Slacker (1990) hollywood : Richard Linklater ♥♥♥♡

ไม่ใช่แค่ภาพยนตร์ของคน Gen X ที่มาก่อนกาล แต่ยังคือจุดเริ่มต้นการเดิน-คุย ‘สไตล์ Linklater’ ร้อยเรียงทฤษฎีสมคมคิด จริงบ้าง-เท็จบ้าง ด้วยเทคนิคส่งไม้ผลัดแบบ The Phantom of Liberty (1974) กลายเป็นตำนานคงอยู่ใน Time Capsule

Slacker คืออะไร? เท่าที่ผมค้นหาข้อมูล ไม่แน่ใจนักว่ามีจุดกำเนิดจากไหน แต่เริ่มได้ยินคำพูดติดหูในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ชาวอเมริกันใช้เรียกบุคคลปฏิเสธอาสาสมัครทหาร เข้าร่วมสงครามรับใช้ชาติ, ส่วนวงการภาพยนตร์ เหมือนจะเริ่มต้นจาก Back to the Future (1985) ตัวละคร Mr. Strickland กล่าวถึงกลุ่มของ Marty McFily ที่วันๆเอาเตร็ดเตร่ ทำตัวไร้สาระ

You got a real attitude problem, McFly; you’re a slacker. You remind me of your father when he went here; he was a slacker, too.

Mr. Strickland

ผู้กำกับ Richard Linklater ให้นิยามความหมายของคำว่า Slacker ดังนี้

Slackers might look like the left-behinds but they are actually one step ahead, rejecting most of society and the social hierarchy before it rejects them.

The dictionary defines slackers as people who evade duties and responsibilities.

A more modern notion would be people who are ultimately being responsible to themselves and not wasting their time in a realm of activity that has nothing to do with who they are or what they might ultimately be striving for.

Richard Linklater

ในความเข้าใจของผมเอง Slacker คือผู้โหยหาอิสรภาพ เชื่อมั่นในความเป็นปัจเจกบุคคล พยายามต่อสู้ดิ้นรนให้หลุดพ้นขนบกฎกรอบทางสังคม มุมมองคนทั่วๆไปอาจเห็นว่าพวกเขามีนิสัยขี้เกียจคร้าน ขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน(และสังคม) แต่คนเหล่านี้ล้วนสามารถเอาตัวรอดด้วยตนเอง แค่เพียงทำในสิ่งตอบสนองความต้องการ/พึงพอใจส่วนตนเท่านั้น

โดยไม่รู้ตัว Slacker (1990) กลายเป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนค่านิยม สังคม วัยรุ่นทศวรรษ 90s ได้อย่างแม่นเปะ! และต้องถือว่ามาก่อนกาลเสียด้วย (เพราะเริ่มสร้างตั้งแต่ปี 1989) แสดงถึงอัจฉริยภาพผู้กำกับ Richard Linklater จากทุนตั้งต้นเพียง $23,000 เหรียญ ทำเงินได้กว่า $1.2 ล้านดอลลาร์

แม้ในทางเทคนิค Richard Linklater (เกิดปี 1960) ถือเป็นคนยุค Baby Boomer (1946-64) แต่ช่วงของการเปลี่ยนผ่านยุคสมัย มันไม่ได้เปะๆอย่างตัวเลขนั้นๆ และตอนที่เขาเริ่มสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ วัยรุ่น Gen X (ตอนต้น) ก็เติบโตก้าวสู่ผู้ใหญ่กันแล้ว จึงถือว่าอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวอิทธิพล และตัวเขาเองในแง่มุมหนึ่งก็สามารถมองเป็น Slacker ได้เช่นกัน


Richard Stuart Linklater (เกิดปี 1960) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Houston, Texas ช่วงวัยเด็กชื่นชอบเล่นฟุตบอล เบสบอล ขณะเดียวกันก็มีความสามารถด้านการเขียน เคยคว้ารางวัล Scholastic Art and Writing Award, ช่วงระหว่างทำงานยังแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ Gulf of Mexico เก็บเงินซื้อกล้อง Super-8 ก่อนย้ายมา Austin, Texas เข้าเรียนภาพยนตร์ Austin Community College จากนั้นร่วมก่อตั้ง Austin Film Society เมื่อปี 1985 ร่วมกับเพื่อนสนิท Lee Daniel สรรค์สร้างหนังสั้น Woodshock (1985) และภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก It’s Impossible to Learn to Plow by Reading Books (1988)

จุดกำเนิดของ Slacker เริ่มจากโครงสร้างดำเนินเรื่อง (narrative structure) ตั้งคำถามกับตนเอง จะเป็นอย่างไรถ้าหนังเล่าเรื่องโดยสลับสับเปลี่ยนแปลงตัวละครไปเรื่อยๆ?

The idea of ‘Slacker’ came to me at about 2 in the morning, on a long drive. The narrative structure hit me in one shot — why can’t you tell a story moving from one character to the next? I was 23, in love with cinema, and its possibilities.

Richard Linklater

Linklater ใช้เวลาเพาะบ่มแนวคิดดังกล่าวยาวนานถีง 6 ปี เพราะต้องมองหาเนื้อเรื่องราวที่มีความเหมาะสมกับโครงสร้างดำเนินเรื่อง ซี่งทั้งหมดล้วนได้แรงบันดาลใจจากเพื่อนฝูง เหตุการณ์ต่างๆรอบข้าง ตลอดระยะเวลาที่ย้ายมาปักหลักอาศัยอยู่ยัง Austin, Texas

โดยหัวข้อการสนทนาหลักๆ มักเป็นเรื่องที่บรรดาตัวละคร/ชาวอเมริกัน มีความรู้ความเชื่อมั่น เข้าใจสิ่งเหล่านั้นด้วยมุมมองของตนเอง อาจจะเรียกว่าทฤษฎีสมคบคิดก็ไม่ผิดอะไร อาทิ UFO, มนุษย์ต่างดาว, อาณานิคมดวงจันทร์, โลกคู่ขนาน, การลอบสังหาร JFK, ทฤษฎีคนหาย, การสะกดจิตผ่านโทรทัศน์, หรือแม้แต่ pap smear ของ Madonna ฯลฯ

ไดเรคชั่นของ Linklater จะเขียนรายละเอียด เหตุการณ์บังเกิดขี้น และบทสนทนาสำคัญๆ แล้วให้อิสระนักแสดงทำการ ‘Improvised’ ภายใต้คาแรคเตอร์ของตัวละคร สามารถปรับเปลี่ยนประโยคพูดได้ตามเหมาะสม แค่ว่าต้องคงใจความหลักๆไว้เท่านั้น


สำหรับนักแสดงกว่า 30+ คน มีทั้งเพื่อน เพื่อนของเพื่อน ประกาศรับสมัครใครก็ตามที่มีความสนใจ พอมาทดสอบหน้ากล้องได้บ้าง ไม่ได้บ้าง บางคนน่าสนใจโคตรๆแต่ไม่มีคาแรคเตอร์เหมาะสมก็จำต้องบอกปัดไป ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ค่าตัวหรอก เล่นเอามันส์ สนุกสนาน เป็นตัวของตนเอง … 10-20 ปีผ่านไป งานเลี้ยงรวมรุ่นของหนัง บางคนยังท่องจำบทตนเองได้ขี้นใจ

แซว: Linklater เห็นว่าไม่ได้อยากเป็นนักแสดงสักเท่าไหร่ แต่การที่ผู้กำกับคือตัวละครแรกของหนัง (ในเครดิตใช้ชื่อ Should Have Stayed at the Bus Station) เรื่องราวที่เขาพูดคุยออกมานั้น คือสิ่งบอกใบ้เนื้อหาสาระ ใจความสำคัญ (ไดเรคชั่นของหนัง)

ในบรรดานักแสดงทั้งหมด จะมีอยู่คนหนี่งที่โดดเด่น แย่งซีน จนได้ขี้นบนใบปิดหนัง, Teresa Taylor นักกลองวงพังก์ Butthole Surfers ในเครดิตเขียนว่ารับบท Pap Smear Pusher ทอมสาวที่จู่ๆเดินเข้ามาขัดจังหวะชาย-หญิง (น่าจะอดีตคู่รัก) กำลังหวนระลีกความหลัง ไม่เพียงเท่านั้นยังพยายามหลอกขาย Pap Smear ของ Madonna ด้วยลีลายั่วเย้ายวนบาทา น่าหมั่นไส้ เพ้อเจ้อไร้สาระ เมื่อไหร่จะพูดจบสักที!

เกร็ด: Pap Smear หรือ Pap Test เป็นวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือสอดผ่าน ถ่างช่องคลอด จากนั้นจะทำการป้ายเซลล์จากมดลูกส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจหาเซลล์ที่ผิดปกติ หรือมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจก่อให้เกิดมะเร็ง


ถ่ายภาพโดย Lee Cavender Daniel (เกิดปี 1962) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน เพื่อนสนิทของ Richard Linklater ร่วมก่อตั้ง Austin Film Society ผลงานเด่นๆ อาทิ Dazed and Confused (1993), Before Sunrise (1995), Boyhood (2014) ฯ

หนังถ่ายทำด้วยฟีล์ม 16mm Arriflex แล้วขยายขนาด (blow-up) เป็น 35mm สำหรับฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วไป เพื่อสร้างความรู้สีกหยาบกระด้าง (เหมือนเม็ดทรายระยิบระยับ) ราคาถูก (cheap) คุณภาพต่ำ (low quality) เหมือน(ราคา)ชีวิตของชาว Slacker ที่ไม่ค่อยมูลค่าสักเท่าไหร่กับสังคม

การถ่ายทำใช้วิธี Long Take กล้องเคลื่อนเลื่อนติดตามตัวละครขณะเดิน-คุย ทำโน่นนี่นั่น หลายๆช็อตก็ยาวเกิน 5 นาที มอบอิสระนักแสดงในการทำโน่นนี่นั่น และส่วนใหญ่มักจะเทคเดียวผ่าน (ถ่ายเยอะก็สิ้นเปลืองฟีล์ม)

ฉากที่ต้องพูดกล่าวถีงคือ ไดเรคชั่นถ่ายภาพตั้งแต่ตัวละครของ Linklater ก้าวลงจากแท็กซี่ กล้องค่อยๆเคลื่อนถอยหลังจนพบร่างหญิงสูงวัยได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถชนตรงสี่แยก ผู้ชมจะเห็นรถคันก่อเหตุแวบๆขณะกำลังหลบหนี และโดยไม่รู้ตัวรถคันนั้นวนกลับมาจอดก่อนถีงที่เกิดเหตุ แล้วชายคนหนี่ง (เหมือนจะเป็นบุตรชายของหญิงสูงวัยคนนั้น) ลงจากรถเดินเข้าบ้านไปรับโทรศัพท์ ทำราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขี้น … นี่เป็นการนำเสนอทิศทางดำเนินไปของหนังผ่านถนน สี่แยก หนทางเลือก และพฤติกรรมชายคนนี้ไม่ได้ยี่หร่า/รับผิดชอบการกระทำของตนเอง

ตัดต่อโดย Scott Rhodes, ร้องเรียงเกือบๆ 30 เรื่องราว ในระยะเวลา 1 วัน 1 ค่ำคืน ความยาว 100 นาที จากทั้งหมด 163 ช็อตเท่านั้น! (โดยเฉลี่ยของหนัง 90 นาที จะประมาณ 500-1,000 คัท) ซึ่งผมจะขอเลือกนำเสนอบางเรื่องราวที่มีความน่าสนใจ

  • Should Have Stayed at the Bus Station (รับบทโดย Richard Linklater) อารัมบทถึงทิศทางของเรื่องราว โลกคู่ขนาน ทฤษฏีสมคบคิดของตนเอง ฟังดูน่าสนใจแต่คนขับแท็กซี่กับไม่หยี่ร่าแม้แต่น้อย
  • Hit-and-Run Son ชายคนหนึ่งตัดสินใจขับรถชนมารดาของตนเอง แต่กลับไม่รู้สำนึกผิด กลับบ้านรับโทรศัพท์ ดูผ่อนคลายเสียอย่างนั้น
  • Pap Smear Pusher พยายามเข้ามาเร่ขาย Pap Smear ของ Madonna ซี่งก็ไม่รู้ของจริงหรือเปล่า แล้วมันมีอะไรน่าสนใจกัน?
  • Conspiracy-A-Go-Go author พูดคุยกับหญิงสาวที่เข้ามาซื้อหนังสือ เล่าทฤษฎีสมคบคิดถึงเหตุการณ์ลอบสังหาร ปธน. JFK
  • Hitchhiker Awaiting ‘True Call’ ดีใจที่บิดาเสียชีวิต เพราะได้ทำสิ่งชั่วร้ายไว้กับตนเองและมารดา ทำให้เขาเติบโตขึ้นมาเป็นคนหยาบกระด้าง มองโลกในแง่ร้ายตลอดเวลา
  • Old Anarchist แม้ถูกปล้นแต่ไม่มีอะไรจะให้ เลยเล่าเรื่องสมัยสงคราม (ที่อยู่ในจินตนาการของตนเอง)
  • Video Backpacker บันทึกเทปรายการโทรทัศน์ที่น่าสนใจ เชื่อว่าสื่อชนิดนี้สามารถสะกดจิตผู้ชม

สำหรับเพลงประกอบ ทั้งหมดล้วนเป็น ‘diegetic music’ ต้องดังขึ้นจากแหล่งกำเนิดเสียงในหนัง อาทิ วิทยุ โทรทัศน์ การแสดงสด ฯ จากทั้งอัลบัมผมขอเลือกบทเพลงจากเรื่องราวสุดท้าย Skokiaan ต้นฉบับแต่งโดย August Msarurgwa และ Tom Glazer เมื่อปี 1947, แต่ฉบับที่ใช้ในหนังบรรเลงโดย Horst Wende & His Orchestra บันทึกเสียงเมื่อปี 1958 รวมอยู่ในอัลบัม Africana

แซว: ผมถือว่า Skokiaan คือบทเพลงนิยามความเป็น Slacker ได้ตรงตัวที่สุด

ชีวิตคนเราเต็มไปด้วยหนทางเลือก และการต้องตัดสินใจว่าจะมุ่งสู่ทิศทางไหน แล้วมันจะเกิดอะไรกับเส้นทางที่เราไม่ได้ดำเนินไป? นั่นคือสิ่งที่ผู้กำกับ Linklater ต้องการออกสำรวจโลกคู่ขนาน ร้อยเรียงเรื่องราวที่เหมือนเป็นทฤษฎีสมคบคิด เมื่อใครต่อใครต่างเฉลียวฉลาดในความเข้าใจผิดๆ ก่อให้เกิดคำเรียก Slacker กลุ่มคนที่พยายามต่อสู้ดิ้นรนให้หลุดพ้นขนบกฎกรอบทางสังคม เพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรภาพ และความเป็นปัจเจกชน

หนังพยายามร้อยเรียงกลุ่มชน Slacker ตั้งแต่คนหนุ่ม-สาว ผู้ใหญ่ สูงวัย เด็กๆ-นักศึกษา พนักงานร้านค้า/คาเฟ่ นักร้อง-นักดนตรี โสเภณี หัวขโมย อาชญากร ฯลฯ พวกเขาต่างมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนๆกัน มุมมอง/ทัศนคติต่อโลกที่มีความเฉพาะเป็นตัวของตนเอง เข้าใจอะไรๆถูกบ้าง-ผิดบ้าง (ส่วนใหญ่จะมั่วๆ ทฤษฎีสมคบคิด) บางคนพยายามพูดโน้มน้าว ชักจูงจมูกผู้อื่นให้คล้อยตาม แต่เอาเข้าจริงกลับไม่ใครอยากรับฟัง แสดงความสนใจ (ขัดจังหวะได้แม้ขณะกำลังจู๋จี๋) แม้แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ ประเดี๋ยวประด๋าวก็เคลื่อนพานผ่าน(เรื่องราวนั้น)ไป

โลกในทศวรรษ 90s ยังเต็มไปด้วยความหลากหลาย ทั้งผู้คน แนวคิด วิถีชีวิต สิ่งเชื่อมั่นศรัทธา กอปรการมาถึงของเครือข่ายอินเตอร์เน็ต World Wide Web ทำให้มนุษย์บังเกิดสายสัมพันธ์เชื่อมโยงถึงกัน ราวกับหยากไย่ระโยงระยาง จากคนสู่คน ถนนเวียนวน คนแปลกหน้าเข้ามาทักทายอย่างสนิทสนม สิ่งที่ดูเหมือนจริงมันอาจเป็นเพียงภาพลวงหลอกตา

ความคิดเห็นของผู้กำกับ Linklater อาชีพภาพยนตร์มีลักษณะเป็น ‘perfect slacker’ เพราะตัวเขาสามารถทำอะไรก็ได้เรื่อยเปื่อย จะนั่งดูหนัง เพ้อฝันกลางวัน ค้นหาแรงบันดาลใจสรรค์สร้างผลงานถัดไป ขอแค่มีเงินก็พอใช้ได้ (แต่คนส่วนใหญ่มักไม่ยินยอมรับ Linklater เข้าพวก Slacker เพราะเขาขยันเกินไป –” ความสำเร็จของหนังทำให้เงินทองไหลมาเทมา และได้ทำสิ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่า)

Actually, filmmaking is the perfect slacker profession. You can piddle around for years, watch tons of movies and daydream about what important films you would make if you only had the cash.


จากบทสัมภาษณ์ของ Linklater บอกว่าค่าใช้จ่าย $23,000 เหรียญ เป็นเพียงตัวเลขสำหรับโปรดักชั่นเท่านั้น เขายังคงติดหนี้ห้องแลปล้างฟีล์ม สตูดิโอทำเสียง ค่าลิขสิทธิ์โน่นนี่นั่น และยังต้อง ‘blow-up’ ขยายขนาดฟีล์ม 16mm เป็น 35mm สำหรับฉายในโรงภาพยนตร์ รายจ่ายจริงๆรวมแล้วน่าจะประมาณ $150,000 เหรียญ แต่นั่นเป็นส่วนที่ผู้จัดจำหน่าย (distributor) จะออกเงินดังกล่าวให้

นักข่าวสอบถามเพิ่มเติมว่า แล้วทุนตั้งต้น $23,000 เหรียญ มาจากไหน?

The initial cash came from where most truly independent films come from: supportive family and friends, credit cards, any savings, additional loans. You sell off possessions, steal, ask others to steal, all kinds of things you’re not particularly proud of.

Richard Linklater

Linklater ต้องการนำหนังออกฉายเทศกาลหนังเมือง Sundance ตั้งแต่ช่วงต้นปี 1990 แต่เพราะยังตัดต่อไม่เสร็จดี รอบทดลองฉายจึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร (เลยถูกบอกปัดจากแมวมองที่เลือกหนังเข้าฉายในเทศกาล) ด้วยเหตุนี้พอเสร็จ Post-Production ก็เลยตระเวนนำหนังออกฉายรอบปฐมทัศน์ Austin’s Dobie Theater ได้เสียงตอบรับที่น่าสนใจ (ใครชอบคือชอบมาก บางคนหลับกลางเครื่อง อีกหนี่งในสามเดินออกตั้งแต่ยังฉายไม่จบ) สร้างความฉงนสงสัยให้ผู้จัดงานเทศกาลหนัง Sundance เลยได้รับเลือกให้เข้าฉายปีถัดมา 1991 แทบจะโดยอัตโนมัติ

แม้ว่าหนังจะได้รับการจัดจำหน่ายโดย Orion Classics แต่ก็มิได้แพร่หลายวงกว้างทั่วสหรัฐอเมริกา ถีงอย่างนั้นกลับได้รับกระแสคัลท์ และสามารถทำเงินได้สูงถีง $1.2 ล้านเหรียญ

เกร็ด: Working Title ของหนังคือ The Nobody Boy แต่ถูกสตูดิโอเปลี่ยนให้เป็น Slacker คำที่ไม่ได้มีการพูดกล่าวถีงในหนังเลยสักครั้ง!

เท่าที่ผมลองค้นหาลิสหนังที่เป็นตัวแทน Gen X หรือทศวรรษ 90s แทบทั้งนั้นล้วนต้องพูดกล่าวถึง Slacker (1991) นั่นแสดงถึงอิทธิพล ความสำคัญ สัญลักษณ์แห่งยุคสมัย กาลเวลาได้แปรสภาพสู่บันทึกประวัติศาสตร์ เก็บฝั่งใน Time Capsule ยังคงมีความยอดเยี่ยม น่าสนใจ ก็ถึงขนาด Criterion Collection ทำการบูรณะ high-definition (คุณภาพดีที่สุดของฟีล์ม 16mm แล้วละ) หารับชมได้ทาง Criterion Channel

น่าเสียดายที่ผมรู้สึกว่าหนังยาวนานเกินไปนิด ช่วงกลางเรื่องก็เยิ่นเย้อน่าหลับ ขาดพลังดูดความสนใจ และเนื้อหากลางวัน-กลางคืนไม่ค่อยสมดุลกันเท่าไหร่ แต่แนวคิดภาพรวมถือว่ายอดเยี่ยมน่าประทับใจ เป็นจุดเริ่มต้น ‘สไตล์ Linklater’ ได้อย่างตราตรึง น่าหลงใหล

หนังเหมาะสมรับคนที่ชอบแนว Indy, Avant-Garde, ภาพยนตร์ที่ขายแนวคิด ตัวแทนวัยรุ่น Gen X, ทศวรรษ 90s และแฟนๆผู้กำกับ Richard Linklater ในสไตล์เดิน-คุย ไม่ควรพลาดเลยละ

จัดเรต 13+ กับความเรื่อยเปื่อยของชีวิต และทฤษฎีสมคบคิดที่อาจทำให้หลงผิด

คำโปรย | Slacker ของ Richard Linklater ภาพยนตร์ของคน Gen X ที่มาก่อนกาล และคงอยู่ใน Time Capsule ชั่วนิรันดร์
คุณภาพ | สมคบคิด
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: