Tenebre (1982)

Tenebre

Tenebre (1982) Italian : Dario Argento ♥♥♥♥

Tenebre ภาษาละติน แปลว่า Shadow, Darkness, เงา ความมืดมิด เป็นภาพยนตร์ที่การนำเสนอความตายในรูปแบบงานศิลปะชั้นสูง งดงามเสียจนมีครั้งหนึ่งที่ผู้กำกับ Quentin Tarantino ยกให้คือการตายฉากโปรดตลอดกาล

หลังจากรับชมหนังแนว Giallo มาหลายเรื่องติด ก็ได้เข้าใจถึงความสำคัญยิ่งใหญ่ ไม่ใช่แค่ต่อวงการภาพยนตร์อิตาลีแต่ยังทั่วทุกมุมโลก เพราะก่อนหน้านี้ในยุคสมัย Hays Code ผู้สร้างพยายามหลีกเลี่ยงนำเสนอฉากการตายทุกรูปแบบ เพื่อไม่ให้ขัดต่อกฎระเบียบข้อตกลงดังกล่าว แต่หลังจากได้รับอิสรภาพดิ้นหลุดพ้นจากพันธการเหนี่ยวรั้ง ก็ได้ยุคสมัยนี้ 60s – 80s ประเทศเดียวขณะนั้นที่มีมโนทัศน์ รังสรรค์สร้าง ‘ความตาย’ ให้มีค่ามากกว่าแค่การร่ำลาจากไปของตัวละคร

“Violence is Italian art!”

– Lucio Fulci

ความตาย ในรูปแบบงานศิลปะชั้นสูงคืออะไร? อันนี้เป็นนิยามของผมเองนะครับ ครุ่นคิดจากประสบการณ์รับชมหนังแนว Giallo มาหลายๆเรื่องก็พบว่า
1) รูปแบบลักษณะการตาย บรรจงนำเสนอ จัดวางองค์ประกอบ ร้อยเรียงด้วยภาษาภาพยนตร์ อย่างประณีตงดงาม
2) ไม่ใช่การตายแบบไร้สาระ แต่สอดแทรกนัยยะและเหตุผลบางสิ่งอย่าง เช่นว่า
– ตัวละครนี้แม้งปากหมาเสียเหลือเกิน พูดจาไม่เข้าหู ตำหนิต่อว่าผู้อื่นไปทั่ว ผลกรรมคือ ถูกตัดลิ้น ดึงฟัน กระแทกปาก ฯ
– เป็นคนชอบให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนคนชั่ว มักถูกตัดนิ้ว แขนขา จะได้ไม่นำไปใช้ก่อกรรมทำเข็นอะไรใครอีก
– นิสัยกลับกลอก ปอกลอก นกสองหัว ผลลกรรมมักเกี่ยวกับใบหน้ากาก ถูกน้ำร้อนลวก ลอกศีรษะ เอาเหล็กร้อนจี้จนผุพอง สยอง ดูไม่ได้
– เปี่ยมด้วยความเพ้อฝันทะเยอทะยาน แต่ทำทุกอย่างโดยไม่สนถูกผิด เพื่อผลประโยชน์ความสำเร็จตนเองเท่านั้น การตายจึงมักถูกตัดหัว แขวนคอ ขวานจามศีรษะ หรือเหยียบย่ำให้จมมิดดิน
ฯลฯ

ศิลปะของความตาย ว่าไปล้วนเป็นสิ่งสะท้อนเข้ากับสัจธรรมแห่งชีวิต พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใน พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕, อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต, ๑๐. สัพพลหุสสูตร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปาณาติบาตอันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งปาณาติบาตอย่างเบาที่สุด ย่อมยังความเป็นผู้มีอายุน้อย ให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อทินนาทานอันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งอทินนาทานอย่างเบาที่สุด ย่อมยังความพินาศแห่งโภคะให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย กาเมสุมิจฉาจารอันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งกาเมสุมิจฉาจารอย่างเบาที่สุด ย่อมยังศัตรูและเวรให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มุสาวาทอันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งมุสาวาทอย่างเบาที่สุด ย่อมยังการกล่าวตู่ด้วยคำไม่เป็นจริงให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปิสุณาวาจาอันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งปิสุณาวาจาอย่างเบาที่สุด ย่อมยังการแตกจากมิตรให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผรุสวาจาอันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งผรุสวาจาอย่างเบาที่สุด ย่อมยังเสียงที่ไม่น่าพอใจให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมผัปปลาปะอันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งสัมผัปปลาปะอย่างเบาที่สุด ย่อมยังคำไม่ควรเชื่อถือให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย การดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันบุคคลเสพแล้วเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งการดื่มสุราและเมรัยอย่างเบาที่สุด ย่อมยังความเป็นบ้าให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์ ฯ

reference: http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=23&A=5127&Z=5167&pagebreak=0

Dario Argento (เกิดปี 1940) ผู้สร้างภาพยนตร์ สัญชาติอิตาเลี่ยน เจ้าของฉายา ‘the Italian Hitchcock’ เกิดที่กรุง Rome ลูกชายของโปรดิวเซอร์ Salvatore Argento ตั้งแต่เด็กมีความสนใจหลงใหลในเทพนิยาย Brothers Grimm และ Edgar Allan Poe สมัยเรียนมัธยมทำงานไปด้วยเป็นนักวิจารณ์ เขียนบทความลงนิตยสาร/หนังสือพิมพ์ เลือกไม่เข้าเรียนต่อมหาลัยเพราะได้งานเขียนบท ร่วมกับ Bernardo Bertolucci เรื่อง Once Upon a Time in the West (1968), กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก The Bird with the Crystal Plumage (1970) กลายเป็นเสาหลักไมล์ ‘Milestone’ ให้กับแนว Giallo กลายเป็นตำนานในประเทศอิตาลี, ผลงานเด่นๆถัดมา Deep Red (1975), Suspiria (1977) ฯ

ความสำเร็จของ Suspiria ทำให้ Argento วางแผนสร้างเป็นไตรภาค Three Mothers Trilogy แต่หลังจากสร้างภาคต่อ Inferno (1980) ล้มเหลวทั้งเสียงตอบรับและขาดทุนย่อยยับ จึงต้องพับภาคสุดท้าย The Mother of Tears กว่าจะได้ฤกษ์สร้างก็อีกเกือบๆสามทศวรรษถัดมาปี 2007

เมื่อปี 1980 ระหว่างที่ Argento ใช้เวลาพักผ่อนอยู่ Los Angeles ได้รับโทรศัพท์ลึกลับจากแฟนๆ เล่าถึงอิทธิพลผลกระทบของ Suspiria ส่งผลกระทบต่อตัวเขาอย่างรุนแรง ถึงขนาดขู่กระทำร้าย (ประมาณขู่ฆ่านะแหละ) สร้างความตื่นตระหนักหวาดสะพรึงกลัวอย่างมาก แม้สุดท้ายจะไม่มีความรุนแรงอะไรเกิดขึ้น แต่ก็ตัดสินใจบินหนีสู่ Santa Monica จดบันทึกเรื่องราวดังกล่าวไว้ พัฒนากลายเป็นบทภาพยนตร์ Tenebre

ในความเข้าใจของ Argento วิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นกับแฟนหนังคนนี้ ว่าเกิดจากการหมกมุ่นจนไม่สามารถแบ่งแยกโลกความจริงกับภาพยนตร์ หรืออาจเพราะชีวิตเต็มไปด้วยความล้มเหลว จินตนาการเพ้อฝันที่พังทลาย ต้องการเรียกร้องความสนใจกับผู้มีชื่อเสียง กระทำการที่เรียกว่า ‘Senseless Crime’

“To kill for nothing, that is the true horror of today … when that gesture has no meaning whatsoever it’s completely repugnant, and that’s the sort of atmosphere I wanted to put across in Tenebrae”.

– Dario Argento

Peter Neal (รับบทโดย Anthony Franciosa) นักเขียนนวนิยายสัญชาติอเมริกัน หลังจากเพิ่งวางจำหน่าย Best-Selling เล่มล่าสุด Tenebre เดินทางมายังกรุงโรม, อิตาลี เพื่อพักผ่อนและโปรโมทหนังสือ แต่ก็ได้พานพบเจอเหตุการณ์ฆาตกรรมหนึ่ง ซึ่งได้ใช้เรื่องราวในหนังสือของเขาเป็นตัวแบบอย่าง สร้างความใคร่สงสัยอยากล่วงรับรู้ ใครกันนะที่เป็นฆาตกรเลียนแบบ

Anthony Franciosa ชื่อจริง Anthony George Papaleo (1928 – 2006) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City ครอบครัวมีเชื้อสาย Italian โตขึ้นเข้าร่วม Cherry Lane Theatre กลายเป็นนักแสดง Off-Broadway ต่อมาสมัครเข้าเรียน Actors Studio ได้รับบทนำละครเวที Broadway เรื่อง A Hatful of Rain ได้เข้าชิง Tony Award: Best Actor แจ้งเกิดกับบทบาทเดียวกันในฉบับภาพยนตร์ 1957 เข้าชิง Oscar: Best Actor, ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ A Face in the Crowd (1957), The Long Hot Summer (1958), Career (1959), Rio Conchos (1964) , Tenebre (1982), City Hall (1996) ฯ

รับบท Peter Neal นักเขียนนวนิยาย Mystery Horror ที่มีความใคร่อยากล่วงรู้เห็น ใครกันคือผู้เลียนแบบฆาตกรในหนังสือนวนิยายของตน สืบเสาะจนเกือบได้ค้นพบเจอความจริง แต่เมื่อล้มเหลวเลยตัดสินใจหลบลี้นีเอาตัวรอดดีกว่า

แต่ในความเป็นจริง Neal สามารถรับล่วงรู้ตัวจริงของฆาตกรได้สักพักหนึ่งก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ก็ครุ่นคิดแผนการบางอย่างเพื่อแก้เผ็ด สร้างข้อแก้ตัว (Alibi) แล้วตนเองแปรสภาพเป็นฆาตกรคนที่สอง จัดการตอบโต้กับความละอายขายขี้หน้า หลังรับรู้ว่าที่คู่หมั้น Jane (รับบทโดย Veronica Lario) ลักลอบมีชู้กับผู้จัดการส่วนตัว Bullmer (รับบทโดย John Saxon)

การเกิดขึ้นของฆาตกรเลียนแบบ เป็นสาเหตุให้ Neal ฉุกครุ่นคิดระลึกถึงเหตุการณ์สมัยวัยรุ่นหนุ่ม หลังจากถูกกระทำรุมโทรม (Fetish) จากหญิงสาวคนหนึ่ง ความอัปยศอดสูตราฝังลึกภายในจิตใจ ตัดสินใจเข่นฆ่าทิ่มแทงเธอผู้นั้นจนเสียชีวิต ด้วยเหตุนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์กระตุ้นความทรงจำ เลยไม่สามารถควบคุมการกระทำของตนเองได้

เดิมที Argento ต้องการ Christopher Walken ให้รับบทนำ แต่เหมือนเจ้าตัวจะบอกปัด ขณะที่โปรดิวเซอร์เชื่อว่าการได้ Anthony Franciosa ทำให้หนังดูมีมิติขึ้นกว่าเดิม เพราะใครๆย่อมล่วงรับรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่า Walken หน้าเหมือนฆาตกรโรคจิตจะตาย! กระนั้นความสัมพันธ์ในกองถ่ายระหว่างผู้กำกับกับ Franciosa ค่อนข้างจะไม่ลงรอยกันสักเท่าไหร่

ผมเห็นด้วยกับโปรดิวเซอร์เลยนะ รู้สึกว่าใบหน้าของ Franciosa (คล้ายคลึงกับ Yves Montand) ดูมีความลึกลับซับซ้อน ชวนให้น่าพิศวงสงสัย คาดการณ์อะไรไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ เป็นฆาตกรโรคจิตก็ได้ คนปกติก็ดี (แต่ค่อนไปทางแบบหลังมากกว่านะ)

Daria Nicolodi (เกิดปี 1950) นักเขียน นักแสดงสัญชาติอิตาเลี่ยน ขณะนั้นเป็นภรรยาของผู้กำกับ Dario Argento เกิดที่ Florence เข้าสู่วงการจากแสดงซีรีย์โทรทัศน์ ภาพยนตร์ แสดงในผลงานของสามีทั้งหมด 5 เรื่อง Deep Red (1975), Inferno (1980), Tenebrae (1982), Phenomena (1985), Opera (1987)

รับบท Anne ผู้ช่วยของ Peter Neal พวกเขาไม่ใช่คนรักแต่ก็มีความสนิทสนมอย่างมาก ไว้เนื้อเชื่อใจ ลึกๆดูแล้วคงใคร่อยากครองคู่ แต่ติดที่เขามีคู่หมั้นอยู่แล้วคือ Jane เลยยังทำอะไรไม่ได้เท่าไหร่

อย่างที่ผมเคยบอกไปว่า Nicolodi ไม่ใช่นักแสดงมีความสามารถโดดเด่นอะไร เห็นว่าตอนแรกเจ้าตัวอยากรับบท Jane เพราะคล้ายคลึงกับตนเองมากกว่า และสถานภาพตอนนั้นกับ Argento กำลังเริ่มสั่นคลอนไม่ลงรอย เหมือนจะสนิทสนมกับ Franciosa มากเป็นพิเศษทำให้เขาอิจฉาตาร้อน (นี่คือสาเหตุที่ Argento ไม่ลงรอยกับ Franciosa)

ถ่ายภาพโดย Luciano Tovoli ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติอิตาเลี่ยน ผลงานเด่นๆ อาทิ The Passenger (1975), Suspiria (1977), The General of the Dead Army (1983), The Voyage of Captain Fracassa (1990) ฯ

ความตั้งใจของ Argento ต้องการให้พื้นหลังของหนังดำเนินเรื่องในอนาคตอันใกล้ (ประมาณ 15 ปี) ผู้คนมีปริมาณลดน้อยลงเพราะสงครามนิวเคลียร์ พยายามหลงลืมช่วงเวลาดังกล่าวที่บังเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้การจัดแสงจึงมีความเย็นยะเยือก หมองหม่น แข็งกระด้าง รับอิทธิพลจาก Possession (1981) มอบสัมผัสของ Semi-Futuristic สังเกตได้จากการออกแบบฉากทั้งภายนอก-ใน

ไดเรคชั่นของหนังให้สังเกตดีๆจะพบเห็นทุกสิ่งอย่างเข้าสูตรสอง ‘Dualism’ ครึ่งแรก-ครึ่งหลัง ฆาตกรมีสองหน้า หญิงสาวมีสองคนรัก ย้อนอดีตมีสองฉาก มองกล้องซ้าย-ขวา ฯ

ก่อนอื่นเริ่มต้นจากคำกล่าว Prologue ที่ถือเป็นชนวนสาเหตุของการฆาตกรรม

“The Impulse had become irresistible. There was only one answer to the fury that tortured him and so he committed his first act of murder. He had broken the most deep rooted taboo and found not guilt, not anxiety or fear, but freedom.

Every humiliation which stood in his way could be swept aside by this simple act of annihilation: Murder.”

หลังจากอ่านข้อความประโยคนั้นจบ ก็ไม่รู้ฆาตกรคนไหน โยนหนังสือ Tenebre ลงกองไฟ ราวกับเป็นพิธีกรรมเทิดทูนบูชายันต์ บ่งบอกความพร้อมที่ฉันจะกระทำการนั้นต่อบุคคลผู้ก่อให้เกิดความละอาย/อัปยศอดสู เข่นฆ่าล้างแค้น เพื่อตนเองจะได้มีความสงบสุขทางจิตใจ

การปั่นจักรยานเพื่อไปขึ้นเครื่องบิน เป็นการระบายความเก็บกดคลุ้มคลั่งที่สะสมอยู่ภายในจิตใจของเขา เมื่อเหน็ดเหนื่อยเวลาเดินทางตากแอร์จะได้หลับสบาย (ผมเองก็ชอบทำแบบนี้เวลาก่อนออกเดินทางไปไหนไกลๆ เย็นวันนั้นปั่นจักรยานออกกำลังกายให้สุดเหวี่ยงเลย แล้วจะได้นอนหลับสบายบนรถ)

ผมว่าหนังจงใจให้เกิดช็อตนี้ขึ้นมากกว่า คือขณะเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำ การแปรสภาพกลายเป็นอีกหนึ่งบุคคล ดั่งภาพสะท้อนในกระจกหลบซ่อนบางสิ่งอย่างไว้ภายในจิตใจ (เข้าสูตรสอง)

ความน่าสนใจของฆาตกรรมแรก คือการเอากระดาษจากนวนิยาย Tenebre ยัดปากเหยื่อผู้ถูก Stalker ถึงสองครั้งครา (ครั้งแรกที่ร้านค้า, ครั้งสองระหว่างทางกลับบ้าน) นี่เป็นการสะท้อนความตายที่ย้อนกลับเข้าหาผู้เขียนนิยาย อิทธิพล ผลกระทบ ก่อให้ใครบางคนเกิดแรงบันดาลใจลอกเลียนแบบฆาตกรรม

งานศิลปะทุกแขนง ไม่ว่าจะภาพยนตร์ ภาพวาด งานเพลง หรือแม้แต่วรรณกรรม เมื่อได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณะย่อมส่งผลกระทบต่อผู้คน กับใครที่หลงใหลหมกหมุ่นต่อผลงานนั้นมากๆ ย่อมอยากเกิดพฤติกรรมลอกเลียนแบบดารา ศิลปิน กลายเป็นอิทธิพลแรงบันดาลใจ นี่รวมถึงเนื้อหาภายในตัวผลงานนั้นด้วย เพื่อให้ตนเองรู้สึกว่า ชีวิตได้รับการเติมเต็ม (เอากระดาษยัดปาก) สุดท้ายเอามีดโกนเฉือนคอ แสดงออกซึ่งความเพ้อฝันทะเยอทะยานของตนเอง

นี่ไงครับการออกแบบที่พักอาศัยในสไตล์ Futuristic มีลักษณะเป็นบล็อคๆทรงสี่เหลียมนำมาประติดประต่อกัน, จริงๆมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมเลือกนำช็อตนี้มา เพื่อให้ผู้ชมสังเกตการออกแบบว่า จะมีการใช้เครนในฉาก Masterpiece ที่เป็น Long Take เคลื่อนจากชั้นหนึ่ง ไปชั้นสอง ผ่านหลังคา แล้วอ้อมไปอีกด้านหนึ่งได้เช่นไร กับตึกลักษณะแบบนี้ ซับซ้อนราวกับเขาวงกตจริงเชียว

เมื่อพูดถึงการใช้เครน ถึงขนาดมีคำเรียกยกย่องว่า Tenebre-Shot จริงอยู่มันน่าตื่นตาตะลึง แต่ว่ากันตามตรงโคตรไม่จำเป็นและไร้สาระมากๆ แถมเสียเวลาถึง 3 วันเต็ม ไม่ต่ำกว่า 10-20 เทค ซึ่งเหตุผลของการถ่ายทำแบบนี้แค่ว่าเพื่อแทนสายตาของฆาตกร ขณะกำลังปีนป่าย จับจ้องมอง หาทางเข้าบ้านเพื่อไปจัดการเข่นฆ่าสองสาวเลสเบี้ยน แค่นั้นเอง!

ฉากย้อนอดีต, รองเท้าสีแดง เหยียบย่ำทิ่มแทงเข้าปาก นี่คือการกระทำที่เป็นสัญลักษณ์ Fetishism ทัณฑ์ทรมานด้วยวัตถุ เป็นสิ่งที่ทำให้ฆาตกรเกิดความละอายขายขี้หน้าประชาชี ‘Humiliation’ จนเกิดความต้องการเข่นฆ่าล้างแค้นหญิงสาวผู้นี้ ซึ่งกลับกลายเป็นโชคดีเพราะหลักฐานไม่เพียงพอจับเขาขังคุก จึงกลายเป็นว่าการกระทำครั้งนั้นมอบอิสรภาพให้กับเขา ใครอื่นที่ริบังอาญกระทำการลักษณะนี้ต่อตนเองอีก วิธีการเดียวย้อนร้อยแบบนี้ เข่นฆ่าแม้งให้ตายทั้งเป็น!

สถานที่ถ่ายทำฉากนี้คือ Capocotta Beach, ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงโรม ขณะที่หญิงสาวรองเท้าแดงคือ Eva Robins นักแสดงหญิงผู้เป็น Transgender (เกิดเป็นชาย แปลงเพศเรียบร้อยกลายเป็นหญิง) โดยทั้งฉากนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Suddenly, Last Summer (1959) นำแสดงโดย Elizabeth Taylor เห็นว่าสวมรองเท้าแดงเหมือนกันด้วยนะ

นี่เป็นช็อตที่ผมชื่นชอบสุดในหนัง รอยจุมพิตและเหมือนจะกัดริมฝีปากของคู่เลส Marion (รับบทโดย Mirella Banti) ทำให้นักข่าวสาว Tilde (รับบทโดย Mirella D’Angelo) วินาทีถัดจากนี้เกิดอารมณ์ขึ้นโดยพลัน!

ความตายของ Tilde เกิดขึ้นระหว่างกำลังสวมใส่เสื้อสีขาวแขนยาว ถูกจิกหลัง มีดโกนกรีดเสื้อครั้งแรกฉีดขาดปรากฎใบหน้า (ผมเห็นช็อตนี้เหมือนอวัยวะเพศหญิง ที่ได้รับการเปิดบริสุทธิ์ฉีกขาด) และวินาทีถัดจากนี้เลือดพุ่งสาดกระเสร็จ มือข้างหนึ่งกางผึ่งกระแทกไปตรงลูกแก้วหน้าตาประหลาดๆ (เหมือนส่วนผสมของลึงค์กับอวัยวะเพศหญิง) มือค่อยๆตกลงมา ปัดกระถางแจกันตกแตกบนพื้น

นัยยะการตายลักษณะนี้ ราวกับนำเสนอความเกลียดชังของผู้หญิงที่หมกมุ่นแต่ในเรื่องกามารมณ์ เพราะการเป็นเลสเบี้ยนไม่มีเหตุผลอะไรอื่นนอกจากสองตัณหาราคะส่วนตน (คงประมาณว่า เลสเบี้ยนก็แค่ตีฉิ่งกัน ฉากนี้คือการทิ่มแทงเปิดบริสุทธิ์หญิงสาว)

เรือนร่างของ Marion อวบอึ๋มเหมือนจากรูปปั้นแกะสลักของ Michelangelo Buonarroti การตายของเธอคือขณะกำลังเดินลงบันได พอพบเห็นดวงตาอันเบิกโพลงของคู่เลส รีบวิ่งกลับขึ้นไป โดนฆาตกรเอามีดกรีดหลังทีหนึ่ง หันกลับมาถูกเชือดคอ ล้มลงกระแทกกระจก ศีรษะและทรงผมห้องต่อยแต่ง (ดูเหมือนเทพีอะไรสักอย่าง)

เพราะความที่ Marion เป็นพวก Bi-Sexual ชายก็ได้หญิงก็ดี เธอเลยเสียชีวิตตรงบันไดระหว่างสองชั้น กรีดคอคือทำลายความเพ้อฝันทะเยอทะยาน และทรงผมปล่อยตกลงมา คงสะท้อนกับ Rapunzel ที่ชอบโดนล้อเรื่องทรงผม

หญิงสาวผู้โชคร้าย Maria Alboretto (รับบทโดย Lara Wendel) ความซวยของเธอคือการถูกหมาบ้าไล่ วิ่งหนีมาจนถึงบ้านของฆาตกรตัวจริง สุดท้ายเอาตัวไม่รอดถูกขวานจามเสียชีวิต นำไปทิ้งไว้บริเวณใกล้ๆ

ผมคิดว่าหมาบ้า คงเป็นสัญลักษณ์แทนด้วยบุคคลที่มีความคลุ้มคลั่ง Stalker ที่หลงใหลคลั่งไคล้ผู้มีชื่อเสียง ดารา เกาะติด วิ่งไล่ตาม พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้สัมผัสเนื้อต้องตัว เรียกร้องความสนใจต่อคนที่เขาโปรดปราน

การออกแบบฉากภายในบ้านของฆาตกรผู้นี้ มีความเป็น Futuristic อยู่ไม่น้อยทีเดียว อย่างรูปภาพศิลปะประดับพื้นหลัง เกิดจากการพิมพ์ ซ้อนทับ มีความ Modern อยู่ไม่น้อยทีเดียว

เกร็ด: ว่ากันว่า Sequence หมาบ้า ได้แรงบันดาลใจจากนวนิยาย The Hound of the Baskervilles (1901–1902) ของ Arthur Conan Doyle

ความน่าสนใจของช็อตนี้มีอยู่สองอย่าง,
1) Peter Neal รับรู้ได้แล้วหรือยังว่าผู้จัดการส่วนตัว Bullmer ลักลอบเป็นชู้กับคู่หมั้น Jane ของตนเอง
2) รูปปั้นด้านหลัง สังเกตว่ามันสะท้อนกระจก และส่วนแขนขาถูกบั่นทอนคล้ายกับรูปปั้น Venus de Milo

ส่วนตัวคิดว่า Neal รับล่วงรู้แล้วว่า คู่หมั้นของตนมีชู้กับหมอนี่ เพราะความไม่สมประกอบของรูปปั้นด้านหลัง สะท้อนถึงตัวตนของเขาที่ถูกตัดแขนขา มันช่างน่าละอายขายขี้หน้า อัปยศอดสูเสียเหลือเกิน ที่ตนเองถูกทรยศหักหลังจากคนใกล้ตัวแบบนี้

ของขวัญของ Jane น่าจะจาก Peter Neal เมื่อสวมใส่แล้วจะทำให้เขาหวนระลึกถึงหญิงสาวผู้หนึ่งในอดีต ที่เคยกระทำให้เขาเกิดความละอาย/อัปยศอดสู ลามไปจนทิ่มแทงฆ่าเธอให้ตายจากไป (เพื่อว่าเขาจะได้กระทำเช่นนั้นต่อเธอได้โดยไม่รู้สึกผิด) … ถือว่ากลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความตายเลยก็ว่าได้

ตั้งแต่แวบนี้ที่ผมติดใจงานศิลปะหนามแหลมทำจากเหล็กด้านหลังประตูเสียเหลือเกิน ใคร่สงสัยว่ามันจะมีบทบาทสำคัญอะไรหรือเปล่า ปรากฎว่าช่วงท้าย … นี่เรียกได้ว่า ‘งานศิลปะที่สามารถฆ่าคนตาย’ (Art that kills people.) หนามแหลมของมันสะท้อนคำคม ‘หนามยอกต้องเอาหนามบ่ม’ ซึ่งตรงกับ ‘กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนอง’

ฉากนี้ถ่ายทำที่ Le Terrazze, Rome จริงๆจะมีคนล้นขวักไขว่ ทีมงานต้องรีบถ่ายทำช่วงเช้าๆสายๆตอนคนยังไม่เยอะเท่าไหร่, สังเกตว่าตัวประกอบทั้งหลายเดินไปมาอย่างมีทิศทางเป้าหมายชัดเจน และเมื่อหนังต้องการมุ่งเน้นอะไรใคร มักพบเห็นสองคนชาย-หญิง ทะเลาะเบาะแว้งมีปากเสียงต่อกัน ซึ่งมันพอเป็นที่สาธารณะเช่นนี้ ก็สร้างความน่าอับอายขายหน้าไม่น้อย (ที่อื่นมีเยอะแยะก็ไม่ยอมทะเลาะกันละนะ)

ผมเรียกฉากนี้ว่า ‘ฆ่าชายชู้’ จงใจทิ่มแทงในที่สาธารณะก็เพื่อให้เกิดความอับอายขายหน้าประชาชีนี่แหละ

นี่คือฉากการตายที่ผู้กำกับ Quentin Tarantino บอกว่าชื่นชอบสุดตลอดกาล หลังจากถูกตัดแขน (เพราะเป็นชู้กับผู้อื่น) ใช้มือที่เลือดกำลังพุ่งนั้น กวาดไปบนผนังสีขาว ราวกับการ ‘paints the wall with blood’ ผลลัพท์กลายเป็นงานศิลปะแห่งความตาย!

เกร็ด: อันดับสองคือ Jason X (2001) และที่สาม The Prowler (1981)

Detective Giermani (รับบทโดย Giuliano Gemma) เป็นอีกคนที่โคตรโชคร้าย โดนขวานจามจากข้างหลัง เสียชีวิตแบบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำมั้งนะ, ฉากนี้มีลักษณะเหมือน Doppelgänger สะท้อนตัวตนตรงกันข้าม คนดี/ตำรวจอยู่ด้านหน้า คนชั่ว/ฆาตกรอยู่ด้านหลัง พวกเขาซ้อนทับกันมิดชิด จนกระทั่งว่านักสืบก้มโน้มตัวไปข้างหน้า ผู้ชมถึงค่อยพบเห็นอีกคนหลบซ่อนตัวอยู่ด้านหลัง

ช็อตลักษณะนี้มีคำเรียกทางการว่า ‘Dark Doubles’ นัยยะบ่งบอกถึงมนุษย์ต่างมีสองด้าน หน้า-หลัง ดี-ชั่ว ตำรวจ-ผู้ร้าย ฯ การเปิดเผยอีกตัวตนอยู่เบื้องหลัง สร้างความตื่นตะหนกหวาดสะพรึงกลัวให้กับผู้ชมอย่างยิ่ง กลายเป็นช็อต/ฉาก ได้รับการคัทลอกเลียนแบบในหนัง Thriller/Horror นับครั้งไม่ถ้วนทีเดียว (โดยเฉพาะเวลาเปิดเผยใครเป็นฆาตกร)

สุดท้ายกับการตายของฆาตกร ถูกงานศิลปะทิ่มแทงเข้าที่ท้องไส้ พยายามดิ้นรนดึงแค่ไหนก็ลื่นไถลไม่สามารถเอาออกได้ เสียเลือดจนสูญสิ้นจิตวิญญาณ ขณะที่ Anne ทำอะไรไม่ได้นอกจากกรี๊ดร้องลั้นแบบเสียสติแตก, ผลกรรมตอนจบนี้ แฝงนัยยะหมายถึงการแปรสภาพการตายฆาตกรให้กลายผลงานศิลปะชิ้นเอก (แนวคิดแบบนี้ รับอิทธิพลจาก Michelangelo Antonioni เต็มๆเลยนะเนี่ย)

ตัดต่อโดย Franco Fraticelli สัญชาติอิตาเลี่ยน ขาประจำของ Argento ผลงานเด่นๆ อาทิ The Bird with the Crystal Plumage (1970), Deep Red (1975), Seven Beauties (1976), Suspiria (1977), Boys on the Outside (1990) ฯ

หนังเล่าเรื่องโดยใช้มุมมองของ Peter Neal ว่ากันตามตรงคือแทบทั้งเรื่อง แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้ตัวจริงของฆาตกร จะพบเห็นมุมมองบุคคลที่หนึ่งระหว่างฆาตกรรม (มือที่เห็นคือของผู้กำกับ Argento) และระหว่างนั้นมีการแทรกภาพย้อนอดีตความทรงจำ(ของฆาตกร)เมื่อครั้นยังวัยรุ่นหนุ่ม นำเสนอสิ่งที่คือชนวนสาเหตุ ปมกระตุ้นพื้นหลังของการก่ออาชญากรรม

เรื่องราวของหนังสามารถแบ่งออกเป็นครึ่งแรกครึ่งหลัง โดยมีจุดเปลี่ยนคือภาพช็อตนี้ และตัวละครก็ได้แปรสภาพจากคนหนึ่งกลายเป็นอีกคนหนึ่ง

ด้วยเพราะเมื่อปี 1980 สมาชิกวง Goblin ได้ตัดสินใจยุบวง ถึงกระนั้น Argento ก็ยังได้ติดต่อสามอดีตสมาชิก Claudio Simonetti, Fabio Pignatelli และ Massimo Morante ให้มาร่วมสร้างสรรค์เพลงประกอบหนังเรื่องนี้โดยขึ้นเครดิตว่า Simonetti-Pignatelli-Morante (คือชื่อ Goblin เป็นลิขสิทธิ์ของมือกลองอีกคนผู้ก่อตั้งวง เลยไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้)

Simonetti ให้คำนิยามบทเพลงที่ใช้ในหนังว่า Electronica/Rock Hybrid โดย Main Theme มีส่วนผสมของ Disco อยู่ด้วย เครื่องดนตรีที่ใช้เชื่อว่าหลายคนคงไม่รู้จักแน่ๆ ประกอบด้วย
– Roland Jupiter-8
– Roland Vocoder Plus
– Minimoog synthesizers
– Oberheim DMX
– Roland TR-808
– Roland MC-4
– ที่เหลือก็เปียโน, อิเล็กโทน, เบส, กีตาร์ ฯ

เริ่มต้นมามีกลิ่นอายของ Bach: Toccata and Fugue in D Minor บทเพลงแห่งความตาย แต่ผมไม่แน่ใจว่าบรรเลงด้วยออร์แกน หรือเครื่องสังเคราะห์เสียงนะ หลังจากนั้นเข้าสู่ Main Theme สัมผัสมีความเป็น Semi-Futuristic กึ่งๆโลกอนาคตที่ล่มสลาย เสียงกลองดั่งจังหวะหัวใจสร้างความรุกเร้า ระทึกขวัญ บางสิ่งอย่างกำลังค่อยๆคืบคลาน เคลื่อนคล้อย ปีนป่าย มุ่งสู่สุานที่จะกลายเป็นหายนะ ขุมนรก อันมืดมิดต่อไป

ความโดดเด่นไม่ใช่แค่ทำนองบทเพลง แต่คือจังหวะของการนำไปใช้ ซึ่งมักเป็นการ Intro เกริ่นนำร่องก่อนหน้าเข้าสู่เหตุการณ์บางอย่าง เพื่อตระเตรียมความพร้อมของผู้ชม รับมือกับความเหี้ยมโหดร้ายที่กำลังจะบังเกิดขึ้น

บทเพลงแห่งการหวนย้อนระลึกถึงอดีต ช่างมีความบอบบาง บูดบิดเบี้ยว ราวกับจมอยู่ในความฝันร้าย (ได้ยินเสียงจมน้ำบุ๋มๆด้วยนะ) หลอกหลอน แสบแก้วหู สั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ

Tenebre คือเรื่องราวของคนที่เคยถูกกระทำให้อับอายขายขี้หน้าประชาชี สูญเสียความมั่นใจ เก็บกดความอึดอัดอั้นไว้ภายใน ทำการโต้ตอบกลับเอาคืน ระเบิดออกด้วยความรุนแรง เมื่อได้รับการให้อภัยหรือรอดพ้นจากข้อกล่าวหา เกิดความหลงระเริงในสิ่งนั้น ใครอื่นทำให้ฉันรู้สึกแบบนี้อีกจะเข่นฆ่าแม้งให้ตาย! ใช้วิธีการนี้ในการแก้ปัญหาระบายความคับข้องแค้น

เพราะความที่มนุษย์ทุกคนประกอบด้วยกาย-จิต ย่อมต้องมีทั้งด้านดี-ชั่วร้าย หนึ่งเปิดเผยแสดงออกมา-สองเก็บกดหลบซ่อนไว้ภายใน การแปรสภาพจากอารมณ์ความรู้สึกสู่พฤติกรรมแสดงออก ผู้ถูกกระทำเป็นผู้กระทำ จากนักเขียนนิยายสร้างเรื่องราวลงไปสวมบทบาทตัวละครเสียเอง นี่ไม่ต่างอะไรกับศิลปินสร้างสรรค์ผลงานที่ตอนจบ/ความตายกลายเป็นศิลปะชิ้นเอก!

ความตายคือศิลปะ คือใจความสำคัญที่ผมจับได้จากหนังเรื่องนี้ ไม่เพียงร้อยเรียงเหตุการณ์ฆาตกรรมที่งดงามทั้งภาพและความหมาย แต่ยังนำเสนอแนวคิดของการแปรสภาพจากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง นามธรรมเป็นรูปธรรม ปัจจุบันมุ่งสู่อนาคต เมื่อขจัดความเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่หลงเหลืออยู่ย่อมคือข้อเท็จจริง

“How often have I said to you that when you have eliminated the impossible, whatever remains, however improbable, must be the truth”.

– จากนวนิยายชุด  Sherlock Holmes เรื่อง The Sign of Four (1890) แต่งโดย Arthur Conan Doyle

ในโลกเรานี้ทุกสิ่งอย่างล้วนมีเหตุผล ที่มาที่ไป สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดกฎแห่งกรรม แต่เพราะความที่เรามิอาจล่วงรับรู้ข้อเท็จจริงได้ทั้งหมด บางครั้งก็อาจได้แค่ข้อสรุปคือ ‘Senseless’ การกระทำอันขาดสติ ไร้เหตุผลความหมายใดๆ ซึ่งหลากหลายสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นนี้ กับคนไม่เข้าใจแนวคิดพุทธศาสนา ย่อมเกิดอาการมืดมดแปดด้าน ขนลุกขนพอง หวาดหวั่นสะพรึงกลัว ใครที่เคยพานผ่านประสบการณ์แบบนี้มา แม้แต่ผู้กำกับ Argento ยังบอกเลยว่านั่นคือความ ‘True Horror’ อย่างแท้จริง

ความมืดมิด ‘Tenebre’ ที่หนังนำเสนอ ไม่เพียงแค่ด้านสีดำภายในจิตใจมนุษย์เท่านั้น แต่ยังคือการไม่สามารถล่วงรู้ในเบื้องหลัง แรงจูงใจ อดีต-อนาคต หรือชีวิตเป็น-ตาย หมดลมหายใจแล้วจะไปไหน เหล่านี้มันช่างมีความเย็นยะเยือก หลอกหลอน ขนหัวลุกพอง น่าหวาดสะพรึงกลัว ‘ที่สุด’ ในโลกใบนี้

หนังออกฉายทั่วยุโรปประสบความสำเร็จปานกลาง (คือน่าจะแค่เพียงพอคืนทุนสร้าง) แต่กว่าจะเข้าสหรัฐอเมริกาล่าช้าถึงปี 1984 พร้อมถูกตัดฉากรุนแรงออกไปกว่า 10 นาที จนต้องเปลี่ยนชื่อใหม่ Unsane ได้รับเสียงตอบรับย่ำแย่โดยสิ้นเชิง!

เกร็ด: โปสเตอร์ของหนัง คือหญิงสาวที่ถูกกรีดคอเสียชีวิต แต่ที่อังกฤษใช้วิธีเซนเซอร์ด้วยการเปลี่ยนรอยเลือดเป็นการผูกโบว์ ดังภาพนี้

กระแสของหนังกลับมาฟื้นคืนขึ้นอีกครั้งจากการมาถึงของ VHS จัดหมวดหมู่ Tenebre เข้าพวก ‘Video Nasty’ กลายเป็นที่ใคร่ค้นหาของแฟนๆผู้คลั่งไคล้ กาลเวลาผ่านไปอีกสักพักก็ได้วางขายแบบปกติ พร้อมคำยกย่องจากทั้งแฟนๆและนักวิจารณ์ว่าคือผลงาน Masterpiece เรื่องสุดท้ายของผู้กำกับ Dario Argento

อิทธิพลของหนังเรื่องนี้ต่อวงการณ์ภาพยนตร์ถือว่ามากล้น ทั้งการถ่ายภาพ ไดเรคชั่น อาทิ The Untouchables (1987), Raising Cain (1992) ของผู้กำกับ Brian De Palma, Dead Again (1991), Raising Cain (1992), Scream (1996), What Lies Beneath (2000) ฯ

ที่เห็นล่าสุดคือ Mother! (2017) ของผู้กำกับ Darren Aronofsky ตั้งชื่อเรียกว่า Tenebre-Shot เป็นการถ่าย Long Take เคลื่อนไหลไปรอบๆบ้าน จากชั้นล่างสู่ชั้นบน จากห้องหนึ่งสู่อีกห้องหนึ่ง

นอกจากความลึกล้ำซับซ้อนในไดเรคชั่น เนื้อเรื่องราว สิ่งที่โดยส่วนตัวชื่นชอบสุดของหนัง คือบทเพลงประกอบ Goblin ดังขึ้นในจังหวะรุกเร้าใจ มันส์พะยะค่ะ! สร้างโลกอีกใบในลักษณะคล้ายๆ Federico Fellini แต่งแต้มความฝัน แปลกแตกต่างพิศดาร ไม่น่าจะหารับชมได้จากที่ไหนอีกแล้ว (นอกจากผลงานของ Argento)

แนะนำคอหนัง Giallo, Thriller Horror Mystery, แนวอาชญากรรม สืบสวนสอบสวน ค้นหาตัวฆาตกร, หลงใหลในงานภาพล้ำๆ การตายอย่างมีศิลปะ เพลงประกอบสุดแนวของ Goblin, แฟนๆผู้กำกับ Dario Argento และนักแสดงนำ Anthony Franciosa, John Saxon, Daria Nicolodi ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับการฆาตกร คลุ้มคลั่ง เสียสติแตก

TAGLINE | “Tenebre ความตายที่รังสรรค์สร้างโดย Dario Argento มีความเป็นศิลปะขั้นสูงจนก่อให้เกิดโลกทัศน์ใบใหม่ ครั้งแรกครั้งเดียวในวงการภาพยนตร์”
QUALITY | RARE
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of