The Asphalt Jungle (1950)

The Asphalt Jungle

The Asphalt Jungle (1950) hollywood : John Huston ♥♥♥♥

จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์แนวโจรกรรมสมัยใหม่ (Modern Heist) นำเสนอรายละเอียดวิธีการ ขั้นตอนตั้งแต่วางแผน-ลงมือปล้น-และหลังจากนั้น ด้วยบรรยากาศหนังนัวร์ สะท้อนด้านมืดของป่าคอนกรีต ถ้าไม่อยากถูกปล้นก็ควรเรียนรู้จักวิธีการของพวกอาชญากร, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

สาเหตุที่ก่อนหน้านี้ ไม่มีภาพยนตร์เรื่องไหนนำเสนอรายละเอียดวิธีการปล้นมาก่อน เพราะ Hollywood มีข้อตกลงร่วมกัน Hays Code เพื่อมิให้ชี้ช่องทางโจร (ซึ่งมันก็มีจริงๆนะครับ โจรที่เลียนแบบเหตุการณ์ในหนังเปี๊ยบๆ) แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่านหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กฎนี้เริ่มไร้ความศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นสิ่งกีดกัดสร้างข้อจำกัดให้ผู้สร้างภาพยนตร์ ทำไมถึงทำแบบนี้ไม่ได้!

The Asphalt Jungle ถือเป็นความพยายามครั้งแรกๆ โดยผู้กำกับจอมแหกคอก John Huston ที่ไปทำท่าไหนก็ไม่รู้ ถึงสามารถนำออกฉายโดยไม่ถูกตัดทอน เซ็นเซอร์ หรือห้ามฉาย ทั้งๆที่ก็มีฉากรายละเอียดการปล้น, ไขล็อกตู้เซฟ, แสดงความน่าสงสารเห็นใจต่ออาชญากร ฯ

เท่าที่ผมค้นหาข้อมูลดู พบว่ามันเป็นความพลั้งเผลอเรอของ PCA (Production Code Administration) ที่ตอนแรกก็ได้แสดงความหวาดหวั่นวิตกต่อรายละเอียดในบทหนัง แต่สุดท้ายกลับเพิกเฉยไม่ได้กระทำการใดๆ นี่รวมถึงสตูดิโอ MGM ปล่อยอิสระให้ผู้กำกับ Huston สร้างสรรค์ผลงานอย่างเต็มที่ไม่เข้าไปก้าวก่าย ซึ่งพอมันพลาดออกฉายไปแล้ว เลยทำให้ใครๆในทศวรรษนั้นต่างเล็งเห็นช่องทางโจร แห่กันมาสร้างภาพยนตร์ลักษณะนี้ออกมามากมาย อ้างได้ว่าก็มีเนื้อหาคล้าย The Asphalt Jungle จะถูกแบนได้เช่นไร

แม้ว่า The Asphalt Jungle จะคือเสาเอก/ก้าวแรกของภาพยนตร์แนวโจรกรรมสมัยใหม่ แต่เรื่องที่กลายเป็นเสาหลัก/Milestone ผมถือว่ามีทั้งหมด 3 เรื่องที่สร้างติดๆกันเลย
– Rififi (1955) ของผู้กำกับ Jules Dassin นำเสนอไดเรคชั่นขณะลงมือปล้นได้ยิ่งใหญ่สุด (นักวิจารณ์ส่วนใหญ่จะนับเพียงเรื่องนี้ เรียกว่าเป็น ‘แม่แบบ’ ของแนวโจรกรรมสมัยใหม่)
– The Killing (1956) ของผู้กำกับ Stanley Kubrick บอกว่ามุมมองการเล่าเรื่องไม่จำเป็นต้อง 1 ไป 2 ไป 3 เท่านั้น
– และ Bob le flambeur (1956) ของผู้กำกับ Jean-Pierre Melville เปรียบได้กับ ‘Poster Boy’ ของหนังแนวนี้ ด้วยภาพลักษณ์ตัวละคร/การกระทำสุดเท่ห์ และสิ่งสำคัญสุดที่ต้องมีคือ ผู้หญิงและปืน

ความเจ๋งเป้งของ The Asphalt Jungle ไม่ใช่เพียงแค่ครั้งแรกของการนำเสนอรายละเอียดวิธีการปล้นเท่านั้น แต่ยังคือ 19 ความเป็นไปได้ (จากคำบอกเล่าของ Jean-Pierre Melville) ความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับโจร ทั้งหมดอยู่รวมในภาพยนตร์ Masterpiece เรื่องนี้

“There were precisely nineteen possible dramatic variants on the relations between cops and crooks, and that all nineteen were to be found in [John Huston’s masterpiece]”.

–  Jean-Pierre Melville

มันคงไม่ใช่ตัวเลขที่อุปโหลกขึ้นมาหรอก แต่ Melville ดันไม่เคยบอกถึงทั้ง 19 ความเป็นไปได้มีอะไรบ้าง ใครว่างๆก็ลองครุ่นคิดตามดูเอานะครับ อาทิ ตำรวจแตงโมรับเงินใต้โต๊ะจากกุ้ย, สารวัตรตำรวจกับทนายความชื่อดัง (เสียชีวิตดีกว่าเสียหน้า), ตำรวจกับพยาน, จับผู้ต้องหาได้แต่จำต้องปล่อยตัว ฯ

John Marcellus Huston (1906 – 1987) นักเขียนบท กำกับ แสดงภาพยนตร์สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Nevada, Missouri, พ่อของเขา Walter Huston สมัยนั้นเป็นนักแสดงแร่ สร้างอิทธิพลให้อย่างมาก หลงใหลในภาพยนตร์ ยกย่อง ‘Charlie Chaplin was a god.’ โตขึ้นมุ่งสู่ New York ได้งานนักแสดง Broadway  กลายเป็นนักเขียน กำกับหนังเรื่องแรก The Maltese Falcon (1941), ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อาสาเป็นทหาร ทำหนังชวนเชื่อให้กับ Army Signal Corps สงครามจบต่อด้วย The Treasure of the Sierra Madre (1948), The Asphalt Jungle (1950), The African Queen (1951), Moulin Rouge (1952), Moby Dick (1956) ฯ

เกร็ด: ระหว่างถ่ายทำหนังเรื่องนี้ พ่อ Walter Huston เดินทางมาหาอวยพรวันเกิดให้ลูกชายครบรอบ 44 ปี สองวันถัดมาสิ้นลมด้วยอาการหัวใจล้มเหลว สิริอายุ 66 ปี

สำหรับ The Asphalt Jungle เกิดจากความหลงใหลในผลงานของ W. R. Burnett (1899 – 1982) นักเขียนนิยายอาชญากรรมชื่อดัง สัญชาติอเมริกัน ผลงานก่อนหน้าที่เคยดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์คือ Little Caesar (1929), High Sierra (1941), ทำงานเป็นนักเขียนบทภาพยนตร์ด้วย มีผลงานอย่าง Scarface (1932), The Great Escape (1963) ฯ

ร่วมดัดแปลงบทภาพยนตร์กับ Ben Maddow (1909 – 1992) ที่มีผลงานเด่นๆอย่าง Intruder in the Dust (1949), Johnny Guitar (1954), God’s Little Acre (1958) และ The Unforgiven (1960)

เรื่องราวของ Erwin ‘Doc’ Riedenschneider (รับบทโดย Sam Jaffe) อาชญากรเลื่องชื่อที่เพิ่งพ้นโทษออกมาจากคุก 7 ปี หลบหนีตำรวจเดินทางไปหานายหน้ารับแทงม้า Cobby (รับบทโดย Marc Lawrence) เพื่อนำเสนอแผนโจรกรรมปล้นร้านเพชรแห่งหนึ่ง ที่เขาครุ่นคิดตั้งใจมานาน ติดอยู่ที่ว่าต้องหาใครสักคนพร้อมสำรองจ่ายเงินล่วงหน้า $50,000 เหรียญ เพื่อใช้ในการเตรียมตัว ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำต่อไปยังทนายความ Alonzo Emmerich (รับบทโดย Louis Calhern) ผู้อ้างว่าจะสามารถสรรหาเงินทุนก้อนนั้นได้ พร้อมกับคัดเลือกสมาชิกในทีม ประกอบด้วย
– Louie Ciavelli (รับบทโดย Anthony Caruso) ผู้เชี่ยวชาญการเปิดตู้เซฟ
– Gus Minissi (รับบท James Whitmore) ชายหลังค่อม เจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่ง รับหน้าที่คนขับรถ
– และ Dix Handley (รับบทโดย Sterling Hayden) รับหน้าที่เป็นนักเลง ผู้คอยดูต้นทางและให้การช่วยเหลือเรื่องพละกำลังเมื่อมีปัญหา

เกร็ด: Soup ที่เป็นเหมือน Mac-Guffin จริงๆแล้วคือ Nitroglycerine จัดเป็นสารอันตราย นิยมใช้ในการผลิตวัตถุระเบิด

นำแสดงโดย Sterling Walter Hayden (1916 – 1986) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Upper Montclair, New Jersey ออกจากโรงเรียนตอนอายุ 16 ขึ้นขับเรือหาปลา จนได้ Master Licence กะลาสีขึ้นเรือเดินทางท่องโลกจาก Massachusetts ถึง Tahiti, เข้าสู่วงการโดยแมวมองจับเซ็นสัญญากับ Paramount Pictures ด้วยความสูง 6’5″ (1.96 เมตร) ได้รับฉายาว่า The Most Beautiful Man in the Movies และ The Beautiful Blond Viking God ภาพยนตร์เรื่องแรก Virginia (1941), ผลงานส่วนใหญ่เป็นหนังแนว Western ไม่ก็ Film Noir อาทิ The Asphalt Jungle (1950), Johnny Guitar (1954), The Killing (1956), Dr. Strangelove (1964) ฯ

รับบท Dix Handley นักเลงผู้มั่นคงด้วยอุดมการณ์ ซื่อสัตย์จงรักภักดี ฆ่าได้หยามไม่ได้ เพราะความที่ติดหนี้แทงม้ากับ Cobby วันหนึ่งถูกพูดจาถากถางเหยียดหยามเสียๆหายๆ ยินยอมทนรับไม่ได้จึงขอหยิบยืมเงินเพื่อนสนิทมาใช้คืนอย่างเร็วพลัน การแสดงออกเป็นที่ถูกอกถูกใจของ Doc Riedenschneider เลยว่าจ้างให้รับหน้าที่นักเลง คอยดูต้นทางและช่วยเหลือเรื่องทั่วๆไป แม้มีเรื่องวุ่นๆมากมายเกิดขึ้นก็ไม่เคยคิดคดทรยศหักหลัง เพชรขโมยมาสักเม็ดก็ไม่เคยแตะต้อง เป้าหมายเดียวเท่านั้นที่สนใจ หวนกลับบ้านฟาร์ม Cleveland นำเงินไถ่ถอนที่ดินของพ่อสูญเสียไปในทศวรรษ Great Depression

ตอนที่ Huston พบเจอ Hayden พูดคุยกันเกี่ยวกับโปรเจคนี้ ต่างรู้สึกว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นคนที่ไม่ค่อยมีจุดยืนในสังคม

“I’ve admired you for a long time, Sterling. They don’t know what to make of a guy like you in this business”.

ซึ่งตัวละคร Dix Handley ก็เหมือนกับนายฉันและคนอื่นๆในสังคม ผู้ซึ่งใครๆมองว่านอกคอกไม่เข้าพวก

“Now let me tell you about Dix Handley . . . Dix is you and me and every other man who can’t fit into the groove”.

นี่ถือเป็นบทนำแรกของ Hayden ด้วยภาพลักษณ์ภายนอกอ่อนปวกเปี๊ยก เหมือนคนพึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้เท่าไหร่ แต่จิตใจลูกผู้ชาย หนักแน่นมั่นคงกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ภาพลักษณ์ค่อนข้างขัดแย้งกับอุดมการณ์นิสัยใจคออย่างสิ้นเชิง มองเข้าไปในดวงตาถึงเห็นตัวตนแท้จริงภายใน, มีฉากไฮไลท์ไคลน์แม็กซ์ของ Hayden แสดงอาการเสียสติแตกร่ำร้องไห้ต่อหน้า Jean Hagen แทบจะเทคเดียวผ่าน สมบูรณ์แบบมากขนาด Huston พูดกับเขาว่า

“The next time somebody says you can’t act, tell them to call Huston”.

ไฮไลท์การแสดงต้องยกให้ Sam Jaffe (1891 – 1984) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York ครอบครัวเป็นชาว Jews อพยพมาจาก Russia วัยเด็กอาศัยอยู่ที่ Greenwish Village อพาร์ทเม้นท์เดียวกับเด็กชาย John Huston ทั้งสองกลายเป็นเพื่อนสนิท แต่ก็ไม่ได้ร่วมงานกันบ่อยนัก ผลงานเด่นๆ อาทิ The Scarlet Empress (1934), Gunga Din (1939), The Day the Earth Stood Still (1951), Ben-Hur (1959) ฯ

รับบท Erwin ‘Doc’ Riedenschneider นักวางแผนผู้มีความเฉลียวฉลาด รอบรู้ สงบเยือกเย็น สามารถอ่านเกมออกมองคนเป็น สันชาตญาณของเขาต้องถือว่าแม่นยำมากๆ แถมยังยอมให้โอกาสคนได้แก้ตัว กระนั้นสุดท้ายเป็นเรื่องของโชคชะตาล้วนๆ ทำยังไงก็ไม่มีวันหนีพ้น

มีวินาทีหนึ่งที่ตัวละครนี้พูดถาม Alonzo Emmerich ราวกับอาจารย์กำลังสั่งสอนนักเรียนที่กระทำความผิดร้ายแรง

“What ever possessed you to pull such a stunt?”

คือถ้าเป็นคนทั่วไปก็คงแบบ Dix อยากส่องกระบาลคนทรยศให้รู้แล้วรู้รอด แต่ชายผู้นี้กลับยังคงสุขุมเยือกเย็น ราวกับว่าไม่มีอะไรในโลกสร้างความหวาดสะพรึงกลัวให้ได้ทั้งนั้น (อยู่ในคุก 7 ปี ก็มีพฤติกรรมแสนดี ไม่มีใครอยากปล่อยแต่ก็หาข้ออ้างขังยาวไม่ได้) นี่ต้องปรบมือให้กับความลุ่มลึกของ Jaffe จริงๆควรต้องถือว่าเป็นพระเอกบทนำด้วยซ้ำ แต่ชื่อเสียงค่าตัวน้อยกว่า Hayden พอสมควรทีเดียว

มีสองนักแสดงสมทบที่ของพูดถึงคร่าวๆ
– Jean Hagen ในบท ‘Doll’ Conovan หญิงสาวผู้ตกหลุมรัก Dix Handley สุดหัวใจ แต่เมื่ออยู่ด้วยกันกลับเต็มไปด้วยความป้ำๆเป๋อๆเอ๋อๆ กระอักกระอ่วน บิดไปบิดมาอยู่นั่นแหละ! และพระเอกก็ดันซื่อบื้อเสียเหลือเกินกับเรื่องพรรค์นี้, จะบอกว่าผมทึ่งไปเลยนะ Hagen รับบทนี้ได้แบบว่า Ugly มากๆ คือชอบนะแต่พูดไม่ออก ไม่รู้เพราะบทบาทนี้หรือเปล่าทำให้เธอได้โอกาสแสดงใน Singin’ in the Rain (1952)
– Marilyn Monroe ในบท Angela Phinlay แม้จะมีบทเพียง 5 นาที แต่ความน่ารักขี้เล่นไรเดียงสาของเธอ กระชากวิญญาณ ขโมยหัวใจของทุกคนที่พบเจอ ทำให้โลกสีสันสวยสดใสขึ้นมาทันตา (แม้จะเพียงแค่ภาพขาวดำก็เถอะ)

ถ่ายภาพโดย Harold Rosson ตากล้องมือทองในยุคคลาสสิก มีผลงานเด่นๆอย่าง Treasure Island (1934), The Wizard of Oz (1939), On the Town (1949), The Asphalt Jungle (1950), Singin’ in the Rain (1952) ฯ

หนังของ Huston จะมีงานภาพที่โดดเด่นมาก กล่าวคือ ยัดเยียดทุกสิ่งอย่างเข้าไปในเฟรม จัดวางองค์ประกอบอย่างสมบูรณ์ เข้าห้องตัดต่อไม่ต้องทำอะไรนอกจากนำฟีล์มมาเรียงๆต่อกัน ก็คล้ายๆกับหนังของ Yasujirō Ozu แค่กล้องไม่ได้หยุดอยู่กับที่เท่านั้น

“Most directors don’t know what they want so they shoot everything they can think of — they use the camera like a machine gun. John uses it like a sniper.”

– Michael Caine ให้ข้อสังเกตการทำงานของผู้กำกับ Huston

กับหนังเรื่องนี้รับอิทธิพลจากหนังนัวร์มาเต็มๆ โดดเด่นเรื่องการจัดแสงเงาแบบเว่อๆ และองค์ประกอบของนักแสดง ยัดให้เต็มช็อตแบบไม่มีเหลือมล้ำบดบังกันเอง

ภาพแรกของหนังเรียกได้ว่าเป็นการไล่ระดับขึ้นไปของป่าคอนกรีต เริ่มจากพื้นปูอิฐลาดเอียง -> ตึกทั่วไป 3-4 ชั้น -> High Rise คอนโดสูงด้านหลัง มีหมอกจางๆยามเช้าบดบังเบลอๆ ช่างห่างไกลริบหรี่เสียเหลือเกิน, นี่คือภาพของสังคมเมืองในโลกยุคใหม่ ไม่มีผืนดิน คูคลอง ต้นไม้หลงเหลืออยู่อีกแล้ว ซึ่งช็อตนี้จะสะท้อนตรงกันข้ามกันกับภาพสุดท้ายของหนัง (ที่คือความใฝ่ฝันของพระเอก)

Jean Hagen ดึงขนตาออกในช็อตนี้ คล้ายๆกับการถอดหน้ากากที่ปกปิดตัวตนแท้จริง ซึ่งความต้องการของเธอก็คือ ให้ชายหนุ่มมองเห็น เข้าใจ ตกหลุมรักฉันบ้าง แต่มันก็อยู่ในสภาวะกระอักกระอ่วนอยู่แบบนั้นละ รั้งๆรีๆรอๆ จนสุดท้ายพลาดโอกาสในชีวิตไปเลย

ฉากการประชุมของกลุ่มโจร บนโต๊ะกลมล้อมรอบ มีหลอดไฟดวงเดียวตรงกลางให้แสงสว่าง ด้านหลังจะมืดมิดไม่ค่อยเห็นอะไร และการจัดวางตำแหน่งนักแสดง ไม่มีใบหน้าใครซ้อนทับกัน

ผมมีความพิศวงเป็นพิเศษ กับกล่องที่มันห้อยต่องแต่งเป็นพื้นหลัง และแสงเงาที่สาดส่องมีความใหญ่กว่าของจริงอย่างมากเลย, คิดเล่นๆว่านั่นคือเพชรที่พวกเขาคิดโจรกรรมกัน แต่เบื้องหลังกว่าจะได้มาครอบครอง ต้องมีอุปสรรค/เงาขนาดใหญ่อาบฉายอยู่เสมอ

ว่าไปเหตุการณ์ในช็อตนี้ อธิบายเหตุผลความโลภของมนุษย์ได้เลยละ Cobby เหงื่อออกพลั่กๆเมื่อต้องจับเงินก้อนโต เพราะนั่นคือความรับผิดชอบกดดันที่มากเกิดกว่าจิตใจตนเองจะรับไหว กล่าวคือ ถ้ามันสูญหายไปละก็ชีวิตจบเห่แน่

ผมชอบการจัดวางองค์ประกอบของช็อตนี้น่าจะที่สุดแล้วละ นักแสดง 4 คน ไม่มีใครบดบังกันเลย อยู่ในตำแหน่งที่ผู้ชมสามารถเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องตัดต่อเปลี่ยนมุมมอง/ทิศทางภาพ

ช็อตนี้ก็เจ๋งเหมือนกัน สามตัวละคร สามระยะภาพ คมชัดหมดด้วยเทคนิค Deep-Focus ซึ่งเราสามารถมองลึกเข้าไปได้อีก เห็นต้นไม้ลางๆในประตูห้องถัดไป และกระจกสะท้อนโคมไฟอันหนึ่ง

นี่คือฉากอธิบายความหมายชื่อหนัง The Asphalt Jungle เมื่อโลกยุคใหม่ สังคมเมือง รายล้อมด้วยป่าคอนกรีต พื้นยางมะตอย ก็ต้องมีคนมากมายยังทำตัวเหมือนสัตว์ป่า หิวโหยกระหายต้องการบริโภคเข่นฆ่า งานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ คือต้องรับฟังและรีบเดินทางไปช่วยเหลือ วันๆมีอะไรไม่รู้เกิดขึ้นมากมาย เราจะปิดหูหลับตาไม่สนใจเลยก็ได้ แต่เช่นนั้นแล้วสังคมอารยธรรมจะมีสภาพอะไรต่างจากป่าดงดิบ

ตรงกับข้ามกับช็อตแรกของหนัง คงต้องถือว่านี่เป็นบ้านฟาร์มในฝันของ Dix Handley หวนกลับคืนถิ่นกำเนิดของตนเอง แต่แม้จะสามารถเดินทางมาถึง รายล้อมด้วยม้า 4-5 ตัว แต่ก็มิได้มีอะไรหลงเหลือติดตัวเขาทั้งนั้น เงินที่อุตส่าห์หามาสูญเสียสิ้นเปล่าไร้ค่าโดยทันที

แม้องค์ประกอบของช็อตนี้ไม่สามารถจัดได้ แต่ทุกอย่างอยู่ในตำแหน่งพอดีลงตัวเลยละ
– ก้อนเมฆเป็นส่วนใหญ่ ฟ้าครามโปร่งเป็นส่วนน้อย
– ฟาร์มติดผืนดิน คูน้ำเล็กๆ และรั้วกั้นแบ่งอาณาเขต
– ม้าเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของการเดินทาง/แข่งขัน รุมล้อมเดินวนรอบตัว Dix ก็หมายถึงว่าทุกสิ่งอย่างได้ถึงจุดจบสิ้นสุดลงแล้ว

ตัดต่อโดย George Boemler, หนังไม่ได้ใช้มุมมองของตัวละครใดเป็นพิเศษ ไกล่เกลี่ยไปกับ 3-4 ตัวละครหลักๆที่เป็นแกนนำการปล้น แต่เริ่มต้นสิ้นสุดที่เรื่องราวของ Dix Handley (ก็ค่าตัวเยอะสุดกระมัง)

ถึงย่อหน้าเกริ่นนำผมจะเขียนว่า หนังแบ่งเรื่องราวออกเป็น การวางแผน-ลงมือปล้น-หลังจากนั้น แต่คงไม่สามารถแยกแยะออกเป็น 3 องก์ได้ชัดๆแบบ Rifiti (1955) เพราะช่วงขณะโจรกรรมยาวเพียง 11 นาทีเท่านั้น แต่เราสามารถมองให้มันเป็นจุดหมุนของเรื่องราวครึ่งแรก-ครั้งหลัง น่าจะทำให้เข้าใจภาพรวมได้ชัดเจนกว่า

ครึ่งแรก: คือการแนะนำตัวละคร วางแผนติดต่อโน่นนี่นั่น ทำทุกอย่างให้เป็นรูปเป็นร่าง เตรียมพร้อมก่อนเริ่มโจรกรรม
ครึ่งหลัง: คือผลกรรมของการกระทำ ถูกทรยศหักหลัง บางคนซื่อสัตย์มั่นคง ประสบอุบัติเหตุ หลบหนีเอาตัวรอด บางคนติดคุก ฆ่าตัวตาย หนีเอาตัวรอด/ไม่รอด

จริงๆจะถือว่าหนังไม่มีเพลงประกอบเลยก็ยังได้ เพราะ Huston ต้องการสร้างสัมผัสอันสมจริงให้เกิดขึ้น เว้นเสียแต่ Opening Title และช่วงท้ายขณะที่ Dix ขับรถกลับบ้าน แต่งโดย Miklós Rózsa คีตกวีสัญชาติ Hungarian ด้วยความแพรวพราวอลังการ เหมือนกำลังเดินอยู่ในป่าลึก พบเห็นสิ่งสวยงามแปลกตามากมาย แต่ใช่ว่านั่นจะทำให้เรารู้สึกปลอดภัยหายห่วง

Sound Effect มีความน่าสนใจกว่ามาก โดยเฉพาะฉากขณะกำลังปล้น เสียงหวอรถตำรวจที่กำลังค่อยๆเคลื่อนดังเข้ามา แรกๆคงไม่มีใครได้ยิน (นอกจากตัวละคร) ซึ่งมันจะค่อยๆชัดขึ้นเรื่อยๆจนพอจับได้ นี่ถ้าสมัยนั้นมีระบบ Surround รอบด้านแล้วละก็ เชื่อว่าคงจะเจ๋งยิ่งกว่านี้อีกนะ

The Asphalt Jungle มีเรื่องราวที่สะท้อนด้านมืดของสังคมเมืองยุคใหม่ ป่าคอนกรีต ถนนยางมะตอย ใช่ว่าทุกคนจะสามารถปรับตัวมีชีวิตอยู่รอดได้ บางครั้งทำงานสุจริตไม่ได้ก็กลายเป็นนักเลง ก่ออาชญากรรม นั่นดูเป็นโลกที่ไม่น่าอยู่สักเท่าไหร่ ต่อให้มีผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ก็ใช่ว่าจะเพียงพอ แถมบางคนเป็นตำรวจแตงโมรับเงินใต้โต๊ะเพิกเฉยทำเป็นทองไม่รู้ร้อนรู้เห็นอีก

Dix Handley ถือเป็นคนล้มเหลวในการปรับตัวเข้าสู่โลกยุคใหม่ (ก็ขนาดมีผู้หญิงอ่อยให้ขนาดนั้นยังซื่อบื้อไม่รู้ตัวอีก) แต่เขามีอุดมการณ์และความเพ้อฝัน ต้องการหาเงินสักก้อนเดียวเท่านั้น แล้วหวนกลับคืนซื้อที่ดินบ้านเก่าของพ่อ อาศัยเสพสุขสบาย หลีกหนีไม่ต้องอดรนทนต่อความอัปลักษณ์วุ่นวายในเมืองใหญ่นี้อีก

มันเกิดอะไรขึ้นกับ Dix Handley ถึงได้หน้ามืดตามัว ลุ่มร้อนรนกับชีวิตเสียเหลือเกิน รอคอยทนไม่ได้สักวินาทีเดียว ต้องรีบกลับไปให้เห็นบ้านฟาร์มหลังเก่าของตนเอง? ผมคิดว่ามันคืออำนาจอิทธิพลของเงิน คล้ายๆตอน Cobby จับเงินแล้วเหงื่อแตกพลักๆ แต่แรงผลักดันของ Dix ถือว่าด้วยสันชาตญาณสัตว์ป่า โหยหาถิ่นที่อยู่บ้านเกิด กลับไปตายรังเท่านั้น ไม่สนอะไรอย่างอื่น

เรื่องราวของหนังไม่ได้มีแค่การโจรกรรมเพชรอย่างเดียวนะครับ แต่รวมถึงจิตใจของตัวละครทั้งหลาย ก็มีทั้งที่ถูกขโมยสำเร็จ ขัดขืน สมยอม และคนที่ไม่ว่าอย่างไรก็มิอาจขโมยได้ ศักดิ์ศรีและจิตวิญญาณ

เพชร ถือเป็นสิ่งของที่มีมูลค่าสูงสุดในโลกยุคใหม่ เทียบได้ก็ราวกับจิตวิญญาณของมนุษย์ แต่เจ้าสิ่งนี้เป็นเพียงวัตถุที่ใครไหนก็สามารถครอบครองเป็นเจ้าของได้ ขณะที่นามธรรมล้ำค่าในใจคน ไม่ใช่ว่าทุกคนจะขโมยได้ บางสิ่งอย่างฆ่าให้ตายก็ไม่มีให้ใครได้ครอบครอง

ช่วงที่เกิดเหตุการณ์ล่าแม่มดต่อบุคคลผู้เคยเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์อเมริกา Huston เป็นคนแรกๆที่ประกาศต่อต้านไม่เห็นด้วย สมาชิกก่อตั้ง Committee for the First Amendment สนับสนุนเข้าข้างกลุ่ม Hollywood Ten ต่อสู้กับการถูก Blacklist เมื่อปี 1947, เราสามารถมอง The Asphalt Jungle คือการแสดงทัศนคติของผู้กำกับต่อโลกยุคใหม่นี้อย่างชัดเจน จะเปรียบกลุ่มโจรกรรมนี้เข้ากับเหล่าบรรดา Hollywood Blacklist เลยก็ยังได้ ซึ่งชะตากรรมความล้มเหลวของพวกเขา ผลลัพท์ในชีวิตจริงก็ไม่แตกต่างกันมากนัก

หนังฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลหนังเมือง Venice ทำให้ Sam Jaffe คว้ารางวัล Volpi Cup for Actor คงต้องถือว่านี่เป็นบทบาทได้รับการยกย่องจดจำสูงสุดของพี่แกเลยละ

ด้วยทุนสร้าง $1.23 ล้านเหรียญ ทำเงินในอเมริกา $1.07 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $2.13 ล้านเหรียญ เห็นว่าได้กำไรเพียง $40,000 เหรียญเท่านั้น, เข้าชิง Oscar 4 สาขา ไม่ได้สักรางวัล
– Best Director
– Best Supporting Actor (Sam Jaffe)
– Best Adapted Screenplay
– Best Cinematography – Black-and-White [พ่ายให้กับ The Third Man]

ต้องถือว่าหนังถูก SNUB สาขา Best Picture ถึงกระนั้นก็ไม่ได้มีลุ้นรางวัลใดๆ (เพราะสองตัวเต็งคือ All About Eve กับ Sunset Boulevard)

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ ประทับใจฉากรับเชิญเล็กๆของ Marilyn Monroe แย่งซีนไปเต็มๆเลยละ งานภาพนัวร์ของ Harold Rosson และไดเรคชั่นการกำกับของ John Huston ขณะที่เรื่องราวใจความ ความที่หนังสมัยใหม่รับอิทธิพลแรงบันดาลใจ คัทลอกเลียนแบบไปเยอะแล้ว ทำให้ไม่ค่อยรู้สึกไม่ค่อยตราตรึงสักเท่าไหร่

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” การได้ครอบครองสิ่งของมีค่า เงินทอง เพชรพลอย ชู้รัก ฯ ก็ใช่ว่าจะมีโอกาสได้พบเจอความสุขในชีวิต ซึ่งสิ่งสำคัญล้ำค่างดงามที่สุด แท้จริงแล้วคือคุณความดีงามภายในจิตใจของเราเอง

แนะนำคอหนังแนวอาชญากรรม, โจรกรรมเพชร, หักเหลี่ยมเฉือนคม, งานภาพสวยๆ กลิ่นอาย film noir, แฟนๆผู้กำกับ John Huston และคุ้นหน้านักแสดงนำ Sterling Hayden, Sam Jaffe, Jean Hagin, Jean Hagen, Marilyn Monroe ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับการโจรกรรม ทรยศหักหลัง และฆ่าตัวตนหนีความผิด

TAGLINE | “The Asphalt Jungle ของผู้กำกับ John Huston ทำการปักเสาเอกให้ป่าคอนกรีต จนสามารถเติบโตขยายใหญ่ได้ถึงปัจจุบัน”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of