The Band Wagon (1953)

The Band Wagon

The Band Wagon (1953) hollywood : Vincente Minnelli ♥♥♥♡

จากทีมผู้เขียนบท Singin’ in the Rain (1952) นำแสดงโดย Fred Astaire รับบทอดีตนักแสดงละครเพลง Broadway ที่ร้างเวทีไปนาน หวังว่าการแสดงชุดใหม่นี้จะช่วยทำให้เขากลับมามีชื่อเสียงได้อีกครั้ง, เอะ… นี่มาจากชีวิตจริงของ Astaire หรือเปล่านิ

The Band Wagon เป็นหนังที่มักได้รับการยกย่องเคียงคู่กับ Singin’ in the Rain (1952) ว่าเป็นหนึ่งในหนังเพลงของ MGM ที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล ส่วนหนึ่งคงเพราะผู้เขียนบทชุดเดียวกัน เล่าเรื่องราวที่มีลักษณะโครงสร้างคล้ายๆกัน ผลลัพท์เลยออกมายอดเยี่ยมยิ่งใหญ่เหนือกาลเวลา กระนั้นนี่ถือเป็นหนังที่มีปัญหาเกิดขึ้นระหว่างการถ่ายทำมากมาย ตอนฉายไม่สามารถทำกำไรได้ คอหนังสมัยใหม่คงไม่รู้จักเท่าไหร่ (แต่ถ้าคุณเป็นคนรักหนังตัวจริง ควรที่จะจดจำหนังเรื่องนี้ไว้เลยนะครับ)

ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างโปรดักชั่นของหนังเรื่องนี้ ประกอบด้วย
– เริ่มต้นจากผู้กำกับ Vincente Minnelli ที่เพิ่งหย่าขาดกับ Judy Garland ทำให้ไม่ค่อยมีความกะตือรือล้น หรือกะจิตกะใจทำงานเท่าที่ควร
– ภรรยาของ Fred Astaire กำลังสู้กับโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ก่อนเสียชีวิตในปี 1954
– นักแสดง Oscar Levant ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาล บางแหล่งข่าวว่าเขาเป็นโรคประสาท (เครียดเกินไป) บางแหล่งบอกว่าเพิ่งผ่าตัดอะไรสักอย่างมา
– ตากล้องคนแรก George Folsey ถูกไล่ออกจาก MGM เพราะทำงานช้าเกินไป แต่เขาถ่ายหนังไปครึ่งเรื่องแล้ว

บรรยากาศการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ ไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย ซึ่งหนึ่งในนักแสดงนำ Nanette Fabray ให้สัมภาษณ์บอกว่า ‘It was a very cold atmosphere.’ เยือกเย็นราวกับอยู่ในดินแดนขั้วโลก

จากละครเพลง Broadway เรื่อง The Band Wagon (1931) สร้างโดย Arthur Schwartz และ Howard Dietz (ทั้งสองกลับมาทำเพลงให้กับหนังด้วย) ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายชื่อเดียวกัน เขียนโดย George S. Kaufman และ Howard Dietz, ฉบับละครเพลงนำแสดงโดย Fred Astaire ร่วมกับพี่สาว Adele Astaire เปิดการแสดงที่ New Amsterdam Theater, 42nd Street จำนวน 260 รอบ (นี่เป็นการแสดงคู่กันครั้งสุดท้ายของพี่น้อง Astaire ด้วยนะครับ)

ดัดแปลงโดยคู่หูคู่ชีวิตนักเขียนบท Betty Comden และ Adolph Green ทั้งสองเริ่มต้นจากการเป็นนักแสดง Broadway ในชื่อ Comden and Green โดย Comden แต่งคำร้อง Green แต่งทำนอง แต่หนังเรื่องนี้พวกเขาไม่ได้แต่งเพลงเอง เป็นแค่คนสร้างเรื่องราว และได้ใส่สองตัวละคร Lester กับ Lily ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากตัวพวกเขาเองลงไปด้วย, Comden and Green คือผู้อยู่เบื้องหลังหนังเพลงดังๆ อาทิ On the Town (1949), Singin’ in the Rain (1952), It’s Always Fair Weather (1955) ฯ

แต่ในความเป็นจริง Comden ให้สัมภาษณ์ว่า หนังเรื่องนี้ไม่มีพล็อต มีแค่แนวคิดคร่าวๆจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงๆของโลก ‘was a revue in the real sense of the world’ ผสมผสานเข้ากับการแสดงสุดมหัศจรรย์ และ … Minnelli อธิบายความสนใจของหนังเรื่องนี้ในหนังสืออัตชีวประวัติว่า

“It would be delicious to base the characters on actual people. Why not base his [Astaire’s] part on the Astaire of a few years back, who’d been in voluntary retirement? Why not develop the situation further by suggesting that fame had passed him by?”

สรุปแล้วหนังเรื่องนี้ มีเรื่องราวมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของเหล่านักแสดงนำ ที่นำมาเหมือนเสียดสีล้อเลียน ทำให้สนุกสนาน ตลกเฮฮา แค่เปลี่ยนชื่อหลอกผู้ชมที่ไม่รู้พื้นหลังของเรื่องราว ให้คิดว่าเป็นหนังทั่วๆไปเรื่องหนึ่ง

เรื่องราวของ Tony Hunter (รับบทโดย Fred Astaire) นักร้องนักเต้นที่เคยประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง เดินทางสู่ New York เพื่อพบกับเพื่อนเก่า Lester กับ Lily (รับบทโดย Oscar Levant และ Nanette Fabray) ทั้งสองต้องการช่วย Hunter ให้หวนกลับมาโด่งดังอีกครั้ง เขียนบทละครเพลงและตั้งใจให้ Jeffrey Cordova (รับบทโดย Jack Buchanan) ผู้กำกับ/โปรดิวเซอร์/นักแสดง ชื่อดังของ Broadway ขณะนั้น ดูแลงานสร้างให้ โดยมีนักแสดงนำหญิงที่จะให้ประกบ Hunter คือ Gabrielle Gerard (รับบทโดย Cyd Charisse)

เกร็ด: Ava Gardner ตัวจริงมารับเชิญในหนังด้วยนะครับ รับบทเป็นตัวเอง

ตัวละคร Tony Hunter ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคือ Fred Astaire นะแหละ ในหนังเป็นอย่างไร ชีวิตจริงก็เป็นแบบนั้น หัวรั้น ดื้อดึง ยึดมั่นในแนวคิดของตัวเอง, คำพูดหลายประโยค ก็อิงมาจากความคิดของเขาเอง เช่นตอนพูดถึง Gabrielle Gerard ว่า ‘She’s rather tall, isn’t she?’ ในหนังจะเห็นว่า Cyd Charisse สูงพอๆกันแต่พอยกขาบัลเล่ต์จะสูงกว่ามาก ซึ่งปกตินักแสดงที่เต้นคู่กับ Astaire มักจะสูงเท่ากันหรือตัวเล็กกว่า ซึ่งนั่นเหมาะกับการเต้นคู่ที่ผู้ชายสามารถนำผู้หญิงได้ แน่นอนว่าก่อให้เกิดปัญหาระหว่างเต้นคู่กันพอสมควรเลยละ

มีช่วงหนึ่งที่ Astaire ได้ตัดสินใจพักงานแสดง (รีไทร์) เพราะหนังของเขาเริ่มไม่ประสบความสำเร็จ (เพราะโลกเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง หนังเพลงไม่ได้รับความนิยมเท่าแต่ก่อน) ก็เหมือนกับ Tony Hunter ตอนต้นเรื่องที่ห่างหายจาก Broadway ไปนานหลายปี (แต่ Astaire รีไทร์ได้แค่ 2 ปีก็กลับมา ส่วน Hunter คุ้นๆในหนังบอกว่ากว่า 10 ปี) ที่พอวันหนึ่งพวกเขากลับมา ก็พบว่าอะไรๆในวงการได้เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร

Cyd Charisse นักเต้นบัลเล่ต์ที่มีผลงานกับทั้ง Fred Astaire และ Gene Kelly มีผลงานล่าสุดรับบทสมทบใน Singin’ in the Rain (1952), ตัวละครของ Gabrielle Gerard ถือเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ (เช่นเดียวกันกับเธอ) ที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดัง ผิดกับ Tony Hunter คือคนรุ่นเก่าที่ตกยุคสมัยไปแล้ว แน่นอนว่าทั้งสองแม้จะชื่นชมซึ่งกันและกัน แต่พอได้พบเจอพูดคุยกันจริงๆ กลับมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง ไม่เข้าใจกันและกัน (เห็นว่า Astaire ไม่ค่อยชอบเต้นคู่กับ Charisse และมีปัญหากันจริงๆในกองถ่ายด้วย)

นี่เหมือน ผู้ใหญ่กับเด็ก ที่ไม่ว่ายุคสมัยไหนมักมีเรื่องให้ขัดแย้งกันเสมอ เพราะความแตกต่างของวัยวุฒิ คุณวุฒิ ความคิด ความเชื่อ พื้นหลัง ฯ แทบทุกสิ่งอย่าง, ผู้ใหญ่ชอบที่จะอ้างประสบการณ์และสิ่งที่เคยทำประสบความสำเร็จในอดีต ส่วนเด็กๆมองว่านั่นคือสิ่งล้าสมัย ตกยุค ไม่มีใครสมัยนี้ที่ทำแบบนั้นอีกแล้ว, ในชีวิตจริงก็เช่นกัน คนสองรุ่นมักจะทำงานเข้ากันไม่ค่อยได้ มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งเรื่องมุมมองความเข้าใจอยู่ร่ำไป แต่หารู้ไม่เมื่อใดที่คนทั้งสองรุ่นสามารถปรับ เข้าใจ ผสมผสาน ร่วมงานกันได้ นั่นคือสิ่งที่จะกลายเป็น ‘ร่วมสมัย’ มีความยิ่งใหญ่เหนือกว่าสิ่งอื่นใด

นี่แหละครับคือใจความของหนัง, The Band Wagon คือความพยายามที่จะผสมผสานหนังเพลงยุคก่อน (นำโดย Fred Astaire) จับมือร่วมกับนักแสดงจากหนังเพลงยุคใหม่ (Cyd Charisse) นี่เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เกิดการปรับตัว อยู่รอดได้ในยุคสมัยนั้น That’s Entertainment

เกร็ด: บทเพลง That’s Entertainment มักได้รับการเปรียบเทียบกับ Make ‘Em Laugh ขับร้องโดย Donald O’Connor จากหนังเรื่อง Singin’ in the Rain เพราะมีใจความคล้ายๆกัน จุดประสงค์เหมือนกัน แถมหลายท่าเต้นยังเลียนแบบกัน (เช่น บันได, เดินเข้าออกประตู, ตอนจบยังแบมือออกเหมือนกันอีก ฯ)

ส่วน Jack Buchanan ที่รับบท Jeffrey Cordova ผู้กำกับ/โปรดิวเซอร์/นักแสดง ที่อีโก้โคตรสูง อาจมีหลายคนเดาได้ ว่ามีส่วนคล้ายๆกับ Orson Welles

การถ่ายภาพ หนังให้เครดิตกับ Harry Jackson ชาวอเมริกันที่เป็นขาประจำให้กับ Warner Bros. ตั้งแต่ยุคหนังเงียบ มีผลงานที่ได้เข้าชิง Oscar: Best Cinematography, Color จากเรื่อง Mother Wore Tights (1947) ของผู้กำกับ Walter Lang

ตอนที่ The Band Wagon เปิดการแสดงครั้งแรก หนังมีการใช้ภาษาภาพยนตร์ นำภาพวาดของ Faust นำมาใส่ด้วย ซึ่งมีนัยยะถึงการเดินทางสู่หายนะ (หัวกระโหลก=ความตาย, ความล้มเหลว) ซึ่งหนังไม่ได้นำเสนอให้เห็นว่าการแสดงล้มเหลวยังไง แค่รู้ว่าล้มเหลวก็พอแล้ว

the-band-wagon1

มีช็อตหนึ่งที่น่าพิศวงมากของหนัง ‘Triplets’ แฝดสาม เราจะเห็นใบหน้าของ Fred Astaire, Nanette Fabray และ Jack Buchanan แต่ขนาดตัวของพวกเขาเล็กเหมือนเด็ก, สมัยนั้นไม่มี CG และหนังไม่ได้ใช้มุมกล้องใดๆ (แค่ไม่ได้ถ่ายให้เห็นข้างหลัง) ฉากนี้สร้างความพิศวงให้ผู้ชมสมัยนั้นอย่างมาก เทคนิคที่ใช้คือ นักแสดงนั่งคุกเข่า แล้วใช้ขาปลอมกับมือปลอมจับกำกับอยู่ด้านหลัง

ผมเห็นช็อตนี้แล้วเกิดความหลอนรุนแรง คือใบหน้าของทั้งสามไม่ได้เด็กลง แต่กลับถูกย่อส่วนให้มีขนาดเท่ากับเด็ก นี่เป็นอะไรที่ผิดมนุษย์มนาอย่างยิ่ง เหมือนเห็นหน้าผีเปรตในร่างของเด็กน้อย (ใส่ชุดขาวอีกต่างหาก), ความหมายของซีนนี้คือ การกลับกลายเป็นเด็ก เกิดใหม่ เริ่มต้นอะไรๆอีกครั้ง

ตัดต่อโดย Albert Akst, หนังเริ่มต้นด้วยการประมูลของเก่า หมวก Top Hat และไม้เท้าของ Tony Hunter ที่ปรากฎว่าไม่มีใครเอา ขายไม่ออก (ของสองอย่างนี้ก็ไม่ใช่ของใครอื่น เป็นตัวแทนของ Fred Astaire นะแหละ) นี่เป็นการบอกว่า ของตกรุ่นยุคเก่าไม่ได้มีคุณค่าอะไรต่อไปอีกแล้ว จากนั้นตัดไปที่รถไฟ การเดินทางเพื่อเริ่มต้นใหม่ของ Tony Hunter สู่ New York

ว่าไปหนังมีการใช้รถไฟ เป็นสัญลักษณ์แทนด้วยการเดินทางตลอดทั้งเรื่อง, ครึ่งหลังขณะที่ทีมงานทัวร์ไปเปิดการแสดงยังเมืองต่างๆ จะมีชื่อรัฐนั้นๆปรากฎขึ้นขณะรถไฟเคลื่อนผ่านหน้ากล้องไป ซึ่งหนังจะมีการตัดให้เห็นการแสดงโชว์ 1 ชุด คั่นระหว่างการเดินทาง นี่เป็นการเล่าเรื่องแบบรวบรัด ที่แทนจะใช้การแสดงต่อเนื่องเป็นชุดๆไปเลย แต่คั่นเบรคการด้วยรถไฟ

เพลงประกอบโดย Arthur Schwartz (ทำนอง) และ Howard Dietz (คำร้อง)

ออกแบบการเต้นโดย Michael Kidd, ในการร่วมงานกับ Astaire เห็นว่าวิสัยทัศน์ของทั้งคู่ไม่ตรงกันเท่าไหร่ Kidd เล่าว่า ‘เทคนิคสำคัญมากกับ Astaire เขาเคยพูดว่า ขอเอาท่าเต้นให้ได้ก่อน แล้วภาพลักษณ์/อารมณ์ค่อยว่ากันทีหลัง’ ซึ่งปกติแล้ว Kidd เป็นนักออกแบบท่าเต้นที่เน้นผสมผสานเรื่องราว อารมณ์ การแสดง ไปพร้อมๆกับการเต้น นี่ทำให้ผลลัพท์ออกมา เป็นเหมือนการเต้นของ Astaire มากกว่าออกแบบท่าเต้นโดย Michael Kidd

เพลง Shine on Your Shoes ถือว่าเป็นไฮไลท์แรกของหนัง เป็น long-take มีตัดบ้างสองสามครั้ง, ส่วนตัวไม่รู้สึกว่าเพลงนี้ไพเราะเท่าไหร่ แต่ Direction แนวทางกำกับต้องถือว่าโดดเด่นมาก ให้ลองสังเกตนักแสดงประกอบฉาก (ที่ไม่ใช่ Astaire และ Leroy Daniels ที่เป็นคนขัดรองเท้า) ทุกคนมีการเคลื่อนไหว เดินผ่านหันมามองแล้วยิ้มอย่างมีชีวิตชีวา ซึ่งไฮไลท์อยู่ที่เครื่องเล่นเครื่องหมายคำถาม ที่หลายคนคงสงสัยว่ามันจะมีอะไรหรือเปล่า ซึ่งพอตอนจบเพลงเฉลยออกมาก็จะทำให้คุณยิ้มหัวเราะร่าเลยละ สวยงามมว๊ากๆ

เกร็ด: เพลงนี้ถ้าคุณมองหาดีๆ จะพบ Liza Minnelli (ลูกสาวของผู้กำกับ Minnelli กับ Judy Garland) เดินผ่านไปมาในกองถ่ายด้วย

เกร็ด 2: Leroy Daniels เป็นคนขัดรองเท้าที่ร้องเล่นเต้นไปพร้อมๆกับการขัดจริงๆ Minnelli พอได้พบเจอตัวจริงก็พาตัวมาแสดงในหนัง ต่อมาได้กลายเป็นนักร้องนักเต้นชื่อดังคนหนึ่งไปเลย

บทเพลงและท่าเต้นที่ผมชอบสุด Dancing in The Dark การเต้นคู่กันของ Fred Astaire กับ Cyd Charisse มีความงดงาม พริ้วไหว ลื่นไหล พร้อมเพรียง, ก็ไม่รู้ซ้อมกันเยอะขนาดไหนถึงออกมาสวยงามขนาดนี้ แม้ Astaire จะบอกว่าไม่ค่อยประทับใจคู่เต้นเท่าไหร่ แต่ผมรู้สึกว่าเคมีของทั้งสองเวลาเต้นคู่กัน ให้ความรู้สึกเหมือนดู Astaire เต้นกับ Ginger Rogers ไม่ผิดเลย

เหตุผลที่การแสดงครั้งแรกของพวกเขาล้มเหลว นี่คล้ายๆกับ Easter Parade (1948) คือต่างคนไม่ร่วมมือร่วมใจกันอย่างแท้จริงในการทำงาน คืออยากได้ในแบบที่สะดวกของตน ไม่สนใจ รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น (เรียกว่าทุกคน Ego สูงมากๆ) มันไม่มีอะไรการันตีต่อให้ นักแสดงนำชายที่เคยยิ่งใหญ่, ผู้กำกับ/โปรดิวเซอร์ ที่ประสบความสำเร็จนับไม่ถ้วน, นักแสดงนำหญิงที่หนุ่มๆต่างหลงใหล หรือนักเขียนบทอนาคตไกล ทุกองค์ประกอบสมบูรณ์แบบ แล้วผลงานจะออกมาดี

การที่การแสดงของพวกเขาล้มเหลว ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดี เพราะทำให้ทุกคนได้ลดทิฐิของตนเอง เปิดใจพูดคุยสนทนา และได้เริ่มต้นทำในสิ่งที่เป็นความพึงพอใจของทุกคน

ในการแสดงละครเวที/ภาพยนตร์ จริงอยู่ผลงานมีความสำคัญที่สุด แต่เบื้องหลังการทำงานถ้ามันเต็มไปด้วยปัญหา ผลลัพท์ที่ออกมาจะมีคุณภาพได้เช่นไร? แต่ก็มีเหมือนกันที่เบื้องหลังวุ่นวายสุดๆ แต่กลับออกมาแล้วประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ แต่ผมจะให้ข้อสังเกตไว้นิดหนึ่ง กาลเวลามักจะค่อยๆเปิดเผยปัญหาที่ซุกซ่อนอยู่ในผลงานชิ้นนั้น และเมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่งก็จะเห็นเด่นชัด

กับหนังเรื่องนี้ก็เช่นกัน ปัญหาของหนังที่ผมพบคือ นักแสดงแต่ละคนดูไม่ค่อยทุ่มเท มีความกระตือรือร้นเท่าไหร่ ตลกที่หนังดันใช้ความเบื่อหน่ายนี้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างยิ่ง, ซึ่งฉากที่ผมชอบสุดในหนัง เป็นขณะ Tony Hunter ซ้อมบทพูดอยู่กับ Gabrielle Gerard แบบเบื่อหน่ายไร้ความกระตือรือร้น Jeffrey Cordova เห็นท่าไม่ดีจึงลาก Hunter ไปห้องน้ำ แล้วพูดปลุกใจสร้างอารมณ์ประมาณว่า ‘ภูเขาน้ำแข็งจะมีเพียง 1 ใน 8 ที่อยู่ด้านบน อีก 7 ส่วนอยู่หลบซ่อนอยู่ด้านล่าง ฉันต้องการให้นายแสดงออกมาทั้ง 8 ส่วน’ พูดจบกลับออกมา Hunter กระชากอารมณ์ เปลี่ยนไปเป็นคนละคน!

สำหรับการแสดงชุดสุดท้ายของหนัง Girl Hunt Ballet เป็นเรื่องราวที่มีความพิศวง ซับซ้อนซ่อนเงื่อนเป็นอย่างมาก มีการออกแบบฉากด้วยสถาปัตยกรรม Art Deco ที่สุดอลังการ และใช้ดนตรี Jazz สร้างสัมผัสของยุคสมัย, เรื่องราวย่อๆคือ ตำรวจ/นักสืบ กำลังตามล่าหาตัวหญิงสาวผู้หนึ่ง ซึ่งระหว่างนั้นก็จะพบเจอกับการไล่ล่าสุดมัน แก๊งค์มาเฟีย อาชญากร และถูกขัดจังหวะทุกครั้งเมื่อพบเจอ สุดท้ายเขาจะไล่ล่าสำเร็จหรือไม่ … พบเจอหญิงสาวที่เขาถูกใจตกหลุมรัก

ที่ผมนำคลิปมาให้ชมเป็นหนึ่งใน Sequence ของเพลง Girl Hunt Ballet (ไม่ใช่ทั้งหมดนะครับ) จะมีช็อตหนึ่งที่เป็นภาพจากโปสเตอร์หนัง Cyd Charisse แหกขาเต้นกับ Fred Astaire ได้เกือบจะ 180 องศา เป็นท่าที่สวยงามมากๆ มีนัยยะถึงการเล่นตัว ไม่ยินยอม (คือแหกสุดๆแล้ว แต่ก็ไม่ยอมแพ้), จะเห็นว่ามีการเต้นที่ Astaire คุกเข่าแบบถอยร่นหลายครั้ง มีความหมายถึงการยอมแพ้/ยอมรับ/เปลี่ยนแปลง แต่ไม่ยอมศิโรราบ (ปกติการเต้นคู่ Astaire จะนำหน้าเสมอ แต่ครั้งนี้เขาต้องคุกเข่าอ้อนวอน ยอมที่จะเป็นผู้ตาม/ผู้รับ ไม่ใช่ผู้นำ)

ใจความของหนังเรื่องนี้มีสาระมากนะครับ คือการยอมรับ ปรับตัว เปลี่ยนแปลง, ในการทำงานของคนต่างรุ่น ต่างวัย ต่างยุคสมัย จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนต้องลดทิฐิของตนเอง พูดคุย สื่อสาร ทำความเข้าใจกัน แบบนี้การทำงานถึงจะไปด้วยกันได้ ประสบความสำเร็จ ไม่ค่อยพบเจอปัญหา

แต่เบื้องหลังการทำงานของหนังเหมือนจะไม่สามารถเป็นไปเช่นนั้นได้ กับคนที่ล่วงรู้เบื้องหลังเช่นนี้จะรู้สึกเหมือนหนังเป็นประเภท ‘หน้าไหว้หลังหลอก’ สอนผู้อื่นได้แต่ตัวเองกลับทำไม่ได้ ผมมองเป็นตำหนิที่ไม่น่าให้อภัยเอาเสียเลย

ด้วยทุนสร้าง $2.873 ล้านเหรียญ หนังทำเงินได้ $3.502 ล้านเหรียญ ถือว่าขาดทุนพอสมควร ได้เข้าชิง Oscar 3 สาขา ไม่ได้สักรางวัล
– Best Writing, Story and Screenplay
– Best Costume Design, Color
– Best Music, Scoring of a Musical Picture

ส่วนตัวแค่ชอบหนังเรื่องนี้ ไม่ค่อยประทับใจในหลายๆเพลง แม้จะมีคนชอบกันมาก แต่ผมเกิดเครื่องหมายคำถามในหัว มันไพเราะตรงไหน? นอกจากท่าเต้นของ Fred Astaire ที่โดดเด่นเกินหน้าเกินตาของหนังแล้ว นอกนั้นไม่ค่อยถูกใจรสนิยมของผมเท่าไหร่

แนะนำกับคอหนังเพลง ชื่นชอบการแสดง Broadway, แฟนๆ Fred Astaire และ Cyd Charisse ไม่ควรพลาด

จัดเรตทั่วไป ดูได้ทั้งบ้าน

TAGLINE | “The Band Wagon เป็นหนังเพลงที่มีเบื้องหน้าสวยงามสุดยิ่งใหญ่ แต่เบื้องหลังเละเป็นโจ๊ก นี่ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะยอมรับได้”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of