The Kid (1921)

The Kid

The Kid (1921) hollywood : Charlie Chaplin ♥♥♥

ก่อนหน้าที่ Charlie Chaplin จะสร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกนี้ ได้สูญเสียลูกชายขณะอายุได้เพียง 3 วัน ทุกวินาทีใน The Kid แทบจะเรียกได้ว่า เป็นการเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิต

ถือเป็นครั้งแรกในวงการภาพยนตร์อีกด้วย ที่ Charlie Chaplin ได้ทำการผสมผสาน Slapstick Comedy เข้ากับ Drama กลายเป็นเรื่องราวสุดซาบซึ้งกินใจ บางคนอาจน้ำตาไหลพรากๆ ยิ้มอิ่มเอมทั้งน้ำตา ลบคำสบประมาทของคนสมัยนั้น ที่ไม่เชื่อว่าสองแนวหนังจะสามารถรวมตัวกันได้ กลายจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์

A Picture with a smile – and perharps, a tear.

The Kid เป็นภาพยนตร์ที่โดยส่วนตัวรู้สึกว่า ไม่ตลกเลยสักนิด ทารกน้อยถูกทิ้งขว้าง The Tramp มาพบเจอพยายามปัดความรับผิดชอบ ฉากนี้ถูกทำให้เป็นเรื่องขำขัน คนอื่นอาจหัวเราะร่าแต่ผมยิ้มไม่ออก อยากจะต่อว่า Charlie Chaplin สร้างฉากนี้ได้ไร้มนุษยธรรมสิ้นดี แต่เมื่อสืบค้นพบเจอข้อมูลเบื้องหลังจึงค่อยรับรู้เข้าใจ แท้จริงแล้วเพราะความสูญเสียลูกชายคนแรก ทำให้ Chaplin ต้องการเติมเต็มชีวิตของตนเองด้วยภาพยนตร์เรื่องนี้ สะท้อนทุกความรู้สึกที่อยู่ในจิตใจออกมา

Sir Charles Spencer Chaplin (1889 – 1997) นักแสดง ผู้สร้างภาพยนตร์สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ East Street, South London พ่อ-แม่ เป็นนักร้อง/นักแสดง แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ทำให้ยากจนข้นแค้น แต่งตัวโทรมๆเสื้อผ้าขาดหวิ่น อดมื้อกินมื้อ ตอนอายุ 7 ขวบถูกส่งไปทำงานใน Workhouse ดิ้นรนจนมีโอกาสเป็นนักแสดงออกทัวร์ (Vaudeville) ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงโด่งดังทั่วเกาะอังกฤษ, เข้าสู่วงการภาพยนตร์ปี 1913 เซ็นสัญญากับสตูดิโอ Keystone Studio แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Making a Living (1914), กลายเป็น The Tramp ในผลงานเรื่องที่สอง Kid Auto Races at Venice (1914), กำกับเองครั้งแรก Caught in the Rain (1914), ร่วมกับ Douglas Fairbanks, Mary Pickford, D. W. Griffith ก่อตั้งสตูดิโอขึ้นใหม่ United Artists ขึ้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1919 ความตั้งใจเพื่อปฏิวัติอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ไม่ต้องการให้เหล่าโปรดิวเซอร์เข้ามาจุ้นจ้านยุ่งยากในส่วนการสร้างสรรค์ Creative ผลงานของผู้กำกับ

Chaplin มีโอกาสพบเจอ Mildred Harris (1901 – 1994) นักแสดงหญิงชื่อดังในยุคหนังเงียบ ประมาณกลางปี 1918 คบหา ออกเดท ตั้งครรภ์ แต่งงานวันที่ 23 ตุลาคม 1918 ภายหลังจับได้ว่าท้องไม่จริง (ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าแต่งเพราะเงิน) ต่อมาเธอก็ได้ตั้งครรภ์จริงๆ คลอดลูกชาย Norman Spencer Chaplin วันที่ 7 กรกฎาคม 1919 อายุได้เพียง 3 วันก็เสียชีวิตด้วยโรคขาดสารอาหาร ไม่นานจากนักพวกเขาก็หย่าขาด กลายเป็นเรื่องวุ่นวายใหญ่เพราะ Harris เรียกร้องเงินค่าทำขวัญก้อนโต

การสูญเสียลูกชายคนแรก ส่งผลกระทบด้านจิตใจต่อ Chaplin อย่างรุนแรง ถึงขนาดต้องหยุดภาพยนตร์ที่กำลังโปรดักชั่นอยู่ แต่ด้วยความเป็นศิลปิน นำเอาอารมณ์เจ็บปวดทุกข์ทรมานนี้ มาเริ่มต้นพัฒนาโปรเจค The Kid ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 1919 คาดหวังให้ภาพยนตร์ขนาดยาว 6 Reel เรื่องแรกของตนเอง

เกร็ด: เพราะโปรดักชั่นของ The Kid กินระยะเวลายาวนานมาก (ถึง 9 เดือน) ประมาณเดือนที่ 4 ของการถ่ายทำ สตูดิโอ First National ที่ให้ทุนจึงร้องขอให้เขาสร้างหนังสั้นเรื่องหนึ่งแทรกคั่นระหว่างรอคอยโปรเจคใหม่นี้ ผลลัพท์ออกมาเป็น A Day’s Pleasure (1919) ความยาว 2 reel ถ่ายทำประมาณสองสัปดาห์ ซึ่งก็ใช้นักแสดงนำจาก The Kid ยกมาหมดทั้งชุด

หญิงสาวคนหนึ่ง (รับบท Edna Purviance) คลอดลูกชาย จากคนรักศิลปินจิตรกร (รับบทโดย Carl Miller) แต่กลับมิได้สนใจใยดี ด้วยความยากจนกระมัง ตัดสินใจทอดทิ้งลูกของตนเองไว้บนหลังรถยนต์คันแพง ด้วยความหวังว่าคงจะได้พบเจอคนรวยใจบุญ แต่ที่ไหนได้รถคันนั้นกลับถูกโจรขโมย จับพลัดจับพลูถูกนำไปทิ้งข้างถังขยะ The Tramp บังเอิญเข้ามาพบเจอ ทีแรกก็ไม่ได้อยากรับภาระ แต่สุดท้ายราวกับโชคชะตาจึงต้องจำยอมกับวาสนา

ตั้งชื่อเด็กชาย John (รับบทโดย Jackie Coogan) พออายุได้ประมาณ 5 ขวบ วันหนึ่งล้มป่วยหนัก The Tramp จำต้องพาหมอมารักษา แต่กลับถูกเข้าใจผิดคิดว่าขโมยลูกคนอื่นมาเลี้ยง และเนื่องด้วยสภาพบ้านช่อง คุณภาพชีวิตของพวกเขานั้นแสนต่ำ จึงติดต่อให้สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้ามาพาตัวไป แน่นอนใครกันจะไปยอม, เรื่องราวไปเข้าหูแม่ตัวจริงของเด็ก โชคชะตาพลิกผันกลายเป็นนักแสดงหญิงชื่อดัง ประสบความสำเร็จเงินทองมากมาย เมื่อพบว่าเด็กคนนี้คือลูกของเธอก็รีบออกตามหา สุดท้ายจะได้พบเจอกันหรือไม่ ก็ต้องไปลุ้นเอาเอง

John Leslie ‘Jackie’ Coogan (1914 – 1985) นักแสดง ตลก สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles เป็นลูกของ John Henry Coogan Jr. นักแสดงเร่ (Vaudeville) ได้รับการค้นพบโดย Chaplin เมื่อครั้นเปิดการแสดงที่ Orpheum Theatre ชักชวนทั้งพ่อลูกให้มาร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้

เด็กชาย John มีใบหน้ากลม ดวงตาสดใสซื่อบริสุทธิ์ ชักชวนให้ใครๆต่างตกหลุมรักหลงใหล อายุ 5 ขวบเป็นช่วงเวลาที่พอจะพูดคุยกันรู้เรื่อง งอแงบ้างบางที ชี้นิ้วสั่งการได้ แต่ยังไม่รู้ตัวหรอกว่าสิ่งที่กระทำอยู่นั่นถูกหรือผิด

มีฉากหนึ่งที่ Jackie ต้องร้องไห้ออกมา แต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเด็กเล็ก พ่อของเขาจึงพูดขู่ขึ้นเสียง ถ้าร้องไห้ไม่ได้จะส่งไปทำงานที่ Workhouse คงด้วยความหวาดกลัวจึงพรั่งพรูออกมาเลย

ความสัมพันธ์ระหว่าง Chaplin กับ Jackie ไม่ได้อยู่แค่ในภาพยนตร์เท่านั้น ทุกๆวันอาทิตย์หยุดพักระหว่างการถ่ายทำ มักจะพากันไปเที่ยวเล่นตามสวนสนุก ซื้อของกินโน่นนี่นั่นให้แบบไม่ถือตัว, หรือแม้แต่ตอนโตขึ้น Jackie ที่น่าจะเก็บเงินจากการแสดงได้เยอะอยู่ แต่ปรากฎว่าถูกพ่อและญาติๆของเขานำไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายจนแทบไม่เหลืออะไร ไปขอความช่วยเหลือ Chaplin มอบเงินให้ $1 ล้านเหรียญ โดยไม่ลังเลใจอะไร

ทั้งสองพบหน้ากันครั้งสุดท้าย ตอนที่ Chaplin หวนกลับมาอเมริกาเพื่อรับมอบ Honorary Award  เมื่อปี 1972 เป็นสายสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาดจริงๆ

เกร็ด: สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Jackie ตอนโตเป็นหนุ่ม เมื่อรับรู้ว่าพ่อที่เป็นผู้จัดการมรดก นำเงินส่วนตัวของเขาไปใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายแทบหมดสิ้น ทำให้มีเรื่องฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลใหญ่โต ทำให้ต่อมามีการออกกฎหมายใช้ชื่อว่า ‘Coogan Bill’ หรือ ‘Coogan Law’ เพื่อให้นักแสดงเด็กไม่ต้องถูกผู้ดูแล/จัดการมรดก นำเงินที่ได้มาโกงกินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว

Edna Purviance (1895 – 1958) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกาในยุคหนังเงียบ เกิดที่ Paradise Valley, Nevada ตอนอายุ 20 เป็นเลขานุการสตูดิโอ Essanary Studios พบเจอกับ Charlie Chaplin ชักชวนให้มาเป็นนักแสดงนำในผลงานเรื่อง A Night Out (1915) จากนั้นก็มีความสัมพันธ์รักใคร่ ร่วมงานกันมาหลายสิบเรื่อง โด่งดังสุดก็ The Kid (1921) แม้จะไม่ได้แต่งงานกันแต่ก็เป็นเพื่อนมีความสัมพันธ์อันดี ต่อมารีไทร์จากวงการภาพยนตร์เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะเปลี่ยนผ่านสู่ยุคหนังพูดได้

ในเครดิตใช้ชื่อ The Woman หญิงสาวที่มีความน่าเห็นอกเห็นใจยิ่ง คงเพราะชีวิตมีความยากจนข้นเจ็บแค้นสามีไม่สนใจใยดี จึงเกิดความคิดชั่ววูบวางทารกน้อยทอดทิ้งไว้ แต่เมื่อคิดได้หวนกลับมาหัวใจก็แทบสลาย ได้รับการอนุเคราะห์จากเจ้าของบ้านที่คงเห็นใจเธอ ช่วยเหลือผลักดันจนกลายเป็นนักร้องชื่อดัง แต่ชีวิตยังคงมีปมจากความผิดพลาดของตนเองครั้งนั้น จะมีโอกาสไหมหนอที่จะได้แก้ตัวเอง

มีสองฉากของหนังที่ได้รับการยกย่องพูดถึงมากๆ
– ฉากแรกคือการวิ่งบนหลังคา คุ้นๆไปอ่านเจอว่าน่าจะเป็นครั้งแรกในวงการภาพยนตร์ ที่มีฉากวิ่งไล่ล่ากันบนหลังคา
– อีกฉากคือในความฝันของ The Tramp เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นการประมวลผลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกความเป็นจริง และยังเป็นการสะท้อนด้วยว่าทั้งหมดนี้ราวกับในความฝันของ Chaplin เอง

ซึ่งเทวดา The Tramp ถูกยิงปีกหักในตอนท้าย แทนด้วยความฝันที่พังทลายสูญสิ้น สะท้อนถึงตัว Chaplin เองที่ก็ได้สูญสิ้นลูกชายคนแรกของตนเองไป

Chaplin เป็นผู้กำกับที่ขึ้นชื่อเรื่องความสมบูรณ์แบบ Perfectionist ฟุตเทจที่ได้มีอัตราส่วนการใช้งานจริง 53:1 (ถ่ายทำ 53 เทค ใช้จริงเทคเดียว) นี่ทำให้สตูดิโอ First National พยายามจะโกงเงินด้วยการจ่ายค่าตัวให้เพียง $500,000 เหรียญ เทียบเท่ากับฟีล์ม 2 Reel พอเรื่องไปเข้าหู มีหรือจะยินยอม ลักลอบขนฟีล์ม Negative ทั้งหมดหนีหายตัวไปกบดานยังโรงแรม Hotel Utah, Salt Lake City จนกว่าจะยอมจ่ายเต็ม $1.5 ล้านเหรียญ และกำไรสุทธิจากการฉาย 5 ปี ถึงจะยินยอมให้ฉาย สุดท้ายสตูดิโอเลยต้องยินยอมทำตามคำขอ

ต้นฉบับของหนังไม่มีเพลงประกอบ แต่ Chaplin หวนกลับมาตัดต่อ ใส่ Sound Effect และแต่งเพลงประกอบขึ้นเมื่อปี 1971 โดยอ้างอิงจาก Symphony No. 6 in B minor, Op. 74, Pathétique (1893) ที่เป็นผลงาน Symphony ชิ้นสุดท้ายของคีตกวีสัญชาติรัสเซีย Pyotr Ilyich Tchaikovsky

ในยุคก่อนหน้านี้ ช่วงทศวรรษ 1910s ภาพยนตร์มักมีลักษณะเป็นหนังสั้น ความยาว 1-2-3 reel ขณะที่ Feature Length เริ่มนับตั้งแต่ประมาณ 5-6 reel (40 นาทีขึ้นไป) มีบ้างประปรายแต่ยังไม่ได้รับความนิยมสักเท่าไหร่, ด้วยระยะเวลาที่มีจำกัด ทำให้ภาพยนตร์จึงมักนำเสนอได้แค่แนวทางเดียว อาทิ Drama, Romantic, Comedy/Slapstick ฯ แทบยังไม่เคยมีมาก่อน ผลงานที่ทำการผสมผสานสองลักษณะขึ้นไปในเรื่องเดียวกัน

The Kid ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกๆ น่าจะของโลกเลยกระมัง ที่ท้าทายขีดจำกัดนี้ ทำไม Drama กับ Comedy จะผสมผสานคลุกเคล้ารวมตัวเข้าเป็นส่วนหนึ่งไม่ได้?

จริงๆแล้ว Chaplin มีความตั้งใจต้องการสร้างเรื่องราวของ The Kid ในเชิง Drama มากกว่า (เพราะเขาอยู่ในอารมณ์ทุกข์โศกเศร้า จะเอาอารมณ์ที่ไหนมาเล่นตลก) แต่เพราะครุ่นคิดได้ว่า ใครๆต่างจดจำภาพลักษณ์ของ The Tramp ว่าเป็นคนตลก จะให้เปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นผู้ชมคงไม่ยินยอมรับแน่ วิธีการของเขาจึงทำการแทรกใส่ Comedy เข้ามาในช่วงของ Drama กับหลายๆเหตุการณ์เพื่อเป็นการถ่ายทอดแสดงออก Expression อารมณ์ความรู้สึกของตนเอง

ลักษณะ Comedy ในภาพยนตร์ของ Chaplin จึงไม่ใช่แค่ Slapstick ที่มีแต่ความขบขันเฮฮา แต่ยังสะท้อนความหมายนัยยะอะไรหลายๆอย่างที่สอดคล้องกับเรื่องราวนั้นๆ อาทิ ฉากแรกที่ The Tramp พบเจอทารกน้อย ในตอนแรกคิดว่าใครสักคนคงลืมวางทิ้งไว้ พบเห็นรถเลื่อนของแม่คนหนึ่งจึงนำไปคืน แต่ปรากฎว่าไม่ใช่ ตั้งใจนำไปวางกลับที่เดิม ตำรวจดันเดินผ่านมา จับพลัดจับพลูไปเรื่อยๆ จนเหน็ดเหนื่อยหมดเรี่ยวแรง มองเห็นท่อระบายน้ำทิ้งเปิดออก วินาทีนั้นถึงตัดสินใจ เอาว่ะ! ก็เลี้ยงมันเสียเลยจะไปยากอะไร, นัยยะของฉากนี้สะท้อนการเกิดขึ้นมาของมนุษย์คนหนึ่ง คนเป็นผู้ใหญ่ พ่อ-แม่ อาจไม่เคยตระเตรียมกายใจมาก่อน แรกๆอาจยังปฏิเสธไม่พร้อม แต่ไหนๆเมื่อลูกน้อยกำลังต้องลืมตามองดูโลกแล้ว ไม่ว่ายังไงก็ต้องยินยอมรับการมีตัวตนของเขา!

ซึ่งไฮไลท์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ คือขณะเหตุการณ์ที่เด็กชาย John ถูกเจ้าหน้าที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้ามาพาตัวไป แน่นอนว่า The Tramp ย่อมต้องไม่ยินยอม พวกเขาพยายามดิ้นรนหลบหนี มันเลยมีเรื่องขบขันเฮฮาเกิดขึ้นมากมาย ทั้งๆที่ก็เป็นคนชนชั้นต่ำปกติไม่มีใครเหลียวแล แต่พอปีนขึ้นหลังคาอยู่สูงเหนือหัวคนอื่นกลับถูกต่อว่า ไล่ล่าจับกุมจนถึงที่สุด

สิ่งที่ The Kid ได้ถือกำเนิดเริ่มต้นขึ้นนี้ กลายเป็นรากฐานสำคัญของภาพยนตร์ยุคสมัยปัจจุบันนี้ทุกๆเรื่อง ที่มีส่วนผสมมากกว่า 2 แนวหนัง อาทิ รอม-คอม, Action-Thriller, Horror-SciFi, Western-Samurai ฯ ด้วยเหตุนี้นักวิจารณ์ทั้งหลายตั้งแต่ตอนที่หนังออกฉาย ต่างยกย่องเชิดชู เรียกว่าเป็น Milestone เสาหลักเรื่องสำคัญของวงการภาพยนตร์

เราสามารถเปรียบภาพยนตร์ The Kid ได้กับลูกรักของ Charlie Chaplin บรรจงทะนุถนอมสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยศรัทธา ความตั้งใจเต็มเปี่ยม เพื่อให้เป็นตัวตายตัวแทนทารกน้อยที่เสียชีวิตไป ซึ่งหลังจากผ่านช่วงเวลาการสร้างสรรค์หนังเรื่องนี้ ก็สามารถทำให้กลับมามีชีวิตของตนเองได้อีกครั้ง หย่าขาดกับ Mildred Harris และเริ่มคบหาดูใจกับ Lita Grey (หญิงสาวตัวประกอบที่รับบทนางฟ้าในฉากความฝันของ The Tramp)

เกร็ด: ทั้งชีวิตของ Chaplin แต่งงาน 4 ครั้ง มีลูกทั้งหมด 11 คน เรียกว่าชดใช้การสูญเสียครั้งนี้ได้แบบ…

Mary Pickford นักแสดง/โปรดิวเซอร์ชื่อดัง หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง United Artists ยกย่องภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า

“The Kid is one of the finest examples of the screen language, depending upon its actions rather than upon subtitles.”

ขณะที่นักกวีสัญชาติอเมริกัน Hart Crane หลังจากรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่งกลอนบทหนึ่งส่งให้ Chaplin ตั้งชื่อว่า ‘Chaplinesque’

We can evade you, and all else but the heart:
What blame to us if the heart live on.

The game enforces smirks; but we have seen
The moon in lonely alleys make
A grail of laughter of an empty ash can,
And through all sound of gaiety and quest
Have heard a kitten in the wilderness.

ด้วยทุนสร้าง $250,000 เหรียญ (ไม่รวมค่าตัว Chaplin) ทำเงินได้ $5.45 ล้านเหรียญ สูงสุดเป็นอันดับสองของปี รองจาก The Four Horsemen of the Apocalypse (1921)

ส่วนตัวแค่ชอบภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะความที่มันไม่ตลกในความรู้สึกของผมเอง แม้ได้รับรู้ถึงเหตุผลการสร้างของ Charlie Chaplin และส่วนของดราม่ามีความซาบซึ้งกินใจ แต่ก็ไม่เพียงพอให้เกิดความหลงใหลขึ้นมามากกว่านี้

อาจเพราะว่านี่เป็นครั้งแรกของ Chaplin ที่ผสมผสาน Slapstick Comedy เข้ากับ Drama มันเลยยังคลุกเคล้าไม่เข้ากันอย่างลงตัว (หนักไปทาง Drama เสียมากกว่า) แต่ผลงานลำดับต่อๆไปจะพบเห็นพัฒนาการ ทิศทางที่ดีขึ้นแบบก้าวกระโดดเลยละ

แนะนำกับคอหนังเงียบ ชื่นชอบ Slapstick Comedy ผสม Drama มีความลึกซึ้งกินใจ และแฟนๆ Charlie Chaplin ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต PG ผู้ใหญ่ควรรับชมร่วมกับเด็ก

TAGLINE | “The Kid คือลูกรักของ Charlie Chaplin เติมเต็มทุกความรู้สึกที่ขาดหาย”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of