The Girl Who Knew Too Much (1963)

The Girl Who Knew Too Much

The Girl Who Knew Too Much (1963) Italian : Mario Bava ♥♥♥♡

แค่ชื่อหนังก็บ่งบอกถึงความคลั่งไคล้ในผลงานของผู้กำกับ Alfred Hitchcock ปรับเปลี่ยนจากชายมาเป็นหญิงผู้รู้มาก ใช้ประสบการณ์จากการอ่านนวนิยายสืบสวนสอบสวนมาเยอะ ออกติดตามค้นหาฆาตกร A-B-C เพราะชื่อขึ้นต้นของเธอคือ D มีแนวโน้มสูงจะกลายเป็นเหยื่อรายถัดไป

Giallo (ภาษาอิตาเลี่ยน แปลว่า สีเหลือง) หรือ Italian Thriller-Horror แนวสืบสวนสอบสวน อาชญากรรม ลึกลับ เกี่ยวกับจิตวิทยา ฆาตกรต่อเนื่อง (บางครั้งผสมเรื่องเหนือธรรมชาติ) แต่มักได้รับการดูถูกเรื่องคุณภาพ คล้ายๆ Spaghetti Western จึงโดนมองข้ามจากนักวิจารณ์สมัยน้นเป็นส่วนใหญ่ อิทธิพลกว่าจะพัฒนามาเป็นแนวนี้ ไล่มาตั้งแต่ Ossessione (1943), The Man Who Knew Too Much (1934 และ 1956), Vertigo (1958), Psycho (1960), Peeping Tom (1960) ฯ โดยภาพยนตร์เรื่องแรกที่สามารถจัดเข้าพวก คือ The Girl Who Knew Too Much (1963) และ Masterpiece ของแนวคือ Suspiria (1977)

จุดเด่นของ Giallo กับเรื่องนี้แม้เป็นภาพขาว-ดำ แต่ปรากฎเด่นชัดในความ Stylish ลักษณะดำเนินไปของเนื้อเรื่องราว การสร้างบรรยากาศ และนัยยะใจความสำคัญ ที่มักสะท้อนความหลอกหลอน หวาดหวั่นสะพรึงกลัวของชาวอิตาลี ในยุคหลังเผด็จการ Italian Fascist

คือถ้าเป็น Giallo ภาพสี การันตีเลยว่าแค่เรื่องสองเรื่องคุณจะสามารถจับทางหนังแนวนี้ได้โดยทันที โดดเด่นมีเอกลักษณ์ชัดเจนมากๆในการออกแบบ เลือกใช้แสงสีสัน และเสียงเพลงปลุกเร้าสร้างบรรยากาศอันลึกลับ ขนหัวลุกพอง

Mario Bava (1914 – 1980) ผู้กำกับ ตากล้อง สัญชาติอิตาเลี่ยน เกิดที่ San Remo, Liguria พ่อเป็นนักแกะสลัก ทำงานแผนก Special Effect ในยุคหนังเงียบ, วัยเด็กวาดฝันอยากเป็นจิตรกร แต่ไม่สามารถนำภาพวาดของตนเองไปขายเพียงพอเลี้ยงชีพได้ เลยเลือกเดินตามรอยเท้าพ่อ กลายเป็นผู้ช่วยตากล้อง Massimo Terzano เริ่มรับงานเองเมื่อปี 1939 และตั้งแต่ Ulysses (1955) เมื่อผู้กำกับทิ้งงาน กึ่งๆบีบบังคับให้เขาต้องควบหน้าที่ไปด้วย ต่อมายัง I Vampiri (1956), The Day the Sky Exploded (1958), Caltiki – The Immortal Monster (1959), The Giant of Marathon (1959) พอมันหลายเรื่องเข้าชักทนไม่ไหว (คือสตูดิโอไม่ให้ Bava รับเครดิตกำกับด้วยไง) สุดท้ายเลยยอมมอบโอกาสให้กำกับหนังเรื่องแรก Black Sunday (1960) คืนทุนในอิตาลี ประสบความสำเร็จล้นหลามระดับนานาชาติ

ความสำเร็จของ Black Sunday ทำให้ผู้กำกับ Bava ได้รับการจับจองตัวให้สร้างแต่หนังแนว Epic งานสร้างอลังการใหญ่โต อาทิ Esther and the King (1960), Hercules in the Haunted World (1961), Erik the Conqueror (1961), The Wonders of Aladdin (1961) แต่คงจะไม่ได้ชื่นชอบแนวนี้สักเท่าไหร่ ตัดพ้อรำพันอยากเลิกกำกับภาพยนตร์แล้วหวนกลับไปทำงาน Special Effect ที่ชื่นชอบมากกว่า ขอลาพักร้อน 6 เดือนไปหาแรงบันดาลใจ อ่านนวนิยาย เรื่องสั้น จากแม็กกาซีน แนวลึกลับ สืบสวนสอบสวน สยองขวัญ กระทั่งว่าอาจได้แรงบันดาลใจจากนวนิยาย The A.B.C. Murders (1936) ของ Agatha Christie คัดลอกเฉพาะแนวคิด แล้วผสมผสานคลุกเคล้ากับความสนใจอื่นๆ ร่วมงานกับ Sergio Corbucci, Ennio de Concini และ Eliana de Sabata ในการพัฒนาบทภาพยนตร์

Nora Davis (รับบทโดย Letícia Román) เดินทางมาพักร้อนยังกรุง Rome, Italy ถือโอกาสเยี่ยมย่าวัยชรา ที่ได้รับการดูแลรักษาโดย Dr. Marcello Bassi (รับบทโดย John Saxon) แต่วันนั้นกลับเต็มไปด้วยความโชคร้าย พบเจอคนลักลอบขนโคเคนนั่งข้างๆบนเครื่องบิน คุณย่าพลันด่วนเสียชีวิตค่ำคืนนั้นพอดี และเห็นหญิงคนหนึ่งถูกแทงเสียชีวิตต่อหน้าต่อตา เป็นลมสลบล้มพับโดยทันที

หลังงานศพคุณย่า ก็ว่าจะบินกลับอเมริกาแล้ว แต่ได้รับคำชักชวนจาก Laura Torrani (Valentina Cortese) อาสาให้เธอพักอาศัยอยู่ต่อที่บ้านระหว่างเดินทางไปท่องเที่ยงกับสามี ระหว่างนั้นมีโอกาสเรียนรู้และสังเกตพบความผิดปกติของฆาตกรโรคจิต เหมือนว่าจะเป็น ‘Alphabet Killer’ ไล่ฆ่าคนตามตัวอักษร พยายามใช้ความรู้จากการอ่านนวนิยายสืบสวนสอบสวนมาติดตามคดี จนในที่สุดก็ได้…

Letícia Román ชื่อจริง Letícia Novarese (เกิดปี 1941) นักแสดงสัญชาติอิตาเลี่ยน เกิดที่กรุง Rome แม่เป็นนักแสดงละครเวทีชื่อดัง Giuliana Gianni ได้รับการศึกษาอย่างดีพูดได้ 5 ภาษา เข้าสู่วงการภาพยนตร์จากบทเล็กๆ G.I. Blues (1960), แสดงนำครั้งแรก The Girl Who Knew Too Much (1963), อาจเพราะไม่ได้ชื่นชอบวงการนี้นัก หลังแต่งงานเลยออกจากวงการ ทำงานเป็นนายหน้าค้าที่ดินอยู่แถวๆ Los Angeles

รับบท Nora Davis หญิงสาวชาวอเมริกันที่มีความหมกมุ่น ‘Obsession’ อยู่กับคดีฆาตกรรมที่ประสบพบเห็นกับตา ใช้ความรู้ที่มีมาพยายามสืบเสาะค้นหาความจริง แต่เมื่อพบเจอฆาตกรกับตัวก็อ้ำอึ้งตะลึงจนพูดไม่ออก จะเอาตัวรอดได้หรือเปล่าไปลุ้นกันเองดีกว่า!

ตลอดทั้งเรื่อง ใบหน้าอันหมกมุ่น ว้าวุ่นวาย ใคร่ไขปริศนา ค้นหาคำตอบอาชญากรรมของ Román เทียบไม่ได้เลยกับตอนท้ายเมื่อพบเจอฆาตกรตัวจริง ‘Alphabet Killer’ ความตื่นตระหนก หวาดสะพรึงกลัว อกสั่นขวัญแขวน ต่อการเผชิญหน้ากับความตาย นี่ฉันจะเอาตัวรอดยังไงดี ละสายตาเสียสมาธิวอกแวกไม่ได้สักวินาทีเดียว … กลายเป็นภาพติดตา เรียกได้ว่าคือสัญลักษณ์ของ Giallo โดยทันที

ถ่ายภาพโดย Mario Bava, เจ้าตัวพูดบอกออกมาเองเลยนะครับว่า ‘พล็อตหนังเรื่องนี้งี่เง่ามาก’ เลยให้ความสนใจในแง่เทคนิค ไดเรคชั่น การถ่ายภาพ ให้ออกมาดูดีแตกต่าง เล่นกับแสง-เงา มุมกล้อง กลายเป็นจุดขายไปโดยปริยาย

ด้วยความที่งบประมาณมีจำกัด ฉากภายนอกทั้งหมดถ่ายจากสถานที่จริง ณ Rome, Lazio อาทิ Fiumicino Airport, Foro Italico Stadium, Mincio Square, Piazza Navona, Piazza del Popolo, Piazza di Spagna, The Colosseum, ส่วนภายในสตูดิโอ Titanus Farnesina Studios ทั้งฉากและอุปกรณ์ประกอบ ส่วนใหญ่ก็หยิบยืมจากหนังเรื่องอื่นแทบทั้งนั้น

Prologue บนเครื่องบิน เหมือนมันจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเนื้อหาในหนังเลย แต่เป็นการสร้างสถานการณ์จับพลัดจับพลู พบเจอความโชคร้าย และตบมุกตอนจบเท่านั้นเลย (พบเห็นลายเซ็นต์ของ Alfred Hitchcock มากมาย) และชุดของนางเอกลวดลายหนังงู แฝงพิษร้ายรอบตัวหญิงสาว

เกร็ด: อิตาลี เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่อนุญาตให้ใช้ผลิตภัณฑ์จากหนังงู ไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย (เมืองไทยถึงไม่ผิด พรบ. แต่ก็ต้องขออนุญาตเพื่อทำธุรกิจ)

การเสียชีวิตของคุณย่าแบบปัจจุบันพลันด่วน ยังไม่ทันให้กินยาก็หมดสิ้นลมจากไปแล้ว ในสภาพอ้าปากค้าง ตาไม่ปิด เหมือนคนเห็นผี (ตายแบบโหง) การจัดแสงเงาในห้องสไตล์ Gothic ช่างมีความหลอกหลอน สั่นสะพรึงยิ่งนัก และรูปภาพวาดด้านหลังเด็กหญิงตัวน้อย เหมือนจะสะท้อนสถานะคนแก่ไม่ต่างอะไรจากเด็ก พึ่งพาตนเองไม่ได้แล้วกระมัง

(ผลงานถัดไปของ Bava เรื่อง Black Sabbath จะมีตอนหนึ่งที่เกี่ยวกับหญิงชราอยู่ดีๆเสียชีวิตแบบปัจจุบันทันด่วน … ไม่รู้นี่นำจากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้กำกับเองเลยหรือเปล่าเนี่ย!)

ผมขอตั้งชื่อช็อตนี้ว่า ‘The Cat Who Knew Too Much’ เจ้าเหมียวเมื่อรับรู้ความตายของคุณย่า ทำท่าทางขู่ฟอด ราวกับมันเห็นผียังไงยังไง … แต่แปลกที่เจ้าเหมียวหลังฉากนี้ สูญหายตัวอย่างไร้ร่องลอย คงเป็นแต่ตัวละครประกอบฉาก เพื่อแสดงปฏิกิริยาอันน่ารักน่าชัง แค่นี้เท่านั้นเองสินะ

สถานที่แห่งนี้คือ Spanish Steps (ชื่ออิตาเลี่ยน Scalinata di Trinità dei Monti) อยู่แถวๆ Piazza di Spagna, Rome โดยมีโบสถ์ Trinità dei Monti อยู่เบื้องบนสุด สร้างเสร็จสิ้นปี 1725 บันไดทั้งหมด 174 ขั้น เชื่อมต่อกับสถานทูตสเปนสมัยนั้น ออกแบบโดย Francesco de Sanctis และ Alessandro Specchi

นี่ก็ลายเซ็นต์ของ Hitchcock เหตุการณ์สำคัญๆมักเกิดขึ้นตรงบันได สถานที่นางเอกพบเห็นเหตุการณ์ฆาตกรรม แสงไฟสว่างเป็นหย่อมๆ สร้างบรรยากาศอันหลอนๆ ไม่น่าเดินย่ำยามค่ำคืนเอาเสียเลย

ขณะที่การมาถึงของเหตุการณ์ฆาตกรรม หลายๆช็อตเหมือนจะได้แรงบันดาลใจจากโคตรหนังนัวร์ The Third Man (1949) แสงไฟสาดส่องจากด้านหลัง ทำให้มองไม่เห็นใบหน้าตัวละครที่ย้อนแสง แต่จะค่อยๆเดินเข้ามาสู่แสง หรือกล้องเคลื่อนแบบรวดเร็วไวเพื่อเปิดเผยว่าคือใคร

มีดปักหลังคือลายเซ็นต์ของ Slasher Film จุดเริ่มต้นก็ Psycho (1960)

โค้ทกันฝนของนางเอก อันนี้รับอิทธิพลจากยุคสมัย Poetic Realism ของฝรั่งเศส ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ Film Noir ซึ่งภาพยนตร์เรื่องแรกที่ตัวละครหญิงใส่ชุดโค้ทคือ Port of Shadows (1938) นำแสดงโดย Jean Gabin และ Michèle Morgan (คือคนที่ใส่โค้ทกันฝน)

สัญลักษณ์ของโค้ทกันฝน คล้ายๆกับการสวมถุงยาง คือการปกป้องกันภัยรอบข้างไว้ก่อน ช่วงขณะนี้หญิงสาวแม้พบเจอเหตุการณ์ฆาตกรรม เลยยังปลอดภัยหายห่วงแค่สลบไสลเดี๋ยวมีคนมาช่วย

ตัดมาที่ภาพหมวกของแม่ชีสามคน บดบังนางเอกที่นอนสลบไสลอยู่บนเตียง แวบแรกดูเหมือนภาพ Abstract อะไรสักอย่าง ดอกไม้ที่กำลังผลิบานเปิดออก ครุ่นคิดได้ยังไง เจ๋งว่ะ!

นัยยะของฉากนี้ราวกับว่า เป็นการตื่นขึ้นเช้าวันใหม่ของหญิงสาว เบิกบานเปิดรับอะไรใหม่ๆ เรียกขวัญกำลังใจให้ความโชคดีหวนคืนกลับมา

ฉากที่แสดงความ ‘รู้มาก’ ของนางเอก เธอพูดถึงนวนิยายสายสืบของ Irving Wallace, Mickey Spillane, Agatha Christie ซึ่งการกระทำนี้รับแรงบันดาลใจจาก Ariadne’s Terrible String เหมือนว่าเป็นนิยายสมมตินะครับ แต่ได้แรงบันดาลใจจากเทพนิยายกรีก Ariadne’s Thread ของเจ้าหญิง Ariadne นักแก้ปริศนา ตรรกะ เขาวงกต รวมถึงข้อขัดแย้งทางศีลธรรม (Ethical Dilemma)

แต่ให้ตายเถอะ คาดไว้แล้วไม่มีผิด อุตส่าห์เตรียมการสร้างกับดักหนูไว้อย่างดี แต่ผู้ร้ายแม้งจะมาทางหน้าต่าง เริ่มต้นด้วยเงามืด แค่นี้ก็เตรียมเรียกเสียงกรีดร้องของหญิงสาวได้เลยละ!

Sequence การเดินทางเพื่อไปพบเจอ Andrea Landini (รับบทโดย Dante DiPaolo) คือส่วนที่ถือว่าเป็นสีสันสุดของหนัง เพราะความคลุมเครือว่าหมอนี่คือฆาตกรโรคจิตหรือเปล่า สร้างความลึกลับ พิศวงงงงวย หลอกล่อให้ผู้ชมสะดุ้ง สะพรึง หล่นลงในกับดักแห่งความลุ้นระทึก

อพาร์ทเม้นท์ของชายคนนี้แบบว่า ไฟโยกแกว่งไกวเป็นจังหวะหลอนๆ ราวกับโรงเชือด! มุมกล้องก็แบบว่านะ ค่อยๆดึงดูดผู้ชม สร้างความลุ้นระทึก แสงเงาอาบฉาบลงใบหน้านักแสดง จะเอายังไงก็บอกมา เจ๋งเป้งเป็นบ้า!

เครื่องบันทึกเสียงนี่ก็เช่นกัน จัดเป็นลายเซ็นต์ของ Giallo เลยก็ว่าได้ เป็นอุปกรณ์ไฮเทคที่สามารถเปิดซ้ำวนไปวนมา กุญแจไขปริศนา และมักมอบเงื่อนงำบางอย่างเพื่อเป็นคำตอบใครคือฆาตกรตัวจริง!

ช็อตเล็กๆนี้โคตรอาร์ทอย่างรุนแรง หนึ่งในสถานที่ทำงานของ Andrea Landini คือโรงพิมพ์ แต่เราจะเห็นแค่เบื้องหน้าในห้องนี้ และเสียงเครื่องพิมพ์กะหึ่มลั่นจนตัวละครต้องตะโกนใส่กัน ขณะที่พื้นหลังพบเห็นเพียงเงา คนกำลังเดินแบกหาม และเครื่องจักรกำลังทำอะไรสักอย่าง

ด้วยความรู้สึกส่วนตัว ฉากนี้น่าจะได้แรงบันดาลใจจากหนังเงียบสัญชาติรัสเซีย Strike (1925) กำกับโดย Sergei Eisenstein,

สุดเซ็กซี่กับฉากนี้ คือผมละโคตรงงงเลยว่า มาติดตามหาคน ไฉนกลับกลายกลายเป็นพักผ่อนหย่อนใจ สวมบิกินี่นอนเล่นชายหาด เริงระรื่นผ่อนคลาย ซะงั้น! ความงดงามของช็อตนี้ นางเอกนอนขนานกับสะพานที่ยื่นออกไปในทะเล และสุดปลายขอบฟ้า รอยตัดระหว่างผืนทะเลกับท้องนภา

นัยยะของช็อตนี้ประมาณว่า หญิงสาวคงกำลังอยู่ในสถานะ สะพานที่ยื่นออกไปในทะเล ส่วนเกินของความรู้มากที่อาจเป็นเภทภัยเวลาพายุเข้า

และสิ่งที่จะเกิดขึ้นถัดไปของฉากนี้ ชักชวนให้ผู้ชมเกิดความเข้าใจผิดไปชั่ววูบ หรือว่าแท้จริงแล้วฆาตกรคือ… วูบนั้นเข้าไป อ่าว! ซะงั้น! นี่เรียกว่าทีเล่นทีจริง และเปิดเผยความต้องการบางอย่างของผู้ช่วยเธอ

ฉากถ่ายทำแถวๆ The Colosseum น่าจะรับอิทธิพลจาก L’Age d’Or (1930) ของผู้กำกับ Luis Buñuel และ North by Northwest (1959) [เปลี่ยนจากศีรษะ Mount Rushmore กลายเป็น…] มุมกล้องจัดวางศีรษะหญิงสาวอยู่แทบเท้ารูปปั้น คงประมาณความจริงที่เธอรับรู้มีอยู่ตอนนี้ เทียบแล้วก็แค่เศษเสี้ยวขี้ประติ๋วต่อข้อเท็จจริงทั้งหมด

จะมีอีกช็อตหนึ่งของบุคคลที่พวกเธอมาซักถาม คือพนักงานเช็ดถูทำความสะอาดรูปปั้นเหล่านี้ ซึ่งบริเวณที่เธอกำลังขัดสีฉวีวรรณอยู่นั้น ก็คือแทบเท้ารูปปั้นเช่นกัน ข้อมูลดังกล่าวแทบไม่มีความสลักสำคัญอะไรเลยกระมัง

ชุดของ Laura Toranni (รับบทโดย Valentina Cortese) เหมือนลวดลายเสือดาว ปกติแล้วนัยยะจะคือยั่วสวาท แต่ในบริบทหนังเรื่องนี้คือพรางตา วิ่งไล่ล่าศัตรูด้วยความเร็ว และตะครุบเหยื่อเพื่อกินเป็นอาหาร

แทบทั้ง Sequence ของการเฉลยความจริง มักถ่ายด้วยระยะภาพ Close-Up เพื่อให้พบเห็นปฏิกิริยาสีหน้าอาการ ผู้ชมสามารถอ่านออกว่าภายในจิตใจของพวกเขา กำลังครุ่นคิดรู้สึกมีอารมณ์เช่นไร

กระสุนสองนัดและแสงไฟที่สาดส่องเห็นเป็นลำเข้ามา ประหนึ่งเหมือนดวงตาปีศาจแห่งความชั่วร้าย นำพาฆาตกรโรคจิตหวนกลับคืนสู่ขุมนรก

ช็อตสุดท้ายของหนัง บาทหลวงผู้หนึ่งที่แตกแถวเดินทาง ก้มลงหยิบบุหรี่หล่นมาจากฟากฟ้า (ราวกับพระเจ้าประทานให้) คงรับเอาไว้เทิดทูนบูชา สูญโคเคนแล้วจะได้ขึ้นสู่สรวงสวรรค์ … มุกตอนจบคงเป็นเช่นนี้

ตัดต่อโดย Mario Serandrei ยอดฝีมือสัญชาติอิตาเลี่ยน ขาประจำของ Visconti, Mario Bava ผลงานเด่นๆ อาทิ Ossessione (1943), Senso (1954), Rocco and His Brothers (1960), Black Sunday (1960), The Leopard (1963), Black Sabbath (1963) ฯ

ดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมอง/สายตาของ Nora Davis แทบทั้งหมด ประกอบเสียงบรรยายของ … (ใครก็ไม่รู้เป็นผู้ชาย) เพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่เป็น Flashback เล่าย้อนอดีตโดย Andrea Landini ซึ่งจะมีลักษณะเบลอๆพริ้วไหวเหมือนลายน้ำ แบ่งแยกความแตกต่างจากปัจจุบัน

หลายครั้งใช้เทคนิคการตัดต่อ Montage แทนสิ่งที่สายตามองเห็น-ปฏิกิริยาโต้ตอบสนอง (ช่วงไคลน์แม็กซ์นี่ชัดเลย ร้อยเรียงสลับไปมาระหว่าง ใบหน้านางเอก-ฆาตกรโรคจิต) หรือไม่ก็แทรกภาพเชิงสัญลักษณ์/นามธรรม (เช่น น้องแมวเห็นผี) เพื่อเสริมแต่งนัยยะความหมายของสิ่งที่ปรากฎ

สำหรับเพลงประกอบ
– ฉบับอิตาเลี่ยนแต่งโดย Roberto Nicolosi (1914 – 1989) นักดนตรี Jazz ผันมาทำเพลงประกอบภาพยนตร์ในช่วงทศวรรษ 50s – 60s
– ส่วนฉบับอเมริกันเปลี่ยนมาเป็น Les Baxter (1922 – 1996) นักแต่งเพลง Swing Bands, Lounge music, Exotica โดยเน้นสัมผัสดนตรีที่มีความ Horror มากขึ้น

ฉบับที่ผมรับชมเป็นภาษาอิตาเลี่ยน ลักษณะบทเพลงจะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศอันลึกลับ ชวนให้พิศวง ลุ้นระทึก กลิ่นอาย Jazz เล็กๆ รสชาดไม่ถึงขนาดจัดจ้าน Stylish แต่มีความกลมกล่อมลื่นไหล คลุกเคล้ากับหนังได้อย่างลงตัวทีเดียว

บทเพลง Opening Credit ชื่อ Furore (แปลว่า Fury, ความเกรียวกราว) แต่งคำร้องโดย Piero Vivarelli, ทำนองโดย Adricel Celentano & Ezio Leoni, ขับร้องโดย Adriano Celentano

การทำตัวรู้มาก ไม่ใช่สิ่งถูกต้องเหมาะสมดีงามสักเท่าไหร่ แต่หนังแนว Giallo จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าตัวละครไม่ทำตัวรู้เยอะ ดื้อด้าน หัวรั้นชนฝา หลายครั้งคราล้วนเป็นการจับพลัดพลู ฉันเป็นคนนอกแต่กลับอยาก ‘เสือก’ จุ้น ยุ่งเรื่องชาวบ้าน เพื่อให้ได้ล่วงรับรู้คำตอบ ไขปริศนาลึกลับ กล้าท้าเสี่ยง เผชิญหน้าความตาย/ฆาตกร เพื่อให้ผ่อนคลายจิตหมกมุ่นยึดติด

ผู้หญิง มักคือแรงขับเคลื่อนของ Giallo ทั้งตัวเอกและตัวร้าย เพราะผู้ชมส่วนใหญ่จักครุ่นคิดว่า บุคคลผู้สามารถกระทำการอันวิปริต ฆาตกรต่อเนื่อง ล้วนต้องเป็นชายเท่านั้น แต่เงื่อนงำจะมีความซ้ำซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เพราะอะไร? ทำไม? ใครฆ่าประเสริฐไม่สำคัญเท่าแรงจูงใจ ซึ่งการจะตัดสินคนไม่ใช่แค่ผลของการกระทำ แต่ต้องพิจารณาถึงสาเหตุผล ทำไม? เพราะเหตุใด?

ตัวละคร Nora Davis ถือเป็นตัวแทนคนนอก(อเมริกัน) ผู้เข้ามาพบเห็นจุดจบย่าตาย (สิ้นสุดยุคสมัย Italian Fascist) ตามด้วยความชั่วร้ายที่ยังคงฝังรากลึกภายในจิตใจฝูงชน (ฆาตกรโรคจิต มองได้เป็นตัวแทนของ Neo-Fascist) ซึ่งยังคงได้รับการสนับสนุน/ปกปิดบังความจริงจากชาวอิตาลี (สามีปกปิดตัวตนแท้จริงของภรรยา) ซึ่งวิธีเดียวที่จะสิ้นสุดวงจรอุบาทว์นี้ คนในต้องจัดการกันเองเท่านั้น (ยิงปืนสองนัดได้นกหนึ่งตัว!)

อิตาลี ในยุคสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ความบัดซบที่ท่านผู้นำ Benito Mussolini ทอดทิ้งไว้ สร้างความแตกแยกร้าวฉานให้คนในชาติไม่น้อยทีเดียว กษัตริย์พระองค์สุดท้ายหลังจากพ่ายประชามติ ก็สละราชบังลังก์หนีไปอยู่อย่างสุขสบายยังต่างประเทศ ปล่อยให้ความวิปโยคถือกำเนิดสาธารณรัฐอิตาลี การเมืองแบ่งแยกออกเป็น Christian Democracy (DC), Italian Socialist Party (PSI) และ Italian Communist Party (PCI) แม้ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งแรก Alcide De Gasperi จากพรรค DC แต่สองผู้พ่ายแพ้จับมือกันต่อสู้รัฐบาลอย่างคู่คี่สูสี มันช่างน่าหวาดหวั่นวิตกสะพรึงกลัวเหลือเกินว่า ผู้นำเผด็จการแบบ Mussolini จะประวัติศาสตร์ซ้ำรอย หวนกลับมาปกครองอิตาลีอีกครั้งหนึ่ง

The Man Who Knew Too Much ของผู้กำกับ Alfred Hitchcock ทั้งสองภาคต่างสามารถวิเคราะห์ ‘The Man’ สื่อได้ถึง
– ฉบับ 1934 คือประเทศอังกฤษ
– ฉบับ 1956 แทน James Stewart ได้ด้วยสหรัฐอเมริกา

ขณะที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ ‘The Girl’ ถ้าดูจากสัญชาติตัวละครคืออเมริกัน แต่สามารถเทียบแทนได้ทุกประเทศในโลกยกเว้นชาวอิตาลี นี่เป็นลักษณะการประชดประชัน อย่ามาเสือกจุ้นยุ่งรู้มากเรื่องของเรา ไม่มีใครไหนจะสามารถแก้ปัญหาการเมืองภายใน ได้เท่าคนในชาติตนเอง

เมื่อตอนหนังออกฉาย ทำเงินในอิตาลีได้เพียง $27,000 เหรียญ ไม่เพียงพอกลบทุนสร้างด้วยซ้ำ แต่ได้กำไรเมื่อออกฉายต่างประเทศ และที่สหรัฐอเมริกาเข้าโรงควบกับ Black Sabbath (1963)

เกร็ด: หนังแนว Giallo จะเริ่มได้รับความนิยมอย่างสูงในอิตาลี หลังการมาถึงของ The Bird with the Crystal Plumage (1970)

ส่วนตัวชื่นชอบหนังเรื่องนี้มากๆ แม้เนื้อเรื่องราวจะค่อนข้างไร้สาระ ‘Style over Substance’ แต่งานศิลป์ ถ่ายภาพ ไดเรคชั่นผู้กำกับ Mario Bava และการแสดงของ Letícia Román รักเลยละสาวคนนี้

แนะนำคอหนัง Giallo, Thriller Horror Mystery, แนวอาชญากรรม สืบสวนสอบสวน ฆาตกรโรคจิต, หลงใหลภาพถ่ายขาว-ดำ จัดแสง-เงา งดงามระดับวิจิตร, สนใจภาพยนตร์แนว Hitchcockian แต่กำกับโดย Mario Bava ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ บรรยากาศอันลึกลับ น่าหวาดสะพรึงกลัว และฆาตกรโรคจิต

TAGLINE | “The Girl Who Knew Too Much แม้เนื้อเรื่องราวจะค่อนข้างไร้สาระ แต่งานศิลป์ ถ่ายภาพ ไดเรคชั่นผู้กำกับ Mario Bava และการแสดงของ Letícia Román รักเลยละสาวคนนี้”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of