The Naked Kiss (1964)

The Naked Kiss

The Naked Kiss (1964) hollywood : Samuel Fuller ♥♥♥

หญิงสาวเมื่อเลือกที่จะเป็นโสเภณี ย่อมมีบางสิ่งอย่างภายในจิตใจเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล รอยจูบเคยหวานฉ่ำหลงเหลือเพียงความเปลือยว่างเปล่า จะมีใครสักคนไหมสามารถนำพาความรู้สึกนั้นให้หวนคืนกลับมา

ไม่ใช่ภาคต่อ แต่สามารถมองได้ว่าเป็นภาคต่อของ Shock Corridor (1963) เพราะนำแสดงโดย Constance Towers รับบทบาทคล้ายๆกัน (นักเต้นเปลื้องผ้า –> โสเภณี) ซึ่งสิ่งเกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนั้น ราวกับทำให้เธอตัดสินใจบางสิ่งอย่างในภาพยนตร์เรื่องนี้

อดีตเป็นสิ่งที่มักติดตามมาหลอกหลอนจนถึงปัจจุบัน นี่เช่นกันคือแนวความคิดต่อเนื่องจาก Shock Corridor แต่จากสะท้อนประวัติศาสตร์ด้านมืดของสหรัฐอเมริกา The Naked Kiss นำเสนอสิ่งที่เป็นตราบาปฝังอยู่ภายในจิตใจผู้กำกับ Samuel Fuller เพียงอย่างเดียวเท่านั้น


Samuel Michael Fuller (1912 – 1997) ผู้กำกับ นักเขียน สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Worcester, Massachusetts ครอบครัวเชื้อสาย Jews วัยเด็กมีพัฒนาการค่อนข้างช้า พูดคำแรกตอนอายุ 5 ขวบ ว่า ‘Hammer!’ หลังจากพ่อเสียชีวิตเมื่อเขาอายุ 11-12 ปี อพยพย้ายสู่ New York City ทำงานหนังสือพิมพ์ Copyboy พออายุถึง 17 ปี กลายเป็นนักข่าวสายอาชญากรรม New York Evening Graphic, ระหว่างนั้นเขียนนวนิยาย Pulp, บทภาพยนตร์ Hats Off (1939), It Happened in Hollywood (1937), Gangs of New York (1938), ช่วงสงครามโลกอาสาสมัครทหาร เข้าร่วมรบยัง Africa, Sicily, Normandy ตอนนั้นมีกล้อง 16mm บันทึกภาพขณะช่วยเหลือตัวประกันในค่ายกักกันนาซี ทำให้ได้รับการยกย่องเหรียญเกียรติ Purple Heart เลื่อนตำแหน่งเป็นสิบโท, เมื่อกลับจากสงคราม ได้กำกับหนังเรื่องแรก I Shot Jesse James (1949) ใช้เวลาถ่ายทำเพียง 10 วัน ประสบความสำเร็จไม่น้อยทีเดียว

สไตล์ของ Fuller มีคำเรียกว่า ‘narrative tabloid’ ใช้ทุนสร้างต่ำ ระยะเวลาถ่ายทำน้อยนิด เขียนบทเองโดยพัฒนาเรื่องราวให้มีความสลับซับซ้อน หักมุม หรือช็อคผู้ชม โดดเด่นกับการ Close-Up ใบหน้าตัวละครช่วงขณะบีบเค้นคั้นทางอารมณ์

“I’ve known prostitutes since I was young”.

– Samuel Fuller

ก็ตั้งแต่เริ่มต้นทำงานหนังสือพิมพ์ สายข่าวอาชญากรรม ทำให้ Fuller ต้องคลุกคลีอยู่กับด้านมืดของ Manhattan เพราะซ่องโสเภณีถือเป็นแหล่งข่าวชั้นดีในการสืบค้นหาความจริง

“I began to understand that for every dollar, they kept only thirty-five cents. The madam fixed the rates. When they were unhappy, she asked . . . ‘Do you want to be a Lindy?’”

เกร็ด: Lindy น่าจะเป็นการเปรียบเทียบถึง Charles Lindbergh นักบินคนแรกที่สามารถข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก New York สู่ Paris โดยไม่หยุดแวะพัก, ซึ่งเดือนมีนาคม ค.ศ. 1932 ลูกชายที่ยังเป็นทารกได้ถูกลักพาตัวและเข่นฆาตกรรม บรรดาสื่อใหญ่ๆต่างถือว่าเป็น ‘อาชญากรรมแห่งทศวรรษ’ … คงจะเป็นคำขู่ ถ้าไม่อยากประสบพบโชคชะตาเดียวกันกับ Lindbergh

เรื่องราวของหญิงสาว Kelly (รับบทโดย Constance Towers) ตัดสินใจทอดทิ้งแมงดา/คนรักเก่า ออกเดินทางด้วยรถโดยสารมาถึงเมืองเล็กๆ Grantville พานพบเจอนายตำรวจ Captain Griff (รับบทโดย Anthony Eisley) ซึ่งพอคาดเดาได้ว่าเธอมีเบื้องหลังเป็นมาเช่นไร ซึ่งหลังจากใช้บริการร่วมรักหลับนอนในคืนแรก แนะนำให้ไปทำงานยังร้านของ Candy (รับบทโดย Virginia Grey) ถ้ามีโอกาสก็จะแวะไปเยี่ยมเยียน แต่หญิงสาวกลับตัดสินใจเลิกร้างราอาชีพเก่า เปลี่ยนมาทำงานนางพยาบาลดูแลเด็กๆพิการ ซึ่งพอ Griff ล่วงรับรู้เข้า พยายามที่จะ Blackmail ขับไล่ออกจากเมือง


Constance Mary Towers (เกิดปี 1933) นักร้อง/นักแสดงหญิง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Whitefish, Montana พ่อ-แม่เป็นผู้อพยพชาว Irish, ตั้งแต่เด็กมีแมวมองชักชวนให้เป็นนักแสดง/จัดรายการวิทยุ สตูดิโอ Paramount ต้องการจับเซ็นสัญญาเมื่อตอนอายุ 11 ปี แต่ครอบครัวบอกปัดปฏิเสธ, โตขึ้นเมื่อบิดาย้ายไปทำงานยัง New York City สอบเข้าเรียนดนตรียัง Juilliard School ต่อด้วย American Academy of Dramatic Arts วาดฝันเป็นนักร้อง แต่ได้งานสมทบภาพยนตร์ Bring Your Smile Along (1955), เข้าตาผู้กำกับ John Ford รับบทประกอบ John Wayne และ William Holden เรื่อง The Horse Soldiers (1959), ผลงานเด่นอื่นๆ Shock Corridor (1963), The Naked Kiss (1964) ฯ

รับบท Kelly หญิงสาวโสเภณีผู้มีความเบื่อหน่ายในอาชีพของตนเอง จึงอยากเปลี่ยนแปลงตนเอง ด้วยความชื่นชอบรักเด็ก (เพราะตนเองมีลูกไม่ได้) ได้งานใหม่เป็นนางพยาบาลดูแลเด็กๆพิการ ซึ่งนั่นถือเป็นความต้องการจากภายในจิตใจ แต่กลับกำลังถูก Blackmail โดยนายตำรวจผู้มองคนเพียงเปลือกนอก ถึงอย่างนั้นเธอพยายามร้องขอโอกาสสองไม่ได้หรืออย่างไร

เช่นกันกับตอนที่ J.L. Grant (รับบทโดย Michael Dante) ตกหลุมรัก Kelly เพราะความเฉลียวฉลาดรอบรู้ แถมมีรสนิยมทางดนตรี ชื่นชอบ Beethoven: Moonlight Sonata เฉกเช่นเดียวกัน เลยต้องการขอเธอแต่งงาน ซึ่งหญิงสาวตัดสินใจพูดบอกความจริงแต่เขาก็ยังรับได้ … นั่นเองสร้างความรังเกียจเดียจฉันท์ต่อ Captain Griff พยายามอีกครั้งจะ Blackmail เพื่อให้เพื่อนสนิท Grant รับล่วงรู้ความจริงเกี่ยวกับเธอ

ผมว่า Towers เกิดมาเพื่อรับบทบาทนี้เลยนะ! ก็ตั้งแต่ Shock Corridor (1963) สามารถบีบเค้นคั้น ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก กลั่นออกมาจากภายใน ซึ่งเรื่องนี้โคตรน่าสงสารเห็นใจยิ่งกว่า เพราะอดีตไม่สามารถหวนกลับไปแก้ไขได้ เธอจึงต้องทนแบกรับโทษทัณฑ์ทรมาน มิอาจพานพบเจอความสงบสุขภายในจิตใจโดยง่าย

แซว: สาเหตุที่ Towers ไม่โด่งดังเลืองลือนามไปกว่านี้ เพราะอาถรรพ์ผู้กำกับ Samuel Fuller สามารถปลุกปั้นนักแสดงในสังกัดให้กลายเป็นตำนาน แล้วเลือนลางจางหายไปตามกาลเวลา … ทุกคนเลยละ!


Anthony Eisley ชื่อเกิด Frederick Glendinning Eisley (1925 – 2003) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Philadelphia, Pennsylvania พ่อเป็นผู้จัดการบริษัทแห่งหนึ่ง ฐานะครอบครัวค่อนข้างมั่งคั่ง หลังจากอาสาสมัครทหารเรือในช่่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เข้าเรียนสาขาการแสดงยัง University of Miami จากนักทำงานละครเวที ภาพยนตร์เรื่องแรก Fearless Fagan (1952), มักได้รับบทตำรวจ/นักสืบ โด่งดังสูงสุดกับซีรีย์ Hawaiian Eye (1959-63)

รับบท Captain Griff นายตำรวจผู้สนเพียงความสงบสันติสุขของเมือง Grantville แต่จิตใจกลับเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว มักมากร่านราคะ มองคนที่เปลือกนอกมากกว่าจะคอยเอาใจใส่ใคร ก็ไม่เชิงว่าคอรัปชั่น แต่ก็มิอาจเรียกว่าคนดี, ลึกๆอาจตกหลุมรัก Kelly แต่เพราะครุ่นคิดว่าธาตุแท้โสเภณี ย่อมไม่มีทางเป็นแสดงออกด้วยความจริงใจ ซื่อสัตย์ต่อใคร จึงพยายาม Blackmail เพื่อมิให้เหยื่อของเธอต้องมารวดร้าวทุกข์ระทมภายหลัง

ภาพลักษณ์ตำรวจ/ทหาร ยุคสมัยก่อนต้องเป็นคนดีมีศีลธรรมเท่านั้น! แต่เรื่องนี้พยายามผิดแผกแหกกฎ Eisley แสดงออกด้วยเกรี้ยวกราด ขุ่นเคือง Racism รังเกียจเดียดฉันท์โสเภณีอย่างสุดๆ (ทั้งๆตนเองก็เคยแสวงหาความสุขจากเธอมาก่อน) ไม่พยายามมองเธอจากภายใน สนเพียงหลักฐานข้อเท็จจริง เปลือกภายนอก ชื่อเสียงตนเอง และความสงบสันติสุขของเมืองเท่านั้น!

ตัวละครนี้น่าจะสะท้อนมุมมองต่อโสเภณีของผู้กำกับ Samuel Fuller ในช่วงวัยแรกรุ่น/ขณะทำงานหนังสือพิมพ์ ครุ่นคิดเห็นว่าพวกเธอคงไม่มีวันเป็นคนดี กลับตัวกลับใจได้อย่างแน่นอน แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งเขาคงตระหนักขึ้นเองได้ นั่นหาใช่สิ่งถูกต้องเสมอไป … อดีตดังกล่าวสามารถมองได้คือตราบาปฝังลึกอยู่ในใจของ Fuller เคยเข้าใจอะไรๆผิดเพี้ยนไป มองโลกแคบ แสดงความเห็นแก่ตัวออกมา อยากจะหลงลืมแต่นั่นไม่ใช่สิ่งสมควรแม้แต่น้อย ต้องยินยอมรับความผิดพลาด เผชิญหน้ากับมัน แล้วถึงค่อยก้าวเดินต่อไป


Michael Dante ชื่อจริง Ralph Vitti (1931-) นักแสดง นักเบสบอล สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Stamford, Connecticut วัยเด็กมีสองสิ่งชื่นชอบคือ ดูหนัง Western และเล่นกีฬาเบสบอล เซ็นสัญญากับ Boston Braves เอาเวลาว่างฝึกซ้อมไปร่ำเรียนการแสดงยัง University of Miami มีโอกาสทดสอบหน้ากล้องสตูดิโอ M-G-M แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Somebody Up There Likes Me (1956), ส่วนใหญ่เป็นตัวประกอบสมทบหนัง Western เกรด B ไม่ค่อยมีชื่อเสียงสักเท่าไหร่

รับบท J.L. Grant บิดาเป็นผู้สร้าง/เจ้าของเมือง Grantville ตัวเขาอาศัยอยู่ในคฤหาสถ์หลังใหญ่โต พานพบเจอ Kelly พูดคุยกันไม่นานเกิดความชื่นชอบ ตกหลุมรัก ขอแต่งงาน แต่แท้จริงแล้วเขาเป็นพวก… ไม่ได้ชื่นชอบอะไรเธอหรอก แค่เห็นว่ามีเบื้องหลังไม่ปกติเหมือนกัน คงเข้าคู่กันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย

สิ่งที่เป็นปมของ Grant เป็นอะไรที่ช็อค! อยู่ไม่น้อยทีเดียว ก็ว่าสีหน้าหื่นๆ จิตใจล่องลอย ทีแรกผมครุ่นคิดว่าเป็นเกย์ด้วยนะ เพราะชื่อหนัง The Naked Kiss น่าจะสะท้อนถึงการจูบที่ว่างเปล่า/ไม่ได้มีความรู้สึกรัก … แต่มันเลวร้ายยิ่งกว่านั้นอีก (ล้อกับ Shock Corridor ได้สมคำ ‘ภาคต่อที่ไม่ใช่ภาคต่อ’)

พฤติกรรมตัวละครนี้ น่าจะเป็นการสะท้อนถึงผู้ใหญ่/ชนชั้นปกครองของสหรัฐอเมริกา พยายามที่จะควบคุม ครอบงำ ชี้ชักนำทางคนรุ่นใหม่ ให้เห็นสอดพ้องคล้อยตามความครุ่นคิดกระทำของตน โดยไม่สนว่านั่นจะเป็นสิ่งถูก-ผิด ดี-ชั่ว ศีลธรรมจรรยา แค่สนองความพึงพอใจส่วนตนเท่านั้นเอง!


ถ่ายภาพโดย Stanley Cortez (1908 – 1997) ตากล้องหนังนัวร์ สัญชาติอเมริกัน ผลงานเด่นๆ อาทิ The Magnificent Ambersons (1942), The Night of the Hunter (1955), The Three Faces of Eve (1957), Shock Corridor (1963), The Naked Kiss (1964) ฯ

หนังมีกลิ่นอายนัวร์ในหลายๆฉาก เล่นกับการจัดแสง-เงา เลือกทิศทางมุมกล้อง และบางครั้งถ่ายอะไรบางอย่างเพื่อสะท้อนถึงอะไรบางอย่างได้อย่างมีนัยยะซ่อนเร้น

ก่อนอื่นขอเริ่มต้นจาก Cameo ของผู้กำกับ Samuel Fuller ผมพยายามอย่างยิ่งจะแคปรูปช็อตที่ Kelly ถูกกระชากวิกออก จะเห็นพี่สวมใส่แว่นหลบอยู่ด้านข้าง (เป็นคนดึงวิก/กระชากหน้ากากออก) … ใครมันจะไปสังเกตทัน!

แซว: ผมว่าถ้าสังเกตกันดีๆ Towers น่าจะไม่ได้โกนผมเข้าฉากนะครับ

ช่วงระหว่าง Opening Credit หลังจาก Kelly ตบตีแมงดา/อดีตคนรักของตนเอง เธอแต่งหน้า สวมวิก ปัดผม จับจ้องมองหน้ากระจก(สบตากล้อง) เพื่อที่จะเตรียมออกไปเริ่มต้นมีชีวิตใหม่

มันก็เป็นช็อตที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่วันที่ 4 กรกฎาคม สำหรับสหรัฐอเมริกาคือ วันชาติ รำลึกถึงการก่อตั้ง และประกาศอิสรภาพ … สะท้อนถึงวันที่ Kelly เริ่มต้นออกไปมีชีวิตใหม่ของตนเองสักที

ก็ตั้งแต่ช็อต 4 กรกฎาคม มันทำให้ผมวิตกจริตกับวันที่ที่ปรากฎในหนัง อย่างการมาถึงของ Kelly วันที่ 12 สิงหาคม (ไม่ใช่วันแม่นะครับ) ครุ่นคิดอยู่นานว่าจะสื่อถึงอะไร … ค้นพบความตั้งใจผู้กำกับ จะสื่อถึงวันที่ Shock Corridor (1963) เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ แต่ปรากฎว่าถ่ายทำเรื่องนี้ไปแล้ว เรื่องนั้นกลับโดนโรคเลื่อนเข้าฉายจริงๆ 11 กันยายน นั่นทำให้เกิดความพิลึกพิลั่นขัดย้อนแย้งกันเองในหนังเฉยเลย!

ด้วยนัยยะดังกล่าวคงจะสื่อว่า เหตุการณ์ช็อคโลก! กำลังจะบังเกิดขึ้นในเมืองแห่งนี้ในอีกไม่ช้า (เปลี่ยนจากห้องโถงในโรงพยาบาลจิตเวช กลายมาเป็นท้องถนนเมือง Grantville)

มุมกล้องแรกของ Capt. Griff ถ่ายเงยขึ้นสูง บ่งบอกชัดเจนเลยว่า เป็นคนชอบบงการ วางอำนาจบาดใหญ่ ควบคุมครอบงำ ชี้ชักนำผู้อื่นให้อยู่ภายใต้อุ้งเงื้อมมือตนเอง

ผมไม่อยากบอกใบ้อะไรมาก แต่จะชี้แนะนำให้เห็นว่าปมของ Grant เริ่มพบเห็นตั้งแต่ฉากแรกที่เขาปรากฎตัว! แล้วตัวอักษร K คืออะไร?? ชื่อเจ้าของกระเป๋า Kelly นะแหละครับ ไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งไปกว่านั้น

Kelly พยายามที่จะปัดหวีทรงผม แต่กลับถูก Capt. Griff เข้ามาสัมผัสลูบไล้ต้นคอ สะท้อนถึงความต้องการควบคุม ครอบงำ ชี้ชักนำ บงการชีวิตเธอ ให้เป็นไปตามความปรารถนาของตนเอง

ศีรษะ/ทรงผม ได้กลายเป็นสัญลักษณ์อิสรภาพของตัวละคร แรกเริ่มที่ Kelly ถูกแมงดาอดีตคนรักโกนศีรษะล้าน ก็เพราะต้องการควบคุมครอบงำเธอ แต่หญิงสาวแม้ขณะสวมวิกก็พยายามปัดหวี เฝ้ารอคอยวันหวนกลับมายาว เพื่อสามารถกลายเป็นตัวของตนเอง ปฏิเสธมิให้ใครไหนมาบงการชีวิตได้อีก

เด็กพิการทางร่างกาย สะท้อนเข้ากับความผิดปกติ/พิการทางใจของ Kelly ต่างมีความเพ้อฝัน ทะเยอทะยาน ต้องการเอื้อมมือไขว่คว้าสิ่งที่ตนต้องการ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความทุ่มเทพยายาม ในที่สุดย่อมสามารถกระทำได้

งานภาพมีลักษณะฟุ้งๆ สะท้อนถึงเรื่องเล่า/จินตนาการของเด็กๆ (และ Kelly) ที่สามารถลุกขึ้นจากเตียงมาวิ่งเล่น กวดไล่ ติดตามความเพ้อฝันใฝ่ของพวกเขา ให้เป็นจริงสมดังหวัง

ตัวตนของ J.L. Grant ล้วนสอดแทรกบางสิ่งอย่างที่สะท้อนถึงปมด้อยของเขา อย่างฉากที่ทั้งสองนั่งรำพัน เพ้อฝัน โรแมนติก สังเกตว่าพื้นหลังรอบข้างปกคลุมด้วยความมืดมิด (มีบางสิ่งอย่างหลบซ่อนเร้นอยู่) โดยเฉพาะโซฟาลวดลายหนังเสือชีตาห์ มันดูแต๋วๆ อย่างที่ผมบอกไป ทีแรกครุ่นคิดว่าหมอนี่อาจเป็นเกย์เสียด้วยซ้ำ!

ของขวัญที่ Grant ให้กับ Kelly คือแก้วรูปทรงประหลาดๆ มีลักษณะเป็นท่อนยาวๆราวกับลึงค์ สัญลักษณ์อวัยวะเพศชาย แล้วมีกลมกลึงอยู่ตรงกลาง … นี่ก็เป็นอีกสิ่งที่ทำให้ผมครุ่นคิดว่าเขาเป็นเกย์นะครับ

วินาทีที่ Kelly พูดเล่าถึงอดีต แล้ว Grant ขอเธอแต่งงาน โดยปกติผู้ชายมักนั่งคุกเข่า แต่ซีนนี้กลับตารปัตรราวกับ Kelly เป็นผู้ขอเขาแต่งงาน ระยะศีรษะเสมอกัน บนเก้าอี้ลวดลายหนังเสือชีตาห์ สีเสื้อผ้าขาว-ดำ ช่างแตกต่างกันข้าม แต่มีความเท่าเทียม สามารถเติมเต็มกันและกันได้ดีนักแล

Capt. Griff พยายามที่จะ Blackmail ไม่ให้ Kelly แต่งงานกับเพื่อนสนิท J.L. Grant, นี่เป็นช็อตที่สัมผัสนัวร์เด่นชัดมากๆ ครึ่งหนึ่งของฉากปกคลุมด้วยความมืด แสงจากภายนอกสาดส่องออกมา Griff จะเดินเข้าไปตรงหัวมุม ที่มีบานเกร็ดสาดส่องเงาคล้ายซี่กรงขัง แล้วพยายามฉุดดึงให้ Kelly อาศัยอยู่ในนั้น แต่เธอเดินถอยห่าง และใบหน้าสว่างอยู่ท่ามกลางแสงส่อง

การถ่ายมุมกล้องต่ำๆแบบนี้ ให้สัมผัสถึงความลึกลับพิศวง ไม่ชอบมาพากล บางสิ่งอย่างเลวร้ายกำลังบังเกิดขึ้น ซึ่งสะท้อนเข้ากับ Kelly ขณะนำชุดแต่งงานจะไปอวดว่าที่สามี เธอโดนตัดเตือนด้วยนะว่านั่นอาจเป็นลางร้าย ยังหูทวนลมใส่ ผลลัพท์ก็เลย …

โทรศัพท์ คือสัญลักษณ์ของการพูดคุย สื่อสาร แต่เมื่อคนสองไม่สามารถทำความเข้าใจ ยินยอมรับกันและกันได้ มันเลยกลายเป็นอาวุธสำหรับทำลายล้าง เข่นฆาตกรรม

การจัดแสง-เงา ช็อตนี้ก็เจ๋งมากๆ สะท้อนถึงความรู้สึก/ภายในจิตใจของ Kelly รายล้อมด้วยความมืดมิด และลูกโลกที่เคยส่องสว่างจร้า ไม่หลงเหลือความหวังใดๆอยู่อีกแล้ว

ผมไม่อยากสปอยอะไรมาก แต่พบเห็นวันที่อีกครั้งตอน Kelly เดินร่ำลาจากไป วันที่ 5 มกราคม 1964 ไม่รู้คือวันถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้เสร็จสิ้นหรือเปล่านะ (วันออกฉายของหนังคือ 29 ตุลาคม 1964)

ตัดต่อโดย Jerome Thoms (1907 – 1977) สัญชาติอเมริกัน ขาประจำผู้กำกับ Fuller เคยได้เข้าชิง Oscar: Best Film Editing จากเรื่อง Pal Joey (1957)

ดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองของ Kelly และ Capt. Griff โดยมี Grantville คือจุดศูนย์กลางของหนัง

เพลงประกอบโดย Paul Dunlap (1919 – 2010) สัญชาติอเมริกัน ขาประจำผู้กำกับ Fuller ตั้งแต่ The Baron of Arizona (1950) นิยมทำเพลงประกอบให้ภาพยนตร์ทุนต่ำ ไม่ก็รายการโทรทัศน์โดยเฉพาะ The Three Stooges

งานเพลงมีกลิ่นอาย Jazz เสียงแซกโซโฟนสามารถสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกตัวละคร ช่างมีความไพเราะ สะท้อนถึงจิตใจที่บริสุทธิ์งดงาม แต่เพราะเธอเคยประกอบอาชีพโสเภณี ทำให้ใครๆมองเห็นเป็นตัวอัปรีย์ เลยเก็บซ่อนเร้นความเจ็บปวดรวดร้าวอยู่ภายใต้ท่วงทำนอง

นอกจาก Soundtrack ประกอบหนัง ยังมีบทเพลงอื่นๆอย่าง
– Beethoven: Piano Sonata No. 14 ‘Moonlight Sonata’
– Teodoro Cottrau: Santa Lucia
– บทเพลงพื้นบ้าน Little Child (Mon enfant) ขับร้องโดย Constance Towers และเด็กๆ

“A film is like a battleground. It’s love, hate, action, violence, death—In one word, emotions”.

– Samuel Fuller เอ่ยถึงในภาพยนตร์ Pierrot Le Fou (1965)

ภาพยนตร์ในมุมมองผู้กำกับ Samuel Fuller คือการนำเสนออารมณ์ของมนุษย์ ที่ผันแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แทบไม่เคยสงบหยุดอยู่นิ่ง นั่นทำให้มีสภาพไม่ต่างจากสนามรบ สนามรัก ก่อเกิดความขัดแย้งระหว่างกัน อันเป็นที่มาของสุข-ทุกข์ การกระทำ ความรุนแรง และที่สุดคือเกิด-ตาย

The Naked Kiss รอยจูบที่เปลือยว่างเปล่า ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกใดๆประกอบอยู่ สะท้อนถึงชีวิตที่ไร้ชีวา จอมปลอมหลอกลวง หรืออาจซ่อนเร้นด้วยลับลมคมบางอย่าง สังคมมิอาจให้การยินยอมรับเมื่อเปิดเผยออกไป

อดีต เป็นสิ่งที่ผู้กำกับ Samuel Fuller ดูจะหมกมุ่นครุ่นยึดติดอยู่อย่างมาก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในตนเอง/อีโก้สูง ตั้งแต่เด็ก-วัยรุ่นหนุ่ม ซึ่งเมื่อตัวเขาเติบโตขึ้นได้รับเรียนรู้ พานพบเห็น ตระหนักถึงความจริงบางประการ ค้นพบความโง่งี่เง่า เขลาเบาปัญญาของตนเอง จึงเกิดอาการอึ้งทึ่ง ช็อค! ยินยอมรับความจริงไม่ค่อยจะได้ อยากแสดงออกด้วยอาการคลุ้มคลั่งเสียสติแตก แต่เพราะเป็นศิลปิน เลยสามารถระบายความคับข้องแค้นออกสู่ผลงานภาพยนตร์

แม้โดยส่วนตัวจะชื่นชอบ Shock Corridor มากกว่า แต่ต้องถือว่า The Naked Kiss มีความใกล้ตัวตน/หัวใจผู้กำกับ Fuller อย่างที่สุด เพราะนำเสนออดีต/ความครุ่นคิดแสดงออกของตนเอง เรียนรู้ว่ามันไม่ถูกต้องเหมาะสมควร และสามารถก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาเห็นแก่ตัว พัฒนาปรับปรุงจนกลายเป็นปัจจุบันที่(น่าจะ)ดีกว่าเดิม

เรื่องราวของหนังอาจดูไม่ได้มีสาระอันใดเลย แต่ถือว่าแฝงข้อคิดทางศีลธรรมที่สวยงดงามมากๆ คือการอย่ามองผู้อื่นแค่เพียงเปลือกภายนอก แม้ว่าเขาหรือเธอประกอบอาชีพอสุจริตใดๆ ก็ไม่ได้แปลว่าจิตใจจะโหดโฉดชั่วเลวทรามต่ำช้า และเราควรเรียนรู้จักการให้โอกาสสอง-สาม แต่ระวังอย่าให้มากเกินจนกลายเป็นความลุ่มหลงระเริง เด็กเลี้ยงแกะจอมปลอม หาความเชื่อถือไม่ได้เลยสักนิด

จัดเรต 18+ กับอาชีพโสเภณี ความรุนแรง การเหยียดหยามหมิ่นแคลน

คำโปรย | The Naked Kiss คือรอยประทับจูบที่ตราตรึงของผู้กำกับ Samuel Fuller
คุณภาพ | จูบพอหอม
ส่วนตัว | เฉยๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of