The Big Lebowski (1998)

The Big Lebowski

The Big Lebowski (1998) hollywood : Joel Coen ♥♥♥♥♡

ถึงตอนหนังฉายจะไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่ แต่เมื่อกระแส Cult เข้ามา The Dude ในหนังเรื่องนี้ได้กลายเป็นลัทธิ ความเชื่อ ศาสนาใหม่ (Dudeism) ของคนที่เอาแบบอย่างตัวละครของ Jeff Bridges ไปใช้ในการดำรงชีวิต, หนังโคตรเพี้ยนของสองพี่น้อง Ethan & Joel Coen ที่ถ้าคุณเป็นพวกติสต์จัดๆ ไม่ควรพลาดหนังเรื่องนี้

นี่เป็นหนังที่มีอิทธิพลต่อผมมากโดยไม่รู้ตัว เคยดูครั้งแรกน่าจะเมื่อกว่า 10 ปีก่อน สมัยนั้นเป็นวัยรุ่นหนุ่มแน่น ยังไม่มีสไตล์เป็นของตนเอง ไม่รู้จักหรอกครับ Dudeism อะไรนั่น แต่จำได้ว่าตัวละครที่ Jeff Bridges เล่นมันช่างเท่ห์ระเบิดเสียเหลือเกิน จนโตขึ้นอยากเป็นให้ได้แบบนั้นแหละ!, ใครดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดแบบนี้ ไม่ใช่คุณเป็นพวกแปลกประหลาดอะไรนะครับ ผมมารู้ตัวตอนดูหนังรอบนี้ นี่กรูเป็นคนติสต์แตกเพราะหนังเรื่องนี้นี่หว่า!

Ethan Coen และ Joel Coen สองพี่น้องที่ก็ไม่ใช่ฝาแฝด แต่ไม่เคยเห็นอยู่แยกจากกัน, ช่วงแรกๆในการทำหนังของทั้งคู่ หน้าที่ผู้กำกับจะเป็นของ Joel Coen ส่วน Ethan Coen เป็นโปรดิวเซอร์ นับตั้งแต่ The Ladykillers (2004) ทั้งคู่ก็ถือเครดิตกำกับและอำนวยการสร้างร่วมกัน, สำหรับ The Big Lebowski เห็นว่ามีแผนที่จะสร้างตั้งแต่ก่อน Fargo (1996) และ The Hudsucker Proxy (1994) ด้วยซ้ำ แต่เพราะนักแสดงที่ตกลงรับปากไว้แล้ว ทั้ง Jeff Bridges และ John Goodman ต่างพร้อมใจกันไม่ว่าง พวกเขาเลยทำหนังเรื่องอื่นแก้ขัดไปก่อน, ว่าไปผมก็ดูหนังของสองพี่น้องคู่นี้มา นับได้เกือบสิบเรื่องแล้ว แต่กลับยังไม่เคยดูหนังที่ว่ากันว่าดีที่สุด คือ Fargo (1996) เสียที ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

Jeffrey ‘The Dude’ Lebowski , ชายผู้เกลียดคร้าน และรักการเล่นโบวลิ่งเป็นชีวิตจิตใจ วันหนึ่งเขาถูกคนกลุ่มหนึ่งทำร้าย โดยเป็นการเข้าใจผิด คิดว่าเป็นอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้เขาได้พบกับ Lebowski อีกคนที่เป็นมหาเศรษฐี (Big Lebowski) เรื่องราววุ่นๆ แบบจับพลัดจับผลู เข้าใจผิดกันของทุกฝ่ายจึงได้เกิดขึ้น, Joel Coen อธิบายความตั้งใจของเขา ว่าต้องการสร้างหนังที่มีเรื่องราวคล้ายๆกับของ Raymond Chandler (นักเขียนนิยายและบทหนังชื่อดังที่มีผลงานอย่าง Double Indemnity-1944, The Big Sleep-1946, Strangers on a Train-1951) ที่ตัวละครพยายามแก้ไขปริศนา แต่ก็พบความสลับซับซ้อน ซ่อนเงื่อนและเกี่ยวพันกันมั่วซั่วไปหมด เกือบตกอยู่ในสภาพสิ้นหวัง แต่สุดท้ายแล้วพบว่าสิ่งต่างๆเหล่านั้นมันไม่ได้มีสาระสำคัญอะไรเลย เป็นเพียงเส้นผมบังภูเขาเท่านั้น

กับคนที่ดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรก คงเกาหัวพร้อมส่ายหน้า เนื้อเรื่องหนังมันอะไรว่ะ! ไม่เห็นเข้าใจเลย, ใครชอบดู film noir ในยุค 40s-60s คงรู้สึกเคยชินกับความซับซ้อนระดับนี้ได้เป็นอย่างดี, นี่เป็นหนังที่ พล็อตไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่คือเจนคติ (attitude) สำหรับคนที่ชอบหนังเรื่องนี้ ไม่มีใครพูดถึงพล็อตหนังกันนะครับ แทบทั้งนั้นจะบอกว่า The Dude แม้งสุดยอด!, Jesus แม้งแต๋วแรง!, หรือคำพูดติดปากเจ๋งๆ ‘Donnie shut the f**k up’, ‘Dude abides’, ‘I’m the Dude. So that’s what you call me. You know, that or His Dudeness, or Duder, or El Duderino…’ ฯ, ขนาดผู้กำกับยังพูดเองเลยว่า ‘คุณไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกสิ่งอย่าง ก็สามารถสนุกไปกับหนังได้’

Joel Coen: ‘The plot is sort of secondary to the other things that are sort of going on in the piece. I think that if people get a little confused it’s not necessarily going to get in the way of them enjoying the movie.’

The Dude นำแสดงโดย Jeff Bridges, ตัวละครนี้กว่าจะได้ Bridges มา ก็หมดไปหลายตัวเลือก อาทิ Robert Duvall (บอกปัดเพราะไม่ชอบบท), Anthony Hopkins (บอกผ่านเพราะไม่อยากเล่นเป็นอเมริกัน), Gene Hackman (บอกปัดเพราะกำลังพักร้อนอยู่), Norman Mailer, George C. Scott, Jerry Falwell, Gore Vidal, Andy Griffith, William F. Buckley, Ernest Borgnine และอีกคนที่สองพี่น้อง Coen สนใจมากๆคือ Marlon Brando แต่พี่แกแก่เกินแกงไปเสียแล้ว

ตัวละคร The Dude ได้แรงบันดาลใจมาจาก Jeff Dowd เป็น freelance publicist ที่สองพี่น้อง Coen ได้พบขณะกำลังหาผู้จัดจำหน่ายหนังเรื่องแรกของพวกเขา (Blood Simple-1984), Dowd เป็นสมาชิกของ Seattle Seven ชอบดื่ม White Russians และเป็นที่รู้จักในฉายา The Dude, Jeff Bridges ได้ถ่ายทอดตัวละครนี้ ผ่านภาพลักษณ์ที่น้อยคนจะลืมเลือน สวมเสื้อยืดไหมพรม ทับด้วยชุดคลุมอาบน้ำ กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ ทรงผมเซอร์ๆ ไว้หนวดเครา ใส่แว่นกันแดด จะมีสักกี่คนที่กล้าแต่งตัวแบบนี้ออกไปช็อปปิ้งในห้าง แถมจ่ายเงินเป็นเช็ค!

นิสัยของ The Dude เป็นคนไม่ยี่หร่าต่ออะไร ไม่ซีเรียส ทำตัวสบายๆ คล้ายๆ Slow Life แต่เขาไม่ Slow นะครับ วิถีของเขาคือ อาบน้ำ โยนโบวลิ่ง และสังสรรค์พูดคุยกับเพื่อนเรื่องไร้สาระ, ความแนวของ The Dude นี้ส่งผลให้เกิดลัทธิ Dudeism ที่มี Jeff Bridges เป็นเสมือนพระเจ้า มีปรัชญา การดำเนินชีวิตแบบเดียวกับตัวละครนี้ และประยุกต์แนวทางของลัทธิเต๋าเข้ามาประกอบ, นี่ฟังดูเว่อ ราวกับเป็นลัทธิแนวล้อเลียน แต่สาวกคนกลุ่มนี้ถือปฏิบัติกันจริงจังมาก และกำหนดให้วันที่ 6 มีนาคมของทุกปี เป็นวันศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า The Day of the Dude, เมืองไทยเราก็มี Dudeism อยู่นะครับ สถิติเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2014 ประมาณการว่ามีสมาชิกถึง 250,000 คน

พูดถึง The Dude มาตั้งเยอะ แล้วคำนี้มันมีความหมายอะไร?, Dude แปลว่าสหาย มี The นะหน้าคือการเน้นคำ สหายรัก หรือเพื่อนสนิท เพื่อนยาก, หนังเรื่องนี้ ทำให้คำนี้มีอีกความหมายหนึ่ง คือ ตัวแทนของคนที่ชอบทำตัวสบายๆ ไม่ยี่หร่าต่ออะไร เป็นคำที่แสดงพฤติกรรม นิสัยของคน ที่มีลักษณะคล้ายๆกับ The Dude ในหนังเรื่องนี้, ถ้ามีใครเรียกคุณว่า The Dude ให้ถามเขาให้แน่ว่า คุณเป็น Dude หรือ The Dude แบบ The Big Lebowski เพราะถ้าเพื่อนเรียกด้วยความหมายแบบหลัง แสดงว่าคุณเป็นพวก Dudeism ไปแล้วนะครับ

เกร็ด The Dude:
– เสื้อผ้าที่ Jeff Bridges สวมใส่ แทบทั้งนั้นมาจากชุดที่เขาใส่จากหนังเรื่องที่เขาเคยแสดงมาแล้ว อาทิ ฉากแรกของหนัง ชุดนั้นมาจาก The Fisher King (1991)
– The Dude ปรากฏตัวทุกฉากในหนัง แม้แต่ตอน Nihilists สั่งแพนเค้ก จะเห็นรถตู้ของ The Dude และ Walter วิ่งผ่านด้านหลัง (นี่เป็นประเพณีของหนังประเภท film noir นะครับ ที่พระเอกต้องปรากฏทุกฉาก)
– ทั้งเรื่อง The Dude ดื่ม White Russians 9 แก้ว
– ทั้งเรื่องพูดถึงพรม (rug) 17 ครั้ง มี 5 ครั้งที่พูดว่า ‘It’s really tied the room together.’
– คำว่า Dude ถูกพูดขึ้นในหนัง 160+1 ครั้ง (+1 จาก title ที่ขึ้นคำว่า The Dude)
– ถึงจะบอกว่าชอบโยนโบว์ลิ่ง แต่กลับไม่มีฉากที่ The Dude โยนโบว์ลิ่งเลยสักฉาก

John Goodman รับบท Walter Sobchak ผู้เป็นทหารผ่านศึก Vietnam เพื่อนสนิทของ The Dude และชอบโยนโบว์ลิ่ง, ว่ากันตามตรง หมอนี่เป็นคน Ego สูงมากๆ คิดเอง เออเอง หลอกตัวเอง หลงตัวเอง, ว่ากันว่าตัวละครนี้ได้แรงบันดาลใจจาก John Milius ผู้กำกับและนักเขียนบทที่เป็นเพื่อนของ Coen Brothers, มีเพื่อนแบบนี้ชีวิตก็สนุกดีนะครับ แต่มันก็เxยโคตรๆเวลาปรึกษาเรื่องจริงจัง เพราะมันเอาแต่ทีเล่นตลอดเวลาไม่มีทีจริงเลย, หนังจงใจล้อตัวละครนี้ด้วยการให้เขาเป็น Jews ทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้เป็น แต่แต่งกับภรรยาที่เป็น เลิกกับภรรยาแล้วยังถือว่าตนเองเป็นอยู่

Julianne Moore รับบทที่ผมคิดว่า บ้าบอคอแตกที่สุดตั้งแต่ที่เคยเล่นแล้ว Maude Lebowski ที่ได้แรงบันดาลใจจากศิลปิน Carolee Schneemann ที่เวลาวาดภาพ ต้องใช้สลิงและใช้อวัยวะเพศหนีบพู่กันไว้!, นิสัยของตัวละครนี้คือ พูดจริงทำจริง สนที่ผลลัพท์ไม่สนวิธีการ นั่นทำให้ The Dude โดนเธอเก็บแต้มโดยไม่รู้

Steve Buscemi กับบทรับเชิญเล็กๆ ที่ได้พูดอะไรไม่มาก เพราะจะถูก Walter สั่งให้ ‘shut the f**k up’ นี่เป็นการล้อกับหนังเรื่อง Fargo (1996) ที่ตัวละครของ Buscemi พูดปากเปียกปากแฉะไม่ยอมหยุด หนังเรื่องนี้เลยสั่งให้เขาหยุดพูดบ้าง, เราจะเห็นตัวละครนี้โยนโบว์ลิ่งอยู่แทบตลอดเวลา และจะสไตรค์หมดราง เว้นแต่ครั้งสุดท้ายที่เหลือพิน 1 อัน ซึ่งหลังจากนั้น…

John Turturro กับบทที่ใครเห็นแล้วคงไม่มีวันลืมเช่นกัน Jesus Quintana ผู้ชายสุดแต๋ว ใส่ชุดสีม่วงรัดๆฟิตๆ เดินบิดไปบิดมา, Coen Brothers ได้แรงบันดาลใจตัวละครนี้จากการเห็น Turturro แสดงละครเวทีเรื่อง Mi Puta Vida เมื่อปี 1988 เป็นตัวละครที่โดนใจทั้งสองมาก ‘มันคงเป็นอะไรที่น่าสนุกไม่น้อย ถ้าให้เขาแสดงตัวละครนี้ในหนัง’

เกร็ด: ความสำคัญของวัฒนธรรมการโยนโบว์ลิ่ง ในความเห็นของ Joel Coen บอกว่า ‘สิ่งที่สะท้อนยุคสมัยช่วงปลาย 50s ถึงต้น 60s คือการโยนโบว์ลิ่ง กิจกรรมที่เป็นความบันเทิงสูงสุดในยุคนั้น ใส่มาในหนังเพื่อสร้างบรรยากาศ retro’

ถ่ายภาพโดย Roger Deakins (ชายผู้เข้าชิง Oscar 13 ครั้งแต่ยังไม่เคยได้) เขาเป็นขาประจำของ Coen Brothers นะครับ ทำหนังด้วยกันเกือบทุกเรื่อง, หนังเรื่องนี้จะมี 2 บรรยากาศ คือ สมจริงมากๆ กับเหมือนฝัน, สำหรับ Dream Sequences จะมีลักษณะค่อนข้าง Stylized ใช้ cg ช่วยด้วย, กับฉากที่ The Dude ต้องลอดใต้ขาสาวๆ หนังถ่าย Jeff Bridges แยกกัน แล้วย่อขนาดเขาให้เล็กลงจะได้มีขนาดเล็กพอผ่านเข้าไปได้,

ตัดต่อโดย Roderick Jaynes และ Tricia Cooke, ฉากความจริงกับความฝัน เชื่อว่าผู้ชมน่าจะแยกออกได้อยู่แล้วนะครับ แตกต่างชัดเจนขนาดนั้น, การเล่าเรื่องที่คนดูหนังครั้งแรกๆอาจสับสน แต่จริงๆแล้วถือว่ามีการลำดับเหตุการณ์ที่ตรงไปตรงมามาก ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรเลย เป็นพล็อตต่างหากที่น่าสับสน และการสนทนาที่ดึงเราออกไปจากสารสำคัญ หลายทีที่คุยอะไรก็ไม่รู้ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องราวในหนังเลย, มันอาจมีหลายๆอย่างในหนังที่ไม่มีคำตอบ อาทิ สรุปแล้วเงินในกระเป๋ามีจริงหรือเปล่า?, Maude ท้องไหม?, Bunny ทำไปเพื่ออะไร? ก็ไม่ต้องซีเรียสไปนะครับ หาคำตอบไม่ได้ก็ไม่พยายาม นี่คือความตั้งใจของผู้กำกับที่ไม่ใส่คำตอบเข้าไป ปล่อยวางเสียบ้าง แบบ The Dude นะแหละ

เพลงประกอบโดย Carter Burwell อีกหนึ่งขาประจำของ Coen Brothers และ T-Bone Burnett ที่มาช่วงเลือกเพลงประกอบหนัง, นี่เป็นหนังที่มีการใช้บริการเพลงดังๆ เจ๋งๆในอดีตมาใส่เข้ามามากมาย เป็นการเลือกได้ถูกที่ถูกเวลา เหมาะเจาะลงตัวมากๆ อาทิ The Man in Me ของ Bob Dylan ในฉากเปิดเรื่อง ได้อารมณ์ retro มากๆ, Peaceful Easy Feeling ของ The Eagles (เพลงที่เปิดใน Taxi แล้ว The Dude บอกว่า เขาเกลียด Eagle เลยถูกไล่ลงรถ), Hotel California ของ The Gipsy Kings ขณะ Jesus Quintana กำลังโยนโบว์ลิ่ง, Dead Flowers ของ Townes van Zandt เปิดตอน Ending Credit, ผมเลือกเพลงนี้มาให้ฟังนะครับ Just Dropped In (To See What Condition My Condition Was In) ของ Kenny Rogers & The First Edition ตอนที่ The Dude เพิ่งถูกมอมเหล้า แล้วกำลังฝันอยู่ใน Paradise กับ Maude

หน้าหนังเราอาจจะเห็นเรื่องราวมีความสับสนวุ่นวาย และไลฟ์สไตล์ของ The Dude ที่แปลกประหลาดแต่น่าสนใจ, กระนั้น Coen Brothers ถือว่าเป็นผู้กำกับที่มีความเป็นศิลปินสูง พวกเขาได้สอดไส้ทัศนคติทาง ‘การเมือง’ เข้าไปในหนังอย่างหนักมากๆ โดยเฉพาะการต่อต้านประธานาธิปดี George H. W. Bush ที่ขณะนั้นส่งทหารเข้าไปโจมตี Saddam ใน Kuwait เกิดเป็นสงครามอ่าว Gulf War ครั้งที่ 1 ในเวลาต่อมา ด้วยคำพูดประโยคหนึ่งในหนังที่ว่า ‘This aggression will not stand’ กับคนที่เกิดทันจะรู้ว่า นี่เป็นคำพูดของ Bush ขณะประกาศสงครามกับ Kuwait

ตอนที่รถของ The Dude ถูกขโมย เขาแจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อพบเจอรถที่มีสภาพยับเยิน ใต้เบาะมีกระดาษที่ฉีกจากสมุดการบ้านของเด็กคนหนึ่ง, พวกเขาตามไปถึงบ้านของเด็ก Walter เห็นรถ Corvette จอดอยู่หน้าบ้าน คิดไปว่าเด็กมันคงเอาเงินที่ได้ไปใช้จ่ายซื้อรถ จึงเอาชะแลง (crowbar) ทุบทำลายรถคันนั้น แต่หารู้ไม่ แท้จริงนั่นเป็นรถของเพื่อนบ้าน พอเจ้าของตัวจริงออกมาเห็น จึงแย่งเอาชะแลงมาทุบรถของ The Dude เพื่อเป็นการเอาคืน, ฉากนี้มองพื้นๆมันคือเรื่องราวของความเข้าใจผิด ความรุนแรง Egoist และการเอาคืน แต่ถ้าเปรียบกับการพยากรณ์สงคราม Iraq (ที่เกิดขึ้นไม่กี่ปีหลังจากหนังฉาย) จากยุคสมัยตอน George H. W. Bush เป็นปธน.สหรัฐฯ นี่ถือเป็นสาเหตุที่แทบจะตรงเปะๆ Saddam ไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหน อาจไม่ได้อาศัยอยู่ใน Iraq ด้วยซ้ำ แต่ประเทศกลับถูกโจมตีเต็มรูปแบบ ทั้งๆที่ต้นตอของปัญหาเกิดจากคนไม่กี่คน แต่พาลให้ผู้อื่นต้องเดือดร้อนไปทั่ว

Nihilists คือ ผู้นับถือลัทธิแห่งการทำลาย หรือการนิยมความว่างเปล่า ภาษาไทยคือ สูญนิยม, กลุ่ม Nihilism ในหนังจะเรียกว่าเป็นพวกมโนก็ได้ เป็นคนไม่มีอะไรแต่อยากได้โน่นได้นี่ เป็นโน่นเป็นนี่, คนกลุ่มนี้ถือว่ามีพื้นฐานเหมือนกับ The Dude แต่เป้าหมาย อุดมการณ์ต่างกัน เพราะ The Dude ไม่ได้ต้องการอะไรเลย เขาสุขสบายดีกับชีวิตที่มีอยู่ที่ไม่มีอะไร, ว่าไป Nihilists ในหนังเรื่องนี้เป็นกลุ่มที่ไร้สาระมากๆ เรียกค่าไถ่โดยไม่มีตัวประกัน ตัดนิ้วเท้ายอมเจ็บตัวเพื่อแลกกับเงินทอง ฯ นี่เป็นสภาพของคนมีปัญหาทางจิต ของคนที่ต้องการเรียกร้องความสนใจเท่านั้น

หนังของสองพี่น้อง Coen ก็แบบนี้นะครับ มีประเด็นให้พูดถึงมากมาย วิเคราะห์ได้ในหลายระดับด้วย, จริงๆยังมีที่ผมสนใจอีกแต่ขอติดไว้ก่อน (สักวันถ้ามีโอกาสจะกลับมาเขียนให้) อาทิ Sexual Fetishism (ของตัวละคร Maude), Capitalist (แทนด้วย The Big Lebowski)

สรุปแล้วใจความของหนังเรื่องนี้ คือเรื่องราวชีวิตของ Jeff Lebowski กับการหาเงินเพื่อซื้อพรมใหม่ ซึ่งเราจะได้เห็นวิธีการ แนวคิด ทัศนคติ ปรัชญาการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนใคร และความไม่ยี่หร่าต่ออะไรเมื่อพบกับอุปสรรค กระนั้นตอนจบเราก็ไม่รู้ว่าเขาได้ซื้อพรมใหม่หรือเปล่า?, Ethan Coen เคยให้สัมภาษณ์บอกว่า โปรดิวเซอร์ Joel Silver คิดว่าหนังควรจบที่ The Dude ได้พรมใหม่หรืออะไรสักอย่างเกี่ยวกับพรม แต่พวกเขากลับมองว่านั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญของหนังตอนจบ เพราะสิ่งที่ The Dude สนใจจริงๆไม่ใช่เรื่องพรม แค่ต้องการไขปริศนาว่าใครต่างหากที่มาฉี่ใส่พรมเขา เพื่ออะไรและทำไปทำไม ซึ่งพอ The Dude ได้คำตอบพวกนี้แล้ว หนังเลยถึงตอนจบ สิ่งอื่นๆที่ไม่มีค่าทั้งหลายเลยหมดความสำคัญลงทันที

ผมเลือกหนังเรื่องนี้มาเขียนวันนี้ เพื่อเป็นการระลึกถึง David Huddleston ผู้รับบท The Big Lebowski ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2016 นี่ถือเป็นหนังดังที่สุดของเขานะครับ

สองพี่น้อง Coen ไม่มีความประสงค์จะสร้างภาคต่อให้กับหนังแต่ประการใด แม้จะได้รับเสียงเรียกร้องจากแฟนๆมากแค่ไหน กระนั้น John Turturro ด้วยความที่ชื่นชอบในตัวละครของตัวเองอย่างมาก ล่าสุดหนีไปทำ Spinoff หนังของตนเองเรียบร้อย กำกับและนำแสดงเองด้วย ชื่อเรื่อง Going Places ขณะนี้ (2016) กำลังสร้างอยู่นะครับ น่าจะได้ฉายปี 2017 ไม่รู้จะมีนักแสดงชุดเดิมไปร่วมแจมด้วยหรือเปล่า แต่ถือเป็นโปรเจคที่น่าสนใจทีเดียว

ความ cult classic ของ The Big Lebowski ได้กลายเป็นหนังโปรดของใครหลายคน อาทิ นักแสดง Jennifer Lawrence, Jonah Hill, Seth Rogen, John Hawkes, Jane Lynch, Martin Starr, Eva Mendes, Nick Offerman, ผู้กำกับ Sam Raimi, Richard Kelly, นักร้อง Rapper Talib Kweli ฯลฯ

เกร็ด: หนังเรื่องนี้ มีคนนับ ‘f**k’ ได้ทั้งหมด 292 ครั้ง มากกว่าหนังเรื่อง Scarface เสียอีก

ประโยคฮิตของหนัง ‘The Dude abides’ (แปลประมาณว่า ‘The Dude คงอยู่ตลอดไป’) เป็นคำที่อ้างอิงมาจากไบเบิ้ล Ecclesiastes 1:4 ที่ว่า ‘One generation passes away, and another generation comes: but the earth abides forever.’

ด้วยทุนสร้าง $15 ล้านเหรียญ หนังทำรายได้เปิดตัวสัปดาห์แรก $5.5 ล้านเหรียญ ถือว่าน่าผิดหวังมาก ทำเงินในอเมริการวมแล้ว $17.4 ล้าน ทั่วโลก $46.2 ล้านเหรียญ น่าจะขาดทุนพอสมควร

ถ้าคุณรู้ตัวว่าเป็นคนสไตล์ลิส ติสต์แตกแล้วยังไม่ดูหนังเรื่องนี้ ถือว่าพลาดแล้วนะครับ, นักสังคม จิตวิทยา ปรัชญา ดูหนังเรื่องนี้เพื่อศึกษาแนวคิด วิถีของ The Dude, ใครชอบแนว Crime Comedy ขาประจำของ Coen Brothers และแฟนหนัง Jeff Bridges, Steve Buscemi, John Goodman, Julianne Moore โดยเฉพาะอย่างยิ่ง John Turturro ที่พี่แกแต๋วสุดๆ

จัดเรต 15+ อย่าเอาให้เด็กดูนะครับ หนังหยาบคายและไร้สาระ นี่เป็นความบันเทิงของผู้ใหญ่

TAGLINE | “The Big Lebowski หนังติสต์ๆของคนแนวๆ โดย Coen Brothers และสุดยอดการแสดงของ Jeff Bridges ที่อาจทำให้คุณกลายเป็น The Dude โดยไม่รู้ตัว”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of