Shock Corridor (1963)

Shock Corridor

Shock Corridor (1963) hollywood : Samuel Fuller ♥♥♥♡

นักข่าวรายหนึ่ง ทุ่มสุดตัวด้วยการเสแสร้งเป็นคนบ้า เพื่อเข้าไปรักษาในโรงพยาบาลจิตเวช แล้วจะได้สืบค้นคดีฆาตกรรมปริศนา ‘ใครคือผู้เข่นฆ่า Sloan?’ แต่เขากลับค่อยๆแปรสภาพสู่ … นั่นสร้างความช็อคให้ผู้กำกับ Bernardo Bertolucci อ้างอิงถึงใน The Dreamers (2003)

ชื่อผู้กำกับ Samuel Fuller ล่องลอยอยู่ในความทรงจำของผมมาสักพักใหญ่แล้ว น่าจะเพราะการเอ่ยถึงของ Jean-Luc Godard อัญเชิญมาแสดงภาพยนตร์เรื่อง Pierrot le Fou (1965) เลยอยากสรรหาผลงานมารับชมสักเรื่องสองเรื่อง

Shock Corridor น่าจะเป็นผลงานเกือบๆยอดเยี่ยมที่สุดของ Fuller (เค้าว่ากันนะ ผมเพิ่งดูเรื่องแรกเลยยังบอกไม่ได้) ไม่เพียงนำเสนอเรื่องราวคนบ้าในโรงพยาบาลโรคจิตเวช แต่ยังสามารถสะท้อนถึงประวัติศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา อดีตที่คือตราบาป รับล่วงรู้ความจริงแล้วอาจทำให้ช็อคคลั่ง สูญเสียสติแตกไปเลยก็เป็นได้

เกร็ด: ผู้กำกับ Martin Scorsese ให้สัมภาษณ์บอกว่า Shock Corridor คือหนึ่งในแรงบันดาลใจสร้าง Shutter Island (2010)


Samuel Michael Fuller (1912 – 1997) ผู้กำกับ นักเขียน สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Worcester, Massachusetts ครอบครัวเชื้อสาย Jews วัยเด็กมีพัฒนาการค่อนข้างช้า พูดคำแรกตอนอายุ 5 ขวบ ว่า ‘Hammer!’ หลังจากพ่อเสียชีวิตเมื่อเขาอายุ 11-12 ปี อพยพย้ายสู่ New York City ทำงานหนังสือพิมพ์ Copyboy พออายุถึง 17 ปี กลายเป็นนักข่าวสายอาชญากรรม New York Evening Graphic, ระหว่างนั้นเขียนนวนิยาย Pulp, บทภาพยนตร์ Hats Off (1939), It Happened in Hollywood (1937), Gangs of New York (1938), ช่วงสงครามโลกอาสาสมัครทหาร เข้าร่วมรบยัง Africa, Sicily, Normandy ตอนนั้นมีกล้อง 16mm บันทึกภาพขณะช่วยเหลือตัวประกันในค่ายกักกันนาซี ทำให้ได้รับการยกย่องเหรียญเกียรติ Purple Heart เลื่อนตำแหน่งเป็นสิบโท, เมื่อกลับจากสงคราม ได้กำกับหนังเรื่องแรก I Shot Jesse James (1949) ใช้เวลาถ่ายทำเพียง 10 วัน ประสบความสำเร็จไม่น้อยทีเดียว

สไตล์ของ Fuller มีคำเรียกว่า ‘narrative tabloid’ ใช้ทุนสร้างต่ำ ระยะเวลาถ่ายทำน้อยนิด เขียนบทเองโดยพัฒนาเรื่องราวให้มีความสลับซับซ้อน หักมุม หรือช็อคผู้ชม โดดเด่นกับการ Close-Up ใบหน้าตัวละครช่วงขณะบีบเค้นคั้นทางอารมณ์

เกร็ด: Quentin Tarantino ได้แรงบันดาลใจ Pulp Fiction (1994) ส่วนหนึ่งก็จากแนวคิด/ผลงานของ Samuel Fuller คนนี้แหละ

ปลายทศวรรษ 40s, Fuller พัฒนาบท Straitjacket ให้ผู้กำกับ Fritz Lang ขณะนั้นข้ามน้ำข้ามทะเลมาสร้างภาพยนตร์ยัง Hollywood แต่ด้วยข้อเรียกร้องอยากได้ตัวละครนำเป็นหญิง เขาเลยไม่ยินยอมส่งมอบบทให้ … ผ่านไปกว่าทศวรรษ จึงตัดสินใจนำเอาบทดังกล่าว มาขัดเกลาหลายเป็น Shock Corridor

เรื่องราวของนักข่าวหนุ่ม Johnny Barrett (รับบทโดย Peter Breck) ครุ่นคิดว่าวิธีเร็วสุดที่ตนเองจะคว้ารางวัล Pulitzer Prize คือเปิดโปงเหตุการณ์ฆาตกรรมเกิดขึ้นในโรงพยาบาลจิตเวช ด้วยเหตุนี้เลยเสแสร้งตนเองปลอมตัวเป็นคนบ้า โดยร้องขอให้แฟนสาว Cathy (รับบทโดย Constance Towers) เข้าแจ้งความตำรวจ อ้างว่าตนเองเป็นน้องสาว ถูกพี่กระทำการลวนลามข่มขืน

เมื่อเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชได้สำเร็จ มีชายสามคนที่พบเห็นเหตุการณ์ฆาตกรรมนั้นเข้ากับตา
– Stuart (รับบทโดย James Best) ถูกจับกุมตัวในสงครามคาบสมุทรเกาหลี แล้วโดนล้างสมองจนกลายเป็นคอมมิวนิสต์ ระหว่างกำลังกระทำการเดียวกันกับเพื่อนร่วมชาติ ได้รับการย้ำเตือนจนหวนคืนสติ กลับมาบ้านเกิดถูกเปิดโปงความจริง ด้วยความอับอายค่อยๆกลายเป็นสูญเสียสติแตก ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวช
– Trent (รับบทโดย Hari Rhodes) นักศึกษาผิวสีคนแรกที่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา นั่นทำให้เขาถูกกดขี่ข่มเหง ใช้กำลังรุนแรงจากเพื่อนนักเรียนผิวขาว จนเมื่อถึงจุดๆหนึ่งถูกล้างสมอง/จินตนาการตนเองเป็นสมาชิก Ku Klux Klan ครุ่นคิดว่าตนเองผิวขาว ต้องการกำจัดขับไล่เพื่อนนักโทษที่เป็นชาวผิวสีด้วยกำลังความรุนแรง
– Boden (รับบทโดย Gene Evans) หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ผู้ครุ่นคิดค้นระเบิดปรมาณู รู้สึกสูญเสียใจกับเหตุการณ์เกิดขึ้นยังประเทศญี่ปุ่น เลยละทอดทิ้งความเฉลียวฉลาดของตนเองในปัจจุบัน หวนกลับไปเป็นเด็กอายุ 6 ขวบ ชื่นชอบการวาดภาพเป็นชีวิตจิตใจ


นำแสดงโดย Joseph Peter Breck (1929 – 2012) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Rochester, New York วัยเด็กอาศัยอยู่กับปู่ที่ฟาร์มยัง Haverhill, Massachusetts โตขึ้นสมัครเป็นทหารเรือในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ประจำการเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Franklin D. Roosevelt ต่อมาเข้าเรียนต่อสาขาการแสดงยัง University of Houston เริ่มต้นจากแสดงละครเวที รับเชิญซีรีย์ เข้าตา Robert Mitchum ชักชวนมาแสดงภาพยนตร์ Thunder Road (1958), สร้างชื่อให้ตนเองในซีรีย์ Maverick (1957-62), The Big Valley (1965-69) ฯ

รับบท Johnny Barrett นักข่าวหนุ่มผู้มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง เสแสร้งทำเป็นชื่นชอบน้องสาว พฤติกรรม Incest แต่แท้จริงแล้วต้องการสืบค้นคดีฆาตกรรม เมื่ออาศัยอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชนั้น เพราะต้องรับการรักษา บำบัด ทานยา รวมทั้งเข้าเครื่องช็อคไฟฟ้า ทำให้ค่อยๆเปลี่ยนแปลงสภาพ เมื่อถึงจุดๆหนึ่งไม่สามารถพูดออกมา และที่สุดคือกลายเป็นผัก มิอาจขยับเคลื่อนไหวร่างกาย ควบคุมตนเองได้อีกต่อไป

สีหน้าท่าทางเริ่มต้นด้วยความมุ่งมานะ ทะเยอทะยาน เชื่อมั่นในตนเองว่าสามารถทำทุกสิ่งอย่างได้สมปรารถนา นั่นเองที่ทำให้ตัวละครค่อยๆหลงระเริงไปกับภาพลวงตา เมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็ได้กลายเป็นคนบ้าสาสมแก่ใจ, การแสดงของ Breck นำเสนอวิวัฒนาการความคลุ้มคลั่งตัวละครออกมาได้ตราตรึงทีเดียว ไม่รู้ว่าร่ำเรียนการแสดง Method Acting มาหรือเปล่า แต่เห็นว่าหลังเล่นหนังจบต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลอยู่หลายวันทีเดียว (เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดจากบทบาท)

ตัวละครนี้มีอะไรหลายๆอย่างอ้างอิงจากผู้กำกับ Fuller ก่อนเข้าสู่วงการภาพยนตร์ทำงานเป็นนักข่าว เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นทะเยอทะยาน พานพบเห็นสงคราม อาชากรรมต่างๆมากมาย ล้วนชวนให้เขาคลุ้มคลั่งเสียสติแตกได้ทั้งนั้น!


Constance Mary Towers (เกิดปี 1933) นักร้อง/นักแสดงหญิง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Whitefish, Montana พ่อ-แม่เป็นผู้อพยพชาว Irish, ตั้งแต่เด็กมีแมวมองชักชวนให้เป็นนักแสดง/จัดรายการวิทยุ สตูดิโอ Paramount ต้องการจับเซ็นสัญญาเมื่อตอนอายุ 11 ปี แต่ครอบครัวบอกปัดปฏิเสธ, โตขึ้นเมื่อบิดาย้ายไปทำงานยัง New York City สอบเข้าเรียนดนตรียัง Juilliard School ต่อด้วย American Academy of Dramatic Arts วาดฝันเป็นนักร้อง แต่ได้งานสมทบภาพยนตร์ Bring Your Smile Along (1955), เข้าตาผู้กำกับ John Ford รับบทประกอบ John Wayne และ William Holden เรื่อง The Horse Soldiers (1959), ผลงานเด่นอื่นๆ Shock Corridor (1963), The Naked Kiss (1964) ฯ

รับบท Cathy นักเต้นเปลื้องผ้า ทำงานในผับแห่งหนึ่ง ตกหลุมรัก Johnny Barrett จนโงหัวไม่ขึ้น จึงยินยอมปลอมเป็นน้องสาว แจ้งความจับกุมตัวเขาส่งโรงพยาบาลจิตเวช แต่ไปๆมาๆเมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติของแฟนหนุ่ม นั่นทำให้ตัวเธอค่อยๆคลุ้มคลั่งเสียสติ ควบคุมตนเองไม่อยู่เหมือนกัน

ตัวละครอาจดูเป็น Stereotype ไปเสียหน่อย แต่เรือนร่างอันสุดเซ็กซี่ ยั่วเย้ายวน และการแสดงออกความรักคลั่งของ Towers ช่างเต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์ เห็นแล้วน่าสงสารเห็นใจอย่างที่สุดเลย

การแสดงของ Towers เป็นที่พึงพอใจต่อผู้กำกับ Fuller อย่างมาก พวกเขาจึงได้ร่วมงานกันอีกเรื่อง The Naked Kiss (1964) บทบาทคล้ายๆเดิม แต่ได้กลายเป็นตัวเอกของหนัง


ถ่ายภาพโดย Stanley Cortez (1908 – 1997) ตากล้องหนังนัวร์ สัญชาติอเมริกัน ผลงานเด่นๆ อาทิ The Magnificent Ambersons (1942), The Night of the Hunter (1955), The Three Faces of Eve (1957), Shock Corridor (1963), The Naked Kiss (1964) ฯ

ด้วยทุนสร้างจำกัด จึงมีการเช่า Sound Stage ของ Producers Studio เพียงสถานที่เดียว แล้วทำการก่อร่างสร้างทุกสิ่งอย่างภายในนั้นทั้งหมด และถ่ายทำฉากฝนตกภายในโถงทางเดินวันสุดท้าย … รวมระยะเวลาโปรดักชั่นเพียง 10 วัน!

สิ่งโดดเด่นมากๆของหนังคือการจัดแสง-เงา และเลือกทิศทางมุมกล้อง ที่สามารถสะท้อนสภาพจิตวิทยาภายในของตัวละคร แฝงมีนัยยะความหมายซ่อนเร้นแฝงอยู่

อีกสิ่งหนึ่งต้องเอ่ยปากชื่นชม คือลีลาบทสนทนาของตัวละคร ช่างมีความสำบัดสำนวน ยียวน กวนกันได้อย่างสอดคล้องจอง แถมยังสามารถเปรียบเทียบ ประชดประชัน ทั้งๆตัวละครนั้นก็แค่นักเต้นระบำเปลื้องผ้า แต่กลับสามารถพูดจาฉะฉาน เฉลียวฉลาดอย่างกับนักปรัชญา … นี่น่าจะเป็นอิทธิพลให้บรรดาผู้กำกับรุ่น French New Wave อย่างยิ่งๆเลยนะครับ ยกตัวอย่างเช่น

“Mark Twain didn’t psychoanalyze Huck Finn or Tom Sawyer. Dickens didn’t put Oliver Twist on the couch because he was hungry. Good copy comes out of people, Johnny, not out of a lot explainatory medical terms!”

– Cathy

เกร็ด: รูปภาพชายสองคนติดฝาผนังนี้ก็คือ Carl Jung และ Sigmund Freud ใครเรียนสายจิตวิทยา ต้องรู้จักสองบิดาผู้ริเริ่มต้นจิตวิเคราะห์

สำหรับ Constance Towers ผมว่ามันเป็นการเต้นระบำเปลือยที่ไร้รสนิยมมากๆ (แต่เรือนร่างของเธอก็ชวนให้คลั่งไคล้อยู่นะ) ซึ่งภาพแรกของเธอที่ใบหน้าถูกบกบังด้วยขนฟูฟ่องนี้ สะท้อนถึงการปกปิด ซ่อนเร้นบางสิ่งอย่างไว้ภายใต้
– เป้าหมายความต้องการของ Johnny Barrett เข้าไปในโรงพยาบาลจิตเวช
– ตัวตนแท้จริงที่อยู่ภายใต้จิตสำนึก
– ประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาที่ถูกปกปิดบัง ซ่อนเร้น คนรุ่นใหม่หลงลืมเลือนไปแล้วหมดสิ้น
ฯลฯ

ก็ด้วยเหตุนี้แหละที่ต้องให้ตัวละครของเธอ เป็นนักเต้นระบำเปลือย เพื่อจะได้ปลดเปลื้องสิ่งที่อยู่ภายใน(จิตใจ) พานพบเห็นมันออกมาข้างนอก เรือนร่างกาย

ช็อตนี้ที่นำมา จะมีภาพชายคนหนึ่งกำลังสูบซิการ์ นั่นคือผู้กำกับ Samuel Fuller

โถงทางเดิน มองลึกเข้าไปราวกับไร้จุดจบสิ้น (น่าจะเป็นการวาดภาพพื้นหลังบนกระจก Glass Painting) ซึ่งสามารถสะท้อนถึงสภาพภายในจิตใจของมนุษย์ Johnny Barrett รายล้อมด้วยคนมีพฤติกรรมผิดปกติ โดยไม่รู้ตัวเขาค่อยๆได้รับอิทธิพล และเมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็ถูกกลืนกิน กลายเป็นส่วนหนึ่งของความคลุ้มคลั่งสูญเสียสติแตก

จะมีอยู่สามครั้งที่พบเห็นภาพสีปรากฎขึ้นในหนัง ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความเพ้อฝันจินตนาการของตัวละครในสามช่วงขณะ (จับต้องได้ยิ่งกว่าโลกความเป็นจริง)
– ครั้งแรกของ Stuart จินตนาการถึงประเทศญี่ปุ่น (แม้ถ่ายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ถือว่าสะท้อนความทรงจำก่อนเหตุการณ์หายนะครั้งนั้น)
– ครั้งสองของ Trent จินตนาการถึงชาวพื้นเมืองอินเดียแดง กำลังเต้นระบำอะไรสักอย่าง
– ครั้งสุดท้ายในจินตนาการของ Johnny Barrett สายน้ำตกสาดกระเซ็นเข้ามาสู่ตัวเขา

ทั้งสามซีนนี้เป็นการรีไซเคิลจากผลงานเก่าของ Fuller
– ภาพจากญี่ปุ่น ระหว่างออกค้นหาสถานที่ถ่ายทำ House of Bamboo (1955)
– พิธีแต่งงานชาว Karajá Indians, Brazil ระหว่างออกค้นหาสถานที่ถ่ายทำ Tigreor แต่เรื่องนี้ไม่สร้าง [แต่ก็ได้กลายมาเป็นภาพยนตร์สารคดี Tigrero: A Film That Was Never Made (1994) กำกับโดย Mika Kaurismäki]

ผมชอบมุมกล้องนี้มากเลยนะ ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง The Seven Year Itch (1955) ที่พระเอกกระดิกนิ้วโป้งจนผิดสังเกตจิตแพทย์ ซึ่งซีนนี้ Cathy แสดงความเครียดกดดันจนมิอาจควบคุมนิ้วมือตนเองจนผิดสังเกตหมอเช่นกัน!

Johnny Barrett ถูกรุมล้อมโดยสาวๆ Nympho นี่ได้แค่สื่อถึงความร่านราคะของหญิงสาวยุคสมัยใหม่นี้ แต่ครอบคลุมไปถึงการมีชื่อเสียงโด่งดัง ถูกแฟนคลับ ผู้คนมากมายเข้าล้อมรอบ จิกกัดกิน กอบโกย แสวงหาผลประโยชน์ ความพึงพอใจใส่ตนเองเป็นที่ตั้ง

ผมชื่นชอบชายคนซ้ายมือนี้มาก ยกมือขึ้นค้างไว้เพื่อไขว่คว้าถึงจิตวิญญาณ ซึ่งเมื่อยกขึ้นสูงก็แลดูคล้ายเทพีเสรีภาพ … ถือเป็นตัวละครสะท้อนสัญลักษณ์ สหรัฐอเมริกา พบเห็นไม่ว่าขณะไหน(หรือใครยกมือขึ้น)ก็มีนัยยะใจความนี้!

อาการเริ่มพูดไม่ได้ของ Johnny Barrett สะท้อนถึงความไร้สิทธิ์เสียง ถูกครอบงำ กลืนกินจากสภาพแวดล้อมรอบข้าง นั่นเองที่ทำให้เขาแสดงอาการคลุ้มคลั่ง ควบคุมตนเองไม่ค่อยได้อีกต่อไป

ผมว่างานอดิเรกวาดรูปของ Boden น่าจะเป็นการสะท้อนคำพูดของไอน์สไตล์ ‘จินตนาการสำคัญกว่าความรู้’

ฉากฝนตก ฟ้าผ่าในโถงทางเดิน สะท้อนถึงสภาพภายในจิตใจของ Johnny Barrett ที่เต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง หลังคา-เพดาน มิอาจปิดกั้นการรั่วไหลจากภายนอก … นั่นคือเมื่ออาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมโรงพยาบาลจิตเวช ตัวเขาจึงค่อยๆกลายเป็นคนบ้า คลุ้มคลั่งเสียสติแตกในไม่ช้า

เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง Johnny Barrett ก็ได้กลายเป็นเทพีเสรีภาพ ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวร่างกายใดๆด้วยตนเอง ต้องคอยรับฟังคำสั่งจากผู้อื่น ถูกควบคุม ครอบงำ ชี้ชักนำ กำหนดทิศทางชีวิต แต่ถึงอย่างนั้น แฟนสาวยังคงเข้าไปโอบกอด เพราะรักมากจึงยินยอมรับได้ทุกสิ่งอย่าง

ฉากสุดท้ายของหนังเป็นการเคลื่อนไถลกล้องไปข้างๆ พบเห็น 3+1+1 ตัวละครยืนพิงผนังกำแพง เงาของพวกเขาทอดยาวราวกับอดีต ที่สืบสานต่อ ครอบงำบุคคลรุ่นถัดๆไปให้อยู่ภายใต้อิทธิพล สภาพแวดล้อม จนสุดท้ายแน่นิ่ง ดื่มด่ำในอิสรภาพจอมปลอมที่ได้รับมา

ตัดต่อโดย Jerome Thoms (1907 – 1977) สัญชาติอเมริกัน ขาประจำผู้กำกับ Fuller เคยได้เข้าชิง Oscar: Best Film Editing จากเรื่อง Pal Joey (1957)

เรื่องราวของหนังสามารถแบ่งออกเป็นตอนๆได้อย่างชัดเจน
– อารัมบท, แนะนำ Johnny Barrett, Cathy นำเข้าสู่โรงพยาบาลจิตเวช
– พยานคนแรก Stuart
– พยานคนสอง Trent
– พยานคนสาม Boden
– สิ่งเกิดขึ้นกับ Johnny Barrett หลังจากนั้น

และเนื่องจากหนังมีการใช้เสียงพูดบรรยาย ซึ่งออกมาจากความครุ่นคิด/ภายในจิตใจตัวละคร หลายๆครั้งจึงยังพบเห็นการแทรกภาพในจินตนาการ ก็มีทั้งการซ้อนภาพ (ของ Cathy), ย้อนอดีตภาพสี, และความคลุ้มคลั่งของพายุฝน

เพลงประกอบโดย Paul Dunlap (1919 – 2010) สัญชาติอเมริกัน ขาประจำผู้กำกับ Fuller ตั้งแต่ The Baron of Arizona (1950) นิยมทำเพลงประกอบให้ภาพยนตร์ทุนต่ำ ไม่ก็รายการโทรทัศน์โดยเฉพาะ The Three Stooges

งานเพลงของหนัง เริ่มต้นด้วยการสร้างบรรยากาศทะมึน อึมครึม เสียงเครื่องสายโดยเฉพาะเชลโล่ทุ่มต่ำ สะท้อนความคลุ้มคลั่งที่ค่อยๆคืบคลานเข้าสู่ภายในจิตใจ ช่างเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นสั่นสะพรึงกลัว ช็อคไปถึงขั้วหัวใจ

น่าเสียดายที่ผมไม่สามารถหารายละเอียดบทเพลง I Want Somebody To Love ระหว่างตัวละคร Cathy ขับร้องและเต้นระบำเปลือยผ้า เลยครุ่นคิดว่าอาจ Paul Dunlap คงเป็นคนแต่งเพลงนี้นะครับ

“Whom God Wishes to Destroy, He First Makes Mad”.

– Euripides, 425 B.C.

ผมลองนำประโยคนี้ไปค้นใน Google ก็พบว่าไม่ใช่ Euripides เป็นผู้ประพันธ์ขึ้น แต่อ้างอิงจากบทกวี The Masque of Pandora (1875) แต่งโดย Henry Wadsworth Longfellow ซึ่งคำที่ถูกต้องเป็น

“Whom the gods would destroy they first make mad”

ความหมายของประโยคนี้ สะท้อนพฤติกรรมมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความละโมภ โลภมาก เห็นแก่ตัว จนครุ่นคิดทำลายล้างพระผู้เป็นเจ้า ผู้ไม่เคยเรียกร้องอะไรตอบแทนคืนเลย ด้วยเหตุนี้สิ่งแรกที่ทรงกระทำ คือเริ่มจากทำให้จิตใจเขาผู้นั้นค่อยๆเลอะเลือน สูญเสียสติแตก กลายเป็นคนบ้า มิสามารถควบคุมตนเองได้

โรงพยาบาลบ้าแห่งนี้ ในมุมมองผู้กำกับ Samuel Fuller เทียบได้กับประเทศสหรัฐอเมริกา สามสิ่งในประวัติศาสตร์ที่คือตราบาป ชั่วเลวร้ายเกินการเยียวยา จนอาจทำให้บุคคลรับรู้เห็นกลายเป็นบ้า คลุ้มคลั่งเสียสติแตก
– อย่างแรกคือสงครามขัดแย้ง สุดโต่งในมุมมองต่อต้านคอมมิวนิสต์ ใช้กำลังเข้าห่ำหั่น ต่อสู้ เข่นฆ่าทำลายล้างเอาชีวิตศัตรู
– ถัดมาคือการเหยียดหยามทางสีผิว เชื้อชาติพันธุ์ (Racism) โดยเฉพาะคนทางใต้สร้างองค์กร KKK เพื่อเข่นฆ่าล้างทำลายล้างคนผิวดำ ยกสีผิวขาวคือผู้ยิ่งใหญ่ (White Supremacy)
– สุดท้ายคือระเบิดนิวเคลียร์ ปรมาณูเพียงสองลูก ได้ปรับเปลี่ยนโฉมหน้าโลกไปโดยสิ้นเชิง

“In war, men become animals”.

– Samuel Fuller

ประสบการณ์จากการเป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่สอง คงทำให้ผู้กำกับ Fuller พบเห็นธาตุแท้จริงของชาวอเมริกัน (แต่เหมือนว่าก็ตั้งแต่เป็นนักข่าวสายอาชญากรรมแล้วละ!) ตัวเขาคงเกิดอาการอึ้งทึ่ง ช็อค! ยินยอมรับอดีต ประวัติศาสตร์ เบื้องหลังชนชาติตนเองไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ และเรื่องพรรค์นี้กำลังค่อยๆถูกหลงลืมเลือน ละทอดทิ้งไปตามกาลเวลา คนรุ่นใหม่เมื่อผู้ใหญ่สั่งอะไรมาก็เห็นพ้องคล้อยตาม ขยับเคลื่อนไหวตามคำสั่งราวกับหุ่นชักเชิด ครุ่นคิดทำอะไรเองไม่ได้อีกต่อไปแล้วหรือไง!

ถ้ามนุษย์ไม่เรียนรู้จักประวัติศาสตร์ ความผิดพลาดจากอดีตย่อมหวนกลับมาเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก! นั่นเองคือสิ่งที่ทำให้ผู้กำกับ Fuller พยายามชักชวนให้ผู้ชมค้นหาความจริงไปกับ Shock Corridor ใครคือผู้เข่นฆาตกรรม Sloan ในห้องครัว? คำตอบไม่ใช่เป้าหมาย สิ่งค้นพบระหว่างทางต่างหากจะทำให้เกิดอาการ ช็อค! ถึงทรวงใน


หนังได้รับเสียงตอบรับดีเยี่ยม โดยเฉพาะจากนักวิจารณ์ฝรั่งเศสของนิตยสาร Cahiers du Cinéma ถึงขนาดยกให้ติดอันดับ 7 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี และฟลุ๊กๆ Larry Tucker ชายร่างใหญ่ผู้รับบท Pagliacci ได้เข้าชิง Golden Globes: Most Promising Newcomer – Male

ส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบหนังพอสมควร แม้ตอนจบจะคาดเดาได้ง่ายเสียหน่อย (เพราะเคยพบเห็นเรื่องราวคล้ายๆแบบนี้มาเยอะแล้ว) แต่ก็ยังประทับใจในการแสดง ถ่ายภาพ กลิ่นอายนัวร์ เนื้อเรื่องราวแฝงซ่อนเร้นบางสิ่งอย่าง และโดยเฉพาะไดเรคชั่นผู้กำกับ Samuel Fuller พอเข้าใจเหตุผลที่ Godard, Truffaut, Bertolucci หรือแม้แต่ Scorsese, Tarantino ยกให้เป็นต้นแบบ อิทธิพลในผลงานตนเอง

แนะนำโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับจิตแพทย์ นักจิตวิทยา กำลังร่ำเรียนสาขานี้อยู่ ถ้าเป็นคุณจะวินิจฉัยพฤติกรรม/การแสดงออกของตัวละครอย่างไร, และแฟนๆหนังนัวร์ อาชญากรรม whodunit? ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับโรงพยาบาลจิตเวช ตัวละครค่อยๆคลุ้มคลั่งสูญเสียสติแตก

คำโปรย | ผู้ชมสมัยนี้อาจไม่ช็อคเท่าไหร่กับ Shock Corridor แต่ไดเรคชั่นผู้กำกับ Samuel Fuller ได้กลายเป็นอิทธิพลเหนือกาลเวลา
คุณภาพ | ช็อค!
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of