Spotlight (2015)

Spotlight

Spotlight (2015) hollywood : Tom McCarthy ♥♥♥♥

ตอนที่คนข่าวคลั่งคว้า Oscar: Best Picture หนังสือพิมพ์ The Boston Globe ขึ้นข้อความหน้าหนึ่งสั้นๆอย่างน้อมน้อม “The Oscar Shines on ‘SPOTLIGHT'” สาดส่องฉายแสงมาถึงมุมมืดภายในจิตใจมนุษย์ ให้เกิดความสว่างเจิดจรัสจ้า ตีแผ่พฤติกรรมคุกคามทางเพศ ต่อเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของบาทหลวงในคริสต์จักร Roman Catholic, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ภาพจากหน้าแรกหนังสือพิมพ์ The Boston Globe วันจันทร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2016
อ่านข่าวนี้จากเว็บของ The Boston Globe: [คลิกโลด]

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1556 ที่รัฐบาลของ Republic of Venice (ปัจจุบันคือประเทศ Italy) จำหน่ายหนังสือพิมพ์เล่มแรกของโลก Notizie Scritte (แปลว่า Written Notice) ฉบับรายเดือน ราคา 1 Gazetta (Venetian Coin) ไม่นานนักอาชีพนักข่าว/นักหนังสือพิมพ์ ก็ได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วยุโรปและผืนแผ่นดินโลก

ภาพยนตร์ (Motion Picture) ก็ถือว่าเป็นสื่อประเภทหนึ่งคล้ายๆหนังสือพิมพ์ สามารถนำเสนอข่าวสาร/ชวนเชื่อ ในรูปแบบ Film Reel (สารคดีข่าว) นี่น่าจะตั้งแต่ช่วงก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่ 1

แต่สำหรับภาพยนตร์เรื่องแรกๆ ที่นำเสนอเกี่ยวกับอาชีพนักข่าว (Journalist) น่าจะคือ
– The Front Page (1931) ของผู้กำกับ Lewis Milestone ออกทุนสร้างโดย Howard Hughes
– ตามด้วย His Girl Friday (1940) กำกับโดย Howard Hawk
– Foreign Correspondent (1940) กำกับโดย Alfred Hitchcock
– ยิ่งใหญ่กับ Citizen Kane (1941) กำกับโดย Orson Welles
– Ace in the Hole (1951) กำกับโดย Billy Wilder

ขณะที่ ‘อิสรภาพของสื่อ’ แม้มีพูดถึงมานมนานก่อนหน้านี้เป็นศตวรรษ แต่เพิ่งได้รับการประกาศยอมรับอย่างเป็นทางการจากสหประชาชาติ (United Nations) เมื่อปี 1948

“Everyone has the right to freedom of opinion and expression; this right includes freedom to hold opinions without interference, and to seek, receive, and impart information and ideas through any media regardless of frontiers”.

  • เริ่มต้นที่ La dolce vita (1960) กำกับโดย Federico Fellini, จุดเริ่มต้นของคำว่า Paparazzi
    – All the President’s Men (1976) ขุดคุ้ยความคอรัปชั่นของประธานาธิบดี Richard Nixon
    – Network (1976)
    – Broadcast News (1987)
  • Nightcrawler (2014) อิสรภาพที่ล้นเกินขอบเขตของนักข่าว

และครั้งแรกในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์แนว Journalist ที่สามารถคว้ารางวัล Oscar: Best Picture ก็คือ Spotlight (2015) แม้จะไม่ค่อยสมศักดิ์ศรีเสียเท่าไหร่ แต่ก็สมควรค่าแก่เวลา ยินยอมรับได้ และเชื่อว่าหนังจะส่งอิทธิพลต่อคนรุ่นใหม่ได้มากมายมหาศาลทีเดียว

Thomas Joseph ‘Tom’ McCarthy (เกิดปี 1966) ผู้กำกับ/เขียนบท สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New Jersey ในครอบครัว Irish Catholic โตขึ้นเป็น Stand-Up Comedy ตามโรงละครที่ Minneapolis, Chicago กลายเป็นนักแสดง Flags of Our Fathers (2006), กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก The Station Agent (2003) คว้ารางวัล BAFTA Award: Best Original Screenplay, ตามด้วย The Visitor (2007) คว้า Independent Spirit Award: Best Director, ร่วมเขียนบทอนิเมชั่น Up (2009), และ Spotlight (2015) คว้า Oscar: Best Original Screenplay

McCarthy ร่วมกับ Josh Singer ที่โด่งดังจากการเป็นนักเขียนซีซันหลังๆของซีรีย์ The West Wing (1999 – 2006) พัฒนาบทภาพยนตร์เรื่องนี้เสร็จสิ้นเมื่อปี 2013 แล้วถูกขึ้นบัญชี Black List บทหนังโคตรดีแต่ยังหาผู้สร้างไม่ได้

เรื่องราวได้แรงบันดาลใจจากทีมข่าว Spotlight ของหนังสือพิมพ์ The Boston Globe เมื่อปี 2002 ตีพิมพ์บทความพฤติกรรมคุกคามทางเพศ ต่อเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของบาทหลวงในคริสต์จักร Roman Catholic ซึ่งข่าวนี้ทำให้ The Globe คว้ารางวัล Pulitzer Prize สาขา Public Service

Church allowed abuse by priest for years
บทความแรกตีพิมพ์วันที่ 6 มกราคม 2002: [คลิกโลด]

“This story isn’t about exposing the Catholic Church. We were not on some mission to rattle people’s faith. In fact, Tom came from a Catholic family. The motive was to tell the story accurately while showing the power of the newsroom – something that’s largely disappeared today. This story is important. Journalism is important, and there is a deeper message in the story.”

– Josh Singer

เหตุการณ์เริ่มต้นปี 1976 ณ สถานีตำรวจ Boston Police ครั้งแรกของบาทหลวง John Geoghan ถูกกล่าวหากระทำการลวนลามเด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่มีบาทหลวงระดับสูงคนหนึ่งกำลังพูดคุยกับแม่ของเด็กเพื่อเจรจา และทนายความเขตสนทนากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่าให้นักข่าวได้รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น, ไม่นานนัก บาทหลวง Geoghan ได้รับการปล่อยตัวกลับบ้านอย่างทองไม่รู้ร้อน

ข้ามมาปี 2001, ที่สำนักงานใหญ่ The Boston Globe การมาถึงของหัวหน้าบรรณาธิการคนใหม่ Marty Baron (รับบทโดย Liev Schreiber) มอบหมายให้ Robby Robinson (รับบทโดย Michael Keaton) บรรณาธิการทีมข่าว Spotlight สืบสวนเจาะลึกข่าวคาวของบาทหลวง John Geoghan ทำให้ข้อเท็จจริงหลายๆได้รับการเปิดเผยขึ้นเรื่อยๆ ที่ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่นับสิบ หลักร้อย ขณะที่ผู้เสียหายมากกว่าพักคน

นำแสดงโดย Michael John Douglas (เกิดปี 1951) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Coraopolis, Pennsylvania โด่งดังจาก Beetlejuice (1988), Batman (1989), Batman Returns (1992) แต่หลังจากนั้นไม่ค่อยพบเจอความสำเร็จสักเท่าไหร่ จนกระทั่ง Comeback เฉียด Oscar: Best Actor กับเรื่อง Birdman or (The Unexpected Virtue of Ignorance) (2014) ก็มีโอกาสได้รับบทดีๆ เสนอเข้ามามากมาย,

รับบท Walter ‘Robby’ Robinson บรรณาธิการ (Editor) ของ Spotlight อาจเพราะระลึกถึงตัวเองเมื่อหลายปีก่อน เคยติดตามเคสนี้แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ครานี้เลยใจเย็นแบบสุดๆ เมื่อได้รับคำชี้แนะจากหัวหน้า ก็ยึดมั่นต้องการขมวดให้พบปมต้นตอแห่งปัญหา ใช้ความตื้อและเชาว์ปัญญาล้วงข้อมูลจากภายในได้สำเร็จ

พอ Keaton ตบปากรับแสดงนำ เขาออกสืบค้นหา Robinson ตัวจริง พบว่าอยู่ไม่ไกลจากบ้านของตนเองที่ Boston แอบซุ่มติดตาม ศึกษาเรียนรู้ท่าทาง คำพูด การเคลื่อนไหว จนเมื่อได้พบเจออย่างเป็นทางการ แสดงออกเลียนแบบตัวจริงได้สมจริง ถึงขนาด Robinson ขนลุกซู่พูดบอกออกมาเลยว่า

“It is like watching yourself in a mirror, yet having no control of the mirror image.”

ดูแล้ว Keaton ไม่ได้ต้องใช้พลังมากมายในการแสดงบทบาทนี้ ส่วนใหญ่เป็นการเลียนแบบ (ซึ่งก็คงเหมือน Robinson จริงๆนะแหละ) ไม่ได้ต้องใช้การปะทะอารมณ์อะไรมากมาย เน้นความเก๋ง ซึ่งวัยวุฒิของพี่แกทำให้ดูมี Charisma สูงมากๆทีเดียว

Mark Alan Ruffalo (เกิดปี 1967) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Kenosha, Wisconsin, ตอนเด็กเป็น Dyslexia กับ ADD เลยหันเหความสนใจสู่การแสดง แจ้งเกิดกับละครเวที This Is Our Youth (1996), ภาพยนตร์เรื่อง You Can Count On Me (2000) ตามด้วย Shutter Island (2010), The Kids Are All Right (2010), Foxcatcher (2014) ฯ เมื่อได้บท Hulk ในจักรวาล Marvel คงไม่มีใครไม่รู้จัก

รับบท Michael Rezendes นักข่าวสัญชาติ Portuguese-American ชอบโน้มตัวไปข้างหน้าจนติดนิสัยเหมือนคนหลังค่อม ชอบพูดจาห้วนๆตรงไปตรงมา มีความตั้งใจทุ่มเทให้กับการงานเป็นอย่างมาก คงด้วยประสบการณ์ยังไม่มากพอ ทำให้มองไม่เห็นภาพรวมและเป้าหมายของงานชิ้นนี้ จึงมิอาจอดทนรั้งรีรอจนเกิดอารมณ์ฉุนเฉียวก้าวร้าว แต่นั่นคงเป็นบทเรียนแห่งชีวิต ที่ทำให้เขาเติบโตขึ้นเป็นโคตรนักข่าวอย่างแน่แท้

เกร็ด: Rezendes เป็นตัวแทนขึ้นรับรางวัล Pulitzer Prize เมื่อปี 2003 และเป็นคนเดียวตอนที่หนังเรื่องนี้ออกฉาย ยังทำงานกับทีมข่าว Spotlight

Rezendes ชอบมาเยี่ยมกองถ่ายบ่อยๆ เห็นการแสดงของ Ruffalo พูดแสดงทัศนะออกมาแบบเดียวกับ Robinson พูดถึง Keaton แทบจะเปะๆเลย

“Watching Mark Ruffalo re-enact five months of my life was like looking into a fun house mirror.”

Ruffalo เป็นนักแสดงที่ขาด Charisma ในการเป็นผู้นำ ด้วยเหตุนี้เลยมักได้รับบทผู้ตาม ตัวประกอบสมทบเสียมากกว่า ซึ่งเขาก็พยายามสร้างความแตกต่าง ท้าทายตนเองเปลี่ยนไปเรื่อยๆ มีแนวโน้มสูงที่จะได้ Oscar สักวันแน่ เข้าชิง Best Supporting Actor มาแล้วสามครั้ง The Kids Are All Right (2010), Foxcatcher (2014), Spotlight (2015)

Rachel Anne McAdams (เกิดปี 1978) นักแสดงสัญชาติ Canadian แจ้งเกิดกับซีรีย์ Perfect Pie (2002) ข้ามฟากมา Hollywood โด่งดังกับ Mean Girls (2004), The Notebook (2004), ตามด้วย Wedding Crashers (2005), Sherlock Holmes (2010) และ Doctor Strange (2016)

รับบทโดย Sacha Pfeiffer นักข่าวสาวผู้เต็มเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น กระตือรือร้น จริงจัง แม้จะไม่เคยเห็นแสดงด้านอ่อนไหวออกมา แต่จิตใจก็เต็มเปี่ยมเอ่อล้นด้วยความรู้สึกเจ็บปวดแทนทุกคนที่เธอสัมภาษณ์

แรกสุดบทนี้ได้รับการยื่นเสนอให้ Margot Robbie ตามด้วย Amy Adams, Michelle Williams ก่อนมาตกเป็นของ McAdams ที่ก็ไม่รู้หาเวลามารับเล่นได้อย่างไร (ปี 2015 มีผลงานถึง 4+1 เรื่อง แถมต้องไปเล่น Doctor Strange ต่ออีกนะ)

McAdams แสดงบทบาทนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ คำพูดบทสนทนาลื่นไหลเหมือนไม่ได้ต้องปั้นปรุงแต่งอะไรเลย นี่กระมังคงคือเหตุผลที่เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actress แต่ก็ยังห่างไกลโอกาสที่จะคว้ารางวัลนี้อยู่มาก

Liev Schreiber (เกิดปี 1967) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ San Francisco, California มีชื่อเสียงจาก Scream Trilogy, The Omen (2006), X-Men Origins: Wolverine (2009) ฯ

รับบท Marty Baron หัวหน้าบรรณาธิการคนใหม่ของ The Globe เป็นคนเงียบขรึม พูดน้อย ไม่เคยเห็นยิ้ม เพราะถิ่นกำเนิดมิใช่ Boston ทำให้ไม่เกรงกลัวต่ออำนาจอิทธิพลใดๆ และด้วยวิสัยทัศน์คิดการณ์อะไรรอบคอบ ทำให้ไม่นานนักได้รับการเคารพยอมรับจากทุกๆคน

Schreiber เป็นนักแสดงยอดฝีมือคนหนึ่งที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้รับบทดีๆสักเท่าไหร่ เลยมักไปโลดแล่นในวงการโทรทัศน์ และเคยคว้า Tony Award: Best Actor ไปตั้งแต่ปี 2005, บทบาท Marty Baron ที่เหมือนไม่ได้มีอะไรมากมาย แต่เต็มไปด้วยความสุขุมลุ่มลึก พึ่งพาวางใจได้ตลอด แค่เห็นลิบๆอยู่ในห้องทำงาน ไม่ได้ต้องมีบทอะไรก็สร้างมิติให้ตัวละครได้มากยิ่ง

เกร็ดไร้สาระ: นักข่าวระดับล่างจะใช้ปากกาสีน้ำเงิน, หัวหน้าใช้สีดำ, บรรณาธิการใช้สีแดง

ถ่ายภาพโดย Masanobu Takayanagi ตากล้องสัญชาติญี่ปุ่น งมาเรียนถ่ายภาพที่ AFI Conservatoy, Los Angeles ตัดสินใจปักหลักทำงานอยู่อเมริกาเลย เริ่มจากเป็นตากล้องกองสอง Babel (2005) ก้าวขึ้นมามีผลงานเด่นอย่าง Warrior (2011), Silver Linings Playbook (2012), Spotlight (2015) ฯ

เนื่องจาก The Boston Globe ไม่อนุญาตให้ถ่ายทำยังสถานที่จริง (ก็แน่ละ มันสถานที่ทำงาน จะให้หาเวลาว่างตอนไหนละ) เลยต้องมีการสร้างฉากขึ้น ก็แถวๆบริเวณเมือง Boston นะแหละ เลือกซื้อข้าวของเครื่องใช้ โต๊ะเก้าอี้ เลียนแบบมาเปะๆ, เห็นว่าครั้งหนึ่งได้ชักชวนบรรดานักข่าวของ The Globe ให้มาเยี่ยมกองถ่าย ทุกคนต่างตกตะลึงงันในสิ่งที่พบเห็น ต่างเดินไปที่โต๊ะของตนเอง จัดวางโน่นนี่นั่นให้เหมือนที่ทำงานของพวกเขาจริงๆ (อดไม่ได้สินะ)

ค่อนข้างน่าเสียดายที่หนังถ่ายทำด้วยกล้องดิจิตอล (พื้นหลังปี 2001 น่าจะใช้กล้องฟีล์มถ่ายทำนะ) แต่ก็มีการใส่ฟิลเลอร์ย้อมสีออกน้ำตาลอ่อนๆ เพื่อให้ได้สัมผัสเหมือนภาพเก่าๆจากทศวรรษนั้น

ประมาณ 90% ของหนังเป็นการพูดคุยสนทนาสื่อสาร การถ่ายภาพจึงมักมีระยะ Medium Shot ไม่ค่อยถึง Close-Up (เพราะไม่ได้ต้องจับจ้องแสดงอารมณ์ออกมาจากภายใน) หรือภาพระยะไกลเต็มที่ก็ Establish Shot แนะนำสถานที่ฉากภายนอกเท่านั้น

การเคลื่อนกล้องส่วนใหญ่จะค่อยๆเนิบนาบ เชื่องช้า มีทั้งไหลเข้า-ออก เพื่อสะท้อนอารมณ์ของเรื่องราวในช่วงขณะนั้น แต่จะมีขณะหนึ่งที่ตัวละครรีบเร่ง ออกวิ่ง ท้าวินาที กล้องจะเคลื่อนติดตามอย่างรวดเร็ว ฉวัดเฉวียน เป็นการใส่อารมณ์ร่วมเข้าไปในการถ่ายภาพ

ตัดต่อโดย Tom McArdle ขาประจำทุกเรื่องของ Tom McCarthy, หนังไม่ได้ใช้มุมมองของใครเป็นพิเศษ แต่สามารถเหมารวมได้ว่าคือสมาชิกทุกคนของ Spotlight

ผมสังเกตพบว่าหนังใช้การลำดับเรื่องราวแบบมีระดับขั้น (Hierarchy) เริ่มต้นจะพบเจออดีตบรรณาธิการและ Robinson ถึงค่อยดำเนินต่อไปยังนักข่าวระดับล่าง (Rezendes, Pfeiffer, Carroll) ซึ่งภาพรวมของหนังจะตัดสลับไปมาระหว่างหัวหน้า <-> ลูกน้อง และในช่วงออกภาคสนาม ก็จะมีการตัดสลับไปมาระหว่าง Rezendes <-> Pfeiffer เช่นกัน
– Rezendes รับหน้าที่ในการติดต่อทนายความ ตามเรื่องคดีความ ข้อกฎหมาย
– Pfeiffer สัมภาษณ์ผู้ตกเป็นเหยื่อ พบเจอผู้คนหลากหลายกว่า

มีความจำเป็นอะไรที่หนังต้องตัดต่อสลับไปมาระหว่าง Rezendes <-> Pfeiffer, โดยส่วนตัวมองว่า เพื่อเป็นการรวบรัดกระชับเรื่องราวและเวลา อย่างฉากที่ทั้งสองต้องฟังคำสัมภาษณ์ของผู้ตกเป็นเหยื่อ มันก็คงเรื่องเดิมๆจะนำเสนอเล่าซ้ำหลายรอบทำไม ตัดต่อสลับไปมาให้พวกเขาเติมเต็มเรื่องราวกันและกัน นี่ทำให้เกิดสัมผัสและความต่อเนื่องลื่นไหล

การแทรกใส่เหตุการณ์ 9/11 ไม่ได้แค่การอ้างอิงถึงเหตุการณ์จริงที่เข้ามาคั่นจังหวะการสืบสวนสอบสวนของทีมงาน Spotlight แต่มองได้เสมือน Intermission คั่นเวลา ให้เวลาผู้ชมได้มีจังหวะหายใจ พร้อมรับมือกับไฮไลท์สิ่งที่จะเกิดขึ้นถัดไปด้วย

เพลงประกอบโดย Howard Shore เจ้าของสามรางวัล Oscar จากไตรภาค Lord of the Rings, แทบทุกบทเพลงจะมีเปียโนเป็นเสียงหลัก ให้สัมผัสที่ล่อยลอย สะท้อนบรรยากาศการทำงาน มีความอึมครึม ทะมึน  หลอนๆ จับต้องไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ มาลุ่มลึกแต่ทรงพลังยิ่ง

Spotlight เป็นภาพยนตร์ที่นำเสนอ ‘passion’ ของนักข่าว/นักหนังสือพิมพ์ แทบไม่ต่างอะไรกับนักสืบ/ตำรวจ แค่เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่การค้นหาแพะ ผู้กระทำความผิด หรือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าใดๆ แต่เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงให้แก่ผู้ชม/ผู้อ่านได้ตระหนักรับรู้ สังคมมีการโต้ตอบ หน่วยงานเกี่ยวข้องตื่นตัว อาชญากรเกิดความหวาดกลัว บทความข่าวไหนสามารถส่งผลกระทบวงกว้างได้ถึงขนาดนี้ ย่อมสะท้อนถึงจิตวิญญาณของผู้สื่อข่าว ว่ามีความทุ่มเทตั้งใจในเนื้อหานั้นมากน้อยแค่ไหน

สำหรับเนื้อหาของข่าว ถือว่าเป็นผลพลอยได้จากความทุ่มเทพยายามของการสืบค้นหาข้อเท็จจริง นี่ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ของผู้นำเป็นอย่างยิ่งด้วย เพราะถ้าบรรณาธิการ/Editor สามารถมองเห็นภาพรวม และเป้าหมายปลายทางที่ต้องการนำเสนอ จักสามารถชี้ชักนำทางเนื้อหาใจความข่าว ไปในทิศทางที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคมได้

นี่เป็นบทเรียนที่ผมสังเกตพบจากการรับชม All the President’s Men (1976) และ Spotlight ทั้งสองเรื่องต่างเกี่ยวข้องกับนักหนังสือพิมพ์ที่ออกสืบค้นหาความจริงบางอย่าง เขียนบทความข่าวที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคม/ประเทศชาติ มีความคล้ายคลึงกันมากๆในระดับจิตวิญญาณ ไดเรคชั่น และการออกแบบฉาก (ห้องทำงานยังละม้ายคล้ายกันเลย) แตกต่างที่เนื้อหาและพื้นหลังสถานที่ ซึ่ง
– บทความแรกที่ตีพิมพ์ออกไปของ All the President’s Men ได้รับการตอบโต้ที่ทำให้ The Washington Post แทบเสียหน้า แต่ก็กลายเป็นชนวนเริ่มต้นให้เกิดการขุดคุ้ยและค้นพบข้อเท็จจริงในภายหลัง
– ขณะที่บทความแรกของ Spotlight ด้วยวิสัยทัศน์ของบรรณาธิการจี้เจาะไปที่ระบบไม่ใช่ตัวคน สร้างความสะเทือนไปทั้งวงการ เกิดผลกระทบในวงกว้างขึ้นโดยทันที

ถ้านำภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องนี้มาเปรียบเทียบกัน โดยส่วนตัวรู้สึกว่า Spotlight มีความทรงพลังร่วมสมัยกว่ามาก เพราะอีก 20 ปีข้างหน้า เมื่อคนรุ่น ปธน. Nixon เสียชีวิตหมดสิ้นไปแล้ว จักหลงเหลือแปรสภาพเป็นเพียงเรื่องราวหนึ่งทางประวัติศาสตร์ ความอับขายขี้หน้าที่อยากหลงลืมของชาวอเมริกัน แต่สำหรับคริสต์จักร Roman Catholic ต่อให้อีกหลายร้อยพันปี ก็ยังคงอยู่ในความเชื่อศรัทธาของผู้คน และเรื่องราว ‘sex abuse’ ลักษณะนี้จักไม่มีวันหมดสิ้นไปอย่างแน่นอน

ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนัง สืบไล่ค้นพบมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970s แต่ถ้าคุณรู้จักผู้กำกับ Luis Buñuel (1900 – 1983) ตอนยังเป็นเด็กคลั่งศาสนามาก ไปโบสถ์เข้าพิธีมิสซาแทบทุกวัน แต่เมื่อได้พบเห็นความคอรัปชั่นของคริสต์จักร ก็ไม่รู้ตัวเขาเองหรือเห็นเพื่อนถูกบาทหลวงลวนลามคุกคามทางเพศ นับจากนั้นมาก็ปฏิเสธต่อต้านศาสนาโดยสิ้นเชิง … นี่เป็นเหตุการณ์ประมาณทศวรรษ 1910s นะครับ

ในชีวิตจริง John Geoghan (1935–2003) ถูกกล่าวหาว่ามีสัมพันธ์กับเด็กถึง 130 คน ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคใคร่เด็ก (Pedophilia) เคยได้รับการบำบัดรักษาแต่ก็ไม่เคยหายดี ได้รับการปกป้องโดย Cardinal Bernard Francis Law (Law ลาออกจากตำแหน่ง Cardinal แห่ง Boston เซ่นข่าวนี้ของ The Boston Globe) ภายหลังถูกจับตัดสินติดคุกเมื่อปี 2002 ที่ Souza-Baranowski Correctional Center แล้วไปพยายามจับต้องนักโทษชายร่วมห้องขัง เลยถูกบีบคอกระทืบซ้ำจนเสียชีวิต

ด้วยทุนสร้าง $20 ล้านเหรียญ ทำเงินในอเมริกา $45 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $88 ล้านเหรียญ, เข้าชิง Oscar 6 สาขา คว้ามา 2 รางวัล ประกอบด้วย
– Best Film ** คว้ารางวัล
– Best Directing
– Best Supporting Actor (Mark Ruffalo)
– Best Supporting Actress (Rachel McAdams)
– Best Writing, Original Screenplay ** คว้ารางวัล
– Best Film Editing

นี่เป็นปีที่คะแนนโหวต เสียงแตกเป็นอย่างยิ่ง
– Spotlight คว้า Critics’ Choice Awards, Writers Guild of America, Screen Actors Guild Awards
– The Revenant คว้า Golden Globe: Best Motion Picture – Drama, BAFTA
– The Big Short คว้า Producers Guild of America Award

ตัวเต็งจริงๆน่าจะคือ The Revenant แต่เพราะ Alejandro G. Iñárritu น่าจะควบ Best Director สองปีซ้อน เลยคงเป็นการแบ่งเค้กให้ Spotlight คว้ารางวัลใหญ่ไป

ส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบหนังเรื่องนี้ (มากกว่า All the President’s Men) เป็นความบันเทิงที่เพลิดเพลิน แฝงข้อคิด ทรงพลังดีแท้, โดยเฉพาะจิตวิญญาณการทำงานของพวกเขา เต็มเปี่ยมด้วยความทุ่มเทตั้งมั่นจากใจจริง สร้างความฮึกเหิมเติมพลังให้ผมเขียนบล็อคนี้ต่อไปได้เรื่อยๆ

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” พยายามจับจิตวิญญาณของเหล่านักหนังสือพิมพ์พวกนี้ไว้ให้ดี นำมาเป็นพลังในการทำงาน ใช้ชีวิต ให้ได้สักเสี้ยวหนึ่งในความทุ่มเทเพียรพยายามของพวกเขาก็เกินพอ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ทำงานสื่อสารมวลชนทุกแขนง นักข่าว, นักหนังสือพิมพ์, นักวิทยุ ฯ น่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้อย่างยิ่งเลย

และผู้ใหญ่ที่มีลูกกำลังเติบโต รับชมหนังเรื่องนี้เพื่อเป็นอุธาหรณ์เตือนใจ ระแวดระวังภัยให้มาก ถึงพื้นหลังจากคือศาสนาคริสต์ แต่ใช่ว่าพุทธเราจะปลอดภัยนะครับ (แต่ก็เชื่อว่าปลอดภัยกว่านะ)

จัดเรต 13+ กับ passion ที่รุนแรงของตัวละคร และเนื้อหาข่าวการคุกคามทางเพศต่อเด็ก

TAGLINE | “Spotlight สาดส่องฉายแสงมาถึงมุมมืดภายในจิตใจมนุษย์ ให้เกิดความสว่างเจิดจรัสจ้า”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of