The Old Mill

Silly Symphony (1929-39) hollywood : Walt Disney ♥♥♥♥♡

75 การ์ตูนสั้นไร้สาระจากสตูดิโอ Walt Disney จุดประสงค์เพื่อฝึกฝนนักอนิเมเตอร์ ทำการทดลองเทคโนโลยี ลูกเล่นอนิเมชั่นใหม่ๆ ในลักษณะ Musical Comedy หลายๆเรื่องมีความงดงาม ทรงคุณค่า แฝงสาระข้อคิด และมีถึง 7 เรื่องสามารถคว้ารางวัล Oscar: Short Subject, Cartoons

มันเนิ่นยาวนานจนผมจดจำไม่ค่อยได้แล้วว่าเคยรับชม Looney Tunes, Bug Bunny, Tom and Jerry, Silly Symphony ฯ จากแห่งหนไหน (น่าจะช่องการ์ตูนของ UBC) มีภาพจำมาโดยตลอดว่าคือการ์ตูนสำหรับเด็ก เน้นความบันเทิงเพียงอย่างเดียว เลยไม่ได้มีความสนอกสนใจอยากเขียนบทความถึงสักเท่าไหร่

กระทั่งว่าได้เห็นรายการภาพยนตร์เรื่องโปรดของ Hayao Miyazaki หนึ่งในนั้นคือ The Old Mill (1937) การ์ตูนสั้นความยาว 8:42 นาที ลำดับที่ #68 ของ Silly Symphony ซึ่งสามารถคว้ารางวัล Oscar: Short Subject, Cartoons มันต้องมีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจอย่างแน่แท้!

The Old Mill (1937) เป็นการ์ตูนที่สร้างความประทับใจให้ผมอย่างมากๆ บังเกิดความกระตือลือล้น ต้องค้นหาเรื่องอื่นๆจากซีรีย์ Silly Symphony มารับเชยชม แม้ลึกๆจะแอบผิดหวังที่ไม่เรื่องไหนยอดเยี่ยมยิ่งกว่า แต่ก็ได้เรียนรู้ถึงอิทธิพล ความสำคัญ หลายๆเรื่องทำการทดลองเทคนิค ลูกเล่นอนิเมชั่นใหม่ๆ … อย่างการ์ตูน The Old Mill (1937) คือครั้งแรกของการใช้เครื่อง Multiplane Camera ทำให้สามารถสร้างเอ็ฟเฟ็กที่ซับซ้อนอย่าง ลมพายุ ฝนฟ้าคะนอง ภาพสะท้อนผิวน้ำ/ใต้น้ำ ฯ เป็นการทดลองผิดลองถูก เตรียมความพร้อมก่อนสรรค์สร้าง Pinocchio (1940)


Walter Elias Disney (1901-66) นักอนิเมเตอร์ โปรดิวเซอร์ หนึ่งในผู้บุกเบิกวงการอนิเมชั่น เกิดที่ Chicago, Illinois แล้วมาเติบโตยังบ้านฟาร์ม Marceline, Missouri ตั้งแต่เด็กมีความหลงใหลในการวาดภาพ โตขึ้นย้ายกลับเข้าเมือง Kansas City, Missouri เข้าเรียนศิลปะ Kansas City Art Institute ต่อด้วย Chicago Academy of Fine Arts, ปลอมอายุเพื่อเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ได้เป็นคนขับรถพยาบาลให้กับหน่วยกาชาด (Red Cross) ใช้เวลาว่างวาดการ์ตูนตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ทหาร Star and Stripe, หลังสิ้นสุดสงครามกลายเป็นเด็กฝึกงาน Pesmen-Rubin Commercial Art Studio ออกแบบโฆษณา โปสเตอร์โรงละคอน และกลายเป็นเพื่อนสนิทสนม Ub Iwerks ร่วมกันเปิดบริษัท Kansas City Slide Newspaper Company (ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น The Kansas City Film Ad Company) ทีแรกรับงานออกแบบโฆษณา แต่ไม่นานความสนใจของ Disney ผันเปลี่ยนมายังอนิเมชั่นเคลื่อนไหว ร่วมกันสรรค์สร้างการ์ตูนซีรีย์ Laugh-O-Grams (1921-23)

แต่หลังจากสดูดิโอล้มละลายนาย Disney ตัดสินใจออกเดินทางสู่ Los Angeles ก่อตั้งสตูดิโอใหม่ร่วมกับพี่ชาย Roy O. Disney ตั้งชื่อว่า Disney Brothers Cartoon Studio เมื่อปี ค.ศ. 1923 เริ่มต้นสรรค์สร้างซีรีย์ Alice Comedies (1923-27) ส่วนผสมระหว่างคนแสดงและอนิเมชั่น, จากนั้น Disney มอบหมายให้ Iwerks ออกแบบตัวละคร Oswald the Lucky Rabbit ตั้งใจให้เป็น ‘Personality Animation’ คล้ายๆแบบ Charlie Chaplin, Buster Keaton, Harold Lloyd ฯ แต่ทำได้เพียงสองปีกลับถูก Universal Pictures ยึดลิขสิทธิ์ตัวละครไปซะงั้น! แถมทีมงาน นักอนิเมเตอร์แทบทั้งหมดยังโดนซื้อตัวไปอีก (ยกเว้นเพียงเพื่อนสนิท Iwerks ปฏิเสธขายวิญญาณให้ปีศาจ)

บทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ได้ทำให้นาย Disney เกิดความย่นย่อท้อแท้ มอบหมายให้ Iwerks ครุ่นคิดออกแบบตัวละครขึ้นใหม่อีกครั้ง กลายมาเป็น Steamboat Willie (1928) การ์ตูนใส่เสียงเรื่องแรกที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ไม่ใช่แค่ในสหรัฐอเมริกา ยังส่งออกฉายระดับนานาชาติ

ความสำเร็จอย่างล้นหลามของ Steamboat Willie (1928) ทำให้นาย Disney ชักชวน Carl Stalling (1891-1972) นักออร์แกน/แต่งเพลงสัญชาติอเมริกัน รับรู้จักกันตอนอาศัยอยู่ Kansas City มาร่วมทำเพลงประกอบการ์ตูน Mickey Mouse เรื่องอื่นๆ Plane Crazy (1928) และ The Gallopin’ Gaucho (1928) [สองเรื่องนี้สร้างขึ้นก่อน Steamboat Willie แต่ออกฉายทีหลังเพราะไม่มีผู้จัดจำหน่าย เลยนำมาใส่เสียงก่อนแล้วค่อยออกฉาย]

หลังจากร่วมงานกันสองสามครั้ง Stalling เป็นผู้แนะนำ Disney ให้สรรค์สร้างการ์ตูนซีรีย์ชุดใหม่ ด้วยการทำให้ภาพเคลื่อนไหว/อนิเมชั่น สอดคล้องเข้ากับบทเพลงประกอบ ในลักษณะ “Musical Novelty”

ในตอนแรกนาย Disney ก็ไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่ แต่ไปๆมาๆยินยอมทดลองสรรค์สร้าง #1 The Skeleton Dance (1929), ความยาว 5:31 นาที, โดยให้ Stalling ร่วมทำเพลงประกอบ, ออกแบบ/วาดภาพอนิเมชั่นโดย Ub Iwerks และตั้งชื่อการ์ตูนซีรีย์ Silly Symphony

Title tells the story, but not the number of laughs included in this sounded cartoon short. The number is high. Peak is reached when one skeleton plays the spine of another in xylophone fashion, using a pair of thigh bones as hammers. Perfectly timed xylo accompaniment completes the effect. The skeletons hoof and frolic. One throws his skull at a hooting owl and knocks the latter’s feathers off. Four bones brothers do a unison routine that’s a howl. To set the finish, a rooster crows at the dawn. The skeletons, through for the night, dive into a nearby grave, pulling the lid down after them. Along comes a pair of feet, somehow left behind. They kick on the slab and a bony arm reaches out to pull them in. All takes place in a graveyard. Don’t bring your children.

นักวิจารณ์จากนิตยสาร Vareity ฉบับวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1929

ในกาลต่อมา Silly Symphony ได้ถูกพัฒนากลายเป็นพื้นที่ (Platform) สำหรับฝึกฝนนักอนิเมอเตอร์ ทดลองเทคโนโลยี ลูกเล่นอนิเมชั่นใหม่ๆ ตระเตรียมความพร้อมสำหรับต่อยอดสู่ภาพยนตร์ขนาดยาวในอนาคตข้างหน้า

ยกตัวอย่างการ์ตูน #29 Flowers and Trees (1932), ชื่อภาษาไทย พฤกษามาลี, กำกับโดย Burt Gillett, ความยาว 7:49 นาที, ถือเป็นอนิเมชั่นเรื่องแรกที่ใช้กระบวนการสี Three-Strip Technicolor สามารถคว้ารางวัล Oscar: Best Short Subjects, Cartoons อย่างเป็นเอกฉันท์ (Inaugural)

ในช่วงสองสามปีแรกๆ Silly Symphony ถือว่าประสบความสำเร็จแค่กลางๆ จนกระทั่งการมาถึงของมาสเตอร์พีซเรื่องแรก #36 Three Little Pigs (1933), กำกับโดย Burt Gillett, ความยาว 8:41 นาที, ดัดแปลงจากนิทานพื้นบ้านอังกฤษ (Fable) ลูกหมูสามตัวสร้างบ้านสามหลัง บ้านฟาง บ้านไม้ และบ้านอิฐ ถูกรุกรานโดยหมาป่า (Big Bad Wolf) เป่าปลิวบ้านฟาง บ้านไม้ จนสุดท้ายรอดตายหวุดหวิดเมื่อหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านอิฐ

ด้วยทุนสร้าง $22,000 เหรียญ ทำเงินสูงถึง $250,000 เหรียญ และยังคว้ารางวัล Oscar: Best Short Subjects, Cartoons นั่นทำให้การ์ตูนซีรีย์ Silly Symphony สามารถเข้าสู่กระแสหลัก เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

และโดยเฉพาะบทเพลง Who’s Afraid of the Big Bad Wolf? แต่งโดย Frank Churchill, คำร้องโดย Ann Ronell, ไม่เพียงยอดขายดีเทน้ำเทท่า (Best-Selling Single) ยังได้รับการยกย่องเป็นเพลงชาติแห่งยุคสมัย Great Depression (การ์ตูนที่ช่วยผ่อนคลายความหดหู่ ตึงเครียด ในช่วงเวลาดังกล่าว) และระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ถูกใช้ในเชิงเปรียบเทียบ Big Bad Wolf = Adolf Hitler

แต่ไหนแต่ไรมา อนิเมชั่นของค่าย Walt Disney แทบทั้งนั้นล้วนเป็นสรรพสัตว์ ต้นไม้ ดอกไม้ พืชพรรณธรรมชาติ เหมือนว่าตัวละครที่เป็น “มนุษย์” คือสิ่งที่นักอนิเมเตอร์ไม่อยากจับต้อง ไม่รู้จะสรรค์สร้าง ทำอย่างไรถึงให้ออกมาดูเป็นธรรมชาติ … คือพวกสรรพสัตว์/พืชพันธุ์ มันสามารถใส่จินตนาการ ทำให้ท่าทางขยับเคลื่อนไหวดูเหนือจริง เว่อวังอลังการ แต่ไม่ใช่สำหรับมนุษย์

จนกระทั่งสตูดิโอมีความมุ่งมั่นจะสรรค์สร้างอนิเมชั่นขนาดยาวเรื่องแรก Snow White and the Seven Dwarfs (1937) จึงได้ตัดสินใจทำการทดลองกับ #48 The Goddess of Spring (1934) กำกับโดย Wilfred Jackson, ความยาว 9:48, ว่าผลลัพท์เมื่อทดลองวาดตัวละครมนุษย์ เสียงตอบรับจะออกมาดีแย่สักเพียงไหน?

เรื่องราวอาจไม่ได้สนุกสักเท่าไหร่ แถมลีลาท่าเต้นของเทพี Persephone โดยเฉพาะขณะโยกไม้โยกมือ (ทำออกมาในลักษณะ Rubber Arms) ดูฝืนธรรมชาติเกินไป นั่นทำให้ Disney ต้องนำเอาอุปกรณ์ Rotoscoping สร้างโดย Max Fleischer เมื่อปี ค.ศ. 1915 ที่เพิ่งสิ้นสุดสิทธิบัตร (Patent) คุ้มครองสิ่งประดิษฐ์/ผลิตภัณฑ์เมื่อปี ค.ศ. 1934 มาปรับใช้สรรค์สร้างอนิเมชั่นขนาดยาวเรื่องแรก Snow White and the Seven Dwarfs (1937)

เกร็ด: Rotoscoping คือเทคนิคการสร้างภาพอนิเมชั่น โดยที่นักอนิเมเตอร์จะวาดภาพตามฟีล์มต้นฉบับ Live-Action ถ่ายทำนักแสดง เฟรมต่อเฟรม เพื่อสร้างสัมผัสสมจริง ดูเป็นธรรมชาติ (แต่ผลลัพท์ไม่ค่อยแนบเนียนสักเท่าไหร่หรอกนะ)

#50 The Golden Touch (1935), ความยาว 10:34 นาที, การ์ตูนเรื่องนี้เอาจริงๆไม่ได้มีความสลักสำคัญมากนัก แต่เหตุผลที่ผมเลือกมาเพราะเป็นผลงานการกำกับเรื่องสุดท้ายของนาย Walt Disney หวนกลับมาทำหน้าที่ผู้กำกับในรอบหลายปี อยากแสดงให้คนรุ่นใหม่เห็นว่าตนเองยังมีไฟ

แต่ผลลัพท์กลับกลายเป็นสัมผัสแห่งหายนะ ประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง! ถึงขนาดห้ามไม่ให้ใครพูดกล่าวถึง และตัดสินใจล้มเลิกการกำกับอนิเมชั่น ผันตัวมาเป็นโปรดิวเซอร์ คอยชี้นิ้วสั่งงานอยู่เบื้องหลังเต็มตัว

สำหรับไฮไล์ของ Silly Symphony ก็คือ #68 The Old Mill (1937) ชื่อไทย โรงสีร้าง, กำกับโดย Wilfred Jackson, ความยาว 8:42 นาที, คว้ารางวัล Oscar: Best Short Subjects, Cartoons, นำเสนอเรื่องราวหนึ่งวันหนึ่งคืน ยังโรงสีร้างแห่งหนึ่ง (The Old Mill) ซึ่งกลายเป็นที่อยู่อาศัยของบรรดาสิงสาหาสรรพสัตว์หลากหลายสายพันธุ์ แต่แล้วค่ำคืนนี้กำลังจะถูกพายุฤดูร้อนโหมกระหน่ำเข้าใส่

เกร็ด: The Old Mill (1937) เป็นการ์ตูนเรื่องแรกของ Silly Symphony ย้ายค่ายจัดจำหน่ายจาก United Artists สู่ภายใต้ร่มเงา RKO Radio Pictures

ความสำคัญของ The Old Mill (1937) เป็นการ์ตูนเรื่องแรกของค่าย Walt Disney ที่ทดลองใช้อุปกรณ์ชื่อว่า Multiplane Camera สามารถทำอนิเมชั่นมีความซับซ้อนให้ออกมาดูสมจริง ง่ายดายยิ่งขึ้น! โดยเฉพาะลมพายุ ฝนตก ฟ้าร้อง-ฟ้าผ่า ภาพสะท้อนพื้นผิวน้ำ/ใต้น้ำ แสงสีสัน รวมถึงการเคลื่อนหมุนภาพสามมิติ ซึ่งเทคนิคนี้เหล่านี้ถูกนำไปต่อยอดกับภาพยนตร์อนิเมชั่น Pinocchio (1940), Fantasia (1940), Bambi (1942) ฯ

มองผิวเผินการ์ตูนเรื่องนี้เหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจ ก็แค่การทดลองเทคโนโลยี ลูกเล่นอนิเมชั่นใหม่ๆ เนื้อเรื่องราวไม่ได้แฝงข้อคิดอะไร แต่ไฮไลท์คือการใช้โรงสีร้าง (The Old Mill) จำลองภาพสังคมระดับจุลภาค สรรพสัตว์น้อยใหญ่อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติสุข การมาถึงของลมพายุมรสุม สร้างความสับสนวุ่นวาย ประสบการณ์เฉียดตาย (ถูกใจเจ้านกสองตัวที่ยังคงจู๋จี๋ ดู๋ดี๋ ไม่สนฟ้าถล่มดินทลาย) พอภัยพิบัติเคลื่อนพานผ่าน เช้าวันใหม่ อากาศสดใสเบิกบาน

ชีวิตไม่ว่าจะประสบหายนะ พานผ่านเหตุการณ์ทุกข์ยากลำบากเพียงไหน (เป็นการ์ตูนอีกเรื่องที่เหมาะกับช่วงเวลา Great Depression ยิ่งนัก!) แต่เชื่อเถอะว่าอีกไม่นาน ประเดี๋ยวก็ผ่าน เช้าวันใหม่ทุกสิ่งอย่างจะมีความสว่างสดใส สรรพชีวิตดำเนินต่อไป

ทิ้งท้ายกับการ์ตูนเรื่องสุดท้าย #75 The Ugly Duckling (1939) กำกับโดย Jack Cutting & Clyde Geronimi, ความยาว 8:59 นาที, คว้ารางวัล Oscar: Best Short Subjects, Cartoons ดัดแปลงจากเทพนิยาย (Fairy Tale) The Ugly Duckling (1843) ของ Hans Christian Andersen, เรื่องราวของลูกเป็ดขี้เหร่ เพราะมันมีรูปร่างสีสันแตกต่างจากตัวอื่น เลยถูกขับไล่ ผลักไส จำเป็นต้องออกหาที่อยู่ใหม่ แต่ไม่ว่าเดินทางไปแห่งหนไหน ล้วนไม่มีใครยินยอมรับเข้าฝูง จนกระทั่งได้พบเจอแม่เป็ดที่มีรูปร่างสีสันแบบเดียวกันตนเอง

เกร็ด: ก่อนหน้านี้เคยมีการสรรค์สร้าง #25 The Ugly Duckling (1931) ฉบับขาว-ดำ กำกับโดย Wilfred Jackson, ความยาว 7:11 นาที, นั่นทำให้การ์ตูนเรื่องนี้คือเรื่องแรกและเรื่องเดียวที่มีการสร้างสองครั้งของ Silly Symphony

มองผิวเผินเรื่องราวของลูกเป็ดขี้เหร่ แฝงข้อคิดเกี่ยวกับการติดตามหาบุคคลที่สามารถให้การยินยอมรับ เข้าใจในความเป็นตัวของเราเอง แต่ประเด็นคือการ์ตูนเรื่องนี้มีสีผิวเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้หลายคนมองถึงการแบ่งแย่ง กีดกัน เราควรอาศัยอยู่กับพรรคพวก สีผิว เชื้อชาติพันธุ์เดียวกัน (แฝงใจความ Racism คนดำก็ควรอยู่กับคนดำ ไม่ควรยุ่งเกี่ยวข้องแว้งกับคนขาว)

Silly Symphony ถือเป็นหนึ่งในการ์ตูนซีรีย์ประสบความสำเร็จสูงสุดตลอดกาล! มีถึง 7 เรื่องสามารถคว้ารางวัล Oscar: Short Subject, Cartoons สถิติมากสุดเทียบเท่า MGM: Tom and Jerry (1940-67) [แต่ถ้านับรวมเรื่องที่เข้าชิง Tom and Jerry มีจำนวนมากกว่าถึง 13 เรื่อง!]

  • Flowers and Trees (1932)
  • Three Little Pigs (1933)
  • The Tortoise and the Hare (1935)
  • เข้าชิง Who Killed Cock Robin? (1935)
  • Three Orphan Kittens (1935)
  • The Country Cousin (1936)
  • The Old Mill (1937)
  • เข้าชิง Mother Goose Goes Hollywood (1938)
  • The Ugly Duckling (1939)

หลังปิดฉากซีรีย์ Silly Symphony เมื่อปี ค.ศ. 1939 สองทศวรรษถัดมา Disney ก็ตัดสินใจรื้อฟื้นการ์ตูนชุดนี้ขึ้นมาใหม่ในช่วงทศวรรษ 50s แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเทียบเท่าของเก่า (เพราะยุคสมัยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว) จนกระทั่งแผนกสร้างอนิเมชั่นขนาดสั้นปิดกิจการลงเมื่อปี ค.ศ. 1962

แต่ถึงแผนกการ์ตูนสั้นจะปิดไปแล้ว นานๆครั้งยังมีการหวนกลับมาสรรค์สร้าง Silly Symphony ในลักษณะรายการพิเศษ ส่งฉายตามเทศกาลอนิเมชั่น และตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 ทำการแปะติดหน้าภาพยนตร์อนิเมชั่น (เลียนแบบ PIXAR ที่มักมีการ์ตูนสั้นแปะหน้า)

จริงๆมันไม่เชิงว่า Silly Symphony คือจุดเริ่มต้นการ์ตูนซีรีย์ ในยุคหนังเงียบก็มีหลากหลายอนิเมชั่นซีเรียล (Serial) ยกตัวอย่าง Felix the Cat (1919-30), Laugh-O-Gram (1921-23), Aesop’s Fables (1921-29) ฯ แต่เพราะไม่ได้ประสบความสำเร็จ สร้างหมุดหมายให้วงการ ส่วนใหญ่เลยถูกลืมเลือนตามกาลเวลา

ความสำเร็จของ Silly Symphony ยังนำสู่กระแสนิยมการ์ตูนซีรีย์ ลอกเลียนแบบโดยสตูดิโอคู่แข่ง Warner Bros: Looney Tunes (1930-69), Warner Bros: Merrie Melodies (1931-69), MGM: Happy Harmonies (1934-38), Universal: Swing Symphony (1941-45) … แค่ชื่อก็บ่งบอกอย่างชัดเจน!


สำหรับคนชื่นชอบของสะสม เมื่อปี ค.ศ. 2001 มีการจัดจำหน่าย DVD Boxset ชื่อว่า Walt Disney Treasures ซึ่งก็มีหลากหลายคอลเคลชั่นให้สะสม Mickey Mouse in Black and White, Mickey Mouse in Living Color, Silly Symphonies, The Complete Goofy, The Chronological Donald, Walt Disney on the Front Lines ฯลฯ

คลังการ์ตูนของ Disney ดูแล้วน่าจะเป็นพันๆเรื่อง ดีวีดีหลายร้อยแผ่น ถ้าซื้อไม่ไหวก็ลองหาชมจาก Youtube เอานะครับ … จะว่าไป Disney เหมือนไม่ค่อยจริงจังกับการไล่เก็บคลิปเถื่อน(ใน Youtube)สักเท่าไหร่ คงเพราะคุณภาพแย่ๆ ทำให้ผู้ชมขวนขวายสมัคร Disney+ ก็จบเรื่อง!

ในบรรดา Silly Symphony ผมเห็นพ้องกับ Hayao Miyazaki ไม่มีเรื่องไหนยอดเยี่ยมไปกว่า The Old Mill (1937) ทั้งเทคนิค ลูกเล่นอนิเมชั่น ไม่ใช่แค่ความตื่นตาตื่นใจ งดงามระดับวิจิตรศิลป์ แต่ยังเรื่องราวพานผ่านภัยพิบัติทางธรรมชาติ สามารถสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ชม มีชีวิตพานผ่านช่วงเวลาทุกข์ยากลำบาก (ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ประสบหายนะทางธรรมชาติบ่อยมากๆ) เช้าวันใหม่ทุกสิ่งอย่างจะมีความสว่างสดใส … มาสเตอร์พีซแห่งวงการภาพยนตร์!

ส่วนสองเรื่องถัดมาที่ก็คุณภาพระดับมาสเตอร์พีซ (แต่ระดับวงการอนิเมชั่น) และยังแฝงสาระข้อคิดอันเป็นประโยชน์ต่อเด็กๆ สมควรค่าแก่การ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ประกอบด้วย Three Little Pigs (1933) และ The Ugly Duckling (1939) … เรื่องหลังอาจมีประเด็น ‘Racism’ แต่ก็ท้าทายผู้ชมสมัยใหม่ มองหาความเข้าใจที่ถูกต้อง

จัดเรตทั่วไป รับชมได้ทุกเพศวัย

คำโปรย | Silly Symphony การทดลองไร้สาระของ Walt Disney แต่กลับเต็มไปด้วยหมุดไมล์แห่งวงการอนิเมชั่น
คุณภาพ | มุล์
ส่วนตัว | ตกหลุมรัก

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: