The Bride Wore Black (1968)

The Bride Wore Black

The Bride Wore Black (1968) French : François Truffaut ♥♥♡

หลังจาก François Truffaut ได้สัมภาษณ์ Alfred Hitchcock เป็นเวลา 8 วัน เพื่อเขียนหนังสือเรื่อง Hitchcock/Truffaut ก็ได้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ La Mariée était en noir เพื่อเป็นการเคารพคารวะไอดอลของตนเอง, กระนั้น Truffaut ก็มิใช่ Hitchcock คงเหลือแต่ Jeanne Moreau ที่ทำให้หนังเรื่องนี้คงความน่าสนใจอยู่

François Truffaut (1932 – 1984) ผู้กำกับภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศส หลังจากได้ทำงานเป็นนักวิจารณ์ของนิตยสาร Cahiers du cinéma ก้าวขึ้นมากำกับภาพยนตร์เรื่องแรก The 400 Blows (1959) กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากการเป็นหนึ่งในผู้นำยุคสมัย French New Wave, เมื่อปี 1962 ติดต่อขอสัมภาษณ์ผู้กำกับดังในดวงใจ Alfred Hitchcock ซึ่งก็ได้ยินยอมเสียสละเวลาเป็นสัปดาห์ ถูกกักตัวคุมขังอยู่ที่ Universal Studio โดยหัวข้อหลักของการสนทนาครั้งนี้ คือการเปิดเผยแนวคิดรูปแบบวิธีการทำงาน สร้างภาพยนตร์ของ Hitchcock ตั้งแต่เรื่องแรกถึงล่าสุดขณะนั้น

บทสัมภาษณ์ระหว่าง Truffaut กับ Hitchcock เกือบครึ่งศตวรรษให้หลัง ได้ผู้กำกับ Kent Jones นำฟุตเทจมาเรียบเรียงตัดต่อใหม่กลายเป็นสารคดีความยาว 80 นาทีเรื่อง Hitchcock/Truffaut (2015) ใครสนใจลองหารับชมดูนะครับ

ส่วนถ้าใครอยากหาอ่านหนังสือ Hitchcock/Truffaut คงต้องสั่งซื้อจากเว็บต่างประเทศ (เมืองไทยน่าจะไม่มีขาย)

เห็นว่าหนังสือ Hitchcock/Truffaut เล่มนี้ ได้พลิกโฉมวงการภาพยนตร์เลยนะครับ เพราะรายละเอียดเป็นการเปิดเผยเบื้องหลังการทำงาน ที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับรู้เข้าใจมาก่อน เป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้สร้างภาพยนตร์และคนรักหนัง อาจถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ Director Commentary เลยก็ว่าได้

หลังสัมภาษณ์ Truffaut ใช้เวลารวบรวมเรียบเรียงเขียนหนังสืออยู่หลายปี เสร็จสิ้นตีพิมพ์เมื่อปี 1966 เกิดความต้องการที่จะสร้างภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเพื่อเป็นการ Homage ยกย่องให้เกียรติผู้กำกับคนโปรด ตัดสินใจเลือกนิยาย The Bride Wore Black (1940) ของนักเขียนสัญชาติอเมริกา Cornell George Hopley-Woolrich ที่ใช้นามปากกาว่า William Irish (บางครั้งก็ใช้นามปากกา George Hopley) ที่ Hitchcock เคยนำนิยายเรื่อง It Had to Be Murder (1942) มาดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Rear Window (1954)

เรื่องราวของหนังเป็นแนวตามฆ่าล้างแค้น (Revenge) หญิงสาวหม้ายคนหนึ่ง Julie Kohler (รับบทโดย Jeanne Moreau) แต่งชุดดำออกตามฆ่าชาย 5 คน ด้วยเหตุผลที่ว่าพวกเขาได้ฆ่าสามีของเธอในวันแต่งงาน

Jeanne Moreau (1928 – 2017) นักแสดงหญิงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris เติบโตขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2, ตอนอายุ 16 เกิดความสนใจด้านการแสดง เข้าเรียนร้องเล่นเต้นที่ Conservatoire de Paris จากนั้นเป็นนักแสดงละครเวที แจ้งเกิดกับภาพยนตร์เรื่อง Elevator to the Gallows (1958) ของผู้กำกับ Louis Malle โด่งดังที่สุดคงเป็น Jules et Jim (1962) ของผู้กำกับ François Truffaut

Moreau เป็นนักแสดงที่มีความหลากหลาย เล่นได้ทุกบทบาท เป็นที่ต้องการตัวของผู้กำกับดังทั่วยุโรป มีผลงานทั้งหนังฝรั่งเศส, อิตาลี, เยอรมัน, อังกฤษ ฯ ผลงานเด่นอื่นๆอาทิ
– La Notte (1961) ของผู้กำกับ Michelangelo Antonioni,
– The Trial (1962) กับ Chimes at Midnight (1962) ของผู้กำกับ Orson Welles,
– Bay of Angels (1963) ของผู้กำกับ Jacques Demy,
– Diary of a Chambermaid (1964) ของผู้กำกับ Luis Buñuel

คว้ารางวัลการแสดง
– เทศกาลหนังเมือง Cannes: Best Actress เรื่อง Moderato cantabile (1960)
– เทศกาลหนังเมือง Venice: Best Actress (Special Award) เรื่อง Les amants (1958)
– BAFTA Award: Best Foreign Actress เรื่อง Viva Maria! (1965)
– César Award: Best Actress เรื่อง La vieille qui marchait dans la mer (1991)

เป็นนักแสดงไม่รู้คนเดียวหรือเปล่าที่ Big 3 สามเทศกาลหนังใหญ่ของโลกมอบรางวัล
– Cannes: Honorary Palme d’Or
– Venice: Career Golden Lion
– Berlin: Honorary Golden Berlin Bear

สำหรับหนังเรื่องนี้รับบท Julie Kohler หญิงสาวที่มีรอยยิ้มร่าเริงสดใส เข้าพิธีวิวาห์กับแฟนหนุ่มเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กำลังเดินออกมาข้างนอกโบสถ์ แล้วอยู่ดีๆสามีก็ล้มลง ถูกกระสุนจากที่ไหนไม่รู้ปลิดชีพเสียชีวิต, ความเศร้าโศกเสียใจอมทุกข์ ต้องการจะฆ่าตัวตายตามแต่ไม่สำเร็จ สิ่งเดียวเท่านั้นที่หลงเหลืออยู่ในชีวิตเธอคือการแก้แค้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะต้องหน้านิ่งใจเย็นชา และเอาคืนด้วยความโหดเหี้ยมที่สุด

ด้วยเหตุนี้ ตัวละครจึงใส่ชุดสีดำขณะจะฆาตกรรมชายทั้งห้า แต่หลายครั้งก็จะใส่สีขาว (ประมาณว่า สีขาว=บริสุทธิ์, สีดำ=ความชั่วร้าย) และมีอยู่ครั้งหนึ่งชุดจะเป็นสีขาว-ดำ ก็ไม่รู้ดีหรือชั่ว

การแสดงของ Moreau คือจุดเด่นของหนังเรื่องนี้ ที่ได้สร้างมิติลึกล้ำให้กับตัวละคร ใบหน้าของเธออมทุกข์ ทรมาน โศกเศร้า แม้แต่รอยยิ้มยังแฝงด้วยความเจ็บปวด ทุกวินาทีจมอยู่กับความรวดร้าว เห็นแล้วอึดอันทรมานใจสิ้นดี แต่ก็มิอาจละสายตายไปจากเธอได้, นี่น่าจะถือเป็นหนึ่งในการแสดงยอดเยี่ยมที่สุดของ Moreau ถ้าหนังทำออกมาดีกว่านี้สักหน่อย คงได้เจิดจรัสฉาย พูดถึงยกย่องมากกว่านี้แน่

สำหรับชายทั้ง 5 ผมขอพูดถึงลักษณะและการตายของพวกเขาแค่ผ่านๆแล้วกัน
– Bliss (รับบทโดย Claude Rich) ชายคนนี้เป็นเสือผู้หญิง มีอพาร์ทเม้นต์อยู่ชั้นบนๆตึกสูง ชื่นชอบพาสาวๆไม่ซ้ำหน้ามาค้างแรม, ในคืนวันก่อนแต่งงาน (Wedding Eve) จัดงานเลี้ยงปาร์ตี้เตรียมสละโสด ถูกหญิงสาวใช้คำพูดเสน่ห์เย้ายวน ผลักตกตึกลงมาเสียชีวิต

– Coral (รับบทโดย Michel Bouquet) ครูสอนหนังสืออาศัยอยู่คนเดียวในอพาร์ทเมนท์ (พึงพอใจกับการเป็นโสด) วันหนึ่งได้รับตั๋วชมคอนเสิร์ตพบเจอกับหญิงสาว เธอขอให้เขาชักชวนไปที่ห้องพัก แล้ววางยาพิษใน Arak (เหล้ากลั่นจากน้ำตาลอ้อย) มอมเมาจนเสียชีวิต

– Morane (รับบทโดย Michel Lonsdale) ว่าที่นักการเมือง แต่งงานแล้วมีลูกชายเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาล, หญิงสาวต้องวางแผนให้ภรรยาของเขาไม่อยู่บ้าน ตีสนิทกับลูกชายอ้างเป็นครูสอนหนังสือ แล้วใช้การกักขังชายผู้นี้ในห้องใต้บันได ขาดอากาศหายใจเสียชีวิต

– Fergus (รับบท Charles Denner) ศิลปินนักวาดรูป กำลังมองหานางแบบที่มีรูปลักษณ์คล้ายเทพธิดาโรมัน Diana the Huntress ได้หญิงสาวกลายเป็นแบบ พบเจอกันหลายครั้งจนแสดงออกว่าตกหลุมรัก สุดท้ายถูกธนูปักคาหลังสิ้นใจ

– Delvaux (รับบทโดย Daniel Boulanger) เจ้าของร้านรับซื้อขยะของเก่า ในตอนแรกวางแผนจะฆ่าด้วยปืนพก แต่เขากลับถูกตำรวจจับข้อหาขายรถเถื่อน, ช่วงท้ายหญิงสาวตัดสินใจยอมมอบตัวพร้อมกับยอมรับทุกข้อกล่าวหา เข้าไปอยู่ในเรือนจำเดียวกับ Delvaux มีความประพฤติดีจนได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจให้เป็นคนเสิร์ฟอาหาร ใช้โอกาสนั้นเอามีแทงเสียชีวิต (แต่เราจะไม่เห็นการกระทำนี้เลยนะ แค่ได้ยินเสียงร้องครวญครางแล้วหนังก็จะตัดจบลงเลย)

ถ่ายภาพโดย Raoul Coutard ขาประจำของ French New Wave ก่อนหน้าเข้าสู่วงการภาพยนตร์ เคยทำงานเป็นช่างภาพทำข่าวสงคราม จึงมีความคล่องตัว เชี่ยวชาญในการถ่ายภาพที่รวดเร็วอย่างมีสไตล์, ว่ากันว่าเป็นความจับพลัดพลูตอนที่ร่วมงานกับ Jean-Luc Godard เรื่อง À bout de souffle (1960) เป็นการถูกบังคับหักคอมาให้เป็นตากล้อง แต่ไปๆมาๆด้วยสไตล์การทำงานที่ถูกใจผู้กำกับยุคนี้ เลยกลายเป็นขาประจำของทั้ง Godard, Truffaut และ Jacques Demy

ลีลาการถ่ายภาพของหนังเรื่องนี้ต้องถือว่า ไม่มีหยุดนิ่ง ทุกฉากอย่างน้อยที่สุดต้องมีเคลื่อนไหว (ยกเว้นฉากสุดท้าย ที่ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว กล้องเลยแน่นิ่งแช่อยู่กับที่) ถ้าไม่แพนซ้าย-ขวา ซูมเข้า-ออก ก็ต้องเดินไปมา, ผมเพิ่งมานึกได้ว่าสไตล์การถ่ายภาพลักษณะนี้ เริ่มต้นก็จากหนังของ Truffaut นี่แหละ เรื่อง The 400 Blows (1959) ที่แม้มีเพียงการซูมออกแพนกล้องแล้วซูมเข้า แต่ก็ได้พัฒนาต่อยอดขึ้นมาเรื่อยๆ

เราสามารถเปรียบการเคลื่อนกล้องของหนังเรื่องนี้ ได้กับจิตใจของหญิงสาวที่เต็มไปด้วยความว้าวุ่นวาย สับสนอลม่าน ช่วงแรกๆมีความรุนแรง รวดเร็ว แต่จะค่อยๆช้าลง เบาขึ้น จนกระทั่งช็อตสุดท้ายของหนังไม่มีหลงเหลือการเคลื่อนไหวใดๆ นั่นคือ จิตใจของเธอคงได้สงบลงแล้วเสียที

ตัดต่อโดย Claudine Bouché ขาประจำของ Truffaut, เราสามารถแบ่งเรื่องราวของหนังออกเป็น 5 องก์ ตาม 5 ตัวละครที่หญิงสาวทำการฆาตกรรม

การดำเนินเรื่องจะเริ่มจากปริศนาความพิศวง ชวนให้ผู้ชมเกิดข้อสงสัย 5 ประการ
1) หญิงสาวคนนี้คือใคร?
2) จุดประสงค์/แรงจูงใจ เพื่ออะไร?
3) เป้าหมายของเธอคือใคร?
4) เป้าหมายมีทั้งหมดเท่าไหร่?
5) และสุดท้ายจะทำสำเร็จครบหมดหรือไม่

คำตอบเหล่านี้จะค่อยๆได้รับการเฉลยทีละเปราะ ส่วนใหญ่ด้วยการเล่าเรื่องย้อนอดีตในมุมมองของหญิงสาว แต่จะมีตอนเฉลยเป้าหมายพวกเขาเป็นใคร จำต้องเปลี่ยนไปใช้มุมมองของหนึ่งในชายทั้ง 5 คน อธิบายเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น

เพลงประกอบโดย Bernard Herrmann ด้วยความที่เป็นขาประจำของ Alfred Hitchcock กับหนังที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติในสไตล์ Hitchcock จะมีใครอื่นที่เหมาะสมกว่าชายผู้นี้

เราจะได้ยินเพลงประกอบดังขึ้นตลอดแทบทั้งเรื่อง ชี้ชักนำพาอารมณ์ของผู้ชมให้เป็นไปตามเรื่องราวความรู้สึกของหนัง เรียกว่าเป็นความพยายามบิ้ว สร้างบรรยากาศอย่างถึงที่สุดเลย, เราสามารถหลับตาแล้วนั่งฟังเฉพาะเพลงประกอบ ก็ยังสามารถรับรู้อารมณ์ทั้งหมดของหนังได้เลยนะครับ

สำหรับบทเพลงคลาสสิกที่หญิงสาวเปิดในห้องของ Coral คือ Mandolin Concerto in C major, RV 425 ของ Antonio Vivaldi คีตกวีสัญชาติอิตาเลี่ยนเมื่อปี 1725 มีทั้งหมด 3 Movement, นี่เป็นบทเพลงที่มักบรรเลงเคียงคู่กับ Four Seasons เพราะสัมผัสทางอารมณ์ที่คล้ายคลึงใกล้เคียงกัน

เกร็ด: Mandolin เป็นเครื่องดนตรีตระกูล Lute มีสาย 4 คู่ (8 สาย) หรือ 6 คู่ (12 สาย) ลักษณะการเล่นคล้ายการดีดกีตาร์โดยใช้พิค (Pick) เสียงที่เกิดจากแมนโดลินมีความไพเราะ เร้าอารมณ์ได้ดีโดยเฉพาะโศกเศร้าเกี่ยวกับความรัก, มีถิ่นกำเนิดที่ประเทศอิตาลี นิยมแพร่หลายกันในศตววรษที่ 18

ความตั้งใจของผู้กำกับ Truffaut สร้างหนังเรื่องนี้เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูสไตล์ของ Hitchcockian ความคล้ายคลึง อาทิ
– อุบัติเหตุ ความตายของสามีที่อยู่ดีๆก็เกิดขึ้น สร้างความพิศวงสงสัย ทำให้ภรรยาสาวต้องออกเดินทางตามหาความจริง
– ความเข้าใจผิด จับพลัดจับพลู หลายตัวละครที่เป็นผู้บริสุทธิ์แต่ต้องมารับเคราะห์กรรมบางอย่าง
– ลีลาการฆาตกรรม ใช้มุมกล้อง ตัดต่อ เล่นกับภาษาภาพยนตร์ได้อย่างเหนือชั้น
– ความลุ้นระทึกที่จะค่อยๆทวีความตื่นเต้นเร้าใจ คาดการณ์อะไรไม่ได้ บางสิ่งอย่างอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว

แต่สิ่งที่แตกต่าง
– หนังของ Hitchcock จะไม่ค่อยมีการเคลื่อนกล้อง/ซูมเข้าออก หวือหวารุนแรงมากมายขนาดนี้ (แต่ถ้ามองว่านี่คือลายเซ็นต์ของ Truffaut เป็นการทำเพื่อคารวะให้เกียรติก็ยังพอรับได้อยู่)
– ปกติแล้วหนังของ Hitchcock มักต้องมีอธิบายการเกิดขึ้นของทุกสิ่งอย่าง แต่กับเรื่องนี้ทิ้งเหตุผลที่ว่า ทำไมหญิงสาวถึงได้รู้ว่ามีชาย 5 คน แหล่งข่าว ข้อมูลนั้นมาจากไหน?
– เหมือนว่าผู้กำกับพยายามชักจูงให้ผู้ชมสนใจวิธีการทำงาน/แผนฆาตกรรมของหญิงสาว มากกว่าที่จะสร้างบรรยากาศตื่นเต้นลุ้นระทึก พิศวงสงสัย

เพราะนี่คือหนังของ Truffaut ไม่ใช่ของ Hitchcock แม้จะเป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ เรียนรู้ศึกษาเข้าใจอย่างถ่องแท้ พยายามนำเสนอในรูปแบบคล้ายคลึง (เลียนแบบ) ใกล้เคียงกันมากที่สุด แต่ไม่วาย ยังไงก็ไม่มีทางเหมือนได้เปะอยู่ดี, ภาพรวมของหนังมองเป็น Homage ก็ถือว่ายังพอรับได้อยู่ ซึ่งผลลัพท์จากการสร้างหนังเรื่องนี้แล้วได้เสียงตอบรับอันเลวร้ายจากนักวิจารณ์ ก็ทำให้ Truffaut รู้ตัวเลยละ ฉันก็คือฉัน ทำไมต้องไปแส่หาเรื่องพยายามทำหนังเลียนแบบคนอื่นด้วย!

สำหรับใจความสำคัญ หลายคนคงตั้งคำถามทางศีลธรรม ‘มีประโยชน์อะไรกับการแก้แค้น?’ แต่หนังไม่ได้ชวนให้เราเกิดความรู้สึกอยากตั้งคำถามนี้เลยนะครับ ด้วยเพราะวิธีการนำเสนอ เล่าเรื่องโดยให้เกิดการลุ้นระทึกของหญิงสาว ว่าเธอจะฆาตกรรมคนที่ฆ่าสามีตนเองสำเร็จได้หรือไม่ ซึ่งทุกครั้งเมื่อทำสำเร็จ ผมเกิดความพึงพอใจขึ้นมากกว่าจะรู้สึกขยะแขยงต่อต้าน

นี่แปลว่าหนังมันไม่ได้มีสาระหรือทำให้ผู้ชมตั้งคำถามอะไรนั้นเลยนะครับ เป็นความพึงพอใจทางอารมณ์ต่อเรื่องราวของการแก้แค้นล้วนๆ นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ Hitchcock ไม่มีวันสร้างหนังแบบนี้ขึ้นแน่ อย่างน้อยที่สุดกับคนสุดท้าย หญิงสาวน่าจะปล่อยเขาไปหรือไม่ก็เกิดการ ‘ให้อภัย’ แบบนี้อาจจะหักมุมคาดไม่ถึงยิ่งกว่า

ส่วนตัวไม่ค่อยชอบหนังเท่าไหร่ อย่างที่บอกไป แทนที่ผู้ชมควรจะรู้สึกขยะแขยงต่อต้านกับการกระทำล้างแค้นนี้ แต่กลับพึงพอใจ ยินดีปรีดาแทนตัวละครที่กระทำสำเร็จ แบบนี้ผมไม่โอเคเท่าไหร่, เว้นกับการแสดงของ Jeanne Moreau ต้องบอกว่าตราตรึง เห็นใจ น่าประทับใจเสียจริง โดดเด่นล้ำค่ากว่าส่วนอื่นใดของหนังโดยแท้

แนะนำกับคอหนังฝรั่งเศส ชื่นชอบแนวฆาตกรรมล้างแค้นอย่างมีศิลปะๆ แฟนๆของผู้กำกับ François Truffaut ในสไตล์ของ Alfred Hitchcock และคนรัก Jeanne Moreau ห้ามพลาดเด็ดขาด

จัดเรต 13+ กับการฆ่าล้างแค้น

TAGLINE | “The Bride Wore Black เป็นหนังที่ Jeanne Moreau ควรสวมชุดดำให้กับ François Truffaut มากกว่า”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of