The Apartment (1960)

The Apartment

The Apartment (1960) : Billy Wilder

หนึ่งในหนังที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกที่คุณควรจะต้อง “ดูให้ได้ก่อนตาย” โดยผู้กำกับ Billy Wilder นำแสดงโดย Jack Lemmon และ Shirley MacLaine ผมเปรียบหนังเรื่องนี้คือ Casablanca แห่งยุค 60s ด้วยเรื่องราวแฝงข้อคิดอันยอดเยี่ยม passion ของทั้งสองนักแสดงนำ และเพลงประกอบ Jealous Lover ที่สุดแสนไพเราะ หนังเรื่องนี้มีมากกว่าแค่ความสวยงาม แต่ยังสอนแนวคิดดีๆเกี่ยวกับความรัก การใช้ชีวิตและความเสียสละ ดูจบแล้วคุณต้องหลงรักหนังเรื่องนี้อย่างแน่นอน

Billy Wilder เป็นผู้กำกับแห่งยุค Golden Age ของ Hollywood เขาเป็นชาวยิว เชื้อสายออสเตรีย-ฮังการี เริ่มต้นจากการเป็นนักเขียนบทตั้งแต่ช่วงปลายยุค 1920s หนีจากยุโรป (ตอนสมัยนาซี) มาทำหนังที่อเมริกาเมื่อปี 1933 และหนังเรื่องแรกที่ทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างคือ Ninotchka (1939) สไตล์ของ Billy Wilder เขามีภาพของหนังอยู่ในหัว และมักจะบังคับให้ทีมงาน นักแสดงทำอย่างที่เขาต้องการเปะๆ บทพูดต้องตรงตามที่บทเขียนไว้ นักแสดงหันซ้ายขวา ขยับหน้าหลังเป็นไปตามผู้กำกับสั่งเปะๆ กระนั้นมันก็ยังมีช่องว่างให้นักแสดงได้แสดงความสามารถออกมา ผมไม่แน่ใจ Wilder เป็นผู้กำกับ 100 takes แบบเดียวกับ Robert Bresson/David Fincher หรือเปล่านะครับ แต่สไตล์การกำกับแบบนี้ นักแสดงต้องถ่ายหลายสิบเทคเป็นอย่างต่ำแน่นอน

หนังที่ยอดเยี่ยมของ Wilder ส่วนใหญ่ผมจะได้ชมแล้วแล้วแทบทั้งนั้น ผลงานขึ้นหิ้งมีเยอะมาก อาทิ Ninotchka (1939), Double Indemnity (1944), The Lost Weekend (1945), Sunset Blvd. (1959), Sabrina (1954), Some Like it Hot (1959) ได้เข้าชิง Oscar มานับครั้งไม่ถ้วน ได้ Best Director 2 ครั้งจากเข้าชิง 8 ครั้ง (เข้าชิงมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจาก William Wyler) ได้เข้าชิงสาขา Best Writing 12 ครั้ง ชนะ 3 ครั้ง (เข้าชิงมากเป็นอันดับ 2 รองจาก Woody Allen) และหนังเรื่อง The Apartment ทำให้ Wilder ได้รางวัล Oscar สาขา Best Picture (เป็น Producer), Best Director และ Best Writing ทั้ง 3 สาขาเป็นคนแรกอีกด้วย

หลังจาก Wilder ได้ร่วมงานกับนักเขียนบท I. A. L. Diamond และนักแสดง Jack Lemmon ใน Some Like It Hot (1959) ทั้งสามจึงอยากร่วมงานกันอีก แนวคิดแรกมาจากบทละครเรื่อง Still Life ของ Noël Coward ซึ่ง Wilder อยากดัดแปลงมาตั้งแต่ปี 1940 แล้ว แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะติด Hays Code อยู่ ซึ่งมีหนังที่เอาบทละครนี้ไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์แล้วครั้งหนึ่ง Brief Encounter (1945) กำกับโดย David Lean ของประเทศอังกฤษ (Hays Code มีผลต่อผู้สร้างหนังในอเมริกาเท่านั้น) ในปี 1959 จะถือว่า Hays Code เริ่มถูกต่อต้านจนหมดความศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว Wilder จึงถือโอกาสสร้างหนังที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับชู้ รักสามเศร้าได้

Hays Production Code (Hays Code) เป็นระเบียบ-ข้อตกลงไม่ให้สร้างหนังที่ผิดต่อข้อกำหนดทางศีลธรรมที่ Motion Picture Producers and Distributors of America (MPPDA) ออกกฎไว้ตั้งแต่ปี 1930 โดย Will H. Hays อาทิ การใช้ยาเสพติดอย่างเปิดเผย, ฉากร่วมเพศอย่างโจ๋งครึ่ม, ร่วมเพศกับเด็ก, ทาสคนผิวขาว ฯลฯ เหล่านี้เพื่อเป็นสร้างเป็นบรรทัดฐานให้ภาพยนตร์สมัยนั้น ซึ่งปัจจุบัน MPPDA เป็นชื่อเป็น Motion Picture Association of America (MPAA) และได้ยกเลิก Hays Code เมื่อปี 1968 ซึ่งเปลี่ยนจากการห้าม มาเป็นจัดเรตติ้งแทน MPAA film rating system ชื่อนี้นักดูหนังน่าจะได้เห็นบ่อยๆ ก่อนที่หนัง/ตัวอย่างหนังจะฉายทุกครั้ง จะมีเรตติ้งขึ้นมาแสดง (G, PG, PG-13, R, NC-17 ,X) หนังทุกเรื่องที่จะฉายในโรงภาพยนตร์อเมริกาต้องผ่าน MPAA จัดเรตติ้งนี้ก่อนเสมอ (reference: https://en.wikipedia.org/wiki/Motion_Picture_Production_Code)

นอกจากบทละครของ Noël Coward แล้ว Wilder กับ Diamond ได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากข่าวอันอื้อฉาวของ Jennings Lang ที่ถูกจับได้ว่าไปมีชู้กับ Joan Bennett ภรรยาของ Walter Wanger โดยสถานที่ที่ใช้มีชู้กันคือ apartment ของพนักงานคนหนึ่ง ส่วนฉากที่หญิงสาวพยายามฆ่าตัวตาย มาจากเหตุการณ์จริงที่เพื่อนของ Diamond คนหนึ่ง กลับบ้านไปเจอกับเพื่อนผู้หญิงที่กินยาฆ่าตัวตายหลังจากมีเรื่องทะเลาะกับแฟนหนุ่ม

Jack Lemmon หนึ่งในนักแสดงคนสำคัญของ hollywood เกิดเมื่อปี 1925 คลอดขณะอยู่ในลิฟท์ของโรงพยาบาล Newton-Wellesley ที่ Massachusetts พ่อของเขาเป็นเจ้าของบริษัทขาย doughnut โตขึ้นได้เข้าเรียนที่ Harvard เป็นสมาชิกของ United States Navy และสมัครเป็น aircraft carrier ตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากเรียนจบได้ผันตัวมาเป็นนักแสดง เล่นหนังเรื่องแรกคือ The Lady Takes a Sailor (1941) เป็นตัวประกอบ uncredit ผลงาน debut คือหนังตลกเรื่อง It Should Happen to You (1954) ประกบกับ Judy Holliday ผมไปอ่านเจอบทสัมภาษณ์ของ Lemmon เขาบอกว่าผู้กำกับคนโปรดคือ Billy Wilder ทั้งสองได้ร่วมงานกันถึง 7 เรื่อง โดยเรื่องแรกคือ Some Like It Hot ซึ่งทำให้เขาได้ Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Cannes โดยคำพูดที่ถือว่าติดปาก Jack Lemmon มากที่สุดคือ “Nobody’s Perfect” ไว้ผมจะเล่าตอน Some Like It Hot นะครับ Wilder เคยพูดถึง Lemmon ว่า เขาเป็นคนที่มีการแสดงที่เป็นธรรมชาติมาก ถ้าเปรียบเขาเหมือนแฮม เขาคือแฮมชั้นดีที่คุณหันขอบเพียงเล็กน้อยก็ทานอร่อยแล้ว “Lemmon, I would describe him as a ham, a fine ham, and with ham you have to trim a little fat” สำหรับบท C.C.Baxter ใน The Apartment เขาเป็นหนึ่งในตัวละครที่ผมชอบมากๆ คืออาจดูซื่อๆ ทื่อๆ เล่นมุกฝืดๆ เป็นคนหัวอ่อน ใครขออะไรก็ทำตาม แต่เมื่อเขาอยู่ต่อหน้าผู้หญิง เขาคือสุภาพบุรุษที่มีความจริงใจมากๆ และเป็นคนมีเสน่ห์ที่น่าดึงดูด ถ้าผมเกิดเป็นผู้หญิงก็อาจหลงรักหมอนี่แน่ๆ

Shirley MacLaine อีกหนึ่งนักแสดงที่ดังมากๆแห่งยุค เธอแจ้งเกิดจากหนังเรื่อง The Trouble with Harry (1955) กำกับโดย Alfred Hitchcock ผลงานดังๆก็อย่าง Around the World in 80 Days (1956), The Turning Point (1977), Terms of Endearment (1983) ปัจจุบันเธอยังมีชีวิตอยู่นะครับ (2016) ใน The Apartment เธอเล่นเป็นพนักงานกดลิฟท์ ที่มีชู้กับเจ้านาย เธอเป็นหญิงที่สวยใสไร้สมอง แต่มีความฝัน คงเป็นค่านิยมหนึ่งของผู้หญิงสมัยนั้นที่คาดหวังจะมีสามีที่มีหน้ามีตาในสังคม แต่ผู้ชายแบบนั้นส่วนใหญ่ก็แต่งงานมีลูกมีเมียกันไปหมดเลย สิ่งที่เธอหวังได้ก็มีแต่คำโป้ปดของฝ่ายชาย ทั้งๆที่รู้ว่าไม่น่าเป็นไปได้แต่เธอก็ยังเชื่อว่าสักวันมันอาจเป็นจริง น่าเสียดายที่เธอพลาด Oscar จาก The Apartment ไป เพราะเห็นว่าตอนนั้นเธอเป็นเต็งจ๋าที่จะได้ (เพิ่งได้ Golden Globe มาด้วย) ซึ่งพอไม่ได้ ทำให้เธอก็ต้องรอไปอีก 23 ปีกว่าจะได้ Oscar

ผมเปรียบ passion ของ Baxter กับ Kubelik เหมือน Rick กับ Ilsa ใน Casablanca (1942) ความรักอันบริสุทธิ์ ที่แลกกับความเสียสละ จากเมือง Casablanca มาเป็น Apartment แห่งหนึ่ง จาก As Time Goes By มาเป็น Jealous Lover จะมีแค่ตอนจบที่ Rick ไม่สมหวัง แต่ Baxter สมหวังนะครับ เราจะมองนี่เป็นสูตรสำเร็จสูตรหนึ่งของ hollywood สมัยนั้นเลยก็ได้ หนังเรื่องนี้ทำเงินไปกว่า 24.6 ล้านดอลลาร์ จากทุนสร้าง 3 ล้านดอลลาร์ กำไรเน้นๆ

ถ่ายภาพโดย Joseph LaShelle ช่างภาพรางวัล Oscar จากหนังเรื่อง Laura (1944) น่าเสียดายที่หนังเรื่องนี้ได้แค่เข้าชิงเท่านั้น เราจะได้เห็นฉากเจ๋งๆ ตอนต้นเรื่องอย่างฉากโต๊ะทำงานของ Baxter ที่คล้ายกับหนังเรื่อง The Crown (1928) ของ King Vidor มีลักษณะเป็นเหมือนเส้นตรงยาวลึกเข้าไป ฉากนี้ถือว่าประหลาดมากนะครับ เพราะปกติแล้วต่อให้ฉากยาวแค่ไหนเราจะไม่เห็นมันลึกได้ขนาดนี้ ผมไปอ่านเจอว่าผู้สร้างฉาก Alexandre Trauner สร้างฉากนี้ โดยให้บริเวณส่วนท้ายสุดของห้องมีขนาดเล็กลง โต๊ะขนาดเล็กและให้นักแสดงเด็กเข้าฉาก เพื่อให้ดูเห็นแล้วเป็นเส้นตรงได้สมจริง สำหรับฉากใน Apartment มีการออกแบบได้คับแคบและอึดอัดมากๆ มีทั้งหมด 4 ห้อง 1.ห้องรับแขก มีทีวี โต๊ะ โซฟา เครื่องเล่น มีพื้นที่ให้ขยับได้เล็กน้อยเท่านั้น 2.ห้องนอน มีเตียงและชั้นวางหนังสือ จะมีพื้นที่ให้ตัวละครเคลื่อนไหวได้ เพื่อรองรับกับเหตุการณ์สำคัญของหนัง 3.ห้องครัว 4.ห้องน้ำ การถ่ายภาพใน Apartment นี้เราสามารถวาดแผนผังของ จับทิศทางส่วนต่างๆในห้องได้เลย (ไม่เหมือนหนังของ Ozu ที่ดูยังไงก็อาจจะจินตนาการไม่เห็นภาพแผนผังของบ้าน) เวลาถ่ายใน Apartment เราจะเห็นอย่างน้อย 2 ห้องเสมอ เป็นห้องใกล้กล้องกับไกลกล้อง อีกฉากที่ผมชอบคือฉากในร้านอาหารจีน ที่ตัวละครจะเลือกอยู่ในสถานที่ลึกที่สุดและเป็นส่วนตัวที่สุด ภาพจะโฟกัสอยู่ที่เฉพาะแค่สองตัวละครเท่านั้น ไม่เห็นบริเวณอื่นในร้านเลย ทำให้เรารู้สึกเหมือนที่นั่นเป็นโลกส่วนตัวของทั้งสอง

ตัดต่อโดย Daniel Mandell การันตีด้วยรางวัล Oscar สาขา Best Edited เขาเป็น 1 ใน 4 นักตัดต่อที่ได้ Oscar สาขานี้ถึง 3 ครั้ง (ยังไม่มีใครได้ Best Edited เกิน 3 ครั้ง) สำหรับ The Apartment การตัดต่อถือว่าสุดยอดมากๆ โดยเฉพาะจังหวะของหนังที่ลงตัวเปะมากๆ การเล่าเรื่องที่เหมือนจะมีอย่างน้อย 2 เหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน มีการตัดต่อสลับไปมาอยู่ตลอด ผมชอบที่สุดก็ช่วงแรกที่ Baxter โทรเลื่อนนัดหัวหน้าที่ต้องการใช้ Apartment คุ้นๆว่ามี 3 คนที่ต้องสลับรางรถไฟกันวุ่นเลย ตัดต่อจังหวะได้เปะมากๆ

เพลงประกอบโดย Adolph Deutsch โดยตีมหลักของหนังใช้การดัดแปลงมาจากเพลง Jealous Lover แต่งโดย Charles Williams ใช้ประกอบหนังเรื่อง The Romantic Age (1949) เพลงนี้พอดัดแปลงเปลี่ยนชื่อเป็น The Theme from The Apartment แล้วขึ้นถึงอันดับ 10 Billboard Chart ของปี 1960 เลยนะครับ เพลงนี้เป็นหนึ่งในเพลงที่ผมชอบมากๆ (เสียดายไม่มีเนื้อร้อง) เวอร์ชั่นดัดแปลงนี้ใช้ Orchestra นำตามด้วยเสียงเปียโนเป็นเสียงหลัก ความไพเราะอยู่ที่เสียงดนตรีหวานปนเศร้า สุขอมทุกข์ เหมือนกับสองตัวละครนำในหนังที่ต่างก็ไขว่คว้าหาอะไรบางอย่าง คนหนึ่งคือความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน อีกหนึ่งคือความรัก แต่ใช่ว่าหนทางของทั้งสองจะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ อุปสรรคชิ้นใหญ่คือ สิ่งที่พวกเขาต้องอดทน รู้ว่ามันเป็นอาจจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน เป็นเรื่องน่าอิจฉา แต่พวกเขาก็ไม่ย่อท้อเพื่อให้ได้มาซึ่งจุดหมายที่วาดฝันไว้

ความ Jealous ของเพลงนี้คือ ‘ความอยากที่จะไปให้ถึงฝัน’ จะมองแค่ให้มันเป็นความอิจฉาของคนรัก ผมว่ามันธรรมดาไปนะครับ สองตัวละครหลักพวกเขามีความอิจฉาต่อคนที่ประสบความสำเร็จ และอยากไปยืนอยู่ ณ ตรงจุดนั้นบ้าง แต่เมื่อไปถึงจุดนั้นจริงๆแล้วก็จะพบว่า นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทั้งสองต้องการแม้แต่น้อย Baxter เขาวาดฝันถึงตัวเองอยู่ตำแหน่งสูงๆ อยู่ชั้นสูงๆ มีห้องส่วนตัว เขาไต่เต้าไปถึงตำแหน่ง Executive (มั้ง) ได้ทำงานในห้องส่วนตัว มีกุญแจเข้าห้องน้ำของตัวเอง ส่วนหญิงสาวฝันว่าอยากแต่งงานกับเจ้านาย เธอก็ไปถึงจุดที่ฝ่ายชายได้หย่าขาดกับภรรยาและพร้อมจะแต่งงานกับเธอ เมื่อความริษยาต่อสิ่งเป้าหมายได้กลายมาเป็นเป้าหมายที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาจึงค้นพบว่า มันช่างไร้สาระเหลือเกินในความอิจฉาเหล่านั้น สิ่งที่ต้องแลกมาเพื่อความสำเร็จนั้นมันช่างมากเหลือเกิน คุ้มแล้วเหรอกับผลลัพท์แบบนั้น ตอนสุดท้ายของหนังคือ ทั้งสองชายหญิงต่างทิ้งความสำเร็จนั้นไป และเลือกที่จะทำในสิ่งที่หัวใจต้องการ

ผมหลงรักหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ดู ดนตรีที่แสนไพเราะ ความรักที่บริสุทธิ์สวยงาม เนื้อเรื่องที่ทำเอาน้ำตาคลอเบ้า ไม่คิดว่าทั้งตอนจบสองจะสมหวังในรักเสียแล้ว แต่หนังมีความหมายมากกว่านั้น ดูครั้งล่าสุดนี่อึ้งไปเลย พบประเด็นคู่ขนานของ 2 เหตุการณ์ ฝ่ายชาย ฝ่ายหญิง ที่ต่างมีความฝันและสามารถก้าวไปถึงฝันได้ทั้งคู่ แต่สุดท้ายเลือกจะทิ้งมันไป นี่ถือเป็นประเด็นที่กล้าหาญมากๆ คงเพราะการเจอกันของทั้งสอง ต่างคนต่างมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่อาจพูดออกมาได้ แต่เมื่อได้ร่วมหัวร่วมท้ายใน Apartment แห่งนั้น สิ่งที่อยู่ในใจแม้จะยังไม่ได้พูดออกมา แต่เป็นความเข้าใจที่ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว ก่อเกิดเป็นช่วงเวลาของการเริ่มต้นใหม่ ผมถือว่าความรู้สึกซึ่งกันและกันของทั้งสองมันบริสุทธิ์มากๆ การกระทำของฝ่ายชายที่พร้อมจะเสียสละทุกอย่างเพื่อรักแท้ ฝ่ายหญิงที่ตามหารักแท้และพบว่ามันอยู่ใกล้ตัวเหลือเกิน การเจอกันของทั้งคู่คือโชคชะตาฟ้าลิขิต (นักเขียนบทกำหนดไว้) ฉากเล่นไพ่ของทั้งสอง (คิดว่าเล่นไพ่ดัมมี่นะครับ) ครั้งแรกมันดูไร้สาระ ไร้ค่ามากๆ เพื่ออะไร! ไม่มีประโยชน์เลย แต่มันกลับมี impact ที่หนักแน่นในฉากจบ นี่เป็นผลลัพท์ของการกระทำที่ไม่หวังผลตอบแทน Shut Up and Deal! เป็นคำพูดที่บอกเป็นนัยว่า “ไม่ต้องพูดอะไรหรอก ฉันเข้าใจทุกอย่างแล้ว” นี่เป็นคำตอบบอกรักที่เจ๋งมากๆ

มีสิ่งหนึ่งของหนังที่สอนใจคนดูมากๆ คือ ฉากฆ่าตัวตาย นี่เป็นจุดที่ผมให้ความสำคัญกับหนังสูงมากๆ ถึงกับจัดให้หนังเรื่องนี้ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” พูดกันตรงๆเลย คือถ้าเกิดเราอยู่ในสถานการณ์ที่เจอกับคนที่กินยาฆ่าตัวตาย หนังได้สอนวิธีที่เราจะช่วยเหลือเบื้องต้นได้อย่างเจ๋งมากๆ และผมจดจำวิธีนี้จนวันตายเลย หวังว่าคงไม่มีใครที่ผมรู้จักหรือเจอ ต้องกลายเป็นแบบในหนังนะครับ

ทำไมตัวละครถึงพยายามจะฆ่าตัวตาย เพราะผิดหวังในรัก? ผมไม่ถือว่าคนที่ประสบความสำเร็จจากการฆ่าตัวตายด้วยเหตุผลนี้คือคนที่ไปดีนะครับ ยังไงคนฆ่าตัวตายก็ไม่มีทางไปดีแน่ๆ (ในพุทธเรา การฆ่าตัวตายครั้งหนึ่ง เกิดมาชาติใหม่จะต้องฆ่าตัวตายซ้ำไปเรื่อยๆอีก 500 ชาติขั้นต่ำ) คนที่รอดจากการฆ่าตัวตายต่างหากที่ถือว่าโชคดี เพราะจะได้บทเรียนที่สำคัญมากๆคือ การฆ่าตัวตาย ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง มันเป็นการหนีปัญหาเท่านั้น คนที่สามารถเอาตัวรอดผ่านความทุกข์ไปได้ ภูมิต้านทานต่ออุปสรรคต่างๆจะสูงขึ้นและทำให้เข้าใจชีวิตด้วย ไม่มีอะไรในโลกที่ทุกข์เกินกว่ามนุษย์จะทนรับได้ แค่เราต้องหาทางออกให้เจอ ผมแนะนำให้กับทุกคนและคนที่มีโอกาสคิดฆ่าตัวตาย ให้พกรูปติดตัวไว้สักใบหนึ่งนะครับ ตลอดเวลาใส่กระเป๋าสตางค์ไว้เลย รูปคนที่เรารักที่สุดจะ พ่อ-แม่, ลูก หรือใครก็ได้ที่เรานับถือ รูปพระ, รูปในหลวง ฯลฯ เวลาที่เราท้อหรือทุกข์สุดๆ หยิบรูปนี้ขึ้นมาดู ใช้เวลาเพ่งพิจารณาสักนิด คนในรูปเขามีความสำคัญกับเราอย่างไร ถ้าเราจากไปแล้วเขาจะเป็นยังไง มันลำบากแค่ไหนกที่เขาช่วยเหลือเรามา มันนานแค่ไหนกว่าเราจะโตมาขนาดนี้ ถ้าเห็นรูปนี้แล้วยังอยากจะตายคงไม่มีใครช่วยคุณได้อีกแล้วนะครับ กรรมคงหนักจริงๆ ที่ผมให้พบรูปไว้เนี่ย เพื่อเป็นกำลังใจให้เรา เหมือนในหนังเกี่ยวกับสงครามที่ทหารมักจะพบรูปใบหนึ่งติดตัวไว้ เพื่อเขาจะได้เป็นกำลังใจต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรค์ … รูปที่พกนี่ไม่ควรเก็บใส่มือถือนะครับ ควรเป็นรูปที่เป็นกระดาษจริงๆเลย (ในกรณีแบตหมด) ผมคิดว่ารูปภาพแบบนี้มันคลาสสิคดี สภาพมันก็เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาด้วย ให้อารมณ์ขลังๆ จะมี impact ที่แรงด้วย

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้กับทุกคน ต้องหามาดูให้ได้ก่อนตายเลยนะครับ หนังอาจมีฉากรุนแรงนิดนึงตรงฉากฆ่าตัวตาย แต่คิดว่าเด็กโตขึ้นมาหน่อยดูแล้วก็จะเข้าใจได้ แถมเป็นประโยชน์ด้วย เรื่องราวมีความสวยงามมากๆ ภาพขาว-ดำ อาจจะรู้สึกดูยากหน่อย แต่ไม่เบื่อแน่นอน คอหนังคลาสสิคห้ามพลาด จัดเรต 13+

คำโปรย : “The Apartment หนังที่ต้องดูให้ได้ก่อนตายของ Billy Wilder นำแสดงโดย Jack Lemmon กับ Shirley MacLaine เพลงประกอบสุดไพเราะ Jealous Lover ที่ดูจบแล้วคุณจะหลงใหลในหนังเรื่องนี้”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบ : FAVORI

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of