The Killing of a Chinese Bookie (1976)

The Killing of a Chinese Bookie

The Killing of a Chinese Bookie (1976) hollywood : John Cassavetes ♥♥♥♡

เจ้าของไนท์คลับแห่งหนึ่ง ขณะชีวิตกำลังรุ่งโรจน์ชัชวาล ดันไปเล่นการพนันติดหนี้ก้อนโตมหาศาล ได้รับข้อเสนอปลดแอก แลกกับการฆาตกรรมชายชาวจีนคนหนึ่ง มันคุ้มกันแล้วหรือ? “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ที่ผมเล่ามาก็แค่เบื้องหน้าหนังเท่านั้นนะครับ ใครเคยรับชมผลงานผู้กำกับ John Cassavetes คงรู้ซึ้งถึงความสนใจของชายคนนี้ เนื้อเรื่องราวหาใช่สาระสลักสำคัญใดๆ มีเพียงแค่ ‘human behaviour’ ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ เท่านั้นใคร่นำเสนอ

กล่าวคือ The Killing of a Chinese Bookie ไม่ใช่เรื่องราวการก่ออาชญากร ค้นหาแรงผลักดันจูงใจ หรือตั้งคำถามดี-ชั่ว ถูก-ผิด แต่คือภาพยนตร์นำเสนอพฤติกรรม อารมณ์ความรู้สึก การแสดงออกของตัวละคร/เจ้าของไนท์คลับ สาเหตุจากความเย่อหยิ่งทะนงตน อ้างอวดดี โลภละโมบเห็นแก่ตัว ยึดถือมั่นในเกียรติศักดิ์ศรี กล้าเรื่องโง่ๆ และที่สุดคือการหลอกตัวเอง

ทำไมต้องเป็นชายชาวจีนกำลังจะถูกเข่นฆ่า? นั่นคือโลกทัศนคติของชาวอเมริกัน ที่ถูกปลูกฝังอคติ ‘Yellow Peril’ จงเกลียดจงชังจากอดีตช้านาน พวกคนจีนเป็นตัวอันตราย Chinatown เรียกได้ว่าศูนย์รวมความชั่วร้าย! ซึ่งบริบทของหนังมีลักษณะเชิงเปรียบเทียบกับ ‘ด้านมืดจิตใจมนุษย์’ เพื่อให้สามารถเผชิญหน้าก้าวข้ามผ่าน สมควรถูกกำจัดทำลายให้ตายคามือ


John Nicholas Cassavetes (1929 – 1989) ผู้กำกับ/นักแสดงสัญชาติ Greek-American เกิดที่ New York City พ่อเชื้อสายกรีก จนถึงอายุ 7 ขวบพูดภาษาอังกฤษไม่ได้สักประโยค, เนื่องจากเรียนไม่เก่งเลยตัดสินใจเป็นนักแสดง เข้าศึกษายัง American Academy of Dramatic Arts จากอาจารย์ Don Richardson จบออกมากำกับ เขียนบทละครเวที ทั้งยังสอนการแสดง Method Acting พัฒนาบทภาพยนตร์/กำกับเรื่องแรก Shadows (1959) จากทุนสร้างส่วนตัว $40,000 เหรียญ แม้ไม่ทำเงินแต่คว้ารางวัล Critics Award จากเทศกาลหนังเมือง Venice, สำหรับการแสดงเริ่มต้นจากซีรีย์โทรทัศน์เกรด B ผลงานสร้างชื่อคือ Rosemary’s Baby (1968), The Dirty Dozen (1967), The Fury (1978)  ฯ

Cassavetes ถือเป็นผู้กำกับรุ่นบุกเบิกหนังอินดี้ Art-House น่าจะเพราะความหงุดหงิดขุ่นเคืองคับข้องกับ Hollywood ที่จู้จี้จุกจิกจากผลงานเคยสร้าง Too Late Blues (1961) และ A Child Is Waiting (1963) หลังจากนั้นเลยเลิก! ตัดขาดสตูดิโอ สรรหาทุนสร้างด้วยตนเองตามมีตามเกิด นักแสดงก็วงในใบหน้าคุ้นเคย และด้วยปรัชญาการทำงาน ‘สร้างหนังที่ตนต้องการ’

“I don’t give a fuck what anybody says. If you don’t have time to see it, don’t. If you don’t like it, don’t. If it doesn’t give you an answer, fuck you. I didn’t make it for you anyway”.

– John Cassavetes

ด้วยเหตุนี้ Cassavetes จึงได้รับยกย่องเป็นหนึ่งในผู้กำกับทรงอิทธิพลที่สุดแห่งครึ่งหลังศตวรรษ 20 ผลงานโดดเด่น อาทิ Faces (1968), Husbands (1970), A Woman Under the Influence (1974), The Killing of a Chinese Bookie (1976), Opening Night (1977), Love Streams (1984) ฯ

และเคยเข้าชิง Oscar สามครั้ง จากสามสาขา
– Best Supporting Actor เรื่อง The Dirty Dozen (1967)
– Best Original Screenplay เรื่อง Faces (1968)
– Best Director เรื่อง A Woman Under the Influence (1974)

หลังเสร็จจาก A Woman Under the Influence (1974) ความสนใจลำดับต่อไป ต้องการทดลองสร้างหนังแนวอาชญากรรมดูบ้าง ว่ากันว่า Cassavetes ได้แรงบันดาลใจจากการสนทนากับ Martin Scorsese แต่เขาก็นำแนวคิดดังกล่าวพัฒนาสานต่อเรื่องราวโดยมี Ben Gazzara เป็นจุดศูนย์กลาง

เรื่องราวของ Cosmo Vittelli (รับบทโดย Ben Gazzara) เจ้าของกิจการไนท์คลับ/บาร์เปลือย Crazy Horse West ที่กำลังไปได้สวย โดยเฉพาะหลังจากปลดหนี้เก่าหมดสิ้น แต่รสนิยมชื่นชอบการอ้างอวด วันหนึ่งพาสาวขึ้นรถลีมูซีนไปยังบ่อนการพนัน เล่นเสียจนติดหนี้ก้อนใหม่ $23,000 เหรียญ ซึ่งต่อมาเจ้าหนี้มาเฟียได้ยื่นข้อเสนอลดราคาปลดหนี้ ถ้าสามารถเข่นฆาตกรรมชายชาวจีน เจ้าพ่อมาเฟียรายใหญ่สุดแห่ง West Coast ได้สำเร็จ


Biagio Anthony Gazzarra (1930 – 2012) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City ครอบครัวอพยพจากประเทศอิตาลี โตขึ้นเข้าเรียนวิศวกรไฟฟ้า City College of New York แต่ด้วยความหลงใหลด้านการแสดงมากกว่า ลาออกมาเข้าเรียน Dramatic Workshop ได้อาจารย์ Erwin Piscator จนมีโอกาสแสดงละครเวที Off-Broadway ซีรีย์โทรทัศน์ แจ้งเกิดกับการแสดง Broadway เรื่อง Cat On A Hot Tin Roof (1955–56) หลังจากเข้าร่วม Actors Studio ภพยนตร์เรื่องแรก The Stange One (1957) ตามด้วย Anatomy of a Murder (1959), สนิทสนมร่วมงานกับ John Cassavetes สามครั้ง Husbands (1970), The Killing of a Chinese Bookie (1976) และ Opening Night (1977)

รับบท Cosmo Vittelli จากครอบครัวจนๆ ก่อร่างสร้างธุรกิจ ไต่เต้าจนได้เป็นเจ้าของไนท์คลับ/บาร์เปลือย Crazy Horse West ความสำเร็จดังกล่าวทำให้เกิดความเย่อหยิ่งจองหอง ทะนงตน อ้างอวดดี วันหนึ่งเล่นพนันพ่ายหมดตัว ไม่ต้องการเสียหน้าจนติดหนี้มหาศาล แต่ก็ยังยืนกรานเจ้าหนี้สามารถหามาจ่ายคืนได้อย่างแน่นอน

ด้วยความเด็ดเดี่ยวหาญกล้า เชื้อบ้า เชื่อมั่นในตนเองสูง ทั้งประวัติยังเคยพานผ่านสงครามเกาหลี ทำให้เจ้าหนี้มาเฟียเกิดความใคร่สนใจต่อรองลดผ่อนล้าง ถ้าสามารถเข่นฆาตกรรมชายชาวจีนคนหนึ่ง ใครก็ไม่รู้ละ! แน่นอนทีแรกต้องบอกปัด ต่อมาภายหลังค่อยยินยอมพร้อมใจ ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะทำสำเร็จ ผลลัพท์ทำให้เกิดการทรยศหักหลัง (Double Cross) แต่ก็นั่นแหละ ‘ชีวิต’

ภาพลักษณ์ของ Gazzara คือชายผู้มีความแน่วแน่ มุ่งมั่น พร้อมทุ่มเททำทุกสิ่งอย่าง แต่ลึกๆดูแล้วเป็นคนขลาดเขลา อ่อนแอ หวาดสะพรึงกลัวต่อความพ่ายแพ้ ไม่ต้องการให้ชีวิตหวนกลับไปตกทุกข์ยากลำบากเหมือนเก่าก่อน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการสวมหน้ากากสร้างภาพให้ตนเองดูเข้มแข็งแกร่ง แท้จริงแล้วคือการ ‘หลอกตัวเอง’ อยู่นั่นเอง

ระหว่างการถ่ายทำ Gazzara บอกเลยว่าไม่เข้าใจตัวละคร ทำไมหมอนี่ถึงมีพฤติกรรมแสดงออกปรับเปลี่ยนแปลงไปอยู่เรื่อยๆ แต่ครั้งหนึ่งพบเห็นผู้กำกับหลั่งน้ำตาซึม เลยตระหนักรับรู้ว่าบทบาทนี้เป็นตัวแทนของ Cassavetes ถึงช่วงเวลาต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเติมเต็มความฝัน

ถึงกระนั้น Gazzara ก็ไม่ชื่นชอบหนังอยู่ดี รู้สึกว่าฉบับแรก 135 นาที เยิ่นยาวเกินไป เป็นเหตุให้ Cassavetes ใช้เวลาอีกสองปีเต็มเล็มโน่นนี่นั่นออกจนกลายเป็นฉบับสอง 108 นาที กระชับขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก


ด้วยความตามมีตามเกิดของหนัง มีงบเมื่อไหร่ค่อยเรียกทีมงาน/นักแสดงมาถ่ายทำ ตากล้องเลยมักเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามคิวว่าง แต่มีได้รับเครดิตสองคนคือ Mitchell Breit และ Al Ruban

วิธีการง่ายสุดของหนังอินดี้ทุนสร้างต่ำ รับอิทธิพลจาก French New Wave โลกทั้งใบคือฉาก ทีมงานปริมาณน้อยนิด ถ่ายทำแบบ Guerrilla Unit ไม่ต้องตระเตรียมการอะไรมากมาย ส่วนใหญ่ใช้แสงธรรมชาติ เลือกกล้องขนาดเล็กน้ำหนักเบา สามารถยกขยับเคลื่อนย้ายไปไหนมาไหนโดยง่าย ตัวประกอบก็คนธรรมดาสามัญทั่วไป รวดเร็วฉับไว ช้าไม่ได้เดี๋ยวเงินหมด

ไดเรคชั่นถ่ายภาพกล้องสั่นๆ เน้นระยะ Close-Up จับจ้องใบหน้าตัวละคร ถือเป็นเอกลักษณ์ลายเซ็นต์ของผู้กำกับ Cassavetes เพื่อให้ผู้ชมสามารถสังเกตการขยับเคลื่อนไหว ท่วงท่า สีหน้า แววตา จับมองเข้ามาถึงจิตวิญญาณตัวละคร นี่เรียกว่าเทคนิคศึกษาพฤติกรรมมนุษย์

ไนท์คลับ/บาร์เปลือย ว่าไปคล้ายๆหนังเรื่อง Cabaret (1972) เป็นสัญลักษณ์ของโลกทั้งใบ การดำเนินไปของชีวิต [Life is a cabaret, old chum!] ไม่ว่าเหตุการณ์เบื้องหลังอะไรจะบังเกิดขึ้น ทุกวันต้องมีการแสดงโชว์ต่อหน้าผู้ชม เรียกเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม สุข-ทุกข์ ดีใจ-เศร้าโศก

สาเหตุที่ต้องเต้นระบำโป๊เปลือย เปิดโชว์วับๆแวมๆ ยั่วเย้ายวนแขกเหรื่อให้เกิดลีลาอารมณ์ นั่นเป็นการสะท้อนกับสื่อภาพยนตร์ ที่มักนำเสนอเรื่องราวเบื้องลึก เปิดเผยบางสิ่งหลบซ่อนเร้นภายใน(จิตใจ) และเพื่อให้ผู้ชมเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบสนองออกมา

เมื่อพูดถึงแนวอาชญากรรมต้องนึกถึงหนังนัวร์ ซึ่งเรื่องนี้จัดเต็มด้วยแสง สี เงามืด อาบปกคลุม บางครั้งบดบังเรือนร่าง/การกระทำ วับๆแวมๆ (เหมือนระบำเปลื้องผ้า) สะท้อนสภาพจิตวิทยาตัวละครออกมา

อย่างช็อตนี้หลังการปลดหนี้ เดินทางไปดื่มฉลองความสำเร็จ แต่ทั้ง Sequence กลับปกคลุมด้วยความมืดมิดครอบงำตัวละคร สาเหตุเพราะชีวิตของเขาต่อจากนี้ ถือว่าไร้ซึ่งเป้าหมายปลายทางอีกต่อไป อิสรภาพมันช่างว่างเปล่า ไร้สีสัน มองไม่เห็นอะไร

สังเกตว่าหลายๆไดเรคชั่นของหนัง ก็รับอิทธิพลจาก Cabaret ด้วยเช่นกัน อาทิ มุมกล้องด้านหน้า-ด้านหลังเวที การจัดแสงสี โดยเฉพาะ Sound Effect ผู้ชมส่งเสียง-โห่-ปรบมือ ปฏิกิริยาโต้ตอบระหว่างการแสดง ฯ

ตัวละคร Mr. Sophistication เปรียบเสมือนอีกด้านหนึ่ง อวตาร ตัวตนแท้จริงของ Cosmo Vittelli ที่มิอาจเปิดเผยออกมาให้ใครเห็น เลยมอบหมายให้ชายคนนี้กลายเป็นนักแสดงบนเวที ผู้ชมต่างขบขันทั้งๆไม่ได้มีความน่าหัวร่อแม้แต่น้อย

ห้ากุ้ยมาเฟีย ถือเป็นสัญลักษณ์ความชั่วร้าย ด้านมืดภายในจิตใจ ที่พยายามกีดกั้นขวาง สร้างอิทธิพลครอบงำ เพื่อไม่ให้ Cosmo Vittelli ได้รับอิสรภาพ ชัยชนะ หรือพบเจอแสงสว่างแห่งชีวิต

ซึ่งหลังจากปฏิบัติภารกิจมอบหมายสำเร็จ การถูกหักตลบหลัง (Double Cross) สะท้อนถึงการดิ้นรนของความชั่วร้าย ด้านมืดภายในจิตใจ กิเลสมารผู้ไม่ยินยอมพ่ายแพ้ หลุดจากพันธการฝังลึกในจิตใจคนโดยง่าย

ชายชาวจีน อย่างที่บอกไปคือสัญลักษณ์ความชั่วร้าย เพราะหนังไม่อธิบายเบื้องหลังตัวละครจนกระทั่งถูกฆาตกรรมสำเร็จ แสดงถึงการเหมารวมทางเชื้อชาติพันธุ์ ความรังเกียจเดียดเหยียดของชาวอเมริกันที่มีต่อ ‘Yellow Peril’

สถานที่ความตายของชายชาวจีน คือห้องอาบน้ำ สัญลักษณะของการชะล้างสิ่งโสโครก สกปรกโสมม หรือด้านมืดภายในจิตใจมนุษย์ เมื่อสามารถทำการเข่นฆ่าทำลายล้าง ก็ย่อมบริสุทธิ์ใสสะอาด ราวกับทารกแรกเกิดใหม่

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ‘A Show Must Go On’ ขนาดว่าต้องเดินทางไปเข่นฆ่าชายชาวจีน ยังโทรศัพท์มาติดตามการแสดงที่ไนท์คลับ หรือตอนถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ยังดิ้นรนมาทำงานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น!

ช่วงท้ายมีการนำเสนอชุดการแสดงใหม่ ถือว่าสะท้อนปิดฉากเรื่องราวเดิม ชีวิตก้าวข้ามผ่านอุปสรรคปัญหา เอาชนะด้านมืดของตนเอง (หนึ่งในนักแสดง สาวผิวสี/ตัวแทนด้านมืดของตนเอง ได้เลิกราออกจากคณะ) นับแต่นี้จึงเหมือนการเริ่มต้นนับหนึ่ง ก้าวสู่อนาคตที่สดใส … หรือเปล่านะ

ตัดต่อโดย Tom Cornwell, ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองสายตาตัวละคร Cosmo Vittelli ปรากฎพบเห็นทุกฉากในหนัง ซึ่งถือเป็นลายเซ็นต์หนังนัวร์อีกเช่นกัน

การดำเนินเรื่อง เสมือนว่ามีสองเหตุการณ์เกิดขึ้นคู่ขนาน
– ทุกๆค่ำคืนดังวัฏจักรเวียนวน ไนท์คลับเปิดให้บริการ มีการแสดงบนเวที ชีวิตดำเนินไป
– เหตุการณ์พิเศษ เพราะ Cosmo Vittelli ดันไปเล่นพนันติดหนี้เลยต้องชดใช้ แต่ก็แค่สองสามค่ำคืนนี้เท่านั้น เมื่อทุกสิ่งอย่างจบสิ้น ชีวิตก็สามารถดำเนินต่อไปได้

Cassavetes ใช้เวลาตัดต่อหนังค่อนข้างมาก เป็นเหตุให้โปรดิวเซอร์เกิดความเร่งรีบร้อนใจ เมื่อไหร่จะได้ออกฉายสักที เลยกดดันผู้กำกับทั้งๆยังไม่เสร็จดี ออกฉายฉบับแรกความยาว 135 นาที ล้มเหลวทั้งเสียงวิจารณ์และรายรับ

คงเพราะ Cassavetes ยังไม่พึงพอใจกับหนังด้วยกระมัง เลยค่อยๆใช้เวลาตัดต่ออีก 2 ปี ฉบับสองนี้ความยาว 108 นาที ทำให้มีความกระชับรัดกุมขึ้น และเรียงลำดับเรื่องราวแตกต่างออกไปเล็กน้อย เสียงตอบรับดีขึ้นอย่างมาก แต่คงไม่ทำเงินเฉกเช่นเดียวกันนะแหละ

เท่าที่ผมสังเกตเห็น หนังจะไม่มี Establish Shot มาถึงก็เริ่มต้นเลยไม่มีอารัมบท ค่อยๆเปิดเผยเรื่องราวทีละเล็กละน้อย ผู้ชมต้องประติดประต่อจิ๊กซอว์ เศษขนมปัง ที่เรียงรายเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด ไล่ลำดับจากนอกร้าน ยืนประกาศหลังเวที ตอนเช้ามีการ Audition จากนั้นถึงค่อยพบเห็นบรรยากาศในร้านยามค่ำคืน การแสดงระบำโป๊เปลือย พูดคุยกับทีมงาน และนักดนตรีโผล่มาท้ายสุดเลย (สำหรับการแสดงชุดใหม่)


เพลงประกอบโดย Bo Harwood ขาประจำของ Cassavetes ที่เริ่มต้นจากตัดต่อนิดหน่อยเรื่อง Husbands (1970), ตัดต่อเสียงอีกนิดหน่อยกับ Minnie and Moskowitz (1971), กลายมาเป็น Sound Engineer เรื่อง A Woman Under the Influence (1974), พอถึง The Killing of a Chinese Bookie (1976) ขึ้นเครดิตแต่งเพลงประกอบ

ลักษณะงานเพลงของหนังเรื่องนี้น Harwood เรียกว่า ‘Scratch Track’ คือส่วนผสมคละเคล้าของเปียโน กีตาร์ ไม่ได้เน้นแนวทางไหนเด่นพิเศษ ซึ่งสะท้อนเข้ากับพฤติกรรมแสดงออกของตัวละคร ไม่สามารถคาดเดาอะไรๆได้โดยง่าย

เพลงแต่งขึ้นใหม่ประกอบหนังคือ Rainy Fields of Frost and Magic แต่ง/ขับร้องโดย Bo Harwood ดังขึ้นฉาก Audition สะท้อนอารมณ์หดหู่ของ Cosmo Vittelli ทั้งๆเพิ่งปลดหนี้สำเร็จ กลับหนีวงจรอุบาศว์การพนันไม่รอดพ้น

บทเพลงขับร้องโดย Meade Roberts (ผู้รับบท Mr. Sophistication) ประกอบด้วย
– After the Ball (1891) แนว Classic Waltz แต่งโดย Charles K. Harris
– Imagination (1942) แต่งทำนองโดย Jimmy Van Heusen, คำร้องโดย Johnny Burke
– I Can’t Give You Anything but Love, Baby (1928) บทเพลง Jazz Standard แต่งทำนองโดย Jimmy McHugh, คำร้องโดย Dorothy Fields

เกร็ด: I Can’t Give You Anything but Love, Baby ได้รับการบันทึกเสียงซ้ำๆ ติดอันดับ 24 จาก ‘100-Most Recorded Songs From 1890 to 1954’

The Killing of a Chinese Bookie คือเรื่องราวของคนที่มีความเพ้อใฝ่ฝัน สามารถเติมเต็มสำเร็จลุล่วง แต่แล้วดันหลงระเริงปล่อยตัวปล่อยใจ เป็นเหตุให้หวนย้อนสู่จุดเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ตะเกียกตะกาย ดิ้นรนแหวกว่าย ต้องการไต่เต้ากลับยังสรวงสวรรค์อีกครั้ง

หลายๆคนคงรับรู้ได้ Cosmo Vittelli คือตัวแทนผู้กำกับ John Cassavetes ความเพ้อใฝ่ฝันของเขาคือสร้างภาพยนตร์ในรสนิยมตนเอง แต่กลับถูกกีดกั้นขวางโดยมาเฟีย ซึ่งผมคิดว่าเทียบแทนด้วยระบบสตูดิโอ Hollywood หลังจากเป็นมือปืนรับจ้าง (ได้รับมอบหมายสร้างภาพยนตร์) ถูกทรยศหักหลัง (โดนโปรดิวเซอร์ฉกแย่งชิงโปรเจคไปตัดต่อ/Post Production ไม่ผ่านการเห็นชอบของตนเอง) สร้างร่องรอยบาดแผลกระสุนฝังใน (สัญลักษณ์ของการจดจำฝังใจไม่รู้ลืม) แต่ชีวิต/ไนท์คลับ จำต้องดำเนินเดินต่อไป (The Show Must Go On!)

การศึกษาพฤติกรรมตัวละครของหนัง แท้จริงแล้วก็คือสภาพจิตใจของ John Cassavetes เอ่อล้นด้วยความภาคภูมิใจในอาชีพการงาน สามารถเป็นมือปืนรับจ้างปฏิบัติภารกิจสำเร็จลุล่วง แต่วิธีจัดการมาเฟียที่ทรยศหักหลังเขา นั่นคือจินตนาการทางอารมณ์ มิสามารถแสดงออกกระทำอะไรได้ในชีวิตจริง (คือจะให้ Cassavetes ไปดักซุ่มทำร้ายโปรดิวเซอร์ที่ฉกแย่งชิงหนังไปจากตนเอง นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแล้ว!)

อธิบายมาถึงตรงนี้คงเห็นภาพชัดถึงความเป็น ‘ศิลปิน’ ของผู้กำกับ John Cassavetes สร้างภาพยนตร์เพื่อสนองตัณหา ความต้องการส่วนตนเองเท่านั้น สไตล์ลายเซ็นต์โดดเด่นชัดเจน ก็อยู่ที่ศักยภาพผู้ชมเอง จะสามารถทำความเข้าใจหนังได้ลึกซึ้งประมาณไหน


ต้นฉบับแรกสุด 135 นาที เมื่อตอนออกฉายปี 1976 ได้รับเสียงตอบรับย่ำแย่ ผู้ชมก็ดันเชื่อฟังคำนักวิจารณ์เสียด้วยนะ ลงโรงเพียง 7 วันก็ถูกถอดจากโปรแกรม แต่หลังจาก Cassavetes ตัดต่อใหม่เหลือเวลา 108 นาที ออกฉายปี 1978 เสียงตอบรับ/ทำเงินดีขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก

เกร็ด: Criterion Collection ได้ทำการรวบรวมทั้งสองฉบับไว้ในหนังแผ่นเดียว ใครใคร่สนใจลองหามารับชมดูเองแล้วกัน (แนะนำให้ดูฉบับ 108 นาที ตามความตั้งใจของผู้กำกับเสียก่อน จากนั้นค่อยรับชม 135 นาที จะพบเห็นส่วนแตกต่างเด่นชัดเจนทีเดียว)

ส่วนตัวชื่นชอบหนังเรื่องนี้มากๆ ประทับใจความบ้าๆบอๆของ Mr. Sophistication และอารมณ์อันซับซ้อนของ Cosmo Vittelli บีบขยี้ ขย้ำหัวใจ จะเอาตัวรอดจนจบได้ไหม … ก็ไม่รู้เหมือนกัน

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ถ้าไม่สามารถเข้าถึงพฤติกรรมแสดงออกของตัวละคร ให้มองข้อคิดเกี่ยวกับการพนันขันต่อ ความโลภละโมบ เย่อหยิ่งจองหอง น่าจะแทงใจดำใครหลายๆคนได้เป็นอย่างดี อย่านำไปเลียนแบบตามก็แล้วกัน

แนะนำโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคอหนัง Art-House ทำงานเกี่ยวกับการแสดง ภาพยนตร์/ละคร/เวที ศึกษาพฤติกรรมแสดงออกตัวละคร และแฟนๆผู้กำกับ John Cassavetes ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับไนท์คลับประเภทวับๆแวมๆ ติดหนี้พนัน และการฆาตกรรม

คำโปรย | สิ่งที่ John Cassavetes และ Ben Gazzara เข่นฆาตกรรมใน The Killing of a Chinese Bookie คือด้านมืดในจิตใจพวกเขา และระบบสตูดิโอ Hollywood 
คุณภาพ | หนังคัลท์
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of