Swallowtail Butterfly

Swallowtail Butterfly (1996) Japanese : Shuji Iwai ♥♥♥♥♡

อนาคตอันใกล้ ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นได้กลายเป็นสกุลเงินเข้มแข็งที่สุดในโลก นำพาผู้อพยพลักลอบเข้ามาทำงานผิดกฎหมายมากมาย พวกเขาตั้งชื่อเล่นเมืองแห่งนี้ว่า Yentown (円都, en to) แต่ชาวญี่ปุ่นกลับเรียกหัวขโมยเหล่านี้ว่า Yen Thieves หรือ Yentowns (円盗, en tou), นี่คือผลงาน Masterpiece ของผู้กำกับ Shuji Iwai

ชื่อของ Shuji Iwai คนส่วนใหญ่อาจมีภาพจำหนังรักวัยรุ่น Love Letter (1995), All About Lily Chou-Chou (2001), Hana and Alice (2004) ฯ แต่ผลงานได้การยกย่องสรรเสริญมากที่สุดกลับคือ Swallowtail Butterfly (1996) ด้วยความยาว 148 นาที ถือเป็นโคตรภาพยนตร์แห่งความทะเยอทะยาน นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับผู้อพยพต่างชาติที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากเมืองสมมติ Yentown (ได้ยินบทสนทนาภาษาญี่ปุ่น-จีนกลาง-อังกฤษ) โดยไม่สนถูก-ผิด ดี-ชั่ว มโนธรรม ศีลธรรม กระทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้ครอบครองเงิน! เติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน ตอบสนองพึงพอใจส่วนตน

Swallowtail Butterfly (1996) เป็นภาพยนตร์ที่มีท้าทายในการรับชมอย่างมากๆ หลายๆเรื่องราวโคตรไม่สมเหตุสมผล (ธนบัตร 1,000 เยน กลายเป็น 10,000 เยน ได้ยังไงว่ะ!) แถมสำเนียงสามภาษาญี่ปุ่น-จีนกลาง-อังกฤษ มันช่างรำคาญหูชะมัด หรือแม้แต่เสียงขับร้องเพลงของศิลปิน Chara ไม่สำเนียกเพดานเสียงตนเองเลยหรือไร? แต่ทั้งหมดทั้งมวลล้วนคือ ‘สไตล์ Iwai’ จงใจให้เป็นแบบนี้เพื่อสร้างโลกสมมติที่มีความตกต่ำทราม Dystopia รายล้อมรอบด้วยสิ่งชั่วร้ายมากมาย สะท้อนสภาพสังคม/การเปลี่ยนสัณฐานของประเทศญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 90s เก็บบันทึกไว้ใน Time Capsule

ถึงผมจะเคยเต็มไปด้วยอคติต่อ ‘สไตล์ Iwai’ เมื่อตอนรับชม Love Letter (1995) แต่ก็ต้องยินยอมรับว่าไดเรคชั่นดังกล่าวโคตรเข้ากับการสร้างโลกสมมติของ Swallowtail Butterfly (1996) ทำให้มีความโดดเด่น เอกลักษณ์เฉพาะตัว บ้าบอคอแตกไม่ซ้ำแบบใคร และคงไม่ใครลอกเลียนแบบเหมือนได้อย่างแน่นอน!


เนื่องจากผมขี้เกียจอธิบายรูปลักษณะของผีเสื้อหางติ่ง (Swallowtail Butterfly) ก็ดูจากคลิปนี้เอาเองนะครับ

แถมให้อีกคลิปที่นำเสนอการเปลี่ยนสัณฐาน (Metamorphosis) ผีเสื้อสายพันธุ์นี้ตั้งแต่ไข่ ตัวอ่อน ดักแด้ จนกลายเป็นตัวเต็มวัย เห็นแล้วน่าทึ่งทีเดียว

Shunji Iwai (เกิดปี 1963) ผู้กำกับสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Sendai, Miyagi ตั้งแต่เด็กชื่นชอบฟังเพลงคลาสสิกของ Schubert, Chopin, เคยเพ้อฝันอยากเป็นนักเขียนนิยาย แต่เลือกเรียนวิจิตรศิลป์เพราะต้องการทำงานเขียนการ์ตูน สำเร็จการศึกษาจาก Yokohama National University แล้วทำงานพาร์ทไทม์ร้านเช่าวีดิโอ จากนั้นมีโอกาสกำกับ Music Video, แจ้งเกิดจากละครโทรทัศน์ Fireworks (1993), ภาพยนตร์เรื่องแรก Love Letter (1995), Swallowtail Butterfly (1996), All About Lily Chou-Chou (2001), Hana & Alice (2004) ฯลฯ

ช่วงระหว่างร่ำเรียนมหาวิทยาลัย Iwai ได้มีโอกาสพบเจอเพื่อนๆหลากหลายเชื้อชาติ จีน เกาหลี ชาวยุโรป ละติน แอฟริกัน ฯลฯ บางคนเป็นลูกครึ่ง (Half) เกิดที่ญี่ปุ่น (Second Generation) สามารถพูดคุยสื่อสาร เข้าใจวิถีชีวิต/วัฒนธรรม แต่ก็มักถูกมองว่าเป็นชาวต่างชาติ (เพราะหน้าตาไม่เหมือนคนญี่ปุ่นแท้ๆ)

I wanted to depict the immigrants as human beings. I was told that I made their lives seem too happy, but I admired their underlying strength more than I did that of the Japanese, who seemed to have lost theirs.

Shunji Iwai

หนึ่งในความฝันของ Iwai คือเป็นนักเขียน จึงทดลองนำเอาประสบการณ์ชีวิตช่วงมหาวิทยาลัยดังกล่าวมาพัฒนาเป็นนวนิยาย Swallowtail แล้วเสร็จเมื่อปี 1993 (แต่เหมือนจะไม่ได้ตีพิมพ์จัดจำหน่าย) ด้วยการตั้งคำถามอภิปรัชญา ฉันคือใคร? เกิดมาทำไม? ตายแล้วไปไหน? ผสมผสานมุมมองส่วนบุคคลต่อสภาพสังคมญี่ปุ่นยุคสมัยนั้น (ที่เต็มไปด้วยผู้อพยพ เข้ามาหากินกับสกุลเงินเยน)

ปล. แม้ภาพยนตร์ スワロウテイル (อ่านว่า Suwarōteiru) จะไม่มีกล่าวถึงชาวเกาหลี แต่บรรดานักวิจารณ์ต่างชี้นำว่าอาจได้แรงบันดาลใจจากคลื่นผู้อพยพชาวเกาหลี ในช่วงทศวรรษ 1980s (ชาวญี่ปุ่นมีคำเรียกคนเกาหลีเหล่านี้ว่า Zainichi)

เกร็ด: ชาวเกาหลีถือเป็นกลุ่มผู้อพยพขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น! นั่นเพราะความสนิทชิดใกล้ ขนบประเพณี/วัฒนธรรมหลายๆอย่างก็คล้ายคลึงกัน แต่เหตุผลหลักๆคือความไม่มั่นของสถาบันการปกครอง ก่อให้สงคราม/ความขัดแจ้ง/เหตุการณ์นองเลือดภายในบ่อยครั้ง อาทิ Jeju Uprising (1948-49), Korean War (1950-53), Gwangju Uprising (1980) ฯลฯ จนกระทั่งหนึ่งปีหลัง 1988 Seoul Olympics ถึงเพิ่งเปิดเสรีในการเดินทางอย่างถูกกฎหมาย (เป็นช่วงที่คลื่นผู้อพยพจากเกาหลี ถาโถมดั่งสึนามิเข้าใส่ญี่ปุ่น)

ความสำเร็จอันล้นหลามของ Love Letter (1995) ทำให้ผู้กำกับ Iwai กลายเป็นที่หมายปองจากหลายๆสตูดิโอในญี่ปุ่น จึงลองนำนวนิยาย Swallowtail (1993) ยื่นของบประมาณได้จาก Kadokawa Herald (ปัจจุบันคือ Kadokawa Pictures) แล้วถ่ายทำต่อเนื่องหลังเสร็จสร้าง Picnic (1996)


เด็กหญิงอายุ 16 หลังสูญเสียมารดาให้กับ Yentown ถูกส่งต่อจากญาติคนหนึ่งสู่ใครก็ไม่รู้อีกคนหนึ่ง มาจนถึงโสเภณีชาวจีนชื่อ Glico (รับบทโดย Chara) ตั้งชื่อให้ว่า Ageha (รับบทโดย Ayumi Ito) ทีแรกตั้งใจจะขายต่อให้พ่อเล้า แต่รู้สึกสงสารเลยพาไปแนะนำให้รู้จักแฟนหนุ่ม Fei Hong (รับบทโดย Hiroshi Mikami) เปิดบาร์อยู่กลางท้องทุ่งชานเมือง สอนให้รู้จักใช้ชีวิต ทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชีพรอด

ครั้งหนึ่งลูกน้องเจ้าพ่อมาเฟียมาใช้บริการ Glico แล้วบังเอิญพบเห็น Ageha ต้องการจะข่มขืนเลยถูกโต้ตอบกลับรถทับเสียชีวิต ในร่างกายค้นพบเทปม้วนหนึ่งที่มีบทเพลง My Way ขับร้องโดย Frank Sinatra แต่ภายในนั้นซุกซ่อนรหัสแม่เหล็กที่สามารถทำให้ธนบัตร 1,000 เยน กลายเป็น 10,000 เยน โดยไม่รู้ตัวพวกเขากำลังกลายเป็นมหาเศรษฐี!

Fei Hong ซื้อโกดังแห่งหนึ่งเพื่อเปิดกิจการร้านดนตรี ตั้งชื่อว่า Yentown Club แล้วให้แฟนสาว Glico เป็นนักร้องประจำวง Yentown Band โดยมีสมาชิกเป็นลูกครึ่ง (Half) ไม่ก็ผู้อพยพรุ่นสอง (Second Generation) หลังจากนั้นไม่นานเข้าตาแมวมอง จับเซ็นสัญญาออกอัลบัม มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วญี่ปุ่น

แม้สมาชิกของ Yentown จะสามารถเติมเต็มความเพ้อฝัน ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยเงินทอง มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ไม่นานพวกมาเฟียเจ้าของเทปคาสเซ็ทม้วนนั้น ก็ติดตามไล่ล่ามาจนพบเจอ Glico, ขณะที่ Fei Hong ก็ถูกค่ายเพลงทรยศหักหลัง แถมยังโดนตำรวจควบคุมตัว กระทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสแล้วเสียชีวิต … หลังพบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด รวมถึงสภาพสังคมอันเสื่อมโทรมทราม Ageha จึงบังเกิดความตระหนักเข้าใจว่าเงินไม่ใช่ทุกสิ่งอย่าง!


Hiroshi Mikami (เกิดปี 1962) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo มารดาเป็นนักแสดง ส่วนลุงทำงานโปรดิวเซอร์, ระหว่างร่ำเรียนมัธยมปลายทดสอบหน้ากล้องได้รับโอกาสแสดงภาพยนตร์ Grass Labyrinth (1979) ได้รับคำชมมากมาย ติดตามด้วย Merry Christmas, Mr. Lawrence (1983), Swallowtail Buttlefly (1996), Parasite Eve (1997), Desert Moon (2001) ฯ

รับบท Fei Hong อพยพมาจากเซี่ยงไฮ้ อาศัยอยู่กลางท้องทุ่งชานเมือง เปิดกิจการบาร์/ร้านซ่อมรถ ขุดคุ้ยกองขยะ ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อหาหนทางเอาชีพรอด จนกระทั่งจับพลัดจับพลูล่วงรู้ความลับเกี่ยวกับเทปคาสเซ็ท พอกลายเป็นเศรษฐีใช้เงินซื้อสตูดิโอแห่งหนึ่งเปิดร้านดนตรี Yentown Club ส่งให้แฟนสาวกลายเป็นนักร้องประจำวง Yentown Band เข้าตาแมวมองจับเซ็นสัญญา ออกอัลบัม กำลังมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ตนเองกลับถูกทรยศหักหลังโดยผู้จัดการค่ายเพลง แถมโชคชะตานำพาให้โดนตำรวจจับกุมระหว่างกำลังใช้ธนบัตรปลอม โดนซ้อมอย่างหนักจนร่างกายมิอาจอดรนทนไหว

แซว: แวปแรกที่ได้ยินชื่อตัวละคร ผมก็นึกถึงแต่หวงเฟยหง ปรมาจารย์กังฟูที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์จีน แม้ชายคนนี้จะไม่ได้มีวิทยายุทธอะไร แต่สามารถมองเป็นสัญลักษณ์ของชาวจีนแท้ๆ อพยพมาจากเซี่ยงไฮ้ พร้อมต่อสู้ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ตนเอง(และครอบครัว)อยู่รอดปลอดภัย

บทบาทของ Mikami ถือว่าสุดเหวี่ยงทั้งภาพลักษณ์และลีลาการแสดงอันจัดจ้าน ทรงผมยุ่งๆ กระดุมไม่เคยติด แต่งตัวสบายๆแบบไม่ยี่หร่าอะไรใคร ทำทุกสิ่งอย่างตามเสียงเพรียกเรียกร้องของหัวใจ แม้ถูกทรยศหักหลังก็ยังอำนวยอวยพรให้แฟนสาว ยิ่งเธอประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงโด่งดัง ก็ราวกับตนเองได้เติมเต็มความฝัน นี่ทำให้ผู้ชมรู้สึกสงสารเห็นใจในโชคชะตากรรม ความตายของตัวละครจึงสร้างความเจ็บปวดรวดร้าว ทำไมถึงทำกับฉันได้!

ผมชื่นชอบท่าทางการวิ่งบนท้องถนน หลังไม่ถูกส่งตัวกลับประเทศของตัวละครนี้อย่างมากๆ ครั้งแรกเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย ดีใจแบบเว่อวังอลังการไปไหม? แต่พอพบเห็นอีกครั้ง อาจสร้างความจุก สะอึก ร่ำไห้ เมื่อตระหนักว่านั่นคืออิสรภาพทางจิตวิญญาณ เสี้ยววินาทีสุดท้ายของชีวิตยังคงครุ่นคิดถึงแฟนสาว ยินดีเบิกบานราวกับตนเองได้เติมเต็มความฝัน จากโลกนี้ไปโดยไม่มีอะไรต้องสูญเสียใจ


Chara ชื่อจริง Miwa Watabiki (เกิดปี 1968) นักร้อง/นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Kawaguchi, Saitama ฝึกฝนเล่นเปียโนตั้งแต่อายุ 4 ขวบ พอขึ้นอนุบาลก็สามารถแต่งเพลงได้เอง พอโตขึ้นเดินทางสู่ Tokyo ทำงานพาร์ทไทม์ รับจ้างเล่นดนตรี พอกลายเป็นนักร้องส่งเดโมไปที่ Sony Music เข้าตา Masahiro Ohara จับเซ็นสัญญา Epic Records Japa ออกอัลบัมแรกปี 1991, ได้รับชักชวนจากผู้กำกับ Shuji Iwai ในชีวิตแสดงภาพยนตร์เพียงสองเรื่อง Pinic (1996) และ Swallowtail Butterfly (1996)

รับบท Glico ชื่อจริงคือ Ko Chō (แปลว่า Small Butterfly) ผู้อพยพจากเซี่ยงไฮ้ (ถ้าในต้นฉบับนวนิยาย จะเป็นชาวฟิลิปปินส์) เดินทางมาพร้อมพี่ชายอีกสองคน แล้วมีเหตุให้ต้องพลัดพรากแยกจาก เลยจำต้องขายตัวเอาชีพรอด ได้รับความช่วยจาก Fei Hong สนิทสนมจนกลายเป็นคู่รัก

คงเพราะรู้สึกสงสารเห็นใจเด็กสาว ละม้ายคล้ายตนเองเมื่อเพิ่งเดินทางมาถึง Yentown เลยยินยอมให้ความช่วยเหลือ ตั้งชื่อ Ageha พาไปรู้จัก Fei Hong เรื่องวุ่นๆเกิดขึ้นจากการพบเจอเทปม้วนนั้น หลังจากร่ำรวยเงินทอง เซ็นสัญญาค่ายเพลง ออกอัลบัม มีชื่อเสียงโด่งดัง กลับต้องเหินห่างจากคนรู้จัก ชายคนรัก ตระหนักว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการเลยสักนิด!

แซว: ชื่อตัวละคร Glico ล้อตรงๆถึงบริษัทแปรรูปอาหารข้ามชาติของญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ระบอบทุนนิยม ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงโด่งดัง ผู้คนมากมายนิยมจับจ่ายซื้อรับประทาน

ผมไม่เคยรับรู้จัก Chara พบเห็นแวบแรกบอกตามตรงนึกว่าเป็นนักแสดงชาวจีน รู้สึกผิดหวังกับน้ำเสียงร้องอย่างรุนแรง พยายามใส่พลัง/ขึ้นเสียงสูง กลับไม่สำเนียกเพดานของตนเอง (น้ำเสียงเล็กๆน่ารักๆแบบบัวชมพู แต่ขับร้องใส่พลังแบบเอ็นโดรฟิน) หาความไพเราะไม่ได้เลยสักนิด! แต่พอมาค้นหาข้อมูลกลับพบว่าเธอเป็นนักร้องชาวญี่ปุ่น มีผลงานมาแล้วหลายอัลบัม ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ไม่น้อย

มาครุ่นคิดดูน้ำเสียงเล็กๆของ Chara แต่พยายามขับร้องเสียงสูงชนเพดาน แสดงถึงความมุ่งมั่น ทะเยอทะยาน ต้องการก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดของตนเอง นั่นน่าจะคือเหตุผลให้ผู้ฟังตกหลุมรักข้อจำกัดดังกล่าว และต้องชมว่าสามารถสรรหาลูกเล่นลีลาในการใช้น้ำเสียง พัฒนาจนกลายเป็นสไตล์ เอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำแบบใคร … แต่ผมก็ยังไม่รู้สึกถึงความไพเราะอยู่ดีนะ (คงต้องฟังด้วยหัวใจเท่านั้นกระมัง)

ส่วนเรื่องการแสดงถือว่าพอใช้ พยายามปั้นแต่งสีหน้าให้ดูเหน็ดเหนื่อย เบื่อหน่ายกับชีวิต ภายนอกเหมือนคนไม่ยี่หร่าอะไรใคร แต่จริงๆเป็นคนขี้สงสารเห็นใจ เอ็นดู Ageha เหมือนน้องสาว ไม่เคยต้องการชื่อเสียงเงินทอง หรือเป็นนักร้องออกอัลบัม ประสบความสำเร็จโด่งดัง เพ้อฝันเพียงแค่ใครสักคนเคียงข้างกาย สามารถเป็นที่พึ่งพักพิงของหัวใจ ก็แค่นั้น!


Ayumi Ito (เกิดปี 1980) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo เคยเป็นโมเดลถ่ายแบบตั้งแต่อายุ 6 ขวบ, จากนั้นร่ำเรียนบัลเล่ต์ ก่อนหันมาสนใจด้านการแสดง เล่นหนังเรื่องแรก Samurai Kids (1993), แจ้งเกิดโด่งดังกับ Swallowtail (1996), ผลงานเด่นๆติดตามมา อาทิ Dr. Akagi (1998), All About Lily Chou-Chou (2001), พากย์เสียง Tifa Lockhart เกม Final Fantasy VII, The Go Master (2006), Gantz (2011) ฯลฯ

รับบทบุตรสาวของโสเภณีที่ถูกฆาตกรรมโดยมาเฟียเซี่ยงไฮ้ (เพราะพยายามลักลอบค้ายา) ถูกญาติขายต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง มาจนถึง Glico ตั้งชื่อให้ Ageha (แปลว่า Swallowtail) จึงมีโอกาสประสบพบเห็น รับเรียนรู้ เข้าใจวิถีชีวิตของชาว Yentown เงินที่เหมือนจะซื้อได้ทุกสิ่งอย่าง แต่ก็ไม่สามารถทำให้ชีวิตของ Fei Hong หวนกลับคืนมา

พัฒนาการแสดงของ Ito ถือว่าน่าประทับใจไม่น้อย (ไม่ต่างจากการเปลี่ยนแปลงสัณฐาน จากไข่ฟักเป็นหนอน ดักแด้สู่ตัวเต็มวัย) แรกเริ่มต้นดูอ่อนแอสิ้นหวัง ไม่รู้จะทำอะไรยังไงต่อไป แต่เมื่อค่อยๆพบเห็นสิ่งต่างๆ รับเรียนรู้จักวิถีชีวิตชาว Yentown พานผ่านประสบการณ์เลวร้ายมากมาย เติบโตขึ้นจนกลายเป็นสาวแกร่ง กล้าคิด กล้าทำ ไม่หวาดกลัวเกรงอะไรทั้งนั้น

นี่คือตัวละครแทนด้วย ‘มุมมอง’ ของผู้ชม ประสบพบเห็นสิ่งต่างๆบังเกิดขึ้นใน Yentown หรือคือภาพสะท้อนสังคม ประเทศญี่ปุ่นช่วงทศวรรษ 90s และช่วงท้ายคือการแสดงทัศนะของผู้กำกับ Iwai เต็มไปอคติต่อระบอบทุนนิยม (Anti-Capitalism)


ถ่ายภาพโดย Noboru Shinoda (1952-2004) ตากล้องขาประจำของผู้กำกับ Shunji Iwai ร่วมงานกันตั้งแต่ Love Letter (1995), All About Lily Chou-Chou (2001) ไปจนถึง Hana and Alice (2004)

ผู้กำกับ Iwai นำประสบการณ์จากเคยร่ำเรียนศิลปะ และสรรค์สร้าง Music Video มาปรับประยุกต์เป็นสไตล์ลายเซ็นต์ เน้นการทำงานแบบ Guerrilla Unit มีความกระชับ ฉาบฉวย ด้วยกล้อง Hand Held ให้ภาพสั่นๆ จัดแสงธรรมชาติ เน้นความสว่างจร้า และมักตัดต่อกระโดดไปมาด้วยเทคนิค Jump Cut

แม้ผมเต็มไปด้วยอคติต่อ Love Letter (1995) เพราะ ‘สไตล์ Iwai’ ไม่ใช่วิถีเหมาะสมในการนำเสนอหนังรักโรแมนติก แต่ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อนำมาใช้กับ Swallowtail Butterfly (1996) มีความลงตัวเข้ากันอย่างมากๆ เพราะโลกสมมติ Yentown เต็มไปด้วยความเสื่อมโทรมทราม Dystopia ไม่ได้มีความน่าอภิรมณ์ในการรับชม ถ่ายแบบสั่นๆ เบลอๆมัวๆ ตัดต่อแบบเร็วๆ ก็เพียงพอให้ซึมซับรับบรรยากาศ ไม่จำต้องให้เห็นรายละเอียดที่ชวนปั่นป่วนท้องไส้


เริ่มต้น-สิ้นสุด ร้อยเรียงภาพจากเฮลิคอปเตอร์พร้อมเสียงบรรยาย (ของตัวละคร Ageha) ถ่ายทิวทัศน์ประเทศญี่ปุ่น (ไม่แน่ใจว่ากรุง Tokyo หรือเปล่านะ) เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่อง ท้องถนนหนทาง โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนสัณฐาน (Metamorphosis) จากอดีตเคยเป็นท้องทุ่ง ทำไร่ทำนา พัฒนาสู่ป่าคอนกรีต ตั้งชื่อโลกสมมตินี้ว่า Yentown

ชื่อเมือง Yentown (円都, en to) เป็นการสื่อถึงกลุ่มผู้อพยพ ชาวต่างชาติ ที่เดินทาง/ลักลอบเข้ามาในประเทศญี่ปุ่น ด้วยเหตุผลเดียวเท่านั้นคือกอบโกยผลประโยชน์ ทำงานหาเงินเยนมาใช้ตอบสนองความต้องการของตนเอง … ชาวญี่ปุ่นจึงมีคำเรียกกลุ่มคนเหล่านี้ว่า 円盗, en tou แปลได้สองความหมาย Yen Thieve (หัวขโมยเงินเยน) และ Yentowns (ชาวเมืองเยน)

ช็อตแรกของหนัง (หลัง Opening Credit) ผมค่อนข้างเชื่อว่าน่าจะเป็นการถ่ายทำแบบ Long Take กล้องค่อยๆเคลื่อนเลื่อนลง (Tilt Down) จากพระอาทิตย์ที่กำลังลาลับขอบฟ้า มาพบเห็นรถคันหนึ่งขับจากไป แล้วท่ามกลางกอหญ้ารกชัญ มีศพนิรนามถูกทอดทิ้งไว้ … แต่ด้วยลีลา ‘สไตล์ Iwai’ ใช้การตัดต่อฉับ! ฉับ! ทำไมต้องให้ผู้ชมเสียเวลารอคอย กระโดดข้ามไปบ้างก็ไม่เห็นเป็นไร

อาทิตย์อุทัย คือหนึ่งในคำเรียกประเทศญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้พระอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้า อดีตเคยเจิดจรัสจร้ากำลังใกล้ที่จะอับแสง และท่ามกลางความสว่างไสวนั้น มีสิ่งชั่วร้ายที่คนส่วนใหญ่แสร้งว่าไม่รู้-ไม่เห็น-ไม่สนใจ

ดอกไม้ที่ Ageta ถืออยู่ขณะร่ำลามารดา ผมคิดว่าน่าจะคือดอกลิลลี่สีขาว (Easter Lily) สื่อถึงความรักที่บริสุทธิ์ จริงใจ อาลัยอาวรณ์ และความหวังดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ จึงมักถูกใช้แทนประโยคที่ว่า “ฉันรู้สึกดีที่ได้รู้จักและอยู่ใกล้ชิดคุณ”

เกร็ด: มีตำนานเล่าขาน หลังจากพระแม่มารีย์ลาจากโลกนี้ไปได้เพียงสามวัน เมื่อเปิดโลงศพของพระองค์ขึ้นอีกครั้ง กลับพบแต่ความว่างเปล่าปราศจากร่างหลับไหล เหลือไว้เพียงดอกลิลลี่สีขาวหนึ่งดอกอยู่ด้านในเท่านั้น

ผู้กำกับ Iwai เห็นว่าทำงานแบบ Guerrilla Unit อย่างฉากนี้ดูแล้วคงไปถ่ายทำยังสลัมแห่งหนึ่ง ใช้แสงจากธรรมชาติล้วนๆ แล้วปรับรูรับแสงให้ภาพออกมาฟุ้งๆ สว่างจ้า (Glare) มอบสัมผัสราวกับจินตนาการเพ้อฝัน ความทรงจำของเด็กหญิงที่จักค่อยๆเลือนลางจางหายไปตามกาลเวลา ช่างเป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าจดจำเสียเหลือเกิน

แซว: มารดาของ Ageha ซุกซ่อนเงินที่หาได้ไว้บนเพดาน นั่นเป็นสถานที่อันสูงส่ง เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม (นัยยะถึงเงินคือสิ่งสำคัญสูงสุดในชีวิต) แต่ก็ถูกบรรดาญาติแก่งแย่งฉกชิง ไม่หลงเหลือสักแดงเดียวให้เด็กหญิง!

ผีเสื้อมันก็มีหลายหลายสายพันธุ์ แต่การเลือกใช้ Swallowtail วงศ์หางติ่ง น่าจะเพราะลักษณะของปีกด้านล่างที่มีติ่งยื่นออกมาเหมือนหาง สามารถสื่อถึงส่วนเกิน(ของปีก) หรือคือบุคคลนอก บรรดาผู้อพยพจาก Yentowns ที่ถูกชาวญี่ปุ่นรังเกียจต่อต้าน ไม่ยินยอมรับเข้าเป็นส่วนหนึ่ง

ตำแหน่งของรอยสักอยู่กลางหน้าอก ก็คือตรงหัวใจหรือแทนด้วยจิตวิญญาณของ Glico แถมแหวกอกให้ดูตอนขณะกำลังแต่งหน้าทำผม ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ หรือจะมองเป็นการเปลี่ยนสัณฐานภายนอกก็ได้เช่นกัน

Ageha ที่พอพบเห็นรอยสักผีเสื้อนี้แล้วบังเกิดความลุ่มหลงใหล ชื่นชอบประทับใจ Glico เลยวาดภาพตัวอ่อน/หนอนน้อยยังกลางอก ตำแหน่งเดียวกัน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ถึงความละอ่อนเยาว์วัย ไร้เดียงสา ยังมีอะไรๆอีกมากมายให้เด็กสาวรับเรียนรู้ ต้องใช้เวลาอีกสักพักถึงสามารถเติบโตเต็มวัย

เรื่องเล่าของ Fei Hong มันช่างมีความน่าพิศวงยิ่งนัก! เกี่ยวกับวิญญาณผู้เสียชีวิต เมื่อออกจากร่างกายล่องลอยขึ้นสู่สรวงสวรรค์ แต่ไปได้แค่ชั้นเมฆก็ถูกกลั่นตกลงมาเป็นหยาดฝน แล้วพวกเขาก็ขายร่มเพื่อใช้ปกป้องตนเองจากความตายเหล่านั้น?

ผมครุ่นคิดว่าร่ม ในบริบทนี้ไม่ไช่แค่สิ่งของขายดีในช่วงหน้าฝน แต่ยังสะท้อนความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ สนแค่เพียงปกป้องตัวตนเองจากสิ่งต่างๆทั้งหลาย ครุ่นคิดว่าโลกใบนี้คือสรวงสวรรค์ คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อเรื่องหลังความตายกันอีกต่อไป (คนที่ไม่เชื่อว่าวิญญาณ การเวียนว่ายตายเกิด กฎแห่งกรรมมีอยู่จริง มักใช้ชีวิตอย่างไม่สนถูก-ผิด ดี-ชั่ว ศีลธรรม มโนธรรมประการใด)

แทนที่ Ageha จะกางร่มระหว่างเดินทางกลับห้องพัก กลับยินยอมตากฝนเพื่อโอบสัมผัสวิญญาณมารดาผู้ล่วงลับ กล่าวคือเธอหลงเชื่อในเรื่องเล่า(ปลอมๆ)ของ Fei Hong … แต่ผมมองว่าเด็กสาวคง ‘อยากที่เชื่อ’ มากกว่านะ เพราะมันจะเหมือนดูมีความหวังขึ้นมา

พอมาถึงห้องของเพื่อนคนดำ อดีตนักมวย โดนต่อยร่วงระหว่างชิงแชมป์โลก เลยถูกภรรยาทอดทิ้ง ตัดสินใจเดินทางสู่ Yentown เพื่อแสวงหาโอกาสครั้งใหม่ๆ แต่ก็ยังไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน (เหมือนจอโทรทัศน์ด้านหลังที่จูนสัญญาณไม่ติด) … จะว่าไปฟังดูคล้ายๆพวก ‘American Dream’ ชอบกล!

Ageha เล่นมายากลด้วยการนำเหรียญมาถูๆไถๆตรงแขน แล้วเสกให้หายวับไปกับตา ราวกับว่า’เงิน’ได้ถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกาย แต่จริงๆคือหลบซ่อนไว้สักแห่งหนไหน … มองผิวเผินเหมือนจะสื่อว่าเงินได้กลายเป็นเลือดเนื้อ ส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันก็แค่มายา สิ่งลวงหลอกตา

ผู้ชมน่าจะดูออกไม่ยากว่า สิ่งที่ถูกรถปูนทับก็คือหุ่นลองชุด (ก็แน่ละ ใครจะเอานักแสดงจริงๆมาเสี่ยงตายให้รถทับ!) ความไม่สมจริงดังกล่าวถือเป็นสไตล์ของหนัง เพียงเพื่อนำเสนอในเชิงสัญลักษณ์ของการเหยียบย่ำซ้ำเติม คนล้มก็พร้อมข้าม คนตายสามารถโยนทิ้งกองขยะ อนาคตอันใกล้ชีวิตมนุษย์ก็คงไม่ได้มีคุณค่าอะไร (โลกสมัยนี้ใช้ ‘เงิน’ คือดัชนีชี้วัดคุณค่าความเป็นคนไปเสียแล้วละ!)

แม้ว่าเหรียญของ Ageha จะไม่สามารถซึมเข้าไปในเนื้อหนัง แต่เทปคาสเซ็ทที่สามารถปลอมธนบัตร 10,000 เยน ถูกเจ้าพ่อมาเฟียซุกซ่อนอยู่ภายในตับไตไส้พุง ราวกับอวัยวะหนึ่งของร่างกาย … แต่ก็อย่าไปจินตนาการมันมากเลยนะครับ จะมวนท้องไส้เสียเปล่าๆ

เทปคาสเซ็ทม้วนนี้บันทึกบทเพลง My Way ของ Frank Sinatra แต่ภายในนั้นซุกซ่อนคลื่นแม่เหล็กธนบัตร 10,000 เยน เมื่อพิมพ์ออกมาจะสามารถปลอมแปลงโดยใช้แค่แบงค์ 1,000 เยน ถอนเงินจากตู้อัตโนมัติ 9,000 เยน! … ฟังดูไร้สาระจะคุย แต่ถือเป็น My Way ของผู้กำกับ Iwai ในการสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ –“

กาลครั้งหนึ่ง Youtube สุ่มคลิปหนึ่งของช่อง Nobita from Japan ซึ่งทำการสัมภาษณ์นานาสาระ ชาวต่างชาติที่อาศัย/ท่องเที่ยวอยู่ในญี่ปุ่น (เมืองไทยก็มีช่องคล้ายๆกันนี้ชื่อว่า YakcuteTV) ส่วนใหญ่จะพูดคุยปัญหาสังคม มุมมองต่างชาติต่อชาวญี่ปุ่น บางคนประสบปัญหาไม่ต่างจากตัวละครนี้สักเท่าไหร่ เกิด-เติบโต พูดภาษาญี่ปุ่นอย่างคล่องแคล่ว แต่เพราะใบหน้าตาฝรั่ง เช่นนั้นแล้วฉันเป็นใคร? ทำอย่างไรถึงได้รับการยอมรับว่าเป็นคนญี่ปุ่น?

ฉากออดิชั่นนักดนตรี หลายคนอาจมองว่าเยิ่นเย้อยืดยาวเกินจำเป็น แต่ผมกลับรู้สึกว่านี่คือวิธีการอันชาญฉลาดของผู้กำกับ Iwai โดยให้นักแสดง/ตัวประกอบทั้งหลายพูดบอกปัญหาของผู้อพยพ ชาวต่างชาติ ลูกครึ่ง (Half) และรุ่นสอง (Second Generation) ออกมาอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา ไม่ต้องลีลาอ้อมค้อมประการใด!

โลโก้ Yentown Club มีลักษณะเหมือนสกุลเงินเยน (¥) แต่พอมีวงกลมห้อมล้อมรอบให้ความรู้สึกเหมือนตราลัญจกร เป็นการผสมผสานญี่ปุ่น-จีน คลุกเคล้าเข้ากันด้วยอย่างลงตัว (จะว่าไปตัวอักษรญี่ปุ่น ก็ได้รับอิทธิพลจากภาษาจีนไม่น้อยเลยนะ!)

เมื่อ Glico ได้รับการติดต่อจากค่ายเพลง จะมีช็อตนี้ที่ Fei Hong ระหว่างแวะเวียนกลับไปติดโปสเตอร์โปรโมท Yentown Club ยังบาร์หลังเก่า รำพันถึงโอกาสของแฟนสาว ช่างราวกับฝันของตนเองได้กลายเป็นจริง

Ever thought about your dreams coming true?
I feel like mine have.

Fei Hong

สังเกตด้านหลังจะมีกังหันลมพัดหมุน โดยปกติแล้วจะแฝงนัยยะถึงคลื่นลม จิตใจอันรวนเร ทิศทางชีวิตที่ผันแปรเปลี่ยน แต่ในบริบทของหนังสามารถเปรียบดั่งการโบยบินของผีเสื้อตัวเต็มวัย พัดพาให้จิตวิญญาณล่องลอยมุ่งสู่สรวงสวรรค์

ผมละขำก๊ากตอนที่ Glico ขยับเต้านมให้รอยสักผีเสื้อเหมือนว่ากำลังกระพือปีกโบยบิน ในฉากร่วมรักกับ Fei Hong (ใต้หลังเปียโน) พอใกล้สำเร็จเสร็จสรรพ ล่องลอยเกือบจะถึงสรวงสวรรค์ จู่ๆเขาดันลุกขึ้นมาหัวชนหลังเปียโนเลยหมดอารมณ์ (เหมือนเรื่องเล่าของพี่แกก่อนหน้านี้ วิญญาณล่องลอยไปถึงแค่ก้อนเมฆ แล้วตกลงมากลายเป็นสายฝน)

ฉากนี้เกิดขึ้นหลังจาก Glico ได้เซ็นสัญญาค่ายเพลง กลายเป็นนักร้อง เตรียมออกอัลบัม การกระพือปีกผีเสื้อจึงยังแฝงนัยยะการเปลี่ยนสัณฐานของตัวละคร ถือว่าออกจากดักแด้กลายเป็นตัวเต็มวัย พร้อมโบกโบยบินอย่างอิสระบนท้องฟากฟ้าไกล

แต่สำหรับ Fei Hong นี่คือก้อนเมฆ เพดาน ปลายทางที่สามารถล่องลอยไปถึง เพราะต่อจากนี้พี่แกจะถูกทรยศหักหลังจากผู้จัดการค่ายเพลง โดยตำรวจล้อมจับกุม เตรียมส่งกลับประเทศ … จะเหมารวมถึงโชคชะตากรรมตอนจบเลยก็ได้เช่นกัน

หนังถ่ายทำด้วยกล้องฟีล์ม 35mm ยกเว้นสป็อตโฆษณาของ Glico ที่ใช้กล้องดิจิตอล สมัยนั้นคุณภาพยังค่อยไม่ดีสักเท่าไหร่ ราคาก็น่าจะสูงพอสมควร แต่มอบความสะดวก รวดเร็ว และให้ความรู้สึก ‘Cheap’ เหมือนของราคาถูก สอดคล้องบทสัมภาษณ์ที่ดูเย่อหยิ่ง จอมปลอม คำตอบแต่ละอย่าง TIME=MONEY กำลังอยู่ในช่วงลุ่มหลงระเริง เพลิดเพลินไปกับโลกมายา ไม่ยี่หร่าอะไรทั้งนั้น (เหมือนบทเพลงที่ขับร้อง She Don’t Care)

ขณะที่ Glico กำลังโบยบินบนฟากฟ้าไกล (เธอจะห่างหายตัวจากหนังพักใหญ่ๆ), Fei Hong ถูกห้อมล้อมจับกุม ควบคุมขังอยู่ภายในเรือนจำ พบเห็นขณะ Ageha นำอาหารมาเยี่ยมเยียน สังเกตห้องแห่งนี้มีหน้าต่างสาดส่องแสงสว่างจากฝากฝั่งของเด็กสาว ขณะที่เขานั่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิด

  • ครั้งแรกๆที่ Ageha นำความสำเร็จของ Glico มาพูดเล่ากับ Fei Hong สังเกตว่าแสงจะมีสีส้มๆ แทบความหวัง อิ่มอุ่น ฟังแล้วมันช่างเบิกบานหัวใจ
  • ครั้งหลังๆเมื่อ Fei Hong บอกว่าตนเองกำลังจะถูกส่งตัวกลับเซี่ยงไฮ้ แสงสีขาวมันช่างดูแห้งแล้ง จืดจาง ไร้ชีวิตชีวา เต็มไปด้วยความผิดหวังอาลัย

ทำไม Ageha ถึงลิ้มลองเสพยา? มองจากเรื่องราวของหนังเหมือนเธอต้องการพิสูจน์ตนเอง ว่าฉันมีความเข้มแข็ง หาญกล้า ร่างกายเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พร้อมจะกางปีกโบยบินตัวเต็มวัย (แต่ความครุ่นคิด สภาวะทางจิตใจของเธอยังเป็นตัวอ่อน/ดักแด้อยู่นะครับ) จะว่าไปยาอะไรก็ไม่รู้นี้ คงทำให้สติของเธอ(เหมือน)ล่องลอยออกจากร่าง (ผลลัพท์จากการเสพยา)

ผมประทับใจการออกแบบ Ahen Street หรือ Opium Street ให้ความรู้สึกเหมือนโลกอันเสื่อมทราม Dystopia คงจะถ่ายทำในโกดังร้างๆสักแห่ง เต็มไปด้วยสายไฟระโยงระยาง แสงสว่างอันเลือนลาง มอบสัมผัสที่ต้องชมเลยว่าดูอันตราย สภาพความเป็นอยู่อันเลวร้าย อีกทั้งร้อยเรียงแต่ละภาพชวนคลื่นไส้วิงเวียน คนเสพยา พ่อค้าหั่นเนื้อ หมานั่งอุจาระ โดยเฉพาะคนนอนตายข้างถนน ฯลฯ

ระหว่างที่หมอเถื่อนสักรอยผีเสื้อให้ Ageha มีการพูดคุยสอบถาม (ลักษณะเหมือนนักจิตวิทยาสะกดจิตผู้ป่วย) จนเธอสามารถหวนระลึกถึงความทรงจำครั้งแรกเกี่ยวกับผีเสื้อ สังเกตว่าภาพย้อนอดีต (Flashback) จะมีการย้อมสี(เหลือง)ให้มีความฉูดฉาด ดูราวกับสัตว์ประหลาด (ภาพเหตุการณ์ที่อยากลืมเลือน แต่กลับฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณ) เพื่อพบเห็นลวดลายปีกผีเสื้อที่ติดอยู่ตรงหน้าอกเด็กสาว (ผีเสื้อคงใช้ CGI สร้างขึ้นมา)

มารดาของ Ageha ทำงานโสเภณี ทุกครั้งที่มีลูกค้าจะกักขังบุตรสาวอยู่ในห้องน้ำ (ไม่ต่างจากตอนที่ Glico มีลูกค้า Ageha ก็เคยหลบซ่อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้า) ครั้งหนึ่งผีเสื้อหางติ่งบินหลงเข้ามา ทำให้เธอบังเกิดความหลงใหลคลั่งไคล้ต้องการไล่จับ ครอบครองเป็นเจ้าของ แต่ขณะที่มันกำลังโบยบินออกไปภายนอก เด็กสาวพลั้งเผลอปิดหน้าต่าง ทำให้มันถูกหนีบ ตกตาย หลงเหลือเพียงปีกร่วงหล่นมาตรงหน้าอก สร้างความเศร้าโศกเสียใจ กลายเป็นเหตุการณ์ตราประทับฝังตรึงทรวงในจิตวิญญาณ … ตั้งแต่ที่ Ageha พบเห็นรอยสักตรงหน้าอกของ Glico ความประทับใจเกี่ยวกับผีเสื้อจึงค่อยๆถูกรื้อฟื้นขึ้นมา และเมื่อรับรู้จักหมอเถื่อนคนนี้ (ที่เป็นคนสักลายให้ Ageha) มันจึงเป็นความต้องการสูงสุด ใช้มันเป็นสัญลักษณ์แทนการเติบโตเป็นผู้ใหญ่/เปลี่ยนสัณฐานตัวเต็มวัย จิตวิญญาณได้รับการปล่อยปล่อย ค้นพบอิสรภาพในการครุ่นคิด-พูดบอก-กระทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง

แม้ว่า Ageha สักรอยผีเสื้อกลางหน้าอก แต่ความครุ่นคิด/จิตใจของเธอยังคงหมกมุ่นยึดติดกับสิ่งต่างๆในอดีต ต้องการให้ Yentown Club หวนกลับมาเปิดบริการอีกครั้ง เลยปลอมแปลงธนบัตร ปล้นเงินจากตู้กดอัตโนมัติ (ทำราวกับธุรกิจลูกโซ่ MLM (Multi Level Marketing))

เมื่อได้ครอบครองเป็นเจ้าของเงินทองมากมาย เศษธนบัตรใบสองใบจึงแทบไม่มีความสลักสำคัญประการใด นำมาฉีก ขย้ำทิ้ง หรือเจาะรูตรงกลางแล้วมองลอดผ่าน กลายเป็นหนึ่งในภาพ Iconic ของหนัง! ชักชวนให้ผู้ชมตั้งคำถาม เงินสำคัญไฉน?

เกร็ด: บุคคลปรากฏอยู่บนธนบัตร 1,000 เยน นั้นคือ Noguchi Hideyo (1876-1928) จากลูกชาวนา ฐานะยากจน แม้เรียนเก่งแต่ไม่สำเร็จการศึกษา เลยไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงานชาวญี่ปุ่น เลยต้องออกเดินทางไปทำงานต่างประเทศ กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก ผลงานได้รับการจดจำคือสามารถเพาะเชื้อก่อโรคซิฟิลิส 

ปลาหมอตายเพราะปาก, หมองูตายเพราะงู, Fei Hong เคยปลอมแปลงธนบัตร เลยถูกจับเพราะกำลังใช้ธนบัตรปลอม ช่างเป็นกงเกวียนกรรมเกวียน ทำอะไรไว้จึงได้สิ่งนั้นคืนสนอง แบบโง่ๆเสียด้วยนะ!

นี่น่าจะเป็นหนึ่งในบทเรียนที่ผู้กำกับ Iwai นำเสนอกฎแห่งกรรม ผลของการกระทำ เพื่อให้ผู้ชมบังเกิดจิตสำนึกในการใช้ชีวิต รู้จักหยุดยับยั้งชั่วใจ ครุ่นคิดอย่างมีสติ ไม่ใช่กระทำสิ่งตอบสนองอารมณ์ สันชาติญาณ โดยไม่สนถูก-ผิด ดี-ชั่ว มโนธรรม ศีลธรรม

มีอยู่สองครั้งที่ Fei Hog ออกวิ่งอย่างสุดเหวี่ยงบนท้องถนน ก่อนหันมาพบเห็นอะไรบางอย่าง เลยหยุดยืน ชื่นชม สงบสติอารมณ์ แล้วแสดงรอยยิ้มอิ่มเอมเปรมหฤทัย (ขณะออกวิ่งคือการแสดงออกทางกาย แต่พอพบเห็นภาพดังกล่าวมันคือสุขทางใจ)

  • ครั้งแรก Fei Hong ถูกผู้จัดการค่ายเพลงทรยศหักหลัง เลยโดนจับกุมคุมขัง แต่ได้รับการชปล่อยตัว เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเดินทางกลับเซี่ยงไฮ้ …. ทั้งหมดนี้สามารถสื่อถึงการได้รับอิสรภาพทางร่างกาย
  • ครั้งหลัง Fei Hong โดนจับกุมระหว่างกำลังใช้ธนบัตรปลอม แม้เป็นของ Ageha แต่ในอดีตเขาคือตัวตั้งตัวตี มีลายนิ้วมือเป็นพยานหลักฐาน เลยถูกตำรวจซ้อมอย่างหนักจนเสียชีวิต ภาพที่พบเห็นคือการหวนระลึกความทรงจำในเสี้ยววินาทีสุดท้ายของชีวิต นั่นคือจิตวิญญาณที่กำลังล่องลอยออกจากร่าง โบกโบยบินมุ่งสู่สรวงสวรรค์

ภาพที่ Fei Hong หันกลับมาหยุดยืนมอง คือหน้าปกอัลบัม Yentown Band ที่มีรูปผีเสื้อกำลังโบกโบยบินอยู่บนท้องฟากฟ้า (โดยใช้เครนยก) แค่เพียงพบเห็นก็อย่างที่ตัวละครเคยว่าไว้ บังเกิดความสุขหฤทัยเหลือล้น เหมือนได้เติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝันของฉันเอง

กลับตารปัตรกับตอนต้นเรื่องที่มารดาของ Ageha เสียชีวิตจากไป ใครต่อใครที่มาดูศพต่างไม่มีใครใคร่สนใจ หน้าไหว้หลังหลอก กลับกลอกปอกลอก เล่นละคอนตบตา สนเพียงค้นหาเงินๆทองๆที่เก็บซ่อนไว้บนผนังเพดาน

การจากไปของ Fei Hong เพื่อนๆทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจ จัดพิธีการง่ายๆด้วยการเผารถ ยิงปืนสดุดี จัดดอกยิปโซ (หรือยิปซีก็ไม่รู้นะ) สัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์จริงใจ จากนั้น Ageha ก็นำเงินทั้งหมดมาเผาทำลาย ไม่เอาอีกแล้วเจ้าสิ่งนี้ (เพราะมันคือสิ่งที่ทำให้ทุกสิ่งอย่างต้องสูญเสียไป) … นี่คือวินาทีที่ทั้ง Fei Hong, Glico และ Ageha เปลี่ยนสัณฐานตัวเต็มวัย ได้รับอิสรภาพทั้งร่างกาย-จิตวิญญาณ

แซว: เห็นฉากเผาเงินทีไร ชวนให้ระลึกถึงภาพยนตร์ The Holy Mountain (1973) และ The Dark Knight (2008)

Ageha ระหว่างปั่นจักรยานมาถึงจุดสูงสุดบนสะพาน พานพบเจอ Ryo Ranki เจ้าพ่อมาเฟีย/บุคคลเคยช่วยเหลือเธอไว้เมื่อตอนเสพยาเกินขนาด เลยตัดสินใจมอบเทปคาสเซ็ท My Way อำนวยอวยพรให้เขาประสบโชคดี ส่วนตนเองขอเลือกเส้นทางชีวิตแบบเรียบง่าย พึงพอใจในสิ่งที่มี แค่นี้ก็เพียงพอแล้วละ

หนังจงใจค้างคาโชคชะตากรรมของ Ryo Ranki เพราะถ้าเลือกเดินทางต่อ มือปืนได้ส่องกล้องรอจัดการเป้าหมายไม่รอดแน่! แต่เพราะผลบุญเคยช่วยเหลือ Ageha ถ้าตัดสินใจย้อนกลับ แวะเวียนไปหาน้องสาว Glico อาจทำให้ยังมีโอกาสเอาตัวรอดชีวิต! … ซึ่งหนังก็ชักชวนให้ผู้ชมเลือกเส้นทางชีวิตของตนเองด้วยเช่นกัน

  • ระหว่างปล่อยตัวปล่อยใจ ลุ่มหลงระเริงไปกับเงินทอง เชื่อมั่นในระบอบทุนนิยม (มุ่งหน้าสู่หายนะ)
  • หรือเพียงพอใจในสิ่งพึงมี ไม่ยินยอมให้วัตถุใดๆมาครอบงำอิสรภาพของตัวเราเอง (ติดตาม Ageha หวนกลับหาน้องสาว Glico)

ตัดต่อโดย Shunji Iwai, ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองสายตาของ Ageha ตั้งแต่การเสียชีวิตของมารดา ถูกส่งต่อมาเรื่อยๆจนถึง Glico และ Fei Hong เลยมีโอกาสรับเรียนรู้ พบเห็นสิ่งต่างๆใน Yentown จนบังเกิดความเข้าใจวิถีชีวิต ค้นพบสัจธรรมความจริง … ไม่ต่างจากการเปลี่ยนแปลงสัณฐานของผีเสื้อ (Metamorphosis) จากไข่ฟักเป็นหนอน ดักแด้สู่ตัวเต็มวัย แล้วโบกโบยบินสู่อิสรภาพ ท้องฟ้ากว้างใหญ่

ผมขอแบ่งเรื่องราวออกตามการเปลี่ยนแปลงสัณฐานของผีเสื้อแล้วกันนะครับ เพราะมันสอดคล้องกับชื่อหนัง Swallowtail Butterfly ที่สุดแล้ว

  • ไข่
    • ตั้งแต่มารดาเสียชีวิต หญิงสาวเลยถูกส่งต่อมาเรื่อยๆจนถึง Glico
  • ตัวอ่อน/หนอน
    • Glico ตั้งชื่อให้ว่า Ageha พามาแนะนำตัวกับ Fei Hong สอนให้รู้จักการต่อสู้ดิ้นรน หาหนทางเอาตัวรอด
    • เรื่องวุ่นๆเกี่ยวกับเทปคาสเซ็ท
      • ลูกน้องมาเฟียคนหนึ่งมาใช้บริการ Gilco แต่พยายามใช้กำลังข่มขืน Ageha เลยได้รับผลกรรมตอบสนอง
      • ขณะทำลายหลักฐาน ค้นพบเจอเทปคาสเซ็ทบทเพลง My Way
      • ระหว่างมาเฟียกำลังออกไล่ล่าติดตามหาเทปม้วนนี้ Fei Hong ก็ค้นพบความลับที่ซุกซ่อนอยู่
      • เริ่มต้นปฏิบัติการปลอมธนบัตร กลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน
  • ดักแด้
    • Yentown Club
      • Fei Hong นำเงินที่ได้มาเช่าซื้อโกดังสำหรับเปิดร้านดนตรี มีการออดิชั่น ส่งให้ Glico กลายเป็นนักร้องนำ
      • น้ำเสียงของ Glico เข้าตาค่ายเพลง จับเซ็นสัญญาออกอัลบัม มีชื่อเสียงโด่งดัง
      • แต่ Fei Hong กลับถูกผู้จัดการค่ายเพลงทรยศหักหลัง จับส่งเข้าซังเต กีดกันไม่ให้พบเจอหญิงคนรักอีกต่อไป
    • Ageha ลิ้มลองยาเสพติด โชคยังดีสามารถเอาชีวิตรอด ทำให้ได้พบเจอหมอเถื่อน (ที่เคยสักลายให้ Glico) จึงขอให้เขาสักลายผีเสื้อบนหน้าอก
  • ตัวเต็มวัย
    • Ageha ครุ่นคิดแผนการทวงคืนทุกสิ่งอย่าง แล้วนำเงินไปติดต่อขอซื้อ Yentown Club แต่กลับได้รับคำตอบปฏิบัติ
    • Glico ถูกแก๊งค์มาเฟียไล่ล่าจนตัดสินใจทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง
    • ขณะที่ Fei Hong ถูกตำรวจจับกุมข้อหาใช้ธนบัตรปลอม ถูกซ้อมจนเสียชีวิต จิตวิญญาณล่องลอยสู่สุขคติ
    • และงานศพของ Fei Hong และการตัดสินใจของ Ageha ไม่ใคร่สนเงินๆทองๆอีกต่อไป

หลายคนอาจครุ่นคิดว่า การเปลี่ยนสัณฐาน (Metamorphosis) สื่อถึงแค่ตัวละคร Ageha แต่เราสามารถมองเรื่องราวเคียงคู่ขนาน Fei Hong, Gilco และ Yentown ยังคืออนาคตอันใกล้ของประเทศญี่ปุ่น ตามจินตนาการผู้กำกับ Iwai นั่นเอง!

สไตล์ลายเซ็นต์ของผู้กำกับ Iwai คือการตัดต่อที่มีความรวดเร็วฉับไว ไม่ค่อยเว้นช่องว่างระหว่างการสนทนา (คือถ้าคนหนึ่งพูดคำถามจบ ก็จะตัดฉับ! ไปอีกคนตอบกลับโดยทันที) นี่คือเป็นอีกลักษณะหนึ่งของ Jump Cut เพื่อให้การดำเนินเรื่องสามารถรวบรัดตัดตอน ย่นย่อระยะเวลาได้พอสมควร


สำหรับเพลงประกอบ ก่อนอื่นขอพูดถึงโคตรเพลงอมตะ My Way ต้นฉบับจริงๆนั้นมาจากฝรั่งเศส Comme d’habitude (1967) แปลว่า As Usual/Like Everyday แต่งทำนองโดย Jacques Revaux, คำร้องโดย Claude François & Gilles Thibaut, ขับร้องโดย Claude François ได้รับความนิยมพอสมควร (ไต่ถึงอันดับ 1 ชาร์ทเพลงของฝรั่งเศส) จนได้รับการเรียบเรียงคำร้องใหม่ (ไม่ได้แปลมานะครับ) ฉบับภาษาอังกฤษโดย Paul Anka กลายมาเป็น My Way (1969) ต้นฉบับขับร้องโดย Frank Sinatra ไต่สูงสุดอันดับ 24 ชาร์ท US Billboard Hot 100

ผมนำคำแปลของ Comme d’habitude มาเปรียบเทียบกับ My Way จักพบเห็นความแตกต่างคนละเรื่อง! ขณะที่ต้นฉบับฝรั่งเศสให้ความรู้สึกเหมือนเพลงอกหัก ชีวิตประจำวันที่น่าเบื่อหน่าย ซ้ำซากจำเจ ส่วนฉบับอังกฤษคือคำรำพันถึงห้วงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต ขอฉันทำสิ่งอะไรก็ได้ตามใจสักทีเถอะ

คำแปล Comme d’habitudeคำร้อง My Way
I get up
And I jostle you
You don’t wake up
As usual
 
On you,
I pull the sheet up
I’m afraid you’re cold
As usual
 
My hand
Barely touches your hair
Almost despite myself
As usual
 
But you
You’re turning your back on me
As usual
 
And then
I quickly dress up
I leave the bedroom
As usual
 
All alone
I drink my coffe
I’m late
As usual
 
Noiselessly
I leave the house
Everything’s grey outside
As usual
 
I’m cold
I pull my collar up
As usual
 
As usual
All day long
I’ll play
I’ll pretend
 
As usual
I’ll smile
Yes, as usual
I’ll even laugh
As usual
And at last, I’ll live
Yes, as usual
 
And then
Day will pass
And I’ll come back
As usual
 
You
You’ll be out
Not here yet
As usual
 
All alone
I’ll put myself to bed
Into this big cold bed
As usual
 
My tears
I’ll hide them
As usual
 
As usual
Even at night
I’ll play
I’ll pretend
 
As usual
You’ll come in
As usual
I’ll wait for you
As usual
You’ll smile at me
Yes, as usual
 
As usual
You’ll undress
As usual
You’ll put yourself to bed
As usual
We’ll kiss
As usual
 
As usual
We’ll pretend
Yes, as usual
We’ll make love
Yes, as usual
We’ll pretend
Yes, as usual…
And now, the end is near
And so I face the final curtain
My friend, I’ll say it clear
I’ll state my case, of which I’m certain
I’ve lived a life that’s full
I traveled each and every highway
And more, much more than this
I did it my way

Regrets, I’ve had a few
But then again, too few to mention
I did what I had to do
And saw it through without exemption
I planned each charted course
Each careful step along the byway
And more, much more than this
I did it my way

Yes, there were times, I’m sure you knew
When I bit off more than I could chew
But through it all, when there was doubt
I ate it up and spit it out
I faced it all, and I stood tall
And did it my way

I’ve loved, I’ve laughed and cried
I’ve had my fill, my share of losing
And now, as tears subside
I find it all so amusing
To think I did all that
And may I say, not in a shy way
Oh, no, oh, no, not me
I did it my way

For what is a man, what has he got?
If not himself, then he has naught
To say the things he truly feels
And not the words of one who kneels
The record shows I took the blows
And did it my way

Yes, it was my way

ปรับปราเล่าว่าเย็นวันหนึ่งระหว่างที่ Paul Anak ร่วมรับประทานร่วมกับ Frank Sinatra (พร้อมเจ้าพ่อมาเฟียอีกหลายคน) ได้รับฟังคำบ่นพึมพัม

I’m quitting the business. I’m sick of it; I’m getting the hell out.

Frank Sinatra

นั่นเองคือแรงบันดาลใจให้ Anaka ครุ่นคิดคำร้องท่อนแรกขึ้นต้นด้วยคำร้อง “And now the end is near” ในความเป็นจริงกลับคือจุดเริ่มต้นของ ‘Signature Song’ แต่ว่ากันว่า Sinatra ไม่ชอบบทเพลงนี้เอาเสียมากๆ เพราะไม่ว่าขึ้นคอนเสิร์ตแห่งหนไหนล้วนถูกขอให้ขับร้อง My Way

He didn’t like it. That song stuck and he couldn’t get it off his shoe. He always thought that song was self-serving and self-indulgent.

บุตรสาว Christina Sinatra เล่าถึงความเห็นของบิดา Frank Sinatra ต่อบทเพลง My Way

จริงอยู่ว่า My Way คือลายเซ็นต์ของ Frank Sinatra แต่ภายหลังการจากไปของ Elvis Presly มีการนำบทเพลงนี้ที่ขับร้องในคอนเสิร์ต Elvis In Concert วันที่ 21 มิถุนายน 1977 ก่อนหน้าการเสียชีวิตไม่กี่เดือน มาวางจำหน่ายเป็นซิงเกิ้ล สามารถไต่อันดับ 22 ชาร์ท Billboard Hot 100 ยอดขายระดับ Gold เกินกว่า 1 ล้านก็อปปี้ (มากกว่าฉบับของ Sinatra เสียอีกนะ!)

โดยส่วนตัวแล้วมีความชื่นชอบ My Way ฉบับของ Presly มากกว่า Sinatra นั่นเพราะลีลา ท่วงท่าทาง สไตล์การขับร้อง มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำแบบใคร และที่สำคัญก็คือ Presly เริ่มร้องบทเพลงนี้ในช่วงบั้นปลายชีวิต รับรู้สุขภาพอันย่ำแย่ (จากการเล่นยาเกินขนาด) นี่คือวิถีที่ฉันอยากทำจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ มันจึงมีความตราตรึง ซาบซึ้ง ช่วงแรกๆที่ผมรับฟังก็แทบจะอดกลั้นน้ำตาไม่ไหว (ฉบับของ Sinatra ก็มีสไตล์ของตนเอง แต่จะไม่ได้บดขยี้ใส่อารมณ์สักเท่าไหร่)

My Way ฉบับของ Elvis Presley ได้ทำให้บทเพลงกลายเป็นสัญลักษณ์ของบุคคลที่ต้องการทำอะไรตามใจอยาก ตามสไตล์ของฉัน ไม่สนหัวใครทั้งนั้น … ผู้กำกับ Shunji Iwai และผู้ขับร้องบทเพลงนี้ในหนัง Chara ก็เฉกเช่นเดียวกัน!

แต่ผมก็ยอมรับว่าลูกเล่นลีลาการขับร้องของ Chara มีความเฉพาะตัวในแบบฉบับของเธอเอง คือพยายามหลบหลีกการใช้เสียงสูง ร้องด้วยความแหบแห้ง ก่อนเพิ่มระดับการกรีดกรายช่วงท้ายไคลน์แม็กซ์ ระบายอารมณ์ออกมาเต็มที่โดยไม่สนห่าเหวอะไรทั้งนั้น! (ในหนังจะทรงพลังกว่าฉบับอัลบัมบันทึกเสียงใหม่นี้นะครับ)

กลับมาที่เพลงประกอบของหนังโดย Takeshi Kobayashi (เกิดปี 1959) โปรดิวเซอร์/นักแต่งเพลงชาวญี่ปุ่น หลังเรียนจบทำวงดนตรี Backing Band ให้นักร้องดังๆอย่าง Yosui Inoue, Misato Watanabe, Anri, ออกอัลบัมแรกของตัวเอง Duality (1988), โด่งดังจากบทเพลง Anata ni Aete Yokatta ขับร้องโดย Kyōko Koizumi คว้ารางวัล Japan Record Awards: Best Arrangment, สำหรับภาพยนตร์ร่วมงานผู้กำกับ Shunji Iwai อาทิ Swallowtail Butterfly (1996), All About Lily Chou-Chou (2001) ฯ

ขอพูดถึง Original Score ของหนังก่อนแล้วกัน แม้สภาพของ Yentown จะมีความเสื่อมโทรมทราม เหี้ยมโหดร้าย อันตรายสักเพียงไหน แต่บทเพลง Theme of Yentown กลับเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวัง เพราะนี่คือสถานที่ที่บรรดาผู้อพยพเต็มไปด้วยความคาดหวัง ขวนขวายความสำเร็จ ร่ำรวยเงินทอง มีชื่อเสียงโด่งดัง สามารถกระทำสิ่งเติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน

Dance of Fire บทเพลงเต้นระบำในบาร์กลางท้องทุ่งนา ใช้เครื่องสายไวโอลิน เชลโล่ ตัดกับการรัวกลอง พร้อมผู้คนส่งเสียงโหวกเหวกเจี้ยวจ้าว นี่เป็นการใช้สไตล์ดนตรีที่มีความแตกต่างขั้วตรงข้าม (คลาสสิก&พื้นบ้าน) ผสมผสานคลุกเคล้าให้เข้ากัน หรือก็คือกลุ่มผู้อพยพที่มาจากหลากหลายชนชาติพันธ์ุ อาศัยอยู่ร่วมกันยังสถานที่แห่งนี้ได้กลมเกลียว เป็นอันหนึ่งอันเดียว ภายในจิตใจพวกเขาไม่ต่างจากเปลวไฟ ลุกมอดไหม้เพื่อให้ได้เติมเต็มเป้าหมาย ความเพ้อใฝ่ฝัน กระทำสิ่งตอบสนองใจอยาก ความปรารถนาในการมีชีวิต

ในอัลบัมจะมีสองบทเพลง Magic Money และ Gold Rush ดังขึ้นในช่วงเวลาที่ตัวละครประสบโชคลาภ เงินทองไหลมาเทมา ทำให้วิถีชีวิตจากเคยยากจนข้นแค้น ต้องต่อสู้ดิ้นรน หาเช้ากินค่ำ ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อชีพรอด แต่พอร่ำรวยกลายเป็นมหาเศรษฐี ลาภยศ ชื่อเสียง ความสำเร็จ ทุกสิ่งอย่างก็ได้ผันแปรเปลี่ยนไป ตระเตรียมตัวออกเดินทางเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่

ผมชอบการใช้แอคคอร์เดียนประกอบบทเพลงนี้มากๆ มอบสัมผัสเงินทองเหมือนของเด็กเล่น ใช้เติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน ได้กระทำสิ่งตอบสนองความต้องการ อะไรอย่างอื่นก็ไม่มีความสลักสำคัญอีกต่อไป

Ahen Street คือสถานที่ที่มีความเสื่อมโทรม โคตรอันตรายที่สุดใน Yentown ศูนย์รวมผู้อพยพที่ได้สูญเสียความเป็นมนุษย์ เสพติดฝิ่น ขายสิ่งผิดกฎหมาย บางคนนอนตายข้างถนน ไร้การควบคุมดูแล แค่ได้ฟังท่อนแรกของบทเพลงนี้ก็สร้างความหนาวเหน็บ หวาดสะพรึง สั่นสะท้านถึงทรวงใน ถ้าเลือกได้ก็ไม่ยากเข้าไปเหยียบย่างกรายตรอกซอกซอยแห่งนี้โดยเด็ดขาด

แต่สถานที่แห่งนี้กลับเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของหมอเถื่อนคนหนึ่ง ผู้ซึ่งอัธยาศัยดี มีมิตรไมตรี ยินยอมสักลายผีเสื้อให้ Ageha อย่างฟรีๆ … แต่เธอก็ไม่ยินยอม ต้องตอบแทนค่าเสียเวลานี้ให้ได้

ระหว่าง Ageha กำลังสักรอยผีเสื้อตรงหน้าอก หมอเถื่อนก็พูดคุยสอบถาม เคยพบเห็น/มีความหลงใหลผีเสื้อครั้งแรกตั้งแต่เมื่อไหร่? Tatto เป็นบทเพลงที่สะท้อนสภาวะทางจิตใจของหญิงสาว ระหว่างกำลังครุ่นคิดทบทวน ชักชวนให้ผู้ร่วมค้นหาเหตุผล เพราะอะไร? ทำไมเธอถึงมีความสนใจสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์นี้? แฝงนัยยะสอดคล้องกับหนังเฉกเช่นไร?

ทิ้งท้ายกับบทเพลง Swallowtail Butterfly (Ai no Uta) ขับร้องโดย Chara เพียงสองเดือนหลังวางจำหน่าย ติดอันดับ 1 ชาร์ท Oricon (ของญี่ปุ่น) ยอดขาย 878,000 ก็อปปี้!

My once still palms are trembling. I’m hesitating,
Feeling helpless because of how incredibly blue the skies above me are

After stuffing everything I believed in into my pockets,
I walked into the distance, along the railroad tracks
where the summer grasses swayed in the wind

I’ve got all this pain in my heart, in my heart
A mirage shimmers in the distance

You chased after the dreams you had for tomorrow
in the shadows of the clouds
I spaced out, thinking about saying goodbye to you

My sadness leaves no impression on this dirty world we live in
I’ll just wait to walk past you somewhere

My body is what it is. It’s honest
I can’t stop crying

No matter where I end up going after this
The world will get through the night
And a love song will start playing in my heart

I couldn’t run very fast in my mom’s shoes
But I didn’t cry the day I went barefoot, either

I’ve even thrown away the map we used to look at upside-down

I’ve got magic in my heart, in my heart
I’ll spread my wings in the storm and fly away

I spaced out and was reminded of you
And then a love song began to play…
I’ll use my love song to start looking for you

ผีเสื้อ ตามคติความเชื่อชาวจีนและญี่ปุ่น คือสัญลักษณ์แทนวิญญาณผู้ตาย บุคคลที่ยังมีความผูกพัน ครอบครัว หรือคนรัก, ขณะเดียวกันการเจริญเติบโตของผีเสื้อ ต้องผ่านกระบวนการที่เรียกว่าเปลี่ยนสัณฐาน (Metamorphosis) เริ่มจากฟักออกจากไข่ กลายเป็นตัวอ่อน(หรือหนอน) ถักดักแด้รอบตัว และสิ้นสุดตัวเต็มวัย ถึงสามารถโบยบินสู่ธรรมชาติ สืบพงศ์เผ่าพันธุ์ ดำรงชีพต่อไป

Swallowtail Butterfly (1996) นำเสนอพัฒนาการ/เปลี่ยนสัณฐานของเด็กสาว Ageha จากเคยละอ่อนเยาว์วัยไร้เดียงสา (เหมือนตัวอ่อน/หนอนผีเสื้อ) ค่อยๆเรียนรู้พบเห็นสิ่งต่างๆในเมือง Yentown พานผ่านประสบการณ์เลวร้ายมากมาย จนสามารถเติบโตเป็นหญิงแกร่ง กล้าครุ่นคิด-พูดบอก-แสดงออก กลายเป็นผีเสื้อปีกกล้าขาแข็ง โบกโบยบินสู่อิสรภาพบนท้องฟากฟ้า

เราสามารถเปรียบเทียบ Yentown อย่างตรงไปตรงมาถึงประเทศญี่ปุ่นที่กำลังมีพัฒนาการ/เปลี่ยนสัณฐาน (ตามจินตนาการผู้กำกับ Iwai) เมื่อสกุลเงินเยนกำลังกลายเป็นสิ่งที่คนยุคสมัยนั้น(นี้)หมกหมุ่นยึดติด สรรเสริญเทิดทูนราวกับมันคือทุกสิ่งอย่าง พยายามหาหนทางขวนขวายไขว่คว้า โดยไม่สนถูก-ผิด ดี-ชั่ว ศีลธรรม มโนธรรม ให้ได้มาครอบครองเป็นเจ้าของ เติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน ตอบสนองพึงพอใจส่วนตน

แต่ใช่มนุษย์ทุกคนจะประสบความสำเร็จ ร่ำรวยเงินทอง ได้รับโอกาส(สอง)จากสังคม ส่วนใหญ่มักมีสภาพไม่ต่างจากชาว Yentowns ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรน หาเช้ากินค่ำ ขุดคุ้ยจากเศษซากกองขยะ ถ้าทำอาชีพสุจริตแล้วเอาตัวไม่รอดก็กลายเป็นหัวขโมย โสเภณี นักค้ายา เจ้าพ่อมาเฟีย แม้ต้องแลกด้วยความเสี่ยงก็ยังดีกว่าเสพฝิ่น ติดยา นอนตายเหมือนหมาข้างถนน

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความอนุรักษ์ชาตินิยมสูงมากๆ ตั้งแต่ไหนแต่ไร ยุคสมัยซามูไร เชื่อมั่นในเกียรติ ศักดิ์ศรี ฆ่าได้หยามไม่ได้ คว้านท้องฆ่าตัวตายเสียยังดีกว่า! นี่คืออุดมคติสร้างชาติที่ได้รับการปลูกฝัง เสี้ยมสอนสั่งสู่รุ่นลูกหลาน ยุคสมัยปัจจุบันก็ยังพบเห็นจากการไม่ยินยอมชาวต่างชาติ ลูกครึ่ง (Half) หรือรุ่นสอง (Second Generation) ยังเป็นพลเมืองชั้นรองที่ไม่ได้รับความสนใจใดๆ

การเป็นลูกครึ่ง (Half) รุ่นสอง (Second Generation) หรือชาวต่างชาติในญี่ปุ่น ล้วนทำให้พวกเขาตั้งคำถามถึงอัตลักษณ์ตัวตน ฉันคือใคร? เกิด-เติบโตที่ญี่ปุ่น แล้วจะถือเป็นคนญี่ปุ่นหรือไม่? เหล่านี้ล้วนไม่ต่างจากคำถามอภิปรัชญาที่ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ และหน่วยงานรัฐบาลก็หาได้ใคร่สนใจแก้ปัญหาประการใดๆอย่างจริงๆจังๆ

ผู้กำกับ Iwai ไม่ได้มีอคติใดๆต่อชาวต่างชาติ พยายามแสดงทัศนะถึงอนาคตต่อไป ไม่ใช่แค่ญี่ปุ่นแต่ทุกประเทศบนโลก ย่อมเกิดการผสมผสานรวมตัวทางวัฒนธรรม เชื้อชาติ ภาษา จนกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวทั้งหมด และมีทิศทางมุ่งหน้าสู่ระบอบทุนนิยม เทิดทูนเงินทองดั่งพระเจ้า แม้นั่นจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีความสุขสบาย สามารถเติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน แต่ก็ต้องแลกมากกับการสูญเสียคุณค่าความดีงามทางจิตใจ

ช่วงท้ายที่ Ageha ตัดสินใจเผาเงิน เผาธนบัตรทั้งหมด เป็นการแสดงทัศนะอัน’เกรี้ยวกราด’ของผู้กำกับ Iwai ต่อต้านระบอบทุนนิยม (Anti-Capitalism) ไม่ต้องการจะประณีประณอมยอมความคิดเห็นแต่ประการใดๆ ผมมาครุ่นคิดดูนั่นเป็นมุมมองที่ค่อนข้างคับแคบ/เห็นแก่ตัว จริงๆเอาไปโปรยทาน บริจาคคนยากไร้ที่ Ahen Street เสียยังดีกว่า!

เนื้อสาสน์สาระของภาพยนตร์เรื่องนี้นอกจากบันทึกประวัติศาสตร์ พัฒนาการ/การเปลี่ยนสัณฐานของประเทศญี่ปุ่นช่วงทศวรรษ 90s เก็บฝังไว้ใน ‘Time Capsule’ ยังมอบข้อคิดเกี่ยวกับการมูลค่าของเงิน จริงอยู่มันกลายเป็นปัจจัยที่ห้าในการดำรงชีวิต แต่อย่าเอาตนเองไปหมกหมุ่นยึดติด เทิดทูนสรรเสริญ จนละทอดทิ้งสิ่งถูก-ผิด ดี-ชั่ว ศีลธรรม มโนธรรม เงินทองก็แค่วัตถุนอกกาย ความสุขแท้จริงนั้นอยู่ภายในจิตวิญญาณ


แม้หนังไม่มีรายละเอียดทุนสร้างหรือทำเงินมากน้อยเพียงใด แต่การคว้ารางวัล Most Popular Film จากสถาบัน Japan Academy Prize (รวมถึงเพลงประกอบติดอันดับ 1 ชาร์ท Oricon) น่าจะแสดงถึงความสำเร็จของหนังได้พอสมควร

  • Best Film
  • Most Popular Film ** คว้ารางวัล
  • Best Actress (Chara)
  • Best Supporting Actress (Ayumi Ito)
  • Newcomer of the Year (Ayumi Ito) ** คว้ารางวัล
  • Best Cinematography
  • Best Lighting
  • Best Art Direction
  • Best Sound

ในบรรดาสามผลงานชิ้นเอกของผู้กำกับ Iwai โดยส่วนตัวมีความหลงใหลคลั่งไคล้ Swallowtail Butterfly (1996) มากกว่า Love Letter (1995) และ All About Lily Chou-Chou (2001) นั่นเพราะสไตล์ลายเซ็นต์มีความเหมาะเจาะ เข้ากับเรื่องราวที่นำเสนอ ทำให้สามารถสร้างโลกสมมติ/แฟนตาซี ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ซ้ำแบบใคร และไม่มีใครลอกเลียนแบบเหมือน

แซว: รับชมหนังเรื่องนี้ทำให้ผมระลึกถึงหลายๆผลงานของผู้กำกับ Mamoru Oshii โดยเฉพาะจักรวาล Kerberos Panzer Cop และภาพยนตร์เรื่อง Jin-Roh: The Wolf Brigade (1999)

สิ่งที่โดยส่วนตัวรู้สึกคลุ้มคลั่งไคล้ภาพยนตร์เรื่องนี้สุดๆ คือความบ้าบอคอแตกของเนื้อเรื่องราว จริงอยู่มันดูไร้สาระเกินจับต้องได้ แต่นัยยะซ่อนเร้นกลับสร้างความขนลุกขนพอง สอดคล้องอุดมคติของผมเองแทบทุกสิ่งอย่าง … แอบเชื่อว่าถ้ามีโอกาสรับชมสมัยวัยรุ่นๆ Swallowtail Butterfly (1996) อาจกลายเป็นหนังเรื่องโปรดได้เลยละ!

แนะนำคอหนังแฟนตาซี Dystopia, ต่อต้านระบอบทุนนิยม (Anti-Capitalism), สะท้อนปัญหาสังคม ความเหลื่อมล้ำ อาชญากรรมใต้ดิน รวมถึงผู้อพยพผิดกฎหมาย, แฟนคลับนักร้อง Chara และถ้าคุณหลงใหลในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นช่วงทศวรรษ 90s ไม่ควรพลาดเลยละ!

จัดเรต 18+ กับสภาพสังคมอันเลวร้าย ยาเสพติด โสเภณี อาชญากร โศกนาฎกรรม

คำโปรย | ไม่ใช่แค่ Swallowtail Butterfly หรือประเทศญี่ปุ่นที่มีการเปลี่ยนสัณฐานอันน่าทึ่ง ผู้กำกับ Shunji Iwai ก็เฉกเช่นเดียวกัน!
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | คลุ้มคลั่งไคล้

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: