The Evil Dead (1981)

The Evil Dead

The Evil Dead (1981) hollywood : Sam Raimi ♥

ผีอมตะ เป็นภาพยนตร์ที่ครบเครื่องเรื่องเทคนิค ใช้ทุนสร้างต่ำ แต่ผลลัพท์สะดุ้งโหยง กลายเป็นการแส Cult ประสบความสำเร็จล้นหลาม กระนั้นมันอาจไม่เหมาะสำหรับคอหนังทั่วไป โปรดใช้สติให้มากๆเวลารับชม

ผมไม่ใช่คอหนัง Horror แต่ก็สามารถทนฝ่าความบ้าคลั่ง อัปลักษณ์ พิศดาร ของภาพยนตร์แนวนี้มานักต่อนัก จนกระทั่งถึงเรื่องนี้ที่ทำให้ผมกุมขมับ เบือนหน้าหนี คือรับรู้นะครับว่าโปรดักชั่นการสร้างมันเจ๋งมากๆ แต่ Special Effect ชวนอ๊วกทั้งหลาย มันสยดสยอง น่าขยะแขยงเสียเหลือเกิน นี่หรือคือตัวตนแท้จริงของ Sam Raimi ผู้กำกับไตรภาคแรก Spider-Man

เพื่อนรัก 5 คน ขับรถเดินทางไปพักค้างแรมยังบ้านร้างกลางป่า ที่นั่นพวกเขาได้ค้นพบหนังสือ Book of the Dead และเทปบันทึกเสียงของอดีตเจ้าของกระท่อมน้อยหลังนี้ ด้วยความใคร่สงสัยอยากรู้ ใครคนหนึ่งจึงกดฟังดู ปรากฎว่าได้ปลุกวิญญาณร้าย ผีอมตะฟื้นคืนขึ้นมาจากหลุม เข้าสิงร่างของเพื่อนๆ วิธีการเดียวเท่านั้นที่จะขับไล่ต่อกร ต้องแยกส่วน ตัดผ่าร่างกายออกเป็นชิ้นๆ แล้วนำไปฝังกลบดิน สุดท้ายจะมีใครหลงเหลือรอดชีวิตกลับออกไปได้หรือเปล่า?

Samuel M ‘Sam’ Raimi (เกิดปี 1959) ผู้กำกับ สร้างภาพยนตร์สัญชาติอเมริกา เกิดที่ Royal Oak, Michigan ครอบครัวชาว Jews อพยพจาก Russia และ Hungary ตั้งแต่เด็กเคยมีความฝันอยากเป็นนักอุตุนิยมวิทยา (Meteorologist) ตามด้วยนักบิน (Pilot) เข้าเรียน pre-SAT แต่สอบไม่ผ่าน ได้จับกล้อง Super-8 ถ่ายเล่นกับเพื่อนสนิท Bruce Campbell แต่ไม่เคยคิดสนใจว่าจะทำงานเป็นผู้กำกับ จนกระทั่งเข้าเรียน Michigan State University สาขาภาษาอังกฤษ พบเจอกับเพื่อนพี่ชายที่เรียนเศรษฐศาสตร์ Rob Tapert ชักชวนให้สร้างภาพยนตร์ขนาดยาว (Feature Length) เพราะรู้สึกว่ากำลังไปกันได้สวย, เรียนมหาลัยเพียง 3 เทอม Raimi ก็ตัดสินใจลาออกมาร่วมก่อตั้งบริษัทของตนเอง Renaissance Productions

“And then Rob (Tapert) said, ‘Why don’t we make a feature film, since we seem to be doing it in Super-8?’ I thought, the poor sap doesn’t realise it isn’t possible – I’ll play his game until he finds out, because I’d hate to be the one who says no. Finally, we got evicted because we were playing our Super-8 movies too loud. It was either find another apartment or go into the movie business.”

สามทหารเสือร่วมมือกันสร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก It’s Murder! (1977) นำแสดงโดย Bruce Campbell ก็ไม่รู้ผลลัพท์เป็นอย่างไร แต่ทำให้ Raimi เกิดความสนใจแนว Horror รับอิทธิพลจาก The Rocky Horror Picture Show (1975) พัฒนาหนังสั้นขึ้นก่อน Within The Woods (1978) ความยาว 32 นาที ทุนสร้าง $1,200 เหรียญ แล้วนำไปฉายดึงดูดนายทุนทั้งหลาย ขอเงินเพื่อนำมาสร้างหนังขนาดยาว

“We’d make people sick then ask them to invest,”

จริงๆบรรดานายทุนก็หาใช่ใครอื่น พ่อแม่ เพื่อนพี่น้อง ญาติโกโหติกาทั้งหลาย รวมเงินได้ประมาณ $430,000 เหรียญ ตอนแรกตั้งชื่อโปรเจคว่า Book of the Dead ก่อนจะเปลี่ยนเป็น The Evil Dead โดยคำแนะนำของ Irvin Shapiro ตอนนำไปฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes

แรงบันดาลใจของหนังรับอิทธิพลมาจากนิยายของ H.P. Lovecraft (1890 – 1937) นักเขียนแนว Horror สัญชาติอเมริกา ที่หลายๆผลงานในจักรวาลของเขา มักนำเอาความเชื่อสมัยโบราณ อิยิปต์ ฯ มาผสมผสานปรุงแต่งเรื่องราว นำเสนอให้เกิดขึ้นกลายเป็นจริงในยุคสมัยปัจจุบัน

เกร็ด: Book of the Dead เป็นหนังสือที่มีจริงของชาวอิยิปต์โบราณ (ไม่ใช่หนังสือเป็นเล่มๆนะครับ คือข้อความแกะสลักตามผนัง/กำแพง ตามสุสาน ปิระมิด ฯ) ในยุคสมัย New Kingdom (ประมาณ 1550 BCE) ชื่อเต็มๆอ่านว่า rw nw prt m hrw แปลว่า Book of Coming Forth by Day มีลักษณะเป็น Funerary Texts ประกอบพิธีศพ ข้อความประโยคเวทย์มนต์คาถา ใช้เพื่อนำทางคนตายให้เดินทางสู่ Duat (นครใต้บาดาล) รอคอยวันหวนคืนกลับขึ้นมาเกิดใหม่ในโลกหน้า

สำหรับนักแสดง นำโดยเพื่อนรักเพื่อนตาย Bruce Lorne Campbell (เกิดปี 1958) นักแสดง/ตลก ผู้กำกับสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Royal Oak, Michigan พบเจอกันตั้งแต่สมัยเรียน Wylie E. Groves High School และมา Cameo รับเชิญในหนังของ Raimi ทุกเรื่อง (มีทั้งได้เครติดและไม่รับเครดิต)

Ashley James ‘Ash’ Williams (Ash แปลว่า เถ้าถ่าน) ขับรถนำทางเพื่อนอีก 4 คน ประกอบด้วย แฟนสาว Linda, น้องสาว Cheryl, เพื่อน Scott, และแฟนเพื่อน Shelly มาถึงยังกระท่อมกลางป่า, Ash ในตอนแรกเมื่อพบเจอกับความบ้าคลั่ง ออกอาการตื่นตระหนกแทบเสียสติ หายใจรุนแรง ดวงตาลุกโพง เรียกว่าเป็นคนขี้ขลาดเขลา แต่เพราะความต้องการมีชีวิตรอด จึงค่อยๆแปรสภาพเปลี่ยนตัวเอง พยายามทำทุกวิถีทาง ฆ่าทิ้งได้แม้กระทั่ง … เหมือนว่าจะเป็นคนเดียวในภาคนี้ที่ไม่ถูกวิญญาณปีศาจร้ายเข้าสิง

Campbell รับบท Ash ในทุกๆภาคของแฟนไชร์ The Evil Dead จนกลายเป็น Iconic ภาคหลังๆได้รับการยกย่องในเรื่องปฏิภาณไหวพริบ และเป็นที่จดจำกับภาพลักษณ์ มือขวาผูกติดกับเลื่อยไฟฟ้า มือซ้ายถือปืนลูกซองตัดปลายกระบอก, นิตยสาร Empire โหวตตัวละครนี้ ‘greatest movie character of all time’ ติดอันดับ 24 เทียบกับ Superman/Batman คือตัวแทนของ D.C. Comic ตัวละคร Ash ก็คือตัวตายตัวแทนของแฟนไชร์ The Evil Dead

การแสดงของ Campbell ออกไปทาง Surrealist มากกว่า Expressionist คือมันเว่อเกินจริงมากๆ (ตัวหนังเองก็เช่นกัน) ดวงตาลุกโพลง หายใจหอบเข้าออกเห็นชัดเจน เหงื่อหยดเลือดไหลย้อย ซูมดวงตาระดับ Extreme Close-Up เรียกว่าดึงทุกอณูรูขุมขนความรู้สึก ออกมาจากนักแสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัว (ที่จะค่อยๆแปรสภาพเป็นความขบขัน) แต่ภาคนี้ Comedy ยังไม่ชัดเท่าไหร่ ผิดกับภาคสอง ต้องบอกเลยว่าโครงกระดูก รูปหน้าของ Campbell มีความเป็นนักแสดง Dark Comedy มาดนิ่งหล่อเข้มที่สุดแล้ว

สำหรับนักแสดงคนอื่นๆ ล้วนเป็นเพื่อน/ครอบครัวของ Raimi กับ Campbell ทั้งนั้น (เรียกว่าหนังครอบครัว/รวมญาติสนิทมิตรสหารเลยก็ว่าได้) ประกอบด้วย Ellen Sandweiss, Hal Delrich, Betsy Baker, Sarah York เขาและพวกเธอมักจะชอบมา Cameo ในหนังของ Raimi อยู่เป็นประจำ

ตอนแรกวางแผนถ่ายทำกันที่ Royal Oak, Michigan ใกล้ๆบ้านของทุกคน แต่จำใจต้องเลือก Morristown, Tennessee ที่ยื่นจดหมายขออนุญาตถ่ายทำแล้วได้รับตอบกลับ, กระท่อมหลังน้อยนี้อยู่ห่างไกลความเจริญมากๆ ไม่มีปั๊มน้ำ ไม่มีสายโทรศัพท์ เต็มไปด้วยขี้วัว สภาพชำรุดทรุดโทรมแทบอยู่ไม่ได้ ทีมงานและนักแสดงทั้ง 13 คน ต้องร่วมด้วยช่วยกันปรับปรุงซ่อมแซมอยู่ถึง 8 วันกว่าจะได้เริ่มถ่ายทำ (พวกเขาทั้งหมดต่างอาศัยหลับนอนกลางวันอยู่ในกระท่อมหลังนี้ด้วย)

ถ่ายภาพโดย Tim Philo หนึ่งในเพื่อนสมัยเรียนของ Raimi ที่ร่วมด้วยช่วยลงแรงในยุคแรกๆ ใช้ฟีล์ม 16mm คุณภาพต่ำ แล้วนำไปขยายเป็น 35mm สำหรับฉายในโรงภาพยนตร์ นี่จะทำให้ได้ภาพเบลอนิดๆ แสงสีอึมครึมมืดกว่าปกติ แต่เข้ากับบรรยากาศของหนังที่ส่วนใหญ่ถ่ายทำตอนกลางคืนอย่างมาก

ด้วยความยังอ่อนด้อยประสบการณ์ของทีมงานและผู้กำกับ ทำให้การถ่ายทำล่าช้าไปพอสมควร โดยเฉพาะ Raimi ใช้เวลาหมดไปกับการเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ถ่ายโน่นนี้นั่น เปลี่ยนมุมไปเรื่อยๆ Close-Up ใบหน้า ดวงตา ปฏิกิริยาของนักแสดงทุกๆคนในทุกๆฉาก ไม่ค่อยที่จะให้ความสนใจกับ Master Shot เสียเท่าไหร่, แต่ต้องถือว่าผลลัพท์จากการตัดต่อที่ออกมา มีความทรงพลังพอสมควร เพราะรายละเอียดเล็กๆน้อยๆนี้แหละที่ทำให้หนังมีความละเอียดครบเครื่อง

หลายๆเทคนิคการถ่ายภาพที่พบเห็นได้ในยุคสมัยนั้น ราวกับทำการบ้านสร้างภาพยนตร์ส่งอาจารย์ มีเยอะแยะเต็มไปหมด จะขอลองไล่เท่าที่รู้จักจดจำได้ อาทิ ซ้อนภาพ (Exposure), Tracking, Panning, Reverse Shot, Stop Motion, Point Of View, มุมก้มเงย เอียงกระเท่เร่ (Dutch Angle) 180 องศา ฯ

ไฮไลท์ของการถ่ายภาพ คือการเคลื่อนกล้อง Tracking Shot ในรูปแบบ POV สวมวิญญาณ Evil Dead ล่องลอยพุ่งผ่านป่าดงพงไพร หนองบึง, เนื่องจากทีมงานไม่มีเงินมากพอสามารถหยิบยืมเช่า Steadicam ด้วยกล้องถ่ายภาพอันหนักอึ้งที่มี ทำเป็นเสลี่ยงสองคนช่วยกันยกแบกหาม แถมต้องด้วยความเร็วเหมือนการวิ่งป่าราบ ซึ่งผู้โชคร้าย Robert Tapert มักไม่ค่อยดูตาม้าตาเรือ ชนเข้ากับต้นไม้อยู่ร่ำไป, ส่วนช็อตสุดท้ายของหนัง เห็นว่าใช้การปั่นจักรยานเอาเลยนะครับ ถึงได้เร็วโคตรๆ

“We couldn’t afford a Steadicam, so we improvised, We mounted the camera in the middle of a two-by-four about fifteen feet long. A couple of guys grabbed it, one on either end, and they just ran like hell.”

ด้วยข้อจำกัดของยุคสมัยก่อน กับการถ่ายทำ long take แบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะครับ แต่ไฮไลท์จริงๆอยู่ที่ภาคสอง ผมเห็นแล้วถึงขั้นเหวอออก อึ้งทึ่ง มันถ่ายแบบนั้นไปได้ยังไง! กับภาคนี้ถือเป็นการลองของ แต่ก็ให้ผลลัพท์ที่น่าสะพรึงกลัวไม่น้อย

แต่งหน้า Make-Up Special Effect โดย Tom Sullivan, หนังใช้เทคนิคที่เรียกว่า Fake Shemps (ได้แรงบันดาลใจจาก The Three Stooges) เพื่อไม่เป็นการเสียเวลานักแสดงหลัก เมื่อหมดคิวถ่ายทำ หลังจากฉากที่เขาและพวกเธอได้กลายเป็นปีศาจไปแล้ว ก็จะใช้ตัวประกอบอื่นแต่งหน้าสวมบทแทน (เพราะมันไม่จำเป็นต้องเห็นหน้านักแสดงคนนั้นอีกแล้ว) ถือเป็นวิธีช่วยลดการเสียเวลาและค่าใช้จ่ายลงได้มาก เพราะครึ่งหลังของหนังก็เหลือแต่ตัวละครของ Bruce Campbell ที่สามารถทุ่มเวลาเต็มร้อยให้กับผู้กำกับได้

หนังเรื่องนี้ยังมีการหลบมุมกล้องในฉากการฆ่า ตัดคอ หั่นศพมนุษย์ แต่กับผีปีศาจมันสามารถอ๊วก เลือดพุ่ง หนองไหล ตับไตไส้พุงทะลักออกมาได้อย่างขยะแขยง เว่ออลังการ

เกร็ด: คอนแทคเลนส์ที่บรรดาปีศาจทั้งหลายต้องใส่กัน เพราะความที่มันมีขนาดโตกว่า Big Eye ทำให้ไม่สามารถกระพริบตาได้ กว่าจะสวมใส่ได้ก็ 10 นาที พอถ่ายเสร็จครั้งหนึ่งก็ต้องรีบถอดออกไม่เกิน 15 นาที ไม่เช่นนั้นจะสร้างความระคายเคืองให้กับลูกตาอย่างมาก เป็นการทรมานบรรดา Fake Shemps เป็นอย่างยิ่ง

ได้ยินว่าผู้กำกับ Raimi เป็นพวกค่อนข้างซาดิสต์ด้วยนะครับ ชื่นชอบการทรมานนักแสดง กับเพื่อนรัก Campbell เคยสะดุดกิ่งไม้ล้มเป็นแผลเลือดออก แทนที่จะให้ไปทำแผลกลับรีบเร่งสั่งเข้าฉาก เอาไม้จิ้มๆจงใจกลั่นแกล้ง นำความเจ็บปวดจริงๆนั้นถ่ายทอดออกมา เพราะเขามีความเชื่อว่าเมื่อเห็นมันในภาพยนตร์ จะมีความสมจริงยิ่งๆขึ้นไป

หนังใช้เวลาค่อนข้างนานถึงปีครึ่งกับการ Post-Production ทั้งปริมาณฟุตเทจที่มีมากมายมหาศาล และการทำ Stop Motion ช่วงท้าย, Raimi ได้รู้จักกับนักตัดต่อ Edna Ruth Paul ที่ขณะนั้นมีผู้ช่วยคือ Joel Coen (ของ Coen Brother ที่ตอนนั้นยังเป็นเด็กฝีกงานอยู่) ได้ความยาวฉบับแรก 117 นาที ที่มากเกินบทหนังความยาว 60 นาทีไปมาก จึงค่อยๆถูกเล็มโน่นนี่นั่นออกจนเหลือเพียง 85 นาทีที่สุดสยอง

หนังนิยมใช้เทคนิค Montage ตัดไปมาระหว่างสองสิ่ง, ภาพที่ตัวละครเห็นสลับกับสีหน้าปฏิกิริยา, หรืออย่างฉากเปิดเรื่อง Tracking Shot ภาพ POV วิญญาณปีศาจ กำลังเคลื่อนผ่านป่า เปลี่ยนไปเห็นกลุ่มตัวละครหลักที่กำลังขับรถมุ่งสู่กระท่อมร้างกลางป่า ตัดต่อสลับไปมาโดยไม่รู้ตัว นี่เป็นฉากที่สร้างความตื่นเต้น ลุ้นระทึก ฉงนสงสัย ให้กับผู้ชมได้มากทีเดียว

เสียงพากย์และ Sound Effect เต็มไปด้วยความมั่วซั่ว บ้าคลั่ง อยู่ดีๆก็มีเสียงช้างม้าเสือโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ (ไม่แน่ใจว่าจำสลับกับภาค 2 หรือเปล่านะ) หรือนักแสดงที่พอกลายร่างเป็นปีศาจแล้ว ก็มีทั้งเสียงผู้ชาย/ผู้หญิง สลับกันไปมาฟังไม่ได้สดับ นี่ถือเป็นลักษณะของ Surrealist เกินจริงอย่างมาก แต่สามารถเร่งเร้าอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชมให้พุ่งทะยานขึ้นอย่างสูงปี๊ด

เพลงประกอบโดย Joseph LoDuca นักกีตาร์แต่งเพลง Jazz ที่ตอนทำเพลงประกอบหนังเรื่องนี้เหมือนจะมาเล่นๆเอามันเพราะกำลังเรียนอยู่ แต่กลับได้เสียงตอบรับดีล้นหลาม จนต้องหวนกลับมาทำเพลงให้ครบไตรภาค Evil Dead แล้วไปโด่งดังกับผลงานภาพยนตร์โทรทัศน์ เข้าชิง Emmy: Outstanding Music Composition for a Series หลายครั้งทีเดียว

ลักษณะของบทเพลงรับแรงบันดาลใจจากคีตกวีเอกสัญชาติโปแลนด์ Krzysztof Penderecki อย่างแน่แท้ สังเกตจาก Rape of the Vine เสียงเครื่องสายที่กรีดกรายเหมือนลวดหนาม/เถาวัลย์ค่อยๆคืนคลานเข้ามา มีทั้งเสียงสูงต่ำ (ไวโอลิน-เชลโล่) เล่นสลับไปมา เหมือนจะฟังไม่ได้ศัพท์แต่ให้ความรู้สึกที่สะพรึงสั่นสะท้าน,

ผมค่อนข้างชอบเพลงนี้ Automatic Writing เสียงไวโอลิน/เชลโล่ เล่นสลับไปมาแบบตึงเปี๊ยะและหย่อนยาน ให้ความรู้สึกสับสนวุ่นวายอลม่าน สะท้านข้างในจิตใจ ซึ่งฉากในหนังคือหญิงสาวถูกปีศาจจับมือให้เขียน/วาดรูปอะไรสักอย่าง เคลื่อนไหวเองโดยอัตโนมัติ

บทเพลงมีการใช้ Shepard Tone ร่วมด้วยแน่ๆ มีครั้งหนึ่งที่เราจะได้ยินเหมือนเสียงหึ่งๆดังขึ้นเรื่อยๆตลอดเวลา แต่ไม่ยักกะถึงจุดสิ้นสุดสักที เพราะนี่เป็น Sound Illusion หลอกให้หูเราคิดว่าเสียงกำลังดังขึ้นเรื่อยๆ แต่มันคือการวนลูปของเสียง, นี่เป็นบทเพลงที่ทวีความลุ้นระทึกให้กับผู้ชม ค่อยๆเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด

งานเพลงของ The Evil Dead เป็นการทดลองสร้างสรรค์ความแตกต่างให้กับหนัง Horror นับตั้งแต่การ inspired ก็อปมาใช้ของ The Exorcist (1973) ค่อยๆพัฒนาต่อยอดมาจนถึงเรื่องนี้ กลายเป็นเทรนด์แฟชั่น บทเพลงที่ให้คำนิยามหนังแนว Horror ในยุคสมัยปัจจุบัน

ตบท้ายงานเพลงกับ Ending Song เปลี่ยนมู้ดสักหน่อย ดนตรี Jazz ทำนอง Charleston ที่เหมือนจะลุกขึ้นมาเต้นได้ เพื่อเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดที่มีมาตลอดทั้งเรื่อง กระนั้นเสียงเพลงนี้จะค่อยๆเฟดหายไปจนหลงเหลือเพียงแต่สายลมอันโหยหวน และเสียงแมลงวัน (สงสัยบินตอมซากศพ) ที่ชวนให้ขนลุกขนพองมาก

หนังเรื่องนี้ผมพยายามคิดหัวแทบแตก ว่ามันจะมีอะไรแอบซ่อนเร้นไว้หรือเปล่า เพราะความเว่ออลังการของ Surrealist ปกติแล้วมักมีนัยยะแฝงอยู่เสมอ แต่จนแล้วจนรอดก็หมดปัญญาขบไม่ออก ค้นหาบทความวิเคราะห์วิจารณ์ก็ไม่มีใครพูดถึงตรงนี้ ผิดกับฉบับสร้างใหม่ Evil Dead (2013) ของผู้กำกับ Fede Alvarez เห็นว่าจะมีการเกริ่นถึงตัวละครหนึ่งที่เป็นผู้ติดยา (drug-addict) โดยเพื่อนๆอีก 4 คนพามาที่กระต๊อบน้อยหลังนี้ เพื่อคอยเป็นขวัญกำลังใจให้หญิงสาวสามารถ(จังซี่มันต้อง)ถอนได้สำเร็จ ถึงผมยังไม่เคยรับชมหนังเรื่องนั้นแต่ก็สามารถคาดเดาได้ทันที ว่าเป็นการสะท้อนเปรียบเทียบปีศาจที่มาเข้าสิงร่างมนุษย์ กับสถาวะอาการถอนของคนติดยาแน่ๆ

ซอมบี้ในมุมของ George A. Romero คือร่างมนุษย์ที่ไร้วิญญาณ แต่มีความต้องการ สันชาติญาณกระทำบางสิ่งอย่าง, ผีปีศาจในหนังเรื่องนี้ถือว่าตรงกันข้ามกับซอมบี้ เพราะเป็น’วิญญาณ’ที่ฟื้นคืนชีพมาเข้าสิง ได้ทั้งสิ่งมีชีวิต (มนุษย์/สัตว์) และไร้ชีวิต (มนุษย์ที่ตาย/ต้นไม้) ความต้องการของพวกมันคือชักชวน(วิญญาณของ)มนุษย์ให้ไปอยู่ร่วมด้วยกันในนรก พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อทรมานให้เสียสติ แล้วถึงฆ่าให้ตาย ก็เว้นแต่ Ash เพียงคนเดียวที่สามารถเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์

เมื่อพูดถึงจิตวิญญาณ หนังเรื่องนี้นำเสนอแบบอ้อมๆว่าจิตเป็นสิ่งอมตะ แม้มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้ แต่สามารถเข้าแทรกแซง สิงเข้าแทนร่างเจ้าของจิตได้ ทำให้มนุษย์ผู้นั้นเปลี่ยนไปกลายเป็นคนละคน, ลักษณะพฤติกรรมของมนุษย์ที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้ ไม่ได้มีแค่คนติดยาเท่านั้นนะครับ ที่ผมเคยพบเห็น อาทิ ล้างสมองขายตรง/เข้านิกายอะไรบางอย่าง/ความรักของคู่หนุ่มสาว/สามีภรรยาที่อยู่ด้วยกันนานาจนรู้สันดานฝ่ายตรงข้าม ฯ

ประเด็นนี้น่าสนใจทีเดียว ความรักของคู่หนุ่มสาว บางครั้งทำให้พวกเขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เพราะ Sex ณ จุด Climax ทำให้มนุษย์พุ่งขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ขณะกำลังค่อยๆหมดแรงทิ้งตัวลงมา ก็พยายามหาทางกลับคืนสู่ Paradise แต่หารู้ตัวไม่ ปีศาจจากขุมนรกกำลังค่อยๆคืบคลานเข้ามา ฉุดกระชากลากวิญญาณของเราให้จมดิ่งลงสู่นครบาดาล, Ash เดินทางมาท่องเที่ยวพร้อมกับคนรัก มอบของขวัญเป็นจี้แก้วใสๆ สิ่งสัญลักษณ์ที่สามารถมองทะลุเห็นจิตใจได้ แต่ไม่นานเมื่อหญิงสาวถูกวิญญาณปีศาจเข้าสิง ราวกับตัวตนแท้จริงเริ่มเปิดเผยออก หัวเราะเยาะเย้ยจนน่ารำคาญ อดรนทนต่อไปไม่ได้ก็เอาขวานจามหัว ฝังทั้งเป็นแต่ยังไม่ยอมตาย สุดท้ายแยกร่างออกเป็นส่วนๆแล้วนำกลับไปฝังดิน อย่าได้พบกันอีกเลยชาตินี้

ผู้กำกับ Sam Raimi เป็นคนยังไงกันแน่ถึงสร้างหนังลักษณะแบบนี้? ผมจับจุดจากที่เขาเคยให้สัมภาษณ์บอกว่า ตั้งแต่เด็กเคยอยากเป็นนักอุตุนิยมวิทยา ต่อมาฝันอยากเป็นนักบิน แต่เพราะถูกครอบครัวคนรอบข้างพูดเป่าหูเสมอว่า อย่างแกคงเป็นได้แค่ช่างซ่อมอะไรสักอย่าง ขนาดตอนได้รับคำชักชวนสร้างภาพยนตร์จาก Rob Tapert ยังพูดถึงเขาแบบ …the poor sap doesn’t realize it isn’t possible… นี่คงหมายถึงตัว Raimi ที่ขาดความมั่นใจในตัวเองอย่างสิ้นเชิงในการคิดตัดสินใจดำรงชีวิต (ด้วยเหตุนี้เขาถึงสนใจสร้าง Spider-Man หนุ่มเนิร์ดที่จีบสาวไม่ติด แต่อยากเป็นฮีโร่กอบกู้โลก) กับหนังเรื่องนี้ผมมองว่า Raimi แทนตัวเองด้วยตัวละครของ Bruce Campbell และผู้คนรอบข้างทั้งหลาย ภายนอกก็ดูเหมือนมนุษย์มนาทั่วไป แต่เอาเข้าจริงๆจิตใจพวกเขาราวกับถูกผีปีศาจร้ายเข้าสิง พยายามชักชวนให้กลายเป็นส่วนหนึ่งในโลกใบนั้นที่น่าขยะแขยง (นี่คงรวมถึงแฟนสาวของ Raimi เองด้วย) ซึ่งสุดท้ายฮีโร่พระเอกกลับสามารถหนีเอาตัวรอด ได้รับชัยชนะ ทั้งในภาพยนตร์และชีวิตจริง!

แต่ก็ทำเป็นแอบทิ้งประเด็นไว้ตบท้าย หนังอาจจะยังไม่จบก็ได้ เพราะผีปีศาจตัวอื่นอาจอยู่ดีๆพุ่งเข้ามาสิงร่างของเขาได้ทุกเมื่อ

สรุปใจความสำคัญของหนังเรื่องนี้ คือการนำเสนอความ Horror ที่อยู่ข้างในจิตใจของผู้กำกับ Sam Raimi ออกมาในรูปแบบงานศิลปะภาพยนตร์ ฉาบหน้าด้วยความน่ารังเกียจขยะแขยง นัยยะถึงจิตใจของบุคคลรอบข้างที่อัปลักษณ์ชั่วร้ายดั่งผีปีศาจ

หลังจากที่หนังเสร็จสิ้น Raimi และทีมงานตัดสินใจเฉลิมฉลองด้วยการฉายหนังรอบปฐมทัศน์จัดใหญ่โตที่ Redford Theatre, Detroit มีการชักชวนผู้กำกับ/นักแสดงดังอย่าง George A. Romero, Irvin Shapiro ฯ ให้มาร่วมงาน, Romero ได้ให้ความเห็นติดตลกว่า ‘It’s wasn’t Gone with the Wind.’ แสดงความสนใจอยากเป็นผู้จัดจำหน่าย แต่เป็น Shapiro เพราะความที่เธอเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มเทศกาลหนังเมือง Cannes เลยได้ใช้เส้นสายนำหนังไปฉาย Out of Competition รอบนั้นนักเขียนนิยาย Horror ชื่อดัง Stephen King ได้มีโอกาสเข้าไปรับชมพอดี และได้แสดงทัศนะที่ช่วยส่งให้หนังเรื่องนี้ดังพลุแตก

“What Raimi achieves in The Evil Dead is a black rainbow of horror, Somebody ought to tell Kubrick, Spielberg, et al, that there’s really nothing to this stuff. Just bolt the camera to a two-by-four and run like hell.”

ด้วยทุนสร้าง $430,000 เหรียญ ด้วยความที่ได้เรต X (สมัยแรกๆของการจัดเรตติ้ง ยังไม่มี R-Rated หรือ NC-17 ก็จะจัดเหมารวมเป็นเรต X) สัปดาห์แรกเปิดตัว 15 โรง ทำเงินได้ $108,000 เหรียญ ถือว่าค่อนข้างน่าผิดหวัง แต่กลับได้รับเสียงปากต่อปากจนกลายเป็นกระแส Sleeper Hit สุดท้ายทำเงินรวมทั่วโลกได้ $2.4 ล้านเหรียญ กำไรล้นหลามมหาศาล ซึ่งพอได้กลายเป็น VHS/CD/DVD ก็ยังคงฮิตถล่มทลาย ในประเทศอังกฤษเห็นว่าวีดิโอเทปกลายเป็น Best Selling ขายดีกว่า The Shining (1980) ที่วางขายพร้อมๆกันอีก

สิ่งที่เป็นอคติของผมต่อหนังเรื่องนี้ เกิดคำถามขึ้นตลอดเวลาระหว่างรับชมว่า ‘มันจำเป็นต้องให้น่ารังเกียจ ขยะแขยง อุบาทว์ขนาดนั้นเลยหรือ?’ คำตอบที่ผมครุ่นคิดได้ ในทัศนะของผู้กำกับ Sam Raimi คงตอบว่า ‘ใช่แล้วละ เพราะคนรอบข้างฉันก็มีแต่แบบนี้’ ไม่ยักรู้ว่าเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้ายมากๆ

นี่เป็นหนังที่ไม่เหมาะกับคนโลกสวย เพ้อฝัน หรือเจ้าหญิงนกในกรงแม้แต่น้อย จะเรียกว่า Torturer Porn เลยก็ยังได้ เป็นรสนิยมเฉพาะทาง คอหนัง Horror มีความ Sado/Maso หลบซ่อนอยู่ข้างใน ชื่นอบความรุนแรงเจ็บปวด ทหารตำรวจ พยาบาล นำไปให้นักโทษผู้คุมขัง พวกเขาคงมีความสะใจ พึงพอใจอย่างถึงที่สุด

จัดเรต 18+ เพราะความที่หนังยังพอมีบางสิ่งปกปิดกั้นขวางการฆ่าให้ตายด้วยเทคนิคภาพยนตร์ นี่จึงเป็นเรตเกินพอไม่ต้องถึง NC-17 แต่ก็เผลออย่านำไปให้เด็กๆรับชมดูเด็ดขาดเลยนะ!

TAGLINE | “The Evil Dead ของผู้กำกับ Sam Raimi ครบเครื่องเรื่องเทคนิค แต่ใช่ว่ามนุษย์ทุกคนจะเป็นผีปีศาจ”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | WASTE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of