The Apartment

The Apartment (1960) hollywood : Billy Wilder ♥♥♥♥♥

(1/8/2019) อพาร์ทเม้นท์หลังนี้ ถูกใช้เป็นสถานที่รองรับความเห็นแก่ตัวของคนบางกลุ่ม สะท้อนได้ถึงมุมมืดแห่งยุคสมัยทุนนิยมเสรี ถ้าต้องการมีชีวิตสุขสบาย ไต่เต้าถึงเป้าหมาย ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน จักต้องแลกมาด้วยการสูญเสียจิตวิญญาณความเป็นคน, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ในบรรดาผลงานโลกตะลึงของผู้กำกับ Billy Wilder เรื่องที่ผมโปรดปรานมากที่สุดคือ The Apartment (1960) ห้องเช่าเล็กๆหลังนี้สามารถเปรียบได้กับ ‘หัวใจ’ จิตวิญญาณ ความเป็นคน แรกเริ่มตัวละครของ Jack Lemmon ยินยอมปล่อยให้ใครต่อใครหยิบยืบนำไปใช้ ปู้ยี้ปู้ยำยังไงก็ได้ แต่ท้ายที่สุดเมื่อเขาเกิดความเข้าใจทุกสิ่งอย่าง หลงเหลือเพียง Shirley MacLaine ผู้เดียวเท่านั้นที่

“Shut up and deal”.

– Fran Kubelik

อีก 50% ที่ผมโคตรคลั่งไคล้ The Apartment คือบทเพลง Jealous Lover ต้นฉบับแต่ง/บรรเลงโดย Charles Williams ประกอบภาพยนตร์ The Romantic Age/Naughty Arlette (1949) แต่พอนำมาใช้กับหนังเรื่องนี้ ได้กลายเป็น Main Theme หรือเรียกว่า Theme from ‘The Apartment’ ซึ่งมีความไพเราะเพราะพริ้ง จิตใจสั่นไหวไปด้วยความอิจฉาริษยา อมตะเหนือกาลเวลา(ในความเห็นส่วนตัว)เทียบเคียง As Time Goes By ของ Casablanca (1942) เลยก็ว่าได้

Samuel ‘Billy’ Wilder (1906 – 2002) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติ Austria-Hungary เกิดในครอบครัวชาว Jews ที่ Sucha Beskidzka (ขณะนั้นคือ Germany ปัจจุบันกลายเป็นประเทศ Poland) มีความชื่นชอบสนใจในวัฒนธรรมอเมริกันตั้งแต่เด็ก โตขึ้นหลังการเรืองอำนาจของ Nazi อพยพย้ายมาอยู่สหรัฐอเมริกาปี 1933 เปลี่ยนชื่อเป็น Billy เริ่มต้นทำงานใน Hollywood ด้วยการเป็นนักเขียน มีผลงานเด่นคือ Ninotchka (1939), Ball of Fire (1941), กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก The Major and the Minor (1942), เริ่มมีชื่อโด่งดังจาก Double Indemnity (1944), คว้า Oscar: Best Director ทั้งหมด 2 ครั้ง The Lost Weekend (1945) และ The Apartment (1960) [ทั้งสองเรื่องนี้ยังได้รางวัล Best Picture ด้วยนะ!]

จุดเริ่มต้นของ The Apartment เกิดจาก Wilder มีความชื่นชอบหลงใหลภาพยนตร์เรื่อง Brief Encounter (1945) ของผู้กำกับ David Lean จินตนาการถึงสถานที่อื่นๆที่หนังไม่ได้นำเสนอให้เห็นเลย แล้วถ้าให้ห้องเช่า/อพาร์ทเม้นท์กลายเป็นเหมือนสถานีรถไฟ ตัวละครมากมายแวะเวียนพานผ่าน พวกเขาจะเข้าไปทำอะไรกัน??

ร่วมงานกับนักเขียนคู่ขาประจำ I. A. L. Diamond (1920 – 1988) สัญชาติ Romanian ก่อนหน้านี้มีผลงานร่วมกัน Love in the Afternoon (1957), Some Like It Hot (1959) และจะติดตามด้วย Irma la Douce (1963), The Fortune Cookie (1966), The Front Page (1974) ฯ

เรื่องราวยังได้แรงบันดาลใจเพิ่มเติมจากเหตุการณ์อื้อฉาวใน Hollywood เมื่อปลายปี 1951, โปรดิวเซอร์ชื่อดัง Walter Wanger ยิงผู้จัดการส่วนตัว Jennings Lang เพราะครุ่นคิดว่าเขาลักลอบมีชู้กับภรรยาตนเอง Joan Bennett ซึ่งว่ากันว่า Lang หยิบยืมอพาร์ทเม้นท์ของพนักงานระดับล่างเพื่อใช้เป็นสถานที่ทำกิจกรรมระเริงรื่นดังกล่าว

C. C. Baxter (รับบทโดย Jack Lemmon) พนักงานระดับล่างของบริษัทขายประกันแห่งหนึ่งใน New York City มีความคาดหวังอยากที่จะไต่เต้าขึ้นสูงโดยไว จับพลัดจับพลูมีโอกาสรู้จักผู้จัดการทั้งหลาย ต่างหยิบยืมขอใช้ห้องพักอพาร์ทเม้นท์ที่ Upper West Side เพื่อใช้ทำกิจกรรมระเริงรื่นกับชู้รัก หลบหลีกสายตาภรรยาและคนรู้จัก จนหมอห้องพักข้างๆ Dr. Dreyfuss (รับบทโดย Jack Kruschen) ครุ่นคิดว่าชายโสดผู้นี้คงเป็นเสือผู้หญิง ฉิ่งฉับแทบทุกค่ำคืน

เพราะความที่บรรดาผู้จัดการทั้งหลาย ต่างเสนอชื่อ C. C. Baxter ให้เป็นผู้ช่วยส่วนตัว สร้างความพิศวงสงสัยให้กับผู้จัดการแผนกบุคคล Jeff D. Sheldrake (รับบทโดย Fred MacMurray) เรียกตัวมาพูดคุย และกลายเป็นอีกสมาชิกหนึ่งของอพาร์ทเม้นท์หลังดังกล่าว ซึ่งก็ได้ใช้สำหรับเกี้ยวพาราสีพนักงานต้อนรับบนลิฟท์ Fran Kubelik (รับบทโดย Shirley MacLaine)

เรื่องวุ่นๆเกิดขึ้นเมื่อ Miss. Kubelik พยายามเข่นฆ่าตัวตายในค่ำคืน Christmas Eve ที่อพาร์ทเม้นท์ของ Baxter ซึ่งพอเขากลับมาพบเห็นเข้า เร่งรีบเคาะประตูเรียกหมอห้องข้างๆ Dr. Dreyfuss จนสามารถช่วยเหลือได้ทันท่วงที แต่จะด้วยเหตุผลอะไรนั้น…


John Uhler ‘Jack’ Lemmon III (1925 – 2001) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Newton, Massachusetts ว่ากันว่าขณะอยู่ในลิฟท์ที่โรงพยาบาล Newton-Wellesley นี่กระมังทำให้ตั้งแต่อายุ 8 ขวบต้องการเป็นนักแสดง เข้าร่วมชมรมการแสดงทุกสถาบันที่เข้าเรียน รวมถึง Delphic Club ที่ Harvard University ระหว่างนั้นรับใช้ชาติเป็นทหารเรือ จบออกมาทำงานวิทยุและละครเวที Broadway ภาพยนตร์เรื่องแรก It Should Happen to You (1954) ของผู้กำกับ George Cukor เสียงตอบรับใช้ได้ทีเดียว

Lemmon ถือเป็นโคตรนักแสดงรางวัลคนหนึ่ง คว้ารางวัลแบบดับเบิ้ลแล้วเบิ้ลอีก
– คว้า Oscar 2 ครั้ง, Best Actor เรื่อง Save the Tiger (1973) และ Best Supporting Actor เรื่อง Mister Roberts (1955)
– คว้า 2 รางวัล Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Cannes เรื่อง The China Syndrome (1979), Missing (1982)
– 2 รางวัลจากเทศกาลหนังเมือง Venice ประกอบด้วย Volpi Cup: Best Actor จากเรื่อง Glengarry Glen Ross (1992) และ Volpi Cup: Best Ensemble Cast เรื่อง Short Cuts (1993)
– แต่ครั้งเดียวกับเทศกาลหนังเมือง Berlin คว้ารางวัล Silver Bear: Best Actor เรื่อง Tribute (1980)

รับบท Calvin Clifford ‘Bud’ Baxter พนักงานบริษัทขายประกัน เป็นคนทึ่มๆซื่อๆ ตรงไปตรงมา ปฏิเสธใครไม่ค่อยเป็น ชอบไหลตามน้ำ เมื่อถูกกระแสเชี่ยวกรากก็มิอาจฝืนต้านทาน มีความเพ้อใฝ่ฝันต้องไต่เต้าขึ้นสูง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน จึงยินยอมเสียสละทุกสิ่งอย่าง รวมถึงกุญแจห้องเช่าอพาร์ทเมนท์ให้เจ้านายฝ่ายต่างๆ ถึงกระนั้นเมื่อชีวิตก้าวหน้าสำเร็จสมหวังดั่งฝัน ตระหนักว่าบนยอดเขาสูงนั่นทำให้จิตใจตนเองไม่เป็นสุขสักเท่าไหร่ เลยตัดสินใจทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง หวังว่าเริ่มต้นครั้งใหม่คงมีโอกาสพบเจออะไรดีๆขึ้นได้กว่าเดิม

จากเคยร่วมงานกันเรื่อง Some Like It Hot (1959) ทำให้ Lemmon ตกลงเซ็นสัญญาเล่นหนังโดยไม่มีโอกาสอ่านบทเสียด้วยซ้ำ

“I’d have signed even if he said he was going to do the phone book”.

– Jack Lemmon

นักเขียนบท I. A. L. Diamond มีภาพของ Lemmon ไว้ในใจตั้งแต่แรก สรรค์สร้างตัวละครออกมาให้ตรงกับบุคลิก ภาพลักษณ์ แม้ถ้อยคำพูดจะถูกบังคับให้ต้องตรงตามบทเปะๆ แต่ลีลาการแสดงได้รับอนุญาตให้ ‘Improvised’ อย่างเต็มที่ ซึ่งผู้กำกับ Wilder จะปรับปรุงบทหนังไปเรื่อยๆระหว่างถ่ายทำ เห็นไม่เหมาะสมก็คิดแก้ไขกันสดๆตรงนั้น ผลลัพท์จึงค่อนข้างคาดเดาอะไรๆไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ การตัดสินใจของ Baxter ก็เฉกเช่นกัน

ตัวละคร Baxter ถือว่าเป็นตัวแทนมนุษย์เงินเดือนทั่วไป ‘Salary Man’ มีความเพ้อใฝ่ฝัน ต้องการไต่เต้าขึ้นสูง ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน เมื่อเงินทองไหลมาเทมา ก็จักสามารถหลีเหล่สาว ลักลอบมีชู้ ลอกเลียนแบบบรรดาผู้บริหาร ได้ใช้ชีวิตอย่างสุดเหวี่ยงไม่เกี่ยงอะไรจะเกิดขึ้น แต่ด้วยจิตสำนึกที่พอหลงเหลืออยู่บ้าง บ้าหรือเปล่าคนเคยคิดสั้นฆ่าตัว กลับยังจะวกเวียนวน หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำๆซากๆอยู่อย่างนั้น


Shirley MacLean Beaty (เกิดปี 1934) นักร้อง นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Richmond, Virginia แม่เป็นครูสอนการแสดง มีน้องชายเป็นนักแสดง/ผู้กำกับชื่อดัง Warren Beatty ตั้งแต่เด็กถูกส่งไปเรียนบัลเล่ต์ มีความชื่นชอบอย่างมากจนมีโอกาสขึ้นแสดง แต่อุบัติเหตุเข่าหักทำให้เธอไม่อาจเอาดีด้านนี้ เลยเปลี่ยนมาเรียนการแสดง ร้อง-เล่น-เต้นทั่วไป มุ่งสู่ New York City ลองเอาดีกับ Broadway ได้เป็น Understudy ของ Carol Haney เรื่อง The Pajama Game ซึ่งระหว่างขึ้นแสดงแทนเข้าตาโปรดิวเซอร์ Hal B. Wallis จับเซ็นสัญญาสตูดิโอ Paramount Pictures แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก The Trouble with Harry (1955) คว้ารางวัล Golden Globe Award: New Star of the Year – Actress, ติดตามมาด้วย Around the World in 80 Days (1956), Some Came Running (1958), Ask Any Girl (1959), ผลงานส่งเป็น Superstar คือ The Apartment (1960), และคว้า Oscar: Best Actress เรื่อง Terms of Endearment (1983)

รับบท Fran Kubelik พนักงานกดลิฟท์ประจำบริษัทขายประกัน นิสัยขี้เล่น ซุกซน ชอบพูดจาหยอกล้อ แต่ปฏิเสธไม่ต้องการเป็นของเล่นใคร เพราะแท้จริงแล้วเธอตกหลุมร่วมรัก เป็นชู้กับผู้จัดการแผนกบุคคล Jeff D. Sheldrake ไม่ต้องการเปิดเผยบอกต่อใคร กระทั่งบังเอิญพบเห็นโดยเลขาของเขา เข้ามาพูดบอกความจริงเกี่ยวกับเบื้องหลังความเสเพลย์บอย ทำให้ค่ำคืนวัน Chrismas Eve ตัดสินใจเข่นฆ่าตัวตาย รอดมาได้และมีโอกาสพบเจอกับชายคนที่กล้าบอกว่าตกหลุมรัก แม้ในสภาพอัปลักษณ์ของตนเองนี้ก็ตามที

แม้ว่า Marlyn Monroe จะคือตัวเต็งหนึ่งรับบทบาทนี้ แต่ผู้กำกับ Wilder เบื่อความยุ่งยาก เรื่องมาก ไร้สาระ เลยมองหานักแสดงอื่นแทน ส้มหล่นใส่ Shirley MacLain ที่ได้มีโอกาสอ่านบทหนังแค่ 40 หน้า ครุ่นคิดวาคงยังเขียนไม่เสร็จ (แต่จริงๆนั่นคือวิธีการของ Wilder ไม่ต้องการบอกทุกสิ่งอย่างกับนักแสดงโดยทันที) ตอบตกลงแบบไม่รู้จะคาดหวังอะไร

ดวงตาอันใสซื่อบริสุทธิ์ ไร้เดียงสาของ MacLaine สะท้อนออกมาผ่านการตัดสินใจของตัวละคร ไม่เรียนรู้จักความผิดพลาดใดๆจากอดีต กระทำสิ่งโง่เขลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อถึงจุดๆหนึ่งค่อยตระหนักถึงความเบาปัญญา ยินยอมรับไม่ได้กับผลลัพท์เลยคิดสั้นฆ่าตัวตาย แม้ไม่พบเห็นขณะกรอกยานอนหลับเข้าปาก แต่ชวนให้ขนลุกซาบซ่าน น่าสงสารเห็นใจเกิดทน

ผมมองว่าถ้า Monroe แสดงบทบาทนี้ จะขาดความน่าเชื่อถือโดยทันทีในช่วงท้ายของหนัง เพราะภาพลักษณ์เธอไม่น่าจะเลือกตัวละครของ Lemmon (ความ ‘Dumb Blone’ ของ Monroe เลือกได้เฉพาะบุคคลผู้สามารถสนองตัณหาของเธอได้เท่านั้น) ผิดกับ MacLaine แม้ดูสวยใสไร้สมองเหมือนกัน แต่ภายในมีแรงกระตุ้นบางอย่างที่ต้องการปรับเปลี่ยนแปลงตนเอง จึงสามารถเลือกสิ่งน่าจะดีสุดของการตัดสินใจครั้งนั้น

เกร็ด: ระหว่างถ่ายทำหนังเรื่องนี้ ในค่ำคืน New Year’s Eve แวบไปเป็นนักแสดงรับเชิญ Ocean’s 11 (1960) และเรียนรู้จักการเล่นไพ่ดัมมี่จากสมาชิกกลุ่ม Rat Pack


Frederick Martin MacMurray (1908 – 1991) นักร้อง นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Kankakee, Illinois, ตั้งแต่เด็กชื่นชอบเล่นดนตรี แซกโซโฟน โตขึ้นเริ่มทำงานเป็นนักร้องประจำวง Gus Arnheim Orchestra ตามด้วยแสดง Broadway ขณะที่ภาพยนตร์เริ่มจากเป็นตัวประกอบ มีชื่อเสียงจาก The Gilded Lily (1935) ประกบคู่ขวัญ Claudette Colbert, ผลงานส่วนใหญ่แนว Comedy ในบท ‘Nice Guy’ จนเมื่อปี 1943 กลายเป็นนักแสดงค่าตัวสูงสุดใน Hollywood, ได้รับการจดจำจาก Double Indemnity (1944), The Caine Mutiny (1954), The Apartment (1960), The Absent Minded Professor (1961) ฯ

รับบท Jeff D. Sheldrake หัวหน้าแผนกบุคคลของบริษัทประกัน ถือว่ามีตำแหน่งสูงกว่าใครๆ (ในหนัง) เป็นคนปากว่าตาขยิบ เก่งแต่ผลักไสเอาตัวรอด สนเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือความพึงพอใจส่วนตน สำหรับ Fran Kubelik คงไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่าเรือนร่างกาย

แม้เคยร่วมงานผู้กำกับ Wilder เรื่อง Double Indemnity (1944) แต่เพราะ MacMurray เพิ่งเซ็นสัญญาระยะยาวกับ Disney รับเล่นหนังแนวครอบครัวหลังความสำเร็จของ The Shaggy Dog (1959) เลยต้องการปฏิเสธบทบาทตัวละครที่มีความก้ำกึ่งด้านศีลธรรม ถึงอย่างนั้นก็ถูกโน้มน้าวจนยินยอมตบปากรับคำ

MacMurray ไม่ใช่นักแสดงที่มีความสามารถโดดเด่นสักประการใด แต่ภาพลักษณ์เปลือกนอกดูเหมือนจะเป็นคนดีมีศีลธรรม ซื่อสัตย์จริงใจ กลับซุกซ่อนไว้ด้วยมารยาร้อยเล่มเกวียน แสดงออกด้วยความซื่อตรงต่อสัญชาตญาณ นั่นเองทำให้ตัวละครนี้ดูชั่วร้ายกาจยิ่งนัก (ราวกับภาคต่อของ Double Idemnity ก็ว่าได้)


ถ่ายภาพโดย Joseph LaShelle (1900 – 1989) สัญชาติอเมริกัน เจ้าของรางวัล Oscar: Best Cinematography จากหนังนัวร์เรื่อง Laura (1944), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Fallen Angel (1945), Marty (1956), The Apartment (1960), How the West Was Won (1962), Irma la Douce (1963), A Child Is Waiting (1963) ฯ

Wilder มอบหมายให้ Alexandre Trauner ออกแบบสร้างฉากสำนักงานบริษัทประกัน โดยรับอิทธิพลจากหนังเงียบ The Crowd (1929) ของผู้กำกับ King Vidor ให้ดูมีความลึกเข้าไปสุดลูกหูลูกตา โต๊ะทำงานตั้งเรียงรายเป็นทิวแถว สะท้อนถึงความไม่สลักสำคัญของฐานพิระมิด ฟันเฟืองชิ้นเล็กๆในเครื่องจักร ปลาน้อยตัวน้อยๆแหวกว่ายท่ามกลางมหาสมุทรใหญ่

แซว: ผู้กำกับ Wilder เคยนำเสนอฉากลักษณะคล้ายคลึงกันนี้มาแล้วเรื่อง Double Indemnity (1944) แต่คราวนี้ถ่ายทำด้วย Anamorphic Widesceen เมื่อเพิ่มความกว้าง-ยาว ได้ผลลัพท์ตราตรึงกว่ามากๆ

Alexandre Trauner ยังเป็นผู้ออกแบบสร้างอพาร์ทเม้นท์ของ C.C. Baxter ด้วยนะครับ พื้นที่เท่าไหร่ไม่แน่ใจ ประกอบด้วยห้องนั่งเล่นมีหน้าต่างติดถนน ห้องนอน ห้องครัว และห้องน้ำ (ไม่มีระเบียง) ซึ่งจะมีตำแหน่งกากบาทสีแดงที่ผมทำไว้ในรูป คือจุดตั้งกล้องที่สามารถมองเห็นสามห้องในช็อตเดียว (ห้องนั่งเล่น, ห้องนอน และห้องน้ำ)

กากบาทสีแดงที่ผมกาไว้นี้ คือตำแหน่งที่ผู้กำกับ Wilder ใช้เป็นจุดหมุนของการถ่ายภาพ จะไม่มีช็อตไหนเลยที่ถ่ายย้อนกลับมา เช่นกันกับกากบาทสีฟ้า อีกจุดหมุนในกรณีที่หนังถ่ายจากในห้องนอน

ช็อตนี้ตั้งกล้องตำแหน่งกากบาทสีแดง พบเห็นห้องนอนในความมืดมิด และห้องครัวเปิดไฟสว่างจร้า

สิ่งที่พบเห็นอย่างเยอะในอพาร์ทเมนท์ของ Baxter คือภาพวาดติดฝาผนัง แทบทั้งนั้นล้วนเป็น Abstract Painting ซึ่งสะท้อนถึงความซับซ้อน ไม่แน่ไม่นอน อะไรก็ได้ในชีวิตของชายโสด อย่างภาพริมหน้าต่างนี้ (กล้องยังคงตั้งตำแหน่งกากบาทสีแดง) ดูเหมือนปลาแหวกว่าย สะท้อนถึงตัวเขาที่ต้องการตะเกียกตะกาย โง่ศีรษะขึ้นมาสูดรับอากาศแห่งสำเร็จในหน้าที่การงาน

ใครเป็นแฟนพันธุ์แท้หนังคลาสสิก ทายกันได้หรือเปล่าเอ่ยว่าเรื่องอะไรบ้าง
– Grand Hotel (1932)
– Stagecoach (1939)
– Angel and the Badman (1947)
– Fort Apache (1948)

เป็นฉากที่สะท้อนการมาถึงของ ‘โฆษณา’ จุดเริ่มต้นของความมอมเมา ธุรกิจสนแต่กำไร และความสำเร็จรูป (Baxter รับประทานอาหารสำเร็จรูป)

ถูกปลุกให้ตื่นยามค่ำคืน ด้านหลังก็เป็นอีกภาพวาด Abstract ไม่แน่ใจว่าของ Pablo Picasso หรือเปล่านะ สังเกตเห็นดวงตาท่ามกลางเส้นเหลี่ยมๆ คงต้องการสะท้อนถึงสภาพจิตใจตัวละครขนาดนั้น ไม่ได้มีความอภิรมณ์เริงใจกับสิ่งกำลังจะเกิดขึ้นแม้แต่น้อย

ผู้กำกับ Wilder ไม่ชื่นชอบการถ่ายทำระยะ Close-Up สาเหตุผลหนึ่งเพราะ Anamorphic Widesceen ให้ระยะแนวนอนที่ยาวมากๆ ทำให้หลงเหลือพื้นที่(นอกเหนือจากใบหน้าตัวละคร)เยอะเกินไป ซึ่งวิธีการที่ใช้ก็แบบช็อตนี้ ใส่รายละเอียดพื้นหลังรกๆเข้าไว้ นอกเสียจากจำเป็นจริงๆถึงค่อยเลือกช็อตระยะประชิดใกล้

มันมีเก้าอี้แบบนี้จริงๆใน New York City นะครับ ซึ่งช่วงระหว่างถ่ายทำก็สิ้นปี อากาศกำลังหนาวเหน็บ นักแสดงก็ตัวสั่นเทิ้มเลยละ ใครจะไปฟุบหลับได้ลง … ฉากนี้เป็นการสะท้อนถึงจุดไม่สิ้นสุดของวิถีชีวิตดังกล่าว ยังคงอีกยาวไกล ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ อาชีพการงาน ชีวิตตัวละครก็เช่นกัน

มุกที่ผมชื่นชอบสุดของหนัง ขณะที่ Sheldrake พูดขึ้นว่า

“Do you realize if this ever leaked out…”

Baxter พูดยืนกรานว่า “It won’t!” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เขาบีบน้ำยาพ่นจมูกออกมาพอดิบพอดี ทั้งๆบอกว่าไม่มีวันรั่วไหล แสดงออกอย่างนี้จักเป็นจริงได้อย่างไร!

สถานที่ที่ Sheldrake ใช้เกี้ยวพาราสี Kubelik คือภัตราคารอาหารจีนแห่งหนึ่ง ซึ่งพอหญิงสาวเดินเข้าในร้าน มาพยักหน้ากับนักเปียโน บทเพลง Jealous Lover ก็บรรเลงดังขึ้น … เป็นฉากที่มีกลิ่นอายคล้าย Casablanca (1942) ซึ่งรสชาดิอาหารตะวันออก มักมีความจัดจ้าน แซบซ่าน แปลกลิ้น(ชาวตะวันตก)

ชาวอเมริกันมักมองอะไรที่เกี่ยวกับชนผิวเหลือง โดยเฉพาะชาวจีนในลักษณะภัยร้าย คุกคาม ตัวอันตราย ‘Yellow Peril’ ซึ่งสะท้อนถึงพฤติกรรมลักลอบเป็นชู้ของตัวละคร เลือกนัดพบเจอในสถานที่ชั้นต่ำแบบนี้

The Music Man คือละครเพลง Broadway สรรค์สร้างโดย Meredith Willson เปิดการแสดงครั้งแรกปี 1957 ประสบความสำเร็จล้นหลามถึง 1,375 รอบการแสดง คว้า 5 รางวัล Tony Awards รวมไปถึง Best Musical และได้รับการดัดแปลงภาพยนตร์เมื่อปี 1962

ฉากงานเลี้ยงคริสต์มาสในบริษัท ถ่ายทำวันที่ 23 ธันวาคม 1959 ซึ่งวิธีการที่ผู้กำกับ Wilder ใช้ก็คือ จัดงานปาร์ตี้ขึ้นมาจริงๆเลย เพราะทุกคนอยู่ในบรรยากาศแห่งความสนุกสนานครึกครื้นเครงกันอยู่แล้ว ทุกอย่างเลยง่าย แทบจะเทคเดียวผ่านทั้งหมด

“I wish it were always this easy. Today, I can just shout ‘action’ and stand back”.

– Billy Wilder

กระจกแตกร้าว สะท้อนถึงจิตใจ Kubelik ที่ได้รับความผิดหวังจาก Sheldrake เช่นกันกับ Baxter เมื่อพบเห็นเลยตระหนักขึ้นได้ทันทีว่า เธอคือชู้รักของเจ้านาย

Kubelik กินยานอนหลับเกินขนาด พยายามที่จะฆ่าตัวตาย แต่โชคดี Baxter เปิดประตูเข้ามาพบเห็นหางตาพอดิบพอดี, สังเกตการตั้งกล้องในตำแหน่งกากบาทสีฟ้า (ในห้องนอน) ปกคลุมด้วยความมืดมิด บรรยากาศหนังนัวร์ ลำแสงสาดส่องเพียงแค่ให้จับจ้องเห็นตัวละครเท่านั้นเอง

Deep-Focus ช็อตนี้สะท้อนถึง Baxter ซึ่งขณะนั้นหันหลังให้ Miss Kubelik แสดงความไม่ต้องการรับผิดชอบปัญหาที่ตนไม่ได้ก่อ ซึ่งเขากำลังโทรศัพท์คุยกับเจ้านาย Sheldrake หวังได้ฟังคำแนะนำอันเหมาะสม แต่กลับถูกปัดสวะไม่ขอรับผิดชอบใดๆอีกเช่นกัน … เพราะนี่คืออพาร์ทเมนท์ตนเอง จึงจำต้องกล้ำกลืนฝืนทน แก้ผ้าหน้ารอด อย่างอื่นค่อยว่ากันต่อภายหลัง

ตรงกันข้ามกับในอพาร์ทเม้นท์ที่แสนมืดมิดหมองหม่น บ้านของ Sheldrake กับเจิดจรัส สว่างจร้า เบื้องหน้า-เบื้องหลัง เปลือกนอก-ภายในจิตใจคน ช่างแตกต่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

จะมีอยู่ครั้งหนึ่งในห้องนอน ที่ผู้กำกับ Wilder ไม่ได้ถ่ายยังตำแหน่งกากบาทสีฟ้า คงเพราะต้องการสะท้อนมุมมองความคิดที่ปรับเปลี่ยนแปลงไปของตัวละคร จากเคยต้องการเข่นฆ่าตัวตาย มาขณะนี้ไม่อีกแล้ว ซึ่งทำให้พบเห็นอีกหนึ่งภาพวาด Abstract สิ่งที่ผมเห็นแลดูเหมือน พ่อ-แม่-ลูก โดยมีรูปลักษณะสาม-สี่เหลี่ยม สะท้อนชีวิตครอบครัวสุขสันต์ แต่เต็มไปด้วยความเข้มงวดกวดขัน ทุกคนต้องอยู่ในกฎกรอบระเบียบอย่างเคร่งครัดทีเดียว

ขณะที่ใบหน้าของ Baxter ก่อนหน้านี้กำลังจะโกนหนวดเคราเพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับตนเอง (คล้ายๆการเกิดใหม่) แต่เพราะเสียงกดกริ่งเรียก หัวหน้าอีกคนต้องการใช้ห้อง เลยไม่ทันมีเวลาชำระล้างทำความสะอาด เลยค้างคาไว้เหมือนตัวตลก

เอาไม้เทนนิสมาล้างสปาเก็ตตี้ เรียกได้ว่าเป็นการใช้อุปกรณ์ไม่ถูกประเภท แต่กลับสามารถทำออกมาได้ผลลัพท์เดียวกัน … สะท้อนถึงตัวของ Baxter เขาเป็นเจ้าหน้าที่ประกัน แต่ถูกเจ้านายใช้ให้แก้ปัญหาครอบครัวซะงั้น! แถมได้เลื่อนขั้นก็ไม่ใช่เพราะผลงาน(เกี่ยวกับประกัน) ด้วยเส้นสาย ความพึงพอใจส่วนตัวเท่านั้น

รอยช้ำที่ตาซ้าย ถูกชกทั้งๆตนเองไม่ได้เป็นผู้สร้างปัญหาประการใด สะท้อนถึงผลกรรมที่ถึงมิได้เกี่ยวข้องด้วย แต่ยังต้องรับผิดชอบเพราะคือเจ้าของอพาร์ทเม้นท์หลังนั้น นำไปใช้ในทางไม่ถูกต้องเหมาะสมควร

Baxter เป็นคนที่มีนิสัยไหลตามน้ำ มิอาจต้านทานต่อกระแสอันเชี่ยวกราก ทั้งๆเตรียมตัวมาอย่างดีว่าจะพูดอะไรกับเจ้านาย Sheldrake แต่เมื่อเขาถูกเลื่อนขั้นให้กลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัว ก็ถึงกับอ้ำอึ้งเกินเปิดปาก เคลิบเคลิ้บลุ่มหลงใหลไปกับความสำเร็จที่มาถึงโดยไม่รับรู้ตัว โต๊ะสะท้อนเงาวับเป็นประกาย

ไดเรคชั่นฉากนี้เจ๋งใช้ได้ Baxter ร่ำลา Kubelik บอกว่าตนเองกำลังมีนัดเดทกับหญิงสาวเดินอยู่หน้าร้านขายหนังสือ พอพวกเขาเดินแยกจากไปคนละทิศ เขาเดินตรงเข้าหา ชายหนุ่มอีกคนเดินออกจากลิฟท์ควงแขนเธอคนนั้นสวนผ่าน ส่วนพระเอกก้าวต่อไปหยิบดูหนังสือ … เรียกได้ว่า ทางใครทางมัน อย่ามายุ่งเกี่ยวกันดีกว่า

เมื่อถึงช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจ Baxter เลือกคืนกุญแจห้องน้ำให้ (สัญลักษณ์ของความสกปรก โสโครก ด้านมืดภายในจิตใจ) คืนปากกา เลื่อนปิดชั้นเอกสาร และถอดหมวก (สัญลักษณ์ของการเป็นหัวหน้าแผนก) ให้กับพนักงานหน้าลิฟท์ (ล้อเลียนว่า ใครก็สามารถเป็นหัวหน้าได้ ถ้ารู้จักเส้นสายใต้โต๊ะ)

ช่วงท้ายของหนัง ถึงจะมีโอกาสเห็นอพาร์ทเมนท์ที่มีความสว่างระดับปกติ แต่ข้าวของ เฟอร์นิเจอร์ ภาพวาด ก็กำลังถูกเก็บใส่กล่อง ตระเตรียมการเคลื่อนขนย้ายออกไป, ตำแหน่งถ่ายทำนี้อยู่เฉียงๆจากกากบาทสีแดงเล็กน้อย ซึ่งคือบริเวณหน้าต่าง สะท้อนถึงการเปิดโลกทัศน์ใบใหม่ของ Baxter เลิกที่จะจมปลักอยู่กับมุมมืดของโลกใบนี้เสียที

บทเพลง Auld Lang Syne ดังขึ้นในช่วงเวลา New Year Eve นับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ พบเห็น Kubelik สวมมงกุฎราชินี (เพราะกำลังจะได้แต่งงานกับ Sheldrake สมหวังดั่งใจ) แต่เงาอาบฉาบปกคลุมใบหน้าเธอ ครึ่งหนึ่งสว่าง ครึ่งหนึ่งมืด สะท้อนความสองจิตสองใจ

และเมื่อครุ่นคิดตัดสินใจได้ ถอดมงกุฎ ทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง ออกวิ่งร่านตรงไปยังอพาร์ทเมนท์ของ Baxter ได้ยินเสียงปัง! ครุ่นคิดว่าปืนแต่คือแชมเปญ ฉลองวันขึ้นปีใหม่ด้วยการเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ หาอพาร์ทเมนท์ใหม่ และอาจจะชีวิตใหม่กับแฟนสาวคนใหม่

“Shut up and deal.” เป็นประโยคตบมุกทิ้งท้ายของหนัง เห็นว่าครุ่นคิดกันสดๆวินาทีนั้น มีความตราตรึงระดับเดียวกับ “Nobody Perfect!” ของ Some Like It Hot (1959) ต้องการสื่อถึงความรักที่ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดหวานแหววประการใด แค่กระทำแสดงออกให้เห็นว่าจริงใจ แค่นั้นก็เหลือเฟือเพียงพอแล้ว

ดัมมี่ เป็นเกมไพ่จับคู่ที่อาศัยการอ่านใจ อ่านไพ่บนมือคู่ต่อสู้ (มากกว่าดวง) ซึ่งใครจับคู่เรียง-ตอง หรือทำการน็อคมืด (ไม่เปิดเผยไพ่ในมือออกมาจนกว่าจับคู่ได้ครบหมด) จักเป็นผู้ชนะ และได้แต้มสูงกว่า, นัยยะของเกมไพ่นี้ คงสะท้อนถึงความพยายามเข้าใจผู้อื่น ไม่ใช่ด้วยคำพูด แต่คือจินตนาการ รู้จักสังเกตจดจำ นำไปเป็นแต้มต่อของตนเอง

ตัดต่อโดย Daniel Mandell (1895 – 1987) สัญชาติอเมริกัน ขาประจำผู้กำกับ William Wyler และ Billy Wilder เจ้าของสถิติคว้า Oscar: Best Film Editing ถึงสามครั้ง ประกอบด้วย The Pride of the Yankees (1942), The Best Years of Our Lives (1946) และ The Apartment (1960)

ดำเนินเรื่องโดยมี C.C. Baxter และอพาร์ทเม้นท์ของเขาคือจุดศูนย์กลาง ในช่วงระหว่างเทศกาลสิ้นปี ตั้งแต่ประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้า Chrismas Eve จนถึงวันขึ้นปีใหม่ Happy New Year

แซว: Chrismas Eve ถือเป็นช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่า แฟนเก่า งานเก่า และชีวิตเก่าๆของตัวละคร, ขณะที่ Happy New Year ทั้ง Baxter และ Kubelik ต่างกำลังจะได้เริ่มต้นทุกสิ่งอย่างใหม่หมด

สิ่งโดดเด่นมากๆของการตัดต่อ คือการลำดับเรื่องราวมีลักษณะเหมือนแชร์ลูกโซ่ เห็นภาพสุดคือ Sequence ที่ Baxter ต้องสลับสับเปลี่ยนตารางนัดหมายเข้าใช้อพาร์ทเม้นท์ โทรศัพท์ไปพูดคุยหัวหน้าทีละคน วันนี้ว่างแต่อีกวันไม่ว่าง ดำเนินไปข้างหน้าแล้วย้อนกลับ กว่าจะลงตัวเสร็จสรรพทำเอาอาการป่วยหายเป็นปลิดทิ้ง!


เพลงประกอบโดย Adolph Deutsch (1897 – 1980) ชาวอังกฤษที่อพยพสู่สหรัฐอเมริกา เริ่มทำเพลงประกอบมาตั้งแต่ยุคหนังเงียบ ตามด้วย Broadway ผลงานเด่นๆ อาทิ The Maltese Falcon (1941), The Band Wagon (1953), Seven Brides for Seven Brothers (1954), Oklahoma! (1955), Some Like It Hot (1959), The Apartment (1960) ฯ

การเรียบเรียง Jealous Lover กลายเป็น Theme from ‘The Apartment’ รู้สึกว่าจะมีอยู่หลาย Variation หนึ่งในนั้นบรรเลงเปียโนโดย John Williams เด็กหนุ่มฝึกงานหน้าใส ยังไม่ได้เริ่มต้นทำเพลงประกอบภาพยนตร์ใดๆ ซึ่งถ้าใครสามารถแยกแยะความแตกต่าง ลองเปรียบเทียบกับของ Charles Williams ที่นำมาให้ฟังตั้งแต่ต้นดูนะครับ

นอกจาก Theme from ‘The Apartment’ บทเพลงอื่นๆของหนังจะมีกลิ่นอายแจ๊ส แซกโซโฟนหวานๆ นุ่มลึก สะท้อนถึงจิตวิญญาณที่ต้องการบางสิ่งอย่างไว้เกาะแก่งยึดเหนี่ยว หรือคือเป้าหมายปลายทางชีวิต เมื่อไหร่จะได้พานพบเจอ และไปถึงฝั่งฝัน

อพาร์ทเมนท์ สถานที่ส่วนบุคคลสำหรับพักผ่อนอยู่อาศัย มักใช้เป็นสัญลักษณ์แทนตัวตน จิตวิญญาณของเจ้าของ ซึ่งการอนุญาตให้ผู้อื่นหยิบยืม เข้ามาใช้ แสวงหาความระเริงรื่นภายใน สะท้อนถึงความไม่เป็นตัวของตนเอง ไร้อัตลักษณ์ ถูกแทรกซึม กลืนกินด้วยอิทธิพลภายนอกหมดสิ้น

ตัวตนของ C.C. Baxter ก็ไม่ต่างอะไรจากอพาร์ทเม้นท์หลังนี้ ถูกควบคุมครอบงำด้วยอิทธิพลโลกทุนนิยม เพ้อใฝ่ฝันต้องการไต่เต้าสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่ด้วยวิธีการถูกชักจูงจมูกไปมาโดยบรรดาหัวหน้าแผนก จนขาดความกล้าครุ่นคิดตัดสินใจ ขัดขืนย้อนแย้ง หรือเป็นตัวของตนเอง (ราวกับถูกคัทลอก ก็อปปี้ โคลนนิ่งมา)

แซว: C.C. เป็นคำย่อที่มักพบท้ายจดหมาย มาจาก Carbon Copy สำเนาเพื่อแจ้งให้ทราบเท่านั้น ไม่จำเป็นที่ผู้รับต้องตอบกลับแต่ประการใด

เรื่องราววุ่นๆที่เกิดขึ้นในอพาร์ทเม้นท์ของ Baxter สะท้อนด้านมืดในจิตใจมนุษย์ ยุคสมัยทุนนิยม และโลกเสรี ต่างลุ่มหลงใหลวัตถุ สิ่งข้าวของ เงินทอง รูปธรรมจับต้องได้ ลดละเลิกไม่ใคร่สนใจศีลธรรม มโนธรรม คุณความดีงาม ค่าของคนที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน

คือถ้าตัวละครทั้งหลายในหนัง สนใจสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม มโนธรรม เราจะไม่พบเห็น…
– การหยิบยืมอพาร์ทเม้นท์ เพื่อใช้เป็นสถานที่สนองกามคุณ
– สามีไม่ลักลอบมีชู้ นอกใจภรรยา กลับบ้านตรงเวลา เพียงพอใจในทุกสิ่งที่ตนมี
– หญิงสาวไม่ถูกลวงล่อหลอก หลงคารมคำป้อยอ หรือตกหลุมรักคนมีเจ้าของอยู่แล้ว
– ผับบาร์ล้มละเลิกกิจการ มนุษย์ไม่ถูกมอมเมาจนขาดสติ
– เส้นสาย ความคอรัปชั่น เลื่อนตำแหน่ง/ขึ้นเงินเดือนให้บุคคลไม่ใช่ด้วยความสามารถแท้จริง
ฯลฯ

แต่เพราะโลกยุคสมัยนั้น-นี้ ไม่แตกต่างจาก The Apartment คนรุ่นเก่า/ผู้หลักผู้ใหญ่/หัวหน้านายจ้าง ต่างปลูกสร้างค่านิยมผิดๆ แสดงออกอย่างเห็นแก่ตัว สนเพียงความต้องการส่วนตน เด็กรุ่นใหม่พอพบเห็น ถูกสั่งให้รับใช้ ก่อเกิดความเข้าใจ เมื่อใดฉันอยู่ในตำแหน่งนั้น ย่อมมีสิทธิ์ลอกเลียน เรียกร้อง กระทำตาม สืบสานต่อเป็นแบบอย่างสืบไป

เฉกเช่นนั้นแล้วไม่มีทางเลยที่ปัจจุบันจะดีขึ้นกว่าอดีต ระบอบทุนนิยมทำให้โลกก้าวเข้าสู่ความเสื่อมอย่างรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ เฉพาะตัวเราเองเท่านั้นถึงสามารถแก้ไขตัวเราเอง ใครอื่นเป็นยังไงช่างหัวมัน ถ้าครุ่นคิดได้ว่าดีก็ทำไป แต่อย่าเอาความเชื่อชักนำ ตายแล้วค่อยว่ากันใหม่ จะลงนรกขุมไหนเดี๋ยวยมบาลชี้นิ้วสั่งเอง

สำหรับ Baxter เพราะความทึ่มทื่อ ซื่อบื้อของตัวละคร ทำให้เขาเพิ่งมาตระหนักถึงสิ่งทรงคุณค่าแห่งชีวิต เมื่อได้ไต่เต้าขึ้นเกือบจุดสูงสุดแห่งขุนเขา ทำงานตำแหน่งผู้ช่วย Jeff D. Sheldrake มีห้องน้ำส่วนตัว งบประมาณสามารถเบิกจ่ายในนามบริษัท แต่สิ่งที่เขาต้องแลกมาคือกุญแจอพาร์ทเมนท์ถาวรให้เจ้านาย นั่นอาจหมายถึงพบเห็นเหตุการณ์คล้ายๆ Fran Kubelik เกิดขึ้นซ้ำๆอีก … เรื่องราวของหนังส่วนนี้เปรียบได้กับการวิ่งแข่งหนู (Rat Race) ผู้ที่อยู่ในสนามแข่ง ย่อมมองเห็นแค่ระยะเบื้องหน้าตนเองเท่านั้น จนกว่าจะกลายเป็นผู้จัด ทีมงาน กรรมการ หรือผู้ชม มองจากภายนอกสนาม ถึงสามารถพบเห็นภาพรวม เข้าใจทุกสิ่งอย่าง

ในมุมของ Fran Kubelik ก็เฉกเช่นกันนะ ชีวิตเธอดังอาชีพพนักงานต้อนรับบนลิฟท์ ขึ้นๆลงๆ (ไม่ได้ตรงอย่างเดียวแบบ Baxter) ทำให้มีโอกาสประสบพานพบสิ่งเลวร้ายมากๆ แต่กว่าจะตระหนักครุ่นคิด และกล้าตัดสินใจเองได้ ก็เพื่อพบเจอบุคคลมีคุณธรรมระดับสูงเดียวกัน ให้ความช่วยเหลือรอดชีวิตโดยไม่คาดหวังอะไรตอบแทน ขืนปล่อยคนแบบนี้ไปถือว่าโง่ประไร … แต่ก็น่าสงสัยจะอยู่ด้วยกันได้สักกี่น้ำ

แต่บนโลกความจริง อย่าให้เพิ่งไปถึงจุดสูงสุดนั้นแล้วค่อยตระหนักรับรู้ถึงความโง่เขลาเบาปัญญาของตนเองเลยนะครับ เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถไปถึงยอดได้จริงๆ หรือมันอาจเนิ่นนานเกินไป พอมองลงมาก็สายเกินปรับตัวแก้ไข ปัจจุบันแม้กำลังวิ่งวนเวียนอยู่ภายในสนามแข่ง ก็ลองพยายามจินตนาการนอกกรอบ มองตนเองราวกับอยู่ข้างนอก มันอาจทำให้พบเห็น เข้าใจ เกิดทัศนคติใหม่ๆ ปรับเปลี่ยนคุณเองได้มากมายมหาศาลทีเดียว

ผู้กำกับ Wilder ชื่นชอบที่จะนำเสนอด้านมืดของจิตใจมนุษย์ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่าได้แปรสภาพสู่สถานที่ อพาร์ทเม้นท์หลังนี้ปกคลุมด้วยความหมองหม่น ปนภยันตราย ผู้คนมากมายแวะเวียนเข้ามาทำในสิ่งผิดศีลธรรมจรรยา แถมไม่สนใครจะว่าอะไร แค่ได้ทำสิ่งสนองตัณหาความต้องการพึงพอใจเท่านั้นพอ


เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Venice ได้เสียงตอบรับค่อนข้างจะแตก เพราะเนื้อหาค่อนข้างล่อแหลม ขัดต่อหลักศีลธรรมของยุคสมัยนั้น แต่ก็สามารถคว้ารางวัล Volpi Cup for Best Actress (Shirley MacLaine)

ด้วยทุนสร้าง $3 ล้านเหรียญ ทำเงินได้กว่า $24.6 ล้านเหรียญ ถือว่าประสบความสำเร็จล้นหลามทีเดียว ปลายปีเข้าชิง Oscar 10 สาขา คว้ามา 5 รางวัล
– Best Picture **คว้ารางวัล
– Best Director **คว้ารางวัล
– Best Actor (Jack Lemmon)
– Best Actress (Shirley MacLaine)
– Best Supporting Actor (Jack Kruschen)
– Best Original Screenplay **คว้ารางวัล
– Best Cinematographt, Black-and-White
– Best Film Editing **คว้ารางวัล
– Best Art Direction-Set Decoration, Black-and-White **คว้ารางวัล
– Best Sound

นอกจาก Best Score ที่ไม่ได้เข้าชิง (เพราะถือว่าเพลงประกอบไม่ใช่ Original) หนังยังถูก SNUB สาขาการแสดงทั้งหมดเลยนะ
– Lemmon พ่ายให้ Burt Lancaster เรื่อง Elmer Gantry
– MacLaine พ่ายให้ Elizabeth Taylor เรื่อง BUtterfield 8
– Kruschen พ่ายให้ Peter Ustinov เรื่อง Spartacus

เกร็ด:
– The Apartment ถือเป็นหนังขาว-ดำ เรื่องสุดท้ายในยุคคลาสิกที่คว้า Oscar: Best Picture ติดตามมาด้วย Schindler’s List (1993) และ The Artist (2011)
– เป็นครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ที่หนังรางวัล Oscar: Best Picture กล่าวเอ่ยถึงหนังรางวัล Oscar: Best Picture เรื่องก่อนหน้า ซึ่งก็ไม่ใช่แค่เรื่องเดียวด้วยนะครับ Grand Hotel (1932) และ The Lost Weekend (1945)

The Apartment เป็นหนังเรื่องโปรดของผมตั้งแต่ครั้งแรกที่รับชม ตอนนั้นสมัยเรียนยังไม่เข้าใจประเด็นการทำงาน ไต่เต้า มุมมองทุนนิยมสักเท่าไหร่ คลั่งไคล้ฉากความพยายามฆ่าตัวตายของหญิงสาว ทำไมเธอช่างโง่เขลาเบาปัญญา แถมหายดีแล้วยังจะหวนกลับไปหาหมอนั่นอีก ยังดีที่ตอนจบครุ่นคิดได้ รู้สึกเบิกบานเบ่งยิ้มเคล้าน้ำตา อิจฉาริษยาอยากได้แฟนสาวน่ารักแบบนี้เสียจริง

รับชมรอบนี้มองเห็นเรื่องราวอีกมุมหนึ่ง ทำให้รู้สึกอึ้งทึ่ง หลงใหลคลั่งไคล้ยิ่งกว่าเสียเดิม นั่นคือด้านมืดของโลกทุนนิยมเสรี มันช่างมีความน่าสลดหดหู่ใจ เราอาศัยใช้ชีวิตอยู่กันไปได้อย่างไร ไม่ตระหนักกันเลยหรือว่าทุกสิ่งอย่างล้วนคือภาพมายา วัตถุ ความสุขสบายนั้นหนาเป็นสิ่งลวงหลอกตา

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ความสำเร็จที่ต้องแลกมาด้วยการขายวิญญาณให้ปีศาจ ก็แล้วแต่คุณจะครุ่นคิดว่าเป็นสิ่งถูกต้องเหมาะสมประการใด คือถ้าเชื่อว่าปัจจุบันสำคัญกว่าอนาคตหรือโลกหลังความตาย จงทำไปตามศรัทธาเถอะครับ สักวันจักรู้สำนึกเองเมื่อสาย

จัดเรต 13+ กับค่านิยมยุคสมัยทุนนิยม และความพยายามฆ่าตัวตาย

คำโปรย | The Apartment คือหัวใจของ Billy Wilder ที่มี Jack Lemmon และ Shirley MacLaine อาศัยอยู่ชั่วนิรันดร์
คุณภาพ | อิริ
ส่วนตัว | รื่


The Apartment

The Apartment (1960) : Billy Wilder

(31/3/2016) หนึ่งในหนังที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกที่คุณควรจะต้อง “ดูให้ได้ก่อนตาย” โดยผู้กำกับ Billy Wilder นำแสดงโดย Jack Lemmon และ Shirley MacLaine ผมเปรียบหนังเรื่องนี้คือ Casablanca แห่งยุค 60s ด้วยเรื่องราวแฝงข้อคิดอันยอดเยี่ยม passion ของทั้งสองนักแสดงนำ และเพลงประกอบ Jealous Lover ที่สุดแสนไพเราะ หนังเรื่องนี้มีมากกว่าแค่ความสวยงาม แต่ยังสอนแนวคิดดีๆเกี่ยวกับความรัก การใช้ชีวิตและความเสียสละ ดูจบแล้วคุณต้องหลงรักหนังเรื่องนี้อย่างแน่นอน

Billy Wilder เป็นผู้กำกับแห่งยุค Golden Age ของ Hollywood เขาเป็นชาวยิว เชื้อสายออสเตรีย-ฮังการี เริ่มต้นจากการเป็นนักเขียนบทตั้งแต่ช่วงปลายยุค 1920s หนีจากยุโรป (ตอนสมัยนาซี) มาทำหนังที่อเมริกาเมื่อปี 1933 และหนังเรื่องแรกที่ทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างคือ Ninotchka (1939) สไตล์ของ Billy Wilder เขามีภาพของหนังอยู่ในหัว และมักจะบังคับให้ทีมงาน นักแสดงทำอย่างที่เขาต้องการเปะๆ บทพูดต้องตรงตามที่บทเขียนไว้ นักแสดงหันซ้ายขวา ขยับหน้าหลังเป็นไปตามผู้กำกับสั่งเปะๆ กระนั้นมันก็ยังมีช่องว่างให้นักแสดงได้แสดงความสามารถออกมา ผมไม่แน่ใจ Wilder เป็นผู้กำกับ 100 takes แบบเดียวกับ Robert Bresson/David Fincher หรือเปล่านะครับ แต่สไตล์การกำกับแบบนี้ นักแสดงต้องถ่ายหลายสิบเทคเป็นอย่างต่ำแน่นอน

หนังที่ยอดเยี่ยมของ Wilder ส่วนใหญ่ผมจะได้ชมแล้วแล้วแทบทั้งนั้น ผลงานขึ้นหิ้งมีเยอะมาก อาทิ Ninotchka (1939), Double Indemnity (1944), The Lost Weekend (1945), Sunset Blvd. (1959), Sabrina (1954), Some Like it Hot (1959) ได้เข้าชิง Oscar มานับครั้งไม่ถ้วน ได้ Best Director 2 ครั้งจากเข้าชิง 8 ครั้ง (เข้าชิงมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจาก William Wyler) ได้เข้าชิงสาขา Best Writing 12 ครั้ง ชนะ 3 ครั้ง (เข้าชิงมากเป็นอันดับ 2 รองจาก Woody Allen) และหนังเรื่อง The Apartment ทำให้ Wilder ได้รางวัล Oscar สาขา Best Picture (เป็น Producer), Best Director และ Best Writing ทั้ง 3 สาขาเป็นคนแรกอีกด้วย

หลังจาก Wilder ได้ร่วมงานกับนักเขียนบท I. A. L. Diamond และนักแสดง Jack Lemmon ใน Some Like It Hot (1959) ทั้งสามจึงอยากร่วมงานกันอีก แนวคิดแรกมาจากบทละครเรื่อง Still Life ของ Noël Coward ซึ่ง Wilder อยากดัดแปลงมาตั้งแต่ปี 1940 แล้ว แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะติด Hays Code อยู่ ซึ่งมีหนังที่เอาบทละครนี้ไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์แล้วครั้งหนึ่ง Brief Encounter (1945) กำกับโดย David Lean ของประเทศอังกฤษ (Hays Code มีผลต่อผู้สร้างหนังในอเมริกาเท่านั้น) ในปี 1959 จะถือว่า Hays Code เริ่มถูกต่อต้านจนหมดความศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว Wilder จึงถือโอกาสสร้างหนังที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับชู้ รักสามเศร้าได้

Hays Production Code (Hays Code) เป็นระเบียบ-ข้อตกลงไม่ให้สร้างหนังที่ผิดต่อข้อกำหนดทางศีลธรรมที่ Motion Picture Producers and Distributors of America (MPPDA) ออกกฎไว้ตั้งแต่ปี 1930 โดย Will H. Hays อาทิ การใช้ยาเสพติดอย่างเปิดเผย, ฉากร่วมเพศอย่างโจ๋งครึ่ม, ร่วมเพศกับเด็ก, ทาสคนผิวขาว ฯลฯ เหล่านี้เพื่อเป็นสร้างเป็นบรรทัดฐานให้ภาพยนตร์สมัยนั้น ซึ่งปัจจุบัน MPPDA เป็นชื่อเป็น Motion Picture Association of America (MPAA) และได้ยกเลิก Hays Code เมื่อปี 1968 ซึ่งเปลี่ยนจากการห้าม มาเป็นจัดเรตติ้งแทน MPAA film rating system ชื่อนี้นักดูหนังน่าจะได้เห็นบ่อยๆ ก่อนที่หนัง/ตัวอย่างหนังจะฉายทุกครั้ง จะมีเรตติ้งขึ้นมาแสดง (G, PG, PG-13, R, NC-17 ,X) หนังทุกเรื่องที่จะฉายในโรงภาพยนตร์อเมริกาต้องผ่าน MPAA จัดเรตติ้งนี้ก่อนเสมอ (reference: https://en.wikipedia.org/wiki/Motion_Picture_Production_Code)

นอกจากบทละครของ Noël Coward แล้ว Wilder กับ Diamond ได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากข่าวอันอื้อฉาวของ Jennings Lang ที่ถูกจับได้ว่าไปมีชู้กับ Joan Bennett ภรรยาของ Walter Wanger โดยสถานที่ที่ใช้มีชู้กันคือ apartment ของพนักงานคนหนึ่ง ส่วนฉากที่หญิงสาวพยายามฆ่าตัวตาย มาจากเหตุการณ์จริงที่เพื่อนของ Diamond คนหนึ่ง กลับบ้านไปเจอกับเพื่อนผู้หญิงที่กินยาฆ่าตัวตายหลังจากมีเรื่องทะเลาะกับแฟนหนุ่ม

Jack Lemmon หนึ่งในนักแสดงคนสำคัญของ hollywood เกิดเมื่อปี 1925 คลอดขณะอยู่ในลิฟท์ของโรงพยาบาล Newton-Wellesley ที่ Massachusetts พ่อของเขาเป็นเจ้าของบริษัทขาย doughnut โตขึ้นได้เข้าเรียนที่ Harvard เป็นสมาชิกของ United States Navy และสมัครเป็น aircraft carrier ตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากเรียนจบได้ผันตัวมาเป็นนักแสดง เล่นหนังเรื่องแรกคือ The Lady Takes a Sailor (1941) เป็นตัวประกอบ uncredit ผลงาน debut คือหนังตลกเรื่อง It Should Happen to You (1954) ประกบกับ Judy Holliday ผมไปอ่านเจอบทสัมภาษณ์ของ Lemmon เขาบอกว่าผู้กำกับคนโปรดคือ Billy Wilder ทั้งสองได้ร่วมงานกันถึง 7 เรื่อง โดยเรื่องแรกคือ Some Like It Hot ซึ่งทำให้เขาได้ Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Cannes โดยคำพูดที่ถือว่าติดปาก Jack Lemmon มากที่สุดคือ “Nobody’s Perfect” ไว้ผมจะเล่าตอน Some Like It Hot นะครับ Wilder เคยพูดถึง Lemmon ว่า เขาเป็นคนที่มีการแสดงที่เป็นธรรมชาติมาก ถ้าเปรียบเขาเหมือนแฮม เขาคือแฮมชั้นดีที่คุณหันขอบเพียงเล็กน้อยก็ทานอร่อยแล้ว “Lemmon, I would describe him as a ham, a fine ham, and with ham you have to trim a little fat” สำหรับบท C.C.Baxter ใน The Apartment เขาเป็นหนึ่งในตัวละครที่ผมชอบมากๆ คืออาจดูซื่อๆ ทื่อๆ เล่นมุกฝืดๆ เป็นคนหัวอ่อน ใครขออะไรก็ทำตาม แต่เมื่อเขาอยู่ต่อหน้าผู้หญิง เขาคือสุภาพบุรุษที่มีความจริงใจมากๆ และเป็นคนมีเสน่ห์ที่น่าดึงดูด ถ้าผมเกิดเป็นผู้หญิงก็อาจหลงรักหมอนี่แน่ๆ

Shirley MacLaine อีกหนึ่งนักแสดงที่ดังมากๆแห่งยุค เธอแจ้งเกิดจากหนังเรื่อง The Trouble with Harry (1955) กำกับโดย Alfred Hitchcock ผลงานดังๆก็อย่าง Around the World in 80 Days (1956), The Turning Point (1977), Terms of Endearment (1983) ปัจจุบันเธอยังมีชีวิตอยู่นะครับ (2016) ใน The Apartment เธอเล่นเป็นพนักงานกดลิฟท์ ที่มีชู้กับเจ้านาย เธอเป็นหญิงที่สวยใสไร้สมอง แต่มีความฝัน คงเป็นค่านิยมหนึ่งของผู้หญิงสมัยนั้นที่คาดหวังจะมีสามีที่มีหน้ามีตาในสังคม แต่ผู้ชายแบบนั้นส่วนใหญ่ก็แต่งงานมีลูกมีเมียกันไปหมดเลย สิ่งที่เธอหวังได้ก็มีแต่คำโป้ปดของฝ่ายชาย ทั้งๆที่รู้ว่าไม่น่าเป็นไปได้แต่เธอก็ยังเชื่อว่าสักวันมันอาจเป็นจริง น่าเสียดายที่เธอพลาด Oscar จาก The Apartment ไป เพราะเห็นว่าตอนนั้นเธอเป็นเต็งจ๋าที่จะได้ (เพิ่งได้ Golden Globe มาด้วย) ซึ่งพอไม่ได้ ทำให้เธอก็ต้องรอไปอีก 23 ปีกว่าจะได้ Oscar

ผมเปรียบ passion ของ Baxter กับ Kubelik เหมือน Rick กับ Ilsa ใน Casablanca (1942) ความรักอันบริสุทธิ์ ที่แลกกับความเสียสละ จากเมือง Casablanca มาเป็น Apartment แห่งหนึ่ง จาก As Time Goes By มาเป็น Jealous Lover จะมีแค่ตอนจบที่ Rick ไม่สมหวัง แต่ Baxter สมหวังนะครับ เราจะมองนี่เป็นสูตรสำเร็จสูตรหนึ่งของ hollywood สมัยนั้นเลยก็ได้ หนังเรื่องนี้ทำเงินไปกว่า 24.6 ล้านดอลลาร์ จากทุนสร้าง 3 ล้านดอลลาร์ กำไรเน้นๆ

ถ่ายภาพโดย Joseph LaShelle ช่างภาพรางวัล Oscar จากหนังเรื่อง Laura (1944) น่าเสียดายที่หนังเรื่องนี้ได้แค่เข้าชิงเท่านั้น เราจะได้เห็นฉากเจ๋งๆ ตอนต้นเรื่องอย่างฉากโต๊ะทำงานของ Baxter ที่คล้ายกับหนังเรื่อง The Crown (1928) ของ King Vidor มีลักษณะเป็นเหมือนเส้นตรงยาวลึกเข้าไป ฉากนี้ถือว่าประหลาดมากนะครับ เพราะปกติแล้วต่อให้ฉากยาวแค่ไหนเราจะไม่เห็นมันลึกได้ขนาดนี้ ผมไปอ่านเจอว่าผู้สร้างฉาก Alexandre Trauner สร้างฉากนี้ โดยให้บริเวณส่วนท้ายสุดของห้องมีขนาดเล็กลง โต๊ะขนาดเล็กและให้นักแสดงเด็กเข้าฉาก เพื่อให้ดูเห็นแล้วเป็นเส้นตรงได้สมจริง สำหรับฉากใน Apartment มีการออกแบบได้คับแคบและอึดอัดมากๆ มีทั้งหมด 4 ห้อง 1.ห้องรับแขก มีทีวี โต๊ะ โซฟา เครื่องเล่น มีพื้นที่ให้ขยับได้เล็กน้อยเท่านั้น 2.ห้องนอน มีเตียงและชั้นวางหนังสือ จะมีพื้นที่ให้ตัวละครเคลื่อนไหวได้ เพื่อรองรับกับเหตุการณ์สำคัญของหนัง 3.ห้องครัว 4.ห้องน้ำ การถ่ายภาพใน Apartment นี้เราสามารถวาดแผนผังของ จับทิศทางส่วนต่างๆในห้องได้เลย (ไม่เหมือนหนังของ Ozu ที่ดูยังไงก็อาจจะจินตนาการไม่เห็นภาพแผนผังของบ้าน) เวลาถ่ายใน Apartment เราจะเห็นอย่างน้อย 2 ห้องเสมอ เป็นห้องใกล้กล้องกับไกลกล้อง อีกฉากที่ผมชอบคือฉากในร้านอาหารจีน ที่ตัวละครจะเลือกอยู่ในสถานที่ลึกที่สุดและเป็นส่วนตัวที่สุด ภาพจะโฟกัสอยู่ที่เฉพาะแค่สองตัวละครเท่านั้น ไม่เห็นบริเวณอื่นในร้านเลย ทำให้เรารู้สึกเหมือนที่นั่นเป็นโลกส่วนตัวของทั้งสอง

ตัดต่อโดย Daniel Mandell การันตีด้วยรางวัล Oscar สาขา Best Edited เขาเป็น 1 ใน 4 นักตัดต่อที่ได้ Oscar สาขานี้ถึง 3 ครั้ง (ยังไม่มีใครได้ Best Edited เกิน 3 ครั้ง) สำหรับ The Apartment การตัดต่อถือว่าสุดยอดมากๆ โดยเฉพาะจังหวะของหนังที่ลงตัวเปะมากๆ การเล่าเรื่องที่เหมือนจะมีอย่างน้อย 2 เหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน มีการตัดต่อสลับไปมาอยู่ตลอด ผมชอบที่สุดก็ช่วงแรกที่ Baxter โทรเลื่อนนัดหัวหน้าที่ต้องการใช้ Apartment คุ้นๆว่ามี 3 คนที่ต้องสลับรางรถไฟกันวุ่นเลย ตัดต่อจังหวะได้เปะมากๆ

เพลงประกอบโดย Adolph Deutsch โดยตีมหลักของหนังใช้การดัดแปลงมาจากเพลง Jealous Lover แต่งโดย Charles Williams ใช้ประกอบหนังเรื่อง The Romantic Age (1949) เพลงนี้พอดัดแปลงเปลี่ยนชื่อเป็น The Theme from The Apartment แล้วขึ้นถึงอันดับ 10 Billboard Chart ของปี 1960 เลยนะครับ เพลงนี้เป็นหนึ่งในเพลงที่ผมชอบมากๆ (เสียดายไม่มีเนื้อร้อง) เวอร์ชั่นดัดแปลงนี้ใช้ Orchestra นำตามด้วยเสียงเปียโนเป็นเสียงหลัก ความไพเราะอยู่ที่เสียงดนตรีหวานปนเศร้า สุขอมทุกข์ เหมือนกับสองตัวละครนำในหนังที่ต่างก็ไขว่คว้าหาอะไรบางอย่าง คนหนึ่งคือความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน อีกหนึ่งคือความรัก แต่ใช่ว่าหนทางของทั้งสองจะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ อุปสรรคชิ้นใหญ่คือ สิ่งที่พวกเขาต้องอดทน รู้ว่ามันเป็นอาจจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน เป็นเรื่องน่าอิจฉา แต่พวกเขาก็ไม่ย่อท้อเพื่อให้ได้มาซึ่งจุดหมายที่วาดฝันไว้

ความ Jealous ของเพลงนี้คือ ‘ความอยากที่จะไปให้ถึงฝัน’ จะมองแค่ให้มันเป็นความอิจฉาของคนรัก ผมว่ามันธรรมดาไปนะครับ สองตัวละครหลักพวกเขามีความอิจฉาต่อคนที่ประสบความสำเร็จ และอยากไปยืนอยู่ ณ ตรงจุดนั้นบ้าง แต่เมื่อไปถึงจุดนั้นจริงๆแล้วก็จะพบว่า นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทั้งสองต้องการแม้แต่น้อย Baxter เขาวาดฝันถึงตัวเองอยู่ตำแหน่งสูงๆ อยู่ชั้นสูงๆ มีห้องส่วนตัว เขาไต่เต้าไปถึงตำแหน่ง Executive (มั้ง) ได้ทำงานในห้องส่วนตัว มีกุญแจเข้าห้องน้ำของตัวเอง ส่วนหญิงสาวฝันว่าอยากแต่งงานกับเจ้านาย เธอก็ไปถึงจุดที่ฝ่ายชายได้หย่าขาดกับภรรยาและพร้อมจะแต่งงานกับเธอ เมื่อความริษยาต่อสิ่งเป้าหมายได้กลายมาเป็นเป้าหมายที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาจึงค้นพบว่า มันช่างไร้สาระเหลือเกินในความอิจฉาเหล่านั้น สิ่งที่ต้องแลกมาเพื่อความสำเร็จนั้นมันช่างมากเหลือเกิน คุ้มแล้วเหรอกับผลลัพท์แบบนั้น ตอนสุดท้ายของหนังคือ ทั้งสองชายหญิงต่างทิ้งความสำเร็จนั้นไป และเลือกที่จะทำในสิ่งที่หัวใจต้องการ

ผมหลงรักหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ดู ดนตรีที่แสนไพเราะ ความรักที่บริสุทธิ์สวยงาม เนื้อเรื่องที่ทำเอาน้ำตาคลอเบ้า ไม่คิดว่าทั้งตอนจบสองจะสมหวังในรักเสียแล้ว แต่หนังมีความหมายมากกว่านั้น ดูครั้งล่าสุดนี่อึ้งไปเลย พบประเด็นคู่ขนานของ 2 เหตุการณ์ ฝ่ายชาย ฝ่ายหญิง ที่ต่างมีความฝันและสามารถก้าวไปถึงฝันได้ทั้งคู่ แต่สุดท้ายเลือกจะทิ้งมันไป นี่ถือเป็นประเด็นที่กล้าหาญมากๆ คงเพราะการเจอกันของทั้งสอง ต่างคนต่างมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่อาจพูดออกมาได้ แต่เมื่อได้ร่วมหัวร่วมท้ายใน Apartment แห่งนั้น สิ่งที่อยู่ในใจแม้จะยังไม่ได้พูดออกมา แต่เป็นความเข้าใจที่ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว ก่อเกิดเป็นช่วงเวลาของการเริ่มต้นใหม่ ผมถือว่าความรู้สึกซึ่งกันและกันของทั้งสองมันบริสุทธิ์มากๆ การกระทำของฝ่ายชายที่พร้อมจะเสียสละทุกอย่างเพื่อรักแท้ ฝ่ายหญิงที่ตามหารักแท้และพบว่ามันอยู่ใกล้ตัวเหลือเกิน การเจอกันของทั้งคู่คือโชคชะตาฟ้าลิขิต (นักเขียนบทกำหนดไว้) ฉากเล่นไพ่ของทั้งสอง (คิดว่าเล่นไพ่ดัมมี่นะครับ) ครั้งแรกมันดูไร้สาระ ไร้ค่ามากๆ เพื่ออะไร! ไม่มีประโยชน์เลย แต่มันกลับมี impact ที่หนักแน่นในฉากจบ นี่เป็นผลลัพท์ของการกระทำที่ไม่หวังผลตอบแทน Shut Up and Deal! เป็นคำพูดที่บอกเป็นนัยว่า “ไม่ต้องพูดอะไรหรอก ฉันเข้าใจทุกอย่างแล้ว” นี่เป็นคำตอบบอกรักที่เจ๋งมากๆ

มีสิ่งหนึ่งของหนังที่สอนใจคนดูมากๆ คือ ฉากฆ่าตัวตาย นี่เป็นจุดที่ผมให้ความสำคัญกับหนังสูงมากๆ ถึงกับจัดให้หนังเรื่องนี้ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” พูดกันตรงๆเลย คือถ้าเกิดเราอยู่ในสถานการณ์ที่เจอกับคนที่กินยาฆ่าตัวตาย หนังได้สอนวิธีที่เราจะช่วยเหลือเบื้องต้นได้อย่างเจ๋งมากๆ และผมจดจำวิธีนี้จนวันตายเลย หวังว่าคงไม่มีใครที่ผมรู้จักหรือเจอ ต้องกลายเป็นแบบในหนังนะครับ

ทำไมตัวละครถึงพยายามจะฆ่าตัวตาย เพราะผิดหวังในรัก? ผมไม่ถือว่าคนที่ประสบความสำเร็จจากการฆ่าตัวตายด้วยเหตุผลนี้คือคนที่ไปดีนะครับ ยังไงคนฆ่าตัวตายก็ไม่มีทางไปดีแน่ๆ (ในพุทธเรา การฆ่าตัวตายครั้งหนึ่ง เกิดมาชาติใหม่จะต้องฆ่าตัวตายซ้ำไปเรื่อยๆอีก 500 ชาติขั้นต่ำ) คนที่รอดจากการฆ่าตัวตายต่างหากที่ถือว่าโชคดี เพราะจะได้บทเรียนที่สำคัญมากๆคือ การฆ่าตัวตาย ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง มันเป็นการหนีปัญหาเท่านั้น คนที่สามารถเอาตัวรอดผ่านความทุกข์ไปได้ ภูมิต้านทานต่ออุปสรรคต่างๆจะสูงขึ้นและทำให้เข้าใจชีวิตด้วย ไม่มีอะไรในโลกที่ทุกข์เกินกว่ามนุษย์จะทนรับได้ แค่เราต้องหาทางออกให้เจอ ผมแนะนำให้กับทุกคนและคนที่มีโอกาสคิดฆ่าตัวตาย ให้พกรูปติดตัวไว้สักใบหนึ่งนะครับ ตลอดเวลาใส่กระเป๋าสตางค์ไว้เลย รูปคนที่เรารักที่สุดจะ พ่อ-แม่, ลูก หรือใครก็ได้ที่เรานับถือ รูปพระ, รูปในหลวง ฯลฯ เวลาที่เราท้อหรือทุกข์สุดๆ หยิบรูปนี้ขึ้นมาดู ใช้เวลาเพ่งพิจารณาสักนิด คนในรูปเขามีความสำคัญกับเราอย่างไร ถ้าเราจากไปแล้วเขาจะเป็นยังไง มันลำบากแค่ไหนกที่เขาช่วยเหลือเรามา มันนานแค่ไหนกว่าเราจะโตมาขนาดนี้ ถ้าเห็นรูปนี้แล้วยังอยากจะตายคงไม่มีใครช่วยคุณได้อีกแล้วนะครับ กรรมคงหนักจริงๆ ที่ผมให้พบรูปไว้เนี่ย เพื่อเป็นกำลังใจให้เรา เหมือนในหนังเกี่ยวกับสงครามที่ทหารมักจะพบรูปใบหนึ่งติดตัวไว้ เพื่อเขาจะได้เป็นกำลังใจต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรค์ … รูปที่พกนี่ไม่ควรเก็บใส่มือถือนะครับ ควรเป็นรูปที่เป็นกระดาษจริงๆเลย (ในกรณีแบตหมด) ผมคิดว่ารูปภาพแบบนี้มันคลาสสิคดี สภาพมันก็เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาด้วย ให้อารมณ์ขลังๆ จะมี impact ที่แรงด้วย

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้กับทุกคน ต้องหามาดูให้ได้ก่อนตายเลยนะครับ หนังอาจมีฉากรุนแรงนิดนึงตรงฉากฆ่าตัวตาย แต่คิดว่าเด็กโตขึ้นมาหน่อยดูแล้วก็จะเข้าใจได้ แถมเป็นประโยชน์ด้วย เรื่องราวมีความสวยงามมากๆ ภาพขาว-ดำ อาจจะรู้สึกดูยากหน่อย แต่ไม่เบื่อแน่นอน คอหนังคลาสสิคห้ามพลาด จัดเรต 13+

คำโปรย : “The Apartment หนังที่ต้องดูให้ได้ก่อนตายของ Billy Wilder นำแสดงโดย Jack Lemmon กับ Shirley MacLaine เพลงประกอบสุดไพเราะ Jealous Lover ที่ดูจบแล้วคุณจะหลงใหลในหนังเรื่องนี้”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบ : FAVORI

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: