The Hallelujah Trail (1965)

The Hallelujah Trail

The Hallelujah Trail (1965) hollywood : John Sturges ♥♥♥

ภาพยนตร์แนว Epic Western Comedy ดำเนินเรื่องแบบ Mockumentary เต็มเปี่ยมด้วยความทะเยอทะยานหวังสูงถึงสรวงสวรรค์ แต่กลับตกม้าตายเพราะทุกอย่างมันล้นเกินจนควบคุมไม่อยู่, Burt Lancaster ต้องปวดหัวกับเรื่องวุ่นๆของกลุ่มคนประกอบด้วย
– Jim Hutton ลูกน้องที่พยายามเกี้ยวพาลูกสาวของตน,
– Lee Remick หญิงสาวที่พยายามเรียกร้องสิทธิเสมอภาคของสตรี และรณรงค์เรื่องการดื่ม Whiskey,
– Martin Landau รับบทอินเดียแดงชื่อ Walks-Stooped-Over ต้องการปล้นเกวียนขนส่ง Whiskey,
– กลุ่มชาว Irish ที่ขับเกวียนขนส่ง Whiskey ต้องการประท้วงหยุดงาน,
– และชาวเมือง Denver เพราะความร้อนรนที่ไม่มีเหล้ากิน เลยออกมาต้อนรับเกวียนขนส่ง Whiskey ด้วยตัวเอง

John Eliot Sturges (1910 – 1992) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติอเมริกา เกิดที่ Oak Park, Illinois เข้าสู่ Hollywood จากการเป็นนักตัดต่อ ได้ทำกำกับสารคดีข่าวให้กับกองทัพอากาศช่วง WW2 จึงมีโอกาสกำกับหนังเกรด B เรื่องแรก The Man Who Dared (1946) เริ่มมีชื่อเสียงจาก Bad Day at Black Rock (1955) ที่ได้เข้าชิง Oscar: Best Director ตามด้วย Gunfight at the O.K. Corral (1957), The Magnificent Seven (1960), A Great Escape (1963), Ice Station Zebra (1968) ฯ

ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง Hallelujah Trail (1963) เขียนโดย Grover C. ‘Bill’ Gulick (1916 – 2013) นักเขียน/นักประวัติศาสตร์สัญชาติอเมริกา ที่ชื่นชอบเขียนนิยายแนว Western อย่างมาก, บทภาพยนตร์โดย John Gay (1924 – 2017) ที่มีผลงานดังอย่าง Separate Tables (1958), Run Silent Run Deep (1958)

เรื่องราวมีพื้นหลังปี 1867 ฤดูหนาวกำลังย่างกรายเข้ามา ชาวเหมือง Denver ขึ้นชื่อเรื่องความขี้เมา กำลังเกิดความวิตกกังวลเพราะ Whiskey ที่มีอยู่กำลังร่อยหรอลงเรื่อยๆ รับคำแนะนำจาก Oracle Jones (รับบทโดย Donald Pleasence) ท้าทาย Wallingham Freighting Company ให้ขนส่งเกวียนบรรทุกสุราจำนวน  เดินทางตรงมายัง Denver แต่เพราะอันตรายจากชาวอินเดียแดงพื้นเมือง จึงได้ว่าจ้าง Colonel Thaddeus Gearhart (รับบทโดย Burt Lancaster) กองพลทหารม้าจาก Fort Russell ให้มาอารักขา แต่เรื่องไปเข้าหู Cora Templeton Massingale (รับบทโดย Lee Remick) ผู้นำกลุ่มเรียกร้องสิทธิเสมอภาคของสตรี และต่อต้านการดื่มเหล้าทุกประเภท เรื่องราววุ่นๆทั้งหลายจึงบังเกิดขึ้นที่ Battle of Whiskey Hills

นี่ไม่ใช่เรื่องจริงนะครับ แต่หนังทำให้เหมือนอ้างอิงจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้น ด้วยวิธีการเล่าเรื่องคล้ายสารคดี (Documentary) ด้วยเหตุนี้มันจึงถูกเรียกว่า DocuComedy หรือ Mockumentary (ส่วนผสมของ Mock กับ Documentary) สารคดีเก๊/ สารคดีเทียม/สารคดีปลอม/ล้อเลียนแบบสารคดี ก็แล้วแต่จะเรียกกัน

Burt Lancaster (1913 – 1994) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน ชายผู้ขึ้นชื่อเรื่องรับบทตัวละคร ‘Tough Guys’ เกิดที่ Manhattan, New York สมัยเด็กมีความสนใจยิมนาสติกและบาสเกตบอล เข้าเรียน New York University ด้วยทุนกีฬาแต่ลาออกกลางคันมาเป็นนักแสดงละครสัตว์เล่นกระโดดผาดโพน สมัครเป็นทหารช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปลดประจำการมาเป็นนักแสดง Broadway ภาพยนตร์เรื่องแรก Desert Fury (1947) แต่กลับออกฉายหลังภาพยนตร์เรื่องที่สอง The Killers (1946)

โด่งดังกับ From Here to Ethernity (1953), Trapeze (1956) คว้า Silver Bear for Actor จากเทศกาลหนังเมือง Berlin, Elmer Gantry (1960) คว้า Oscar: Best Actor, Judgment at Nuremberg (1961), Birdman of Alcatraz (1962) คว้า Volpi Cup for Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Venice, Atlantic City (1980)

รับบท Colonel Thaddeus Gearhart ประจำ Fort Russell เป็นผู้ยึดมั่นถือปฏิบัติในหน้าที่ทหาร ตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ต้องคอยควบคุมดูแลผู้อยู่ภายใต้ให้ทำตามคำสั่ง แต่กลับต้องพบเจอเรื่องวุ่นๆเพราะแทบไม่ยอมฟังคำของเขาแบบผู้มีความศิวิไลซ์แม้แต่น้อย

ตัวละครนี้พอเริ่มครึ่งหลังปุ๊ป ภาพของเผด็จการทหารผุดขึ้นมาในหัวของผมเลย ผู้อยู่ภายใต้การปกครองมีแต่สนใจความต้องการของตนเอง ทำให้พระเอกต้องลุกฮือขึ้นมาควบคุมทุกสิ่งอย่างด้วยตนเอง แถมต่อมายังมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก (Martial Law) เพื่อควบคุมความสงบเรียบร้อย แต่สุดท้ายก็หามีใครฟังไม่

การแสดงของ Lancaster เต็มไปด้วยความคับข้อง เหน็ดเหนื่อยหน่ายใจ ชวนให้เครียด น่าปวดหัวอย่างมาก เพราะตัวละครมิอาจสรรหาทางออกให้กับทุกฝ่ายได้อย่างน่าพึงพอใจ แถมพอไม่มีใครฟังสุดท้ายแล้วก็ ตามมีตามกรรมของพวกเอ็งแล้วกันนะ

Lee Ann Remick (1935 – 1991) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Quincy, Massachusetts ลูกของนักแสดง Gertrude Margaret ทำให้เธอมีความสนใจด้านนี้ตั้งแต่เด็ก เข้าเรียนเต้นที่ Swaboda School of Dance การแสดงที่ Barnard College และ Actors Studio เริ่มต้นมีผลงานละครเวที Broadway เรื่อง Be Your Age (1953) เข้าตาผู้กำกับ Elia Kazan สมทบเรื่อง A Face in the Crowd (1957)

Remick เข้าชิง Oscar: Best Actress จากเรื่อง Days of Wine and Roses (1962) ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Anatomy of a Murder (1959), Wild River (1960), The Detective (1968), The Omen (1976), The Europeans (1979) ฯ

รับบท Cora Templeton Massingale หญิงหม้ายจากสามี 2 คนที่เสียชีวิตเพราะดื่มสุราหนักเกินไป เธอจึงต้องการเรียกร้องสิทธิของสตรี และเป็นผู้นำกลุ่มเคลื่อนไหว Temperance ต่อต้านการดื่มสุราทุกประเภท ขณะนั้นกำลังทำการรณรงค์อยู่ที่ Fort Russell ซึ่งพอได้ยินว่า Colonel Thaddeus Gearhart กำลังส่งทหารไปคุ้มกันการขนส่งเกวียนบรรทุก Whiskey จึงได้ออกอาละวาดหนัก ใช้เล่ห์มารยาหญิงสารพัดเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ แต่แล้ว …

การแสดงของ Remick โดดเด่นอย่างมากทีเดียว มีความ Comedy แบบกวนประสาท น่าหมั่นไส้ ตัวละครเหมือนเต็มเปี่ยมด้วยอุดมการณ์ แต่แท้จริงแล้วเป็นการกระทำเพื่อปกปิดความอ่อนแอที่อยู่ในใจ (เห็นชัดตอนที่ดื่มกินเหล้ากับ Col. Gearhart) และเรียกร้องความสนใจ (จากผู้ชาย)

Donald Pleasence (1919 – 1995) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Worksop, Nottinghamshire ในครอบครัว Methodist ตั้งแต่เด็กมีความต้องการเป็นนักแสดง เป็นอาสาสมัครทหารอากาศช่วงสงครามโลก ปลดประจำการออกมาเป็นนักแสดงละครเวที ตามด้วยละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์เรื่องแรก The Beachcomber (1954) โดดเด่นจาก The Great Escape (1963), Cul-de-sac (1966) ฯ

รับบท Oracle Jones นักพยากรณ์ที่ล่วงรู้ทุกสิ่งอย่างแต่เมื่อเหล้าเข้าปากเท่านั้น ชาวเหมือง Denver ต่างเชื่อมั่นและรับฟังคำทำนายอย่างแม่นยำ แต่หารู้ไม่ทั้งหมดนี้เป็นแผนการอันลุ่มลึก เพื่อความสำราญของตนมีสุรากินฟรีไปอย่างน้อยเป็นสิบๆปี

ผมละโคตรชอบความกวนประสาทของตัวละครนี้อย่างยิ่ง และการแสดงของ Pleasence มีความน่า Pleasure อย่างมาก พูดจายียวนแบบมีจังหวะ พอกระดกเหล้าหมดแก้วก็ทำเป็นครุ่นคิดไม่ออก มันชัดเจนตั้งแต่แรกๆแล้วว่า หมอนี่ต้องมีลับลมคมในอะไรแน่ๆ แต่ผู้ชมจะไม่สามารถคาดเดาออกจนกว่าจะถึงตอนจบของหนัง อันทำให้ผมตบโต๊ะฉากใหญ่ คิดได้ไงเจ๋งว่ะ! ลุ่มลึกล้ำแบบสุดๆไปเลย

แต่กับนักแสดงแย่งซีนที่สุดของหนังคือ Martin Landau (1928 – 2017) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน ที่ส่วนใหญ่รับบทสมทบจนกลายเป็นตำนาน, เกิดที่ Brooklyn, New York ในครอบครัวชาว Jews เรียนจบทำงานเป็นบรรณาธิการหนังสือการ์ตูน ลาออกเพื่อเรียนการแสดงที่ Actors Studio รุ่นเดียวกับ Steve McQueen ภาพยนตร์เรื่องแรก North by Northwest (1959), ผลงานอื่นๆอาทิ Cleopatra (1963), The Greatest Story Ever Told (1965), Nevada Smith (1965), Tucker: The Man and His Dream (1988), Crimes and Misdemeanors (1989), และคว้า Oscar: Best Supporting Actor เรื่อง Ed Wood (1994)

รับบทอินเดียแดงชื่อ Walks-Stooped-Over ในตอนแรกทำให้ทุกคนเข้าใจผิดคิดว่าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่มีท่าทางยียวนกวนประสาท สอดรู้สอดเห็นถือธงขาวโบกสะบัด แต่พอเมื่อเหล้ากำลังจะเข้าปากก็หลุดพูดภาษาอังกฤษออกมา ให้ตายเถอะใครกันจะไปคาดถึง (แต่หนังก็ทิ้งคำใบ้ให้พอสมควรเลยนะครับ)

เป็นอีกหนึ่งนักแสดงในตำนาน ที่มีความยียวนกวนบาทา หน้านิ่งๆแต่ร้ายนักของ Landau ที่ทำให้ผมชะล่าสงสัยมาตั้งแต่ต้นว่าทำไมคุ้นๆจัง พอเห็นเครดิตท้ายเรื่องเท่านั้นละตบโต๊ะอีกฉาด ไม่มีใครเหมาะกับบทเดิน-หยุด-ข้าม (ชื่อยังกะไฟเขียว-เหลือง-แดง) ได้มากกว่าชายคนนี้อีกแล้ว

ไว้อาลัยให้กับสตั๊นแมน Bill Williams ผู้เสียชีวิตระหว่างการถ่ายทำ ในฉากเกวียนตกจากหน้าผาสูง ซึ่งนักแสดงแทนคนอื่นสามารถกระโดดลงจากรถทันก่อนเคลื่อนตกหน้าผา แต่ Williams ไม่รู้ผิดคิวหรือยังไงไม่ได้กระโดดลงมา ทำให้เสียชีวิตคาที่ขณะตกถึงพื้น, เห็นว่าผู้กำกับใส่ฉากนี้ไว้ในหนังด้วย เพื่อเป็นการเคารพคารวะต่อการสูญเสียครั้งนี้ แต่จะช็อตไหนไปสังเกตหาเอาเองนะครับ

ถ่ายภาพโดย Robert L. Surtees ตากล้องสัญชาติอเมริกันในตำนาน ผู้คว้า Oscar: Best Cinematography ถึง 3 ครั้งจาก King Solomon’s Mines (1950), The Bad and the Beautiful (1952), Ben-Hur (1959) นอกจากนี้ยังมีผลงานอย่าง Quo Vadis (1951), The Graduate (1967), The Last Picture Show (1971), The Sting (1973) ฯ

หนังถ่ายทำด้วย Ultra Panavision ขนาด 70mm เพื่อฉายในโรงจอโค้ง Cinerama ถือเป็นหนึ่งในเทรนด์ Comedy Epic ของทศวรรษนั้น ตามหลัง It’s a Mad, Mad, Mad, Mad World (1963) และ The Great Race (1965)

แน่นอนว่างานภาพมีความสวยงามกว้างใหญ่อลังการ พื้นหลังถ่ายทำที่ New Mexico เป็นส่วนใหญ่ แต่มันดูมั่วๆไปสักนิดในวันแห่งโชคชะตา เพราะเต็มไปด้วยฝุ่นทรายพัดตลบอบอวล มองอะไรแทบไม่เห็น แต่ได้ความสับสนวุ่นวาลอลม่านเป็นที่สุด

ตัดต่อโดย Ferris Webster สัญชาติอเมริกา ผลงานเด่นๆ อาทิ The Picture of Dorian Gray (1945), Lili (1953), Blackboard Jungle (1955), Forbidden Planet (1956), Cat on a Hot Tin Roof (1958), The Magnificent Seven (1960), The Manchurian Candidate (1962), The Great Escape (1963) ฯ

หนังไม่ได้ใช้มุมมองของตัวละครใดเป็นพิเศษ แต่ดำเนินเรื่องตามเสียงบรรยายของ John Dehner ที่เล่าเสมือนเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นจริง อ้างอิงจากนักประวัติศาสตร์ แถมสอดแทรกภาพกราฟฟิกแผนที่จำลองสถานการณ์ หลังจากแนะนำเรื่องราวของแต่ละกลุ่มเสร็จสิ้นลงแล้ว

ถึงการบรรยาย Mockumentary จะมีความน่าสนใจ แต่หนังมีตำหนิใหญ่ๆก็ตรงการตัดต่อ ที่ไม่สามารถควบคุมเรื่องราวต่างๆให้ดำเนินไปพร้อมเพียงได้อย่างน่าสนใจ นี่ผิดกับ The Great Escape ที่ทั้ง Sturges กับ Webster ทำงานได้อย่างเข้าขา มีความลงตัวแทบทุกกระเบียดนิ้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฉากวันแห่งโชคชะตา Battle of Whiskey Hills มันดูไม่รู้เรื่องจริงๆนะครับ ใครเป็นใคร ฝั่งไหนเป็นฝั่งไหน เพราะฝุ่นทรายเต็มไปหมด มองไม่เห็นใบหน้านักแสดง เสื้อผ้าก็แยกออกแค่ของอินเดียแดงกับคนปกติ มันเลยทำให้ความน่าสนใจที่สร้างมาเละเป็นโจ๊ก

เพลงประกอบโดย Elmer Bernstein นักแต่งเพลงสัญชาติอเมริกา ผลงานเด่น อาทื The Man with the Golden Arm (1955), The Ten Commandments (1956), The Magnificent Seven (1960), To Kill a Mockingbird (1962), The Great Escape (1963), Thoroughly Modern Millie (1967) [คว้า Oscar: Best Original Score], Airplane! (1980), The Age of Innocence (1993), Far from Heaven (2002) ฯ

ผมค่อนข้างชอบ Main Theme ของหนังมากๆ มีความทรงพลังอลังการ พอใส่เสียงคอรัสยิ่งน่าหลงใหลคลั่งไคล้ ว่าไปโดดเด่นตราตรึงกว่าหนังทั้งเรื่องเสียอีก, คงเพราะมีทำนองคล้ายบทเพลง Hallelujah ที่ชาวคริสต์ใช้ร้องสรรเสริญพระเจ้าด้วยกระมังทำให้รู้สึกคุ้นหู แม้เป้าหมายของหนังจะไม่ได้เป็นการสรรเสริญเยินยอปอปั้นอะไร แต่ทำให้เกิดความหึกเหิม ครึกครื้น รุกเร้า ขอเรียกว่าบทเพลง ‘ประจันบาญ’

Sound Effect โดดเด่นสุดๆขณะ Oracle Jones มอบคำทำนายให้กับชาวเหมือง Denver มีจังหวะลีลาคั่งค้างคา เหล้าไม่ถึงปากทุกอย่างก็เงียบลง ไม่มีอะไรต้องลุ้นพูดออกมา โดยเฉพาะคำร้องคอรัส Hallelujah ราวกับมีนัยยะสื่อว่า นี่เป็นวิธีการสรรเสริญพระเจ้าลักษณะหนึ่ง

Hallelujah คือคำอุทานสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า, ส่วน Trail แปลว่า ทาง, ลู่, พ่าง หรือครรลอง ชื่อหนัง The Hallelujah Trail คือหนทางสู่การสรรเสริญพระเจ้า แต่ก็น่าสนใจนะครับว่า อะไรคือ’พระเจ้า’ในหนังเรื่องนี้?

คำตอบก็คือ ‘Whiskey คือพระเจ้า’ สิ่งที่ใครๆแทบทุกคนในหนังต่างต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ แต่ด้วยเหตุผลที่ต่างออกไป
– พระเอก Colonel Thaddeus Gearhart แม้ดื่มกินอยู่ประจำ แต่ก็ไม่ได้มีความขาดแคลนแต่ประการอะไร แค่ต้องการทำตามภาระหน้าที่ของตัวเอง ปกป้องอารักขาขบวนเกวียนบรรทุกสุราไปส่งถึงเป้าหมายให้สำเร็จลุล่วงเท่านั้น
– นางเอก Cora Templeton Massingale ต้องการที่จะทำลายสุรา มองว่าเป็นสิ่งกัดกร่อนทำลายผู้ชาย (แต่สุดท้ายเธอกลับเปลี่ยนใจเสียเอง ยินยอมรับว่ามันเป็นสิ่งขาดไม่ได้สำหรับมนุษย์)
– กลุ่มอินเดียแดง ขนพลกันมาเพื่อขโมยปล้นชิงเพื่อดิ่มกินให้อิ่มหนำ ไร้ซึ่งความรับผิดชอบใดๆ
– ชาวเมืองขี้เมา Denver กำลังจะลงแดงตายถ้าขาดสุรา
– Oracle Jones ชายหัวหมอสุดละโมบ ที่ต้องการฮุบทุกสิ่งอย่างให้กลายเป็นของตน สร้างลู่ทางเดิน ชักนำพาทุกผู้คนให้เดินตามกระดานหมาก ก่อนจับรุกฆาตกินเรียบ ได้รับชัยชนะเหนือทุกสิ่งอย่าง

ถ้ามนุษย์ไม่ยึดติดหลงใหลในสุราจนเรื้อรัง หรือโลกใบนี้ไม่มีของมึนเมา เรื่องราวของหนังก็จะไม่มีวันบังเกิดขึ้น ซึ่งบางครั้งเราก็เทิดทูนเจ้าสิ่งนี้มากเกินไป จนกลายเป็นสิ่งขาดแคลนไม่ได้ เกิดความวิตกกังวลกระวายใจ จะเป็นจะตายถ้าไม่หลงเหลือติดตัว, ผลกรรมจากความโลภละโมบของเหล่ามนุษย์ ทำให้พวกเขาต้องสูญเสียทุกสิ่งอย่าง ถูกชายคนหนึ่งคดโกงกินคอรัปชั่นโดยไม่รู้ตัว มันน่าหัวร่อเยาะเย้ยสมน้ำหน้า สะใจโดยแท้

ด้วยทุนสร้าง $7 ล้านเหรียญ เพราะคำวิจารณ์ตอนออกฉายต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ทำเงินในอเมริกาได้เพียง $4 ล้านเหรียญ ขาดทุนย่อยยับ

ทั้งๆที่หนังค่อนข้างจะเละๆ แต่ส่วนตัวกลับค่อนข้างชอบหนังและแทบไม่มีอคติใดๆ คงเพราะไม่ได้มีความคาดหวังอะไรเลยไม่มีอะไรให้ผิดหวัง ประทับใจการแสดงของสองนักแสดงตัวประกอบ Donald Pleasence และ Martin Landau มากกว่าสองนักแสดงนำเสียอีก และเพลงประกอบของ Elmer Bernstein คือไฮไลท์โดยแท้

แนะนำกับคอหนัง Epic Western Comedy งานภาพกว้างใหญ่อลังการ แอ๊คชั่นเร้าใจ เพลงประกอบกลิ่นอาย Western สุดไพเราะ, แฟนๆผู้กำกับ John Sturges นักแสดงอย่าง Burt Lancaster, Lee Remick ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับความสับสนวุ่นวายอลม่าน สุรา และพฤติกรรมเห็นแก่ตัวของมนุษย์

TAGLINE | “The Hallelujah Trail แม้ไปไม่ถึงสรวงสวรรค์ แต่ก็ไม่ถูกทรายดูดจมจนมิด สามารถลอยป่องขึ้นมาเองได้”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of