Stranger Than Paradise (1984)

Stranger Than Paradise

Stranger Than Paradise (1984) hollywood : Jim Jarmusch ♥♥♥♥

สหรัฐอเมริกาเป็นดินแดนที่แปลกประหลาด หรือสรวงสวรรค์กันแน่? ผลงานแรกแจ้งเกิดผู้กำกับ Jim Jarmusch กลายเป็นหลักเขตเรื่องสำคัญของวงการหนังอิสระ (Indy Film) ด้วยเทคนิคสุดแสนเรียบง่ายแต่งดงามดั่งบทกวี คว้ารางวัล Caméra d’Or จากเทศกาลหนังเมือง Cannes

Stranger Than Paradise เป็นภาพยนตร์ที่ต้องชมเลยว่า ‘เจ๋งว่ะ!’ ด้วยไดเรคชั่นหนึ่งช็อตหนึ่งฉาก (ไม่เชิงว่าเป็น Long Take) ทุกครั้งคั่นด้วยภาพพื้นดำ (Fade-in-Black และ Fade-out-Black) ดูแสนเรียบง่าย ธรรมดาสามัญ แต่งดงามตราตรึงเสียเหลือเกิน นักวิจารณ์ส่วนใหญ่เปรียบดั่งบทกวี ผมเห็นเป็นการ์ตูนช่อง (Comic Strip) ทุกซีนมีเนื้อเรื่องราวของมันเองที่ชวนขบขันไม่น้อย

เทคนิคการเล่าเรื่องดังกล่าว ไม่ใช่ครั้งแรกของวงการภาพยนตร์นะครับ เด่นๆที่ผมพอระลึกได้ อาทิ The Color of Pomegranates (1969), Maborosi (1995), ไตรภาคของ Roy Andersson ฯลฯ


James Robert Jarmusch (เกิดปี 1953) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Cuyahoga Falls, Ohio ลูกคนกลางจากพี่น้องสามคน แม่ชอบพาเขาไปทิ้งไว้ในโรงหนังใกล้บ้านระหว่างทำงานรับจ้างโน่นนี่นั่น เลยมีโอกาสดูหนังควบเกรดบีอย่าง Creature From the Black Lagoon (1954), Attack of the Crab Monsters (1957), Thunder Road (1958), ต่อด้วยหนังใต้ดินของ Andy Warhol, Robert Downey, Sr. ฯ หลังจบมัธยมปลายมุ่งสู่ Chicago ทีแรกได้เข้าเรียน Medill School of Journalism แต่เขาไม่ได้สนใจในหลักสูตรนักข่าว เลยย้ายมา Columbia University ศึกษาภาษาอังกฤษ, วรรณกรรมอเมริกัน, ปิดเทอมเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน มุ่งสู่ Paris ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับ Cinémathèque Française

“That’s where I saw things I had only read about and heard about – films by many of the good Japanese directors, like Imamura, Ozu, Mizoguchi. Also, films by European directors like Bresson and Dreyer, and even American films, like the retrospective of Samuel Fuller’s films, which I only knew from seeing a few of them on television late at night. When I came back from Paris, I was still writing, and my writing was becoming more cinematic in certain ways, more visually descriptive”.

– Jim Jarmusch

หลังจบปริญญาตรี สมัครเข้าเรียนต่อ Tisch School of the Arts กลายเป็นลูกศิษย์ László Benedek มีเพื่อนร่วมรุ่น Sara Driver, Tom DiCillo, Howard Brookner, Spike Lee ฯ ปีสุดท้ายสร้างภาพยนตร์ Thesis เรื่อง Permanent Vacation (1980) เข้าตาอาจารย์ Nicholas Ray ได้กลายเป็นผู้ช่วยกองถ่ายสารคดี Lightning Over Water (1980) ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่ทำร่วมกับ Wim Wenders

หลังเสร็จสิ้นการถ่ายทำ Jarmusch ขอนำเศษฟีล์มที่หลงเหลือไม่ได้ใช้จาก Lightning Over Water มาถ่ายทำหนังสั้นที่กลายเป็น 30 นาทีแรกของ Stranger Than Paradise สำเร็จเสร็จออกฉาย 1982 สรรหาทุนเพิ่มได้จาก International Film Festival Rotterdam จนสามารถสานต่อองก์สอง-สาม กลายเป็น Feature Length

Jarmusch ครุ่นคิดพัฒนาบทหนังเรื่องนี้ด้วยตนเอง โดยผลงานส่วนใหญ่ของเขามักมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับคนนอกคอก ผู้อพยพ มุมมองต่างชาติ บุคคลที่สาม, ซึ่งเพื่อนสนิทนักดนตรี Tom Waits ให้คำอธิบายไว้ว่า

“The key, I think, to Jim, is that he went gray when he was 15 … As a result, he always felt like an immigrant in the teenage world. He’s been an immigrant – a benign, fascinated foreigner – ever since. And all his films are about that”.

– Tom Waits

เรื่องราวของ Willie (รับบทโดย John Lurie) ชาวฮังกาเรียน เมื่อสิบปีก่อนอพยพย้ายมาอยู่ New York City พยายามปรับเปลี่ยนแปลงตนเองให้กลายเป็นอเมริกันชนแท้ๆ แต่กลับร่วมงานเพื่อนสนิท Eddie (รับบทโดย Richard Edson) ใช้ชีวิตอย่างเสเพล เล่นโกงไพ่ วนเวียนอยู่กับบ่อนแทงม้า แทงหมา กระทั่งวันหนึ่งญาติๆโทรหา ขอให้ช่วยเหลือ Eva (รับบทโดย Eszter Balint) ลูกพี่ลูกน้อยวัย 19 ปี ระหว่างรอคอยรถไฟเดินทางสู่ Cleveland เพื่อไปอาศัยอยู่กับญาติอีกคนหนึ่ง


สำหรับสามนักแสดงหลัก ล้วนเป็นเพื่อนนักดนตรีที่ไม่ได้มีประสบการณ์แสดงสักเท่าไหร่ ซึ่งหนังก็ไม่ได้ต้องการความสมจริงอะไร เน้นท่วงท่าทาง การขยับเคลื่อนไหว พูดเล่นตามบทบาทก็เท่านั้นเอง
– John Lurie (เกิดปี 1952) ศิลปิน นักแสดงสัญชาติอเมริกา หนึ่งในผู้ก่อตั้งวงดนตรี The Lounge Lizards สำหรับภาพยนตร์มักเล่นหนัง Indy และแต่งเพลงประกอบร่วมด้วย
– Eszter Balint นักร้อง แต่งเพลง นักไวโอลิน เกิดที่ Budapest แล้วไปเติบโตยังสหรัฐอเมริกา ก่อนหน้าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นนักแสดงเด็กยัง Squat Theatre, New York ซึ่งเป็นแนว Avant-Garde ไม่ได้เน้นความสมจริงด้านการแสดงสักเท่าไหร่
– Richard Edson (เกิดปี 1954) นักแสดงนักดนตรี สัญชาติอเมริกัน หนึ่งในสมาชิกก่อตั้งวงร็อค The Alterboys เคยเป็นมือกลองให้ Sonic Youth และ Konk ไปพร้อมๆกัน แต่หลังจากแยกวงเปลี่ยนมาเล่นทรัมเป็ตให้ The Offs และเริ่มแสดงหนัง Indy มากมาย เริ่มต้นจาก Stranger Than Paradise (1984)

สามนักแสดง ถือว่ามีภาพลักษณ์และบุคคลิกที่สะท้อนตัวละครได้อย่างพอดิบพอดี
– Willie เอ่อล้วนด้วยอุดมคติ ‘American Dream’ ทั้งๆต้นกำเนิดคือฮังกาเรียน กลับต้องการปรับเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งอย่างของตนเองให้กลายเป็นอเมริกัน พยายามซึมซับ ลอกเลียนแบบตาม แต่สุดท้ายก็ไม่อาจหลบหนีพ้นตัวตนธาตุแท้จริง
– Eva สาวหน้าใสชาวฮังกาเรียน มุ่งสู่สหรัฐอเมริกาน่าจะด้วยอุดมการณ์เฉกเช่นเดียวกับ Willie คือเติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน ‘American Dream’ แรกเริ่มทุกสิ่งอย่างล้วนแปลกใหม่ หนึ่งปีผ่านไปอะไรๆเหมือนจะดีขึ้น แต่ทริปดังกล่าวกลับทำให้หวนระลึกถึงบางสิ่งอย่าง และเหตุมหัศจรรย์คาดไม่ถึง ทำให้เธอตกหลุมรักและพบเห็นสรวงสวรรค์โดยทันที
– Eddie เพื่อนสนิทร่วมกันต้มตุ๋นของ Willie เมื่อมีโอกาสรู้จัก Eva น่าจะตกหลุมรักแรกพบเลยละ แต่ทุกครั้งล้วนมีเพื่อนสนิทชิดใกล้ เลยหาโอกาสประชิดตัวไม่ค่อยได้ แต่ก็พยายามตะล่อมค่อมไปเรื่อยๆ สุดท้ายกลายเป็นหมาหัวเน่า ไม่มีอะไรได้ดั่งใจสักสิ่งอย่าง


ถ่ายภาพโดย Tom DiCillo สัญชาติอเมริกัน เพื่อนสนิทขาประจำร่วมรุ่นของของ Jarmusch ร่วมงานกันตั้งแต่หนัง Thesis เรื่อง Permanent Vacation (1980)

ไดเรคชั่นการถ่ายทำคือ ‘หนึ่งช็อตหนึ่งฉาก’ ซึ่งกล้องจะมีการขยับเคลื่อนไหว/แพนนิ่ง เคลื่อนติดตามตัวละคร โดยที่เนื้อเรื่องราวมักจบสิ้นภายในช็อตนั้น ร้อยเรียงเข้าด้วยกันคั่นด้วยภาพพื้นดำ

ความน่าสนเท่ห์ของงานภาพคือมุมกล้อง ซึ่งจำต้องเลือกตำแหน่งทิศทางให้มีความคลอบคลุมเนื้อเรื่องราวทั้งฉาก อย่างช็อตแรกนี้ หญิงสาวถือกระเป๋า พื้นหลังพบเห็นเครื่องบินขึ้น-ลง สื่อถึงการเดินทางมาถึงดินแดนแปลกถิ่นแห่งนี้ … สังเกตว่าหนังไม่สิ้นเปลืองช็อตด้วยภาพขณะเดินทาง กำลังลงจากเครื่องบิน ผ่านศุกากรด่านตรวจ โบกแท็กซี่ แต่แค่เพียงช็อตเดียวสามารถอธิบายได้ทุกสิ่งอย่าง

หลายครั้งพบเห็นมุมกล้องเงยขึ้นแบบนี้ ให้สัมผัสคล้ายๆ Citizen Kane (1942) สะท้อนถึงความพยายามครอบงำ มีอำนาจเหนือกว่า ซึ่งสะท้อนนิสัย/พฤติกรรมตัวละครนี้ได้อย่างตรงไปตรงมาทีเดียว

สหรัฐอเมริกา ถือเป็นดินแดนแปลกถิ่นของหญิงสาว ตอนอยู่ฮังการีเดินเปิดเพลงไปคงคลาสสิกน่าดู แต่ที่นี่ทุกคนมีความเร่งรีบร้อน เดินแซง สวนทาง ข้ามถนน ไม่มีใครใคร่สนใจกันและกันสักเท่าไหร่

ฉากรับประทานอาหารเย็น/ฟาสฟู๊ด หรือ TV Dinner เป็นวัฒนธรรมที่แปลกประหลาดในสายตาประเทศอื่นๆ แต่นี่คือวิถีชีวิตชาวอเมริกันตั้งแต่ยุคสมัยนั้น ซึ่งปัจจุบันโดยไม่รู้ตัวได้แพร่กระจายไปทั่วโลกเสียแล้วสิ!

นั่งดูโทรทัศน์ทั้งวันทั้งคืนก็เช่นกัน มนุษย์ถูกมอมเมาด้วยสื่อสาธารณะ กลายเป็นจักรวาล/ความเชื่อศรัทธาโดยไม่รู้ตัว (ปัจจุบันก็แพร่กระจายไปทั่วโลกแล้วเช่นกัน)

นอกจากกีฬาอเมริกันฟุตบอลที่ตัวละครรับชม คุ้นๆเสียงภาพยนตร์คือ Forbidden Planet (องก์แรกฉายฉบับ 1956, องก์สองฉายฉบับ 1973) สะท้อนเข้ากับดาวเคราะห์สหรัฐอเมริกาได้เลยนะเนี่ย! ส่วนภาพยนตร์กังฟู ผมฟังไม่รู้ว่าเรื่องอะไร

พูดถึงสหรัฐอเมริกา ไม่มี Hot Dog ก็กระไรอยู่, ตัวประกอบด้านหลังที่กำลังโซ้ยหมาร้อน นั่นคือผู้กำกับ Jim Jarmusch รับเชิญ Cameo ในผลงานตนเอง

Cleveland คือดินแดนที่ทั้งสามตัวละคร ครุ่นคิดว่าคือ Paradise แต่ทะเลสาปแห่งนี้ (ที่ตอนองก์แรก มีตัวละครหนึ่งโหยหาอยากพบเห็น) กลับกลายเป็นน้ำแข็ง ขาวโพลน หนาวเหน็บเย็นยะเยือก … ชีวิตไม่มีอะไรที่ได้ดั่งใจ สมปรารถนา เติมเต็มความเพ้อฝันเสมอไป

เพ้อไปต่อกับ Florida ที่น่าจะเป็นสรวงสวรรค์แห่งใหม่ แต่กลับกลายเป็นหญิงสาวถูกหนุ่มๆทอดทิ้งขว้าง นั่งเหงาๆอยู่คนเดียวริมชายหาด

ความลุ่มหลงในในการพนันขันต่อของหนุ่มๆ (ไม่มีการไปถ่ายที่สนามแข่งม้า แค่พูดเอ่ยถึงเท่านั้นเอง) สะท้อนถึงการเดิมพันกับอุดมการณ์ ‘American Dream’ ใช้ชีวิตอยู่กับความเพ้อใฝ่ฝัน หวังว่าสักวันความสำเร็จคงได้รับการเติมเต็ม ซึ่งเรื่องตลกคือทั้งสามกลับได้รับมันมาในรูปแบบที่… สวรรค์ประทาน

แซวชื่อม้า: หลายตัวมันชื่อหนังเลยนะ Passing Fancy (1933), Late Spring (1949), Tokyo Story (1953) ทั้งหมดคือผลงานปรามาจารย์ผู้กำกับ Yasujirō Ozu ที่เป็นแรงบันดาลใจต่อภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างมาก

ผมมองฉากนี้คือความต้องการสื่อ อะไรก็เกิดขึ้นได้ในสหรัฐอเมริกา ตราบใดยังไม่ทอดทิ้งความเพ้อใฝ่ฝัน ‘American Dream’ สักวันโชคชะตาความสำเร็จย่อมหล่นใส่โดยไม่รู้ตัว ซึ่งลักษณะหน้าตาของตัวละครนี้ มันเอเลี่ยนจาก The Day the Earth Stood Still (1951) ชัดๆเลย

ผมครุ่นคิดว่า Eva ไม่ได้ซื้อตั๋วเครื่องบินตั้งแต่แรก ซึ่งพอ Willie เข้าไปสอบถามพนักงาน สรรหาข้ออ้างอื่นกับ Eddie เพราะตนเองต้องการเดินทางกลับบ้าน น่าจะเพราะความผิดหวังต่อโชคชะตาชีวิต ไม่สามารถเติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝันได้เสียที

ผิดกับ Eva สาเหตุที่เธอตัดสินใจไม่ซื้อตั๋วกลับบ้าน น่าจะเพราะเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนให้รับรู้ว่า ผืนแผ่นดินแดนสหรัฐอเมริกานี้ อะไรๆก็สามารถบังเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

และ Eddie หมาหัวเน่าที่ถูกหลอก เพราะไร้ซึ่งความเพ้อใฝ่ฝันอุดมการณ์ เลยสูญเสียสิ้นทุกสิ่งอย่าง ไม่สามารถครุ่นคิดทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาได้เสียที!

ตัดต่อโดย Jim Jarmusch และ Melody London ซึ่งทำเพียงร้อยเรียงฉากต่างๆเข้าด้วยกัน วันต่อวันหลังจากถ่ายทำเสร็จสิ้นโดยทันที

เรื่องราวแบ่งออกเป็นสามองก์ละครึ่งชั่วโมง ขึ้นข้อความว่า
– The New World ดำเนินเรื่องที่ New York
– One Year Later ดำเนินเรื่องที่ Cleveland
– Paradise ดำเนินเรื่องที่ Florida

ลักษณะของการ Fade-in-Black และ Fade-out-Black ถือเป็นการสร้างจังหวะ/ช่องว่างให้กับหนัง ราวกับวรรคของบทกวี ลมหายใจ การกระพริบตา ฯ (แล้วแต่จะครุ่นคิดตีความเลย) ผู้ชมบางคน(เช่นผม)อาจเกิดความลุ้นระทึก อยากรับรู้อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป


เพลงประกอบโดย John Lurie ร่วมกับวง The Paradise Quartet สรรค์สร้างเพลงในสไตล์ทดลอง/Avant Garde กรีดกรายในความแปลกประหลาด ชวนให้พิศวงสงสัย นี่นะหรือสรวงสวรรค์ Paradise

หนึ่งในบทเพลงดังขึ้นจากวิทยุของ Eva ชื่อ I Put a Spell on You (1956) แต่ง/ขับร้องโดย Screamin’ Jay Hawkins แนว Rhythm and Blues บ้างเรียกว่า Shock Rock ยอดขาดเกินล้านก็อปปี้ แต่ไม่เคยติดชาร์ท Billboard แต่อย่างไร ถึงกระนั้นนิตยสาร Rolling Stone จัดอันดับ 313 ชาร์ท The 500 Greatest Songs of All Time

ผมว่าเสียงกรีดร้องของ Screamin’ Jay Hawkins สะท้อนสภาวะทางจิตใจของ Eva ต่อสิ่งที่เธอพานพบเห็นในสหรัฐอเมริกา ได้อย่างตรงไปตรงมาเลยนะ!

เกร็ด: Jarmusch จ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลงนี้ไปไม่น้อย แต่พอทราบว่าค่ายเพลงฟาดเรียบไม่ตกถึง Screamin’ Jay Hawkins สักแดงเดียว เกิดความขุ่นเคืองไม่พึงพอใจอย่างรุนแรง ซึ่งเมื่อหนังประสบความสำเร็จทำกำไร แบ่งส่วนหนึ่งมอบให้เป็นของขวัญแก่ Hawkins นั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ดีงามระหว่างทั้งสองจนชั่วชีวิตเลยละ

สหรัฐอเมริกาเป็นดินแดนที่แปลกประหลาดในมุมมองของคนนอก ผู้อพยพ ต่างชาติ ประเทศโลกที่สาม เพราะเต็มไปด้วยความสำเร็จรูป ฉาบฉวย เร่งรีบร้อน แทบทุกคนโหยหาสิ่งที่คือ ‘American Dream’ เพื่อเติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน สักวันชีวิตจักต้องประสบความสำเร็จ ร่ำรวยเงินทอง มีชื่อเสียงโด่งดัง ได้รับการยินยอมรับจากสังคม

ผมแอบรู้สึกเล็กๆว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีลักษณะคล้าย ‘บ้านนอกเข้ากรุง’ ความไม่รู้ทำให้มนุษย์แสดงออกอย่างโง่เขลา ดูตลกขบขัน (แต่บางคนอาจขำไม่ออกสักเท่าไหร่) หรือ Cultural Shock กับคนที่สามารถเรียนรู้ ตั้งมั่นด้วยอุดมการณ์ ชื่นชอบความท้าทาย ย่อมสามารถปรับเปลี่ยนแปลงให้สามารถเข้าหา ยินยอมรับ เอาตัวรอดในสภาพสังคมดังกล่าวได้

แต่ถึงกระนั้นก็มีอีกจำนวนมากยินยอมรับไม่ได้ มิอาจปรับเปลี่ยนแปลงตนเองให้เข้ากับวัฒนธรรมสังคมเมือง/อเมริกัน ครุ่นคิดถึงดินแดนเกิด และเมื่อถึงจุดระเบิดก็พยายามกระเสือกกระสนหาหนทางกลับบ้าน (ไม่คิดหวนย้อนกลับมาสู่ขุมนรกนี้อีก)

แม้ว่าดินแดนแห่งนี้จะมีความแปลกประหลาด แต่ขณะเดียวกันก็มีโอกาสและความมหัศจรรย์ที่แลดูเหมือนสรวงสวรรค์ ‘Paradise’ มันอาจเพราะโชคชะตา ความขยันขันแข็ง ไม่ย่นย่อยอมแพ้ต่ออุปสรรค์ขวากหนาม ด้วยเหตุนี้สักวันหนึ่งชีวิตย่อมสามารถเติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน ทุกสิ่งอย่างไหลมาเทมาแบบไม่อาจคาดคิดถึง

ในมุมของผู้กำกับ Jim Jarmusch พานพบเห็นสหรัฐอเมริกาคือดินแดนแปลกประหลาด แต่ขณะเดียวกันก็มีความน่าลุ่มหลงใหล สรวงสวรรค์ที่ใครๆต่างเพ้อใฝ่ฝันถึง สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ก็หวังว่าจะมีโอกาสความสำเร็จ … ซึ่งก็กลายเป็นเช่นนั้นจริงๆแบบไม่ทันตั้งตัวใดๆ

ใครทนไม่ได้ก็พ่ายแพ้กลับบ้านไป! แต่คนที่ได้รับสัมผัสจากพระเจ้า โชคชะตาฟ้าหล่นใส่ ย่อมก่อเกิดความเชื่อมั่นศรัทธา หนักแน่นอย่างแรงกล้าว่าดินแดนแห่งคือสรวงสวรรค์ มักเฝ้ารอคอยและหวังว่าสักวัน โอกาสสองจะหวนกลับมาประสบพบเจอเข้ากับตนเองอีกสักครั้งหนึ่ง


เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes คว้ารางวัล Caméra d’Or สำหรับภาพยนตร์เรื่องแรก, นอกจากนี้ยังเข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Sundance คว้ารางวัล Special Jury Recognition

ด้วยทุนสร้างประมาณ $100,000-125,000 เหรียญ สามารถทำเงินในสหรัฐอเมริกาสูงถึง $2.436 ล้านเหรียญ ประสบความสำเร็จล้นหลามแบบไม่มีใครคาดคิดถึง

จากความสำเร็จของหนัง ทำให้ถูกยกย่องเรียกว่า ‘Landmark in Modern Independent Film’ กลายเป็นอิทธิพลให้แนว Indy ยุคใหม่ ทุนสร้างน้อยนิด แต่มีโอกาสประสบความสำเร็จล้นหลาม

ส่วนตัวมีความชื่นชอบประทับใจหนังเป็นพิเศษ เพราะผมก็มองสหรัฐอเมริกาในมุมคนนอก/ประเทศโลกที่สาม เลยเกิดความเข้าใจที่สอดคล้องเห็นพ้อง ขบขันในความแปลกประหลาด ไม่เห็นมันจะสรวงสวรรค์ตรงไหน!

แนะนำคอหนัง Indy/Art House ลุ่มหลงใหลใน Minimalist, Poetic Film สอดแทรกความขบขัน หัวเราะหึๆ, แฟนๆผู้กำกับ Jim Jarmusch ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับมุมมองความพิลึกพิลั่นต่อสหรัฐอเมริกา

คำโปรย | ความแปลกประหลาดของ Stranger Than Paradise ทำให้ผู้กำกับ Jim Jarmusch ค้นพบสรวงสวรรค์ของตนเอง
คุณภาพ | -ดั่งบทกวี
ส่วนตัว | ชื่นชอบเป็นพิเศษ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of