอาคร่าๆก็ตามสบายใจ) กล่าวถึงความสนใจของเราต่อภาพยนตร์เรื่องนั้น ดูตัวอย่างแล้วชื่นชอบ ประทับใจผู้กำกับ/นักแสดง โปรดักชั่น หรือบทประพันธ์ ฯลฯ
  • เรื่องย่อของหนัง (พยายามครุ่นคิดเขียนเองนะครับ ไม่ควรไปคัทลอก Wikipedia เพื่อเป็นการสรุปเนื้อหาจากความเข้าใจของเราเอง) ใคร-ทำอะไร-ที่ไหน-อย่างไร สปอยหรือไม่สปอยก็ตามสบาย
  • แสดงความคิดเห็นส่วนตัว ชอบ-ไม่ชอบ ประทับใจอะไร ผิดหวังตรงไหน หรือจะวิเคราะห์รายละเอียด กล่าวถึงจุดที่น่าสนใจ

เพิ่มเติมอีกนิดกับ

  • หารูปใบปิด โปสเตอร์ หรือภาพประกอบที่เราชื่นชอบ แทรกเข้ามาด้วยก็ได้
  • คำโปรยสั้นๆ ข้อความคมๆเกี่ยวกับหนัง ไม่เกิน 1-2 บันทัด (เอาความยาวของ Twitter เป็นบรรทัดฐานก็ได้)
  • ตัดเกรด ให้คะแนนความชื่นชอบส่วนตัว จะเป็นตัวเลข ให้ดาว ฯ
    • หลายคนอาจสะดีดสะดิ้ง ทำไมภาพยนตร์ต้องตัดเกรด? ผมตอบให้ว่าคือการสร้างบรรทัดฐานให้ตนเอง เพราะเมื่อรับชมภาพยนตร์หลายๆเรื่อง มันจะเริ่มเกิดการเปรียบเทียบขึ้นโดยอัตโนมัติ เรื่องนี้ดีกว่าเรื่องนั้น การให้คะแนนจะเป็นสิ่งชี้ชัดในเชิงรูปธรรม
    • หรือใครจะตัดเกรดแบบ raremeat.blog ก็ได้นะครับ ตอนนี้แบ่งออกเป็น 5 เกรด
      • คุณภาพ: มาสเตอร์พีซ(5), ยอดเยี่ยม(4), กลางๆ(3), ค่อนข้างแย่(2), ขยะ(1)
      • ส่วนตัว: โปรดปราน(5), รักคลั่งไคล้(4), ชื่นชอบ(3), เฉยๆ(2), เสียเวลา(1)

ผมขอยกตัวอย่างบทความ สำหรับคนที่ไม่รู้จะเริ่มต้นเขียนอะไรยังไง

Avengers: Endgame (2019) ** (สองดาว)

ไหนๆก็เคยติดตามมาตั้งแต่ Iron Man (2008) จะให้พลาดภาพยนตร์ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุด ปิดท้ายจักรวาล Marvel ในโรง IMAX Paragon ไปได้อย่างไร!

หลังจาก Thanos ดีดนิ้วกำจัดคนไปครึ่งจักรวาล เหล่า Avengers ที่หลงเหลือจึงพยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้พรรคพวกพ้องของตนหวนกลับคืนมา ด้วยการย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีต ทำลายอัญมณี Infinity Stone ในอีกจักรวาลคู่ขนาน ตอนจบมีบุคคลหนึ่งยินยอมสละชีวิต และอีกคนหนึ่งถึงวัยเกษียณราชการ

แม้จะมี Visual Effect ตื่นตระการตา แต่การตัดต่อแม้งน่ารำคาญชิบหาย นักแสดงก็มากมายล้นจอ ใครจะไปจดจำได้หมด แต่ปัญหาทั้งมวลคือบทหนังที่มีลักษณะ ‘ชวนเชื่อ’ สร้างค่านิยมอเมริกันชน พระเอกต้องเก่ง ต้องอันดับหนึ่ง (เหนือมนุษย์) ฉันต้องเป็นฝ่ายถูกตลอด (โดยเฉพาะ Captain America) สรรหาสรรพข้ออ้างผดุงความยุติธรรม ให้ความสำคัญแต่พรรคพวกพ้อง ปฏิเสธต่อต้านบุคคลครุ่นคิดเห็นต่าง ต้องหาหนทางกำจัดให้พ้นภัยพาล … ผมไม่ได้จะบอกว่า Thanos เป็นฝ่ายถูกต้อง แต่หนังให้ความรู้สึกเหมือนโลกตะวันตกสุมหัวรวมตัวกัน เพื่อกำจัดจีน/รัสเซียที่มีความแตกต่างจากตนเอง

“Avengers: Endgame (2019) ภาพยนตร์ชวนเชื่อเลือกข้างอเมริกัน ล้างสมองผู้ชมได้เลวร้ายยิ่งกว่า The Triumph of the Will (1935)”

การเขียนวิจารณ์เล็กๆนี้ สามารถฝึกฝนกระบวนการคิด ทบทวนความเข้าใจ ไม่ใช่รับภาพยนตร์ผ่านๆเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว และยังเป็นการบันทึกความทรงจำ ‘Time Capsule’ เก็บใส่เฟสบุ๊ค หรือทำบล็อคส่วนตัวที่สามารถค้นหาง่ายๆ ในอนาคตเมื่อเราหวนกลับมารับชมหนังเรื่องนั้นอีกครั้งเมื่อไหร่ ย้อนกลับมาหาอ่านบทความเคยเขียนไว้ อาจพบเห็นมุมมองความเข้าใจที่ปรับเปลี่ยนแปลงไป

ทิ้งท้ายถึงสิ่งที่ผมตั้งใจอยากจะเขียนให้ได้ในรอบปีที่ 7 อาทิ Lars von Trier, Jacques Rivette, Jia Zhangke เอาแค่นี้ก่อนดีกว่า เพราะเมื่อถึงเวลาจริงๆมันมีปัจจัยอื่นๆอีกมากมาย หอภาพยนตร์, House Samyan, Doc Club & Pub, แถมเทศกาลอะไรก็ไม่รู้แข่งกันจัดถี่ๆ นี่ถ้าหนังคลาสสิกเข้าฉายแล้วไม่เขียนถึง มันจะเป็น raremeat.blog ได้อย่างไร

15-11-2022

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: