The Killing of a Sacred Deer (2017)

The Killing of a Sacred Deer

The Killing of a Sacred Deer (2017) hollywood : Yorgos Lanthimos ♥♥♥♡

หมอ/พระราชาผู้มีความหลงระเริงในทุกสิ่งที่กระทำ ครึ่งหนึ่งพลาดพลั้งเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์/กวางศักดิ์สิทธิ์ เป็นเหตุให้ถูกจองเวรอาฆาต แต่นี่ไม่ใช่เรื่องของการล้างแค้นเอาคืน มันคือผลกรรมสนองอันน่าพิศวง สะท้อนสิ่งที่คนรุ่นใหม่พยายามตอบโต้ผู้ใหญ่มากอำนาจ มันช่างเขย่าขวัญ สั่นประสาท น่าหวาดสะพรึงกลัวเสียเหลือเกิน

“I don’t know how to make a straightforward film”.

– Yorgos Lanthimos

The Killing of a Sacred Deer เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยคำถาม ปริศนาไร้ร่องรอยคำตอบ น่าฉงนสุดคืออาการป่วยของคนในครอบครัวนี้มันคืออะไรกันแน่? เมื่อไม่ใช่ทั้งร่างกาย จิตใจ หรือว่าเวทย์มนต์ พลังเหนือธรรมชาติ … กับคนมากประสบการณ์รับชมภาพยนตร์ น่าจะตอบกันได้ว่าคือ ‘Metaphor’ อุปมาอุปไมยเชิงสัญลักษณ์ สะท้อนสิ่งที่ผู้กำกับใคร่สนใจนำเสนอถ่ายทอดออกมา

การจะดูหนังเรื่องนี้ให้เข้าใจ ผมว่าไม่ใช่ควรต้องรับรู้จักปรัมปรากรีกเรื่อง Iphigenia at Aulis (405 BC) แต่น่าจะหาผลงานอื่นๆของผู้กำกับ Yorgos Lanthimos มารับชมดูก่อน ศึกษาไดเรคชั่น เรียนรู้ความสนใจ ตัวตนมีเป้าหมายชีวิตเช่นไร แล้วคุณอาจพบเห็นร่องรอย สไตล์ลายเซ็นต์ และจุดประสงค์ภาพยนตร์อย่างเด่นชัดเจน (มองแค่หน้าหนัง บางทีก็หาข้อสรุปไม่ได้นะครับ)

ส่วนตัวมีความเพลิดเพลินระดับหนึ่งในการครุ่นคิดตามภาพยนตร์เรื่องนี้ จับประเด็นได้คือคนรุ่นใหม่ที่ต้องการตอบโต้ย้อนแย้งความเห็นแก่ตัว/เผด็จการของผู้ใหญ่ เปรียบเทียบเข้าใจง่ายๆตรงกับการเมืองไทย พ.ศ. ๒๕๖๒ พรรคอนาคตใหม่ต้องการล้มล้างทั้งระบอบทหารและนายทุน ด้วยเหตุนี้เลยถูกบรรดาผู้มีอำนาจหาหนทางกีดกัน สร้างข่าวปลอมโน่นนี่นั่น … ความวุ่นวายทางการเมืองคงไม่มีวันหมดสิ้นแน่ คนธรรมดาสามัญคงได้แต่ท่องยุบหนอ-พองหนอ คาดหวังให้สักวัน ‘กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนอง’


Georgios ‘Yorgos’ Lanthimos (เกิดปี 1973) ผู้กำกับสัญชาติกรีก เกิดที่ Pangrati, Athens อาศัยอยู่กับแม่จนเธอเสียชีวิตเมื่อเขาอายุ 17 ปี ร่ำเรียนการตลาดแล้วเปลี่ยนมาสาขาภาพยนตร์ เริ่มต้นทำงานโฆษณา Music Video กำกับละครเวที ทดลองสร้างภาพยนตร์เรื่องแรก My Best Friend (2001), เริ่มมีชื่อเสียงจาก Kinetta (2005) เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Thessaloniki, แจ้งเกิดระดับนานาชาติ Dogtooth (2009), และโกอินเตอร์ The Lobster (2015)

ความตั้งใจของ Lanthimos หลังเสร็จจาก The Lobster (2015) คือตระเตรียมงานสร้าง The Favourite (2018) แต่หลังจากมีโอกาสพูดคุยสนทนากับนักเขียนขาประจำ Efthymis Filippou เกิดแรงบันดาลใจภาพยนตร์เรื่องใหม่ ‘เด็กชายหนุ่มต้องการล้างแค้นเอาคืนผู้ใหญ่สูงวัย’

“I think the initial thoughts were around the oddity of a very young person (Martin) trying to get revenge over something an older person has done. And that kind of dynamic, that a teenager can actually terrorize someone grown-up and mature”.

ค่อยๆพัฒนาเรื่องราวจากแนวคิดดังกล่าว จนเมื่อใกล้เสร็จสิ้นทบทวนดูถึงค่อยตระหนักได้ว่ามีใจความคล้ายคลึงโศกนาฏกรรมกรีก Iphigenia at Aulis (405 BC) ประพันธ์โดย Euripides (480 BC – 406 BC) จึงอ้างอิงหลายๆอย่างเข้าไปตรงๆ และตั้งชื่อหนัง The Killing of a Sacred Deer เพื่อสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในปรัมปรา

เกร็ด: Iphigenia in Aulis เล่าเรื่องราว Agamemnon กษัตริย์ผู้นำกองทัพกรีก ช่วงระหว่างสงคราม Trojan Was (1260 BC – 1180 BC) วันหนึ่งได้เข่นฆ่าล่ากวาง สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของเทพี Artemis เป็นเหตุทรงพิโรธบันดาลให้ลมทะเลสงบนิ่ง กองทัพเลยไม่สามารถกรีธาบุกกรุง Troy ได้รับคำแนะนามจากโหรเอก คือต้องสังเวยบูชายัญบุตรสาว Iphigenia หลอกว่าจะให้แต่งงานกับ Achilles แต่เมื่อเธอรับทราบความจริงเลยยินยอมรับชะตากรรม เทพี Artemis เกิดความสงสารเห็นใจเลยสลับร่างกับกวางอีกตัว และส่งไปยัง Tauris กลายเป็นแม่ชีในวิหารเทพเจ้า

เรื่องราวของ Steven Murphy (รับบทโดย Colin Farrell) ศัลยแพทย์หัวใจ หลายปีก่อนเกิดอุบัติเหตุระหว่างผ่าตัด เป็นเหตุให้พ่อของ Martin (รับบทโดย Barry Keoghan) โชคร้ายเสียชีวิต ลึกๆอาจคือความผิดพลาดของเขาจึงพยายามนัดเจอเพื่อชดเชยให้ความช่วยเหลือ ทั้งยังพาไปพบครอบครัว ภรรยา Anna (รับบทโดย Nicole Kidman), ลูกสาวคนโต Kim และน้องชาย Bob ซึ่งความตั้งใจของ Martin แท้จริงแล้วต้องการล้างแค้นเอาคืน เริ่มต้นจาก Bob อยู่ดีๆไม่สามารถยืนด้วยลำแข้งตนเอง ตรวจละเอียดแค่ไหนก็ไม่พบสาเหตุ ติดตามมาด้วย Kim ได้รับคำตอบวิธีการเดียวเท่านั้น คือต้องเลือกเสียสละใครสักคนหนึ่ง


Colin James Farrell (เกิดปี 1976) นักแสดงสัญชาติ Irish เกิดที่ Castleknock, Dublin ตั้งแต่เด็กวาดฝันเป็นนักร้องแต่ Audition ไม่ผ่าน หลังจากรับชมภาพยนตร์ E.T. the Extra-Terrestrial (1982) หลั่งน้ำตาให้ Henry Thomas เลยมุ่งมั่นต้องการเป็นนักแสดง เข้าเรียน Gaiety School of Acting ลาออกหลังจากได้รับคัดเลือกแสดงซีรีย์ Ballykissangel (1996-2001), ภาพยนตร์เรื่องแรก The War Zone (1999), เริ่มมีชื่อเสียงกับ Minority Report (2002), Phone Booth (2003), S.W.A.T. (2003), Alexander (2004), The New World (2005), In Bruges (2008), Crazy Heart (2009) ฯ

รับบท Steven Murphy พ่อผู้มีวิทยฐานะเหมือนพระราชาในครอบครัว วางกฎระเบียบแบบแผนให้ทุกคนปฏิบัติทำตาม แต่เมื่อเกิดโรคระบาดคาดไม่ถึง พยายามอย่างยิ่งจะหาหนทางแก้ไข จนแล้วจนรอดกลายเป็นผู้ตัดสินใจ ต้องเสียสละใครบางคนเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม

เพราะเคยร่วมงานผู้กำกับ Lanthimos เลยไม่ใช่เรื่องยากที่ Farrell จะตบปากรับคำ พออ่านบทถึงตอนจบครั้งแรก ตกอยู่ในสภาพหดหู่โดยทันที

“I knew it would be a bit of a mood changer. I was a little bit depressed by the end of it”.

– Colin Farrell

จากเคย miscast เรื่อง Alexander (2004) ไม่สมการเป็นกษัตริย์มหาราชสักเท่าไหร่ แต่บทบาทของ Farrell เรื่องนี้ ทั้งภาพลักษณ์ Charisma มีวิวัฒนาการก้าวกระโดดอันน่าทึ่ง แค่ไว้หนวกดกครึ้ม ลดน้ำหนักสักหน่อย (คือผลงานก่อนหน้า The Lobster เพิ่มน้ำหนักถึง 40 ปอนด์ เรื่องนี้ลดลงพอสมควรแต่ยังท้วมๆบวมๆอยู่) และทำหน้าตาบึ้งตึง อาจทำให้ผู้ชมจิกกัดเล็บ เคร่งเครียดท้องไส้ปั่นป่วนก็เป็นได้

ผมไม่เคยเห็น Farrell พลิกรับบทบาทดราม่าเข้มข้นขนาดนี้ ครึ่งแรกๆยังพอมี Comedy สอดแทรกอยู่บ้าง แต่หลังจากลูกๆเริ่มเจ็บปวด ความเครียดคลุ้มคลั่งค่อยๆเก็บกดสะสมอึดอัดอั้น จนบางครั้งต้องระบายออก แต่ก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี และที่สุดแห่งการตัดสินใจ ภาพช็อตนี้ข้างในมีเพียงความว่างเปล่า

Nicole Mary Kidman (เกิดปี 1967) นักแสดงหญิงสัญชาติ Australian เกิดที่ Honolulu, Hawaii เมื่อตอนพ่อ-แม่ ยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เติบโตขึ้นที่ Sydney มีพรสวรรค์ด้านบัลเล่ต์ แต่หันเหมาให้ความสนใจการแสดงหลังจากพบเห็น Margaret Hamilton ในละครเวที The Wizard of Oz เข้าเรียนการแสดงยัง Phillip Street Theatre สนิทสนมร่วมรุ่นกับ Naomi Watts ก่อนย้ายมา Australian Theatre for Young People, ภาพยนตร์เรื่องแรกสมทบ Bush Christmas (1983), เริ่มมีชื่อเสียงจาก BMX Bandits (1983), Dead Calm (1989), Days of Thunder (1990), Flirting (1991), Billy Bathgate (1991), โด่งดังระดับโลกตั้งแต่ Batman Forever (1995), Eyes Wide Shut (1999), Moulin Rouge! (2001), คว้า Oscar: Best Actress เรื่อง The Hours (2002)

รับบท Anna Murphy ภรรยาช้างเท้าหลัง คอยให้การช่วยเหลือสนับสนุนสามีและลูกๆทุกสิ่งอย่าง กระทั่งการเจ็บป่วยไร้สาเหตุผล เธอจึงอดรนทนต่อไปไม่ได้ แสดงสัญชาตญาณความเป็นแม่ พยายามไขว่คว้าหาคำตอบด้วยตนเอง เสียสละหวังแลกข้อมูลบางอย่าง แม้จะไม่เป็นประโยชน์เท่าไหร่แต่ค่อยๆเรียนรู้ทำใจ … นี่ฉันก็แค่หนึ่งในเหยื่อผู้โชคร้ายเท่านั้นเองสินะ

เห็นว่าเป็น Kidman ที่เกิดความประทับใจในตัว Lanthimos ตั้งแต่ Dogtooth (2009) เคยนัดพบเจอพูดคุย คาดหวังจะได้ร่วมงานกันตั้งแต่ The Lobster (2015) แม้ไม่สมหวังแต่ด้วยความชื่นชอบพอประทับใจ ผลงานถัดมาเลยมอบบทบาทนี้ให้

ช่วงหลังๆมานี้ผมมักพบเห็น Kidman ในบทบาทแม่ ทุ่มเททำทุกสิ่งอย่างเพื่อลูก! นั่นคงเป็นความปรารถนาอันแรงกล้าของเธอเมื่ออายุก้าวสู่เลข 4-5 สะท้อนประสบการณ์ตรงจากชีวิตจริง ซึ่งก็แน่นอนว่าทำได้ดี มีช่วงเวลาเฉิดฉาย แต่ภาพรวมไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไหร่ อย่างที่บอกไปเป็นภรรยาช้างเท้าหลังเสียมากกว่า

แม้จะด้วยวัยย่างเข้า 50 ปี แต่หุ่นของขุ่นแม่ยังคงเซ็กซี่ เร่าร้อนแร้งไม่เสื่อมคลาย … ท่านอนนี้ชวนให้นึกถึงหนังอีโรติกเรื่อง Bad Timing (1980) ซึ่งเป็นท่าของหญิงสาวไร้สติ กำลังถูกข่มขืน แต่เห็นว่าได้แรงบันดาลใจจากรูปปั้น Pietà ของ Michelangelo Buonarroti

Barry Keoghan (เกิดปี 1992) นักแสดงสัญชาติ Irish เกิดที่ Summerhill, Dublin แม่เสพเฮโรอีนเกินขนาดเสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก เติบโตขึ้นผ่าน 13 ครอบครัวบุญธรรม จนกระทั่งย่าแท้ๆอาสารับเลี้ยงตอนอายุ 12 ปี ช่วงวัยรุ่นตั้งใจเป็นนักมวย ขึ้นเวทีสากลสมัครเล่น แต่ผันเปลี่ยนมาการแสดงเรื่องแรก Between the Canals (2011), แจ้งเกิดกับ Mammal (2016) จนได้รับคัดเลือกเล่น The Killing of a Sacred Deer (2017) และ Dunkirk (2017)

รับบท Martin เด็กชายหนุ่มอายุ 16 ปี อาศัยอยู่กับแม่เพียงสองคน พ่อของเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุระหว่างผ่าตัดหัวใจโดย Steven Murphy คงด้วยความสำนึกผิดเลยพยายามนัดพบเจอ เป็นที่ปรึกษา ให้ความช่วยเหลือหลายๆอย่าง แต่ความรู้สึกของเด็กชายกลับคงขุ่นเคืองคับข้องแค้น วางแผนทำบางสิ่งอย่างเพื่อตอบโต้ย้อนแย้งให้ผลกรรมตามทัน

ภาพลักษณ์ของ Keoghan ทำให้ผมนึกถึง Paul Dano ตอนแสดง There Will Be Blood (2007) เริ่มต้นมาติ๋มๆเหมือนเด็กยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ต้องการแบบอย่าง ‘Father Figure’ แต่เมื่อความจริงกระจ่างถึงแผนการอันชั่วร้าย แปรสภาพกลายเป็นปีศาจ ซาตาน ต่อให้ถูกชกต่อยทำร้ายร่างกาย ก็ไม่อะไรสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงสิ่งเกิดขึ้นได้

นัยยะของสปาเก็ตตี้, เวลารับประทานอาหารประเภทเส้น คือต้องมีการม้วนหมุนด้วยส้อม ช่างไม่ต่างอะไรกับวัฏจักรชีวิต กฎแห่งกรรม ไม่มีใครได้รับอภิสิทธิ์ชนแตกต่าง

ถ่ายภาพโดย Thimios Bakatakis ตากล้องชาวกรีก ขาประจำของ Lanthimos ร่วมกันตั้งแต่ Kinetta (2005)

ถือเป็นครั้งแรกของผู้กำกับ Lanthimos เดินทางไปถ่ายทำหนังยังสหรัฐอเมริกา ปักหลังที่เมือง Cincinnati, รัฐ Ohio และใช้โรงพยาบาล The Christ Hospital คือสถานที่ถ่ายทำหลัก

ใครมีโอกาสรับชมผลงานถัดไปเรื่อง The Favourite (2018) จะพบเห็นร่องรอย ลีลาการถ่ายภาพ กำลังได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นเอกลักษณ์ ‘สไตล์ Lanthimos’ อาทิ การถ่ายมุมก้ม-เงย ทิศทางเฉียงๆด้านข้างเห็นพื้นหรือเพดาน กล้องค่อยๆเคลื่อนเข้า-ออก (แต่เรื่องนี้ใช้การค่อยๆซูมเข้า-ออก) และเน้นแสงจากธรรมชาติ (แต่ฉากกลางคืนนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้)

ถ้าคุณเคยรับชม The Deer Hunter (1978) น่าจะคุ้นเคยกับเทคนิคชื่อเรียกว่า ‘Curious Zooms’ ซึ่งหนังเรื่องนี้ -มีชื่อเกี่ยวกับกวางเหมือนกัน!- นำแนวคิดวิธีการดังกล่าวมาใช้ แต่เพื่อให้เกิดผลลัพท์หวาดหวั่นสั่นสะพรึง เหมือนมีบางสิ่งอย่างชั่วร้ายจับจ้องมอง ค่อยๆคืบคลานเข้าหา

ช็อตแรกของหนังประเดิมด้วยภาพการผ่าตัดหัวใจ ให้ตายเถอะคนขวัญออกคงได้อ๊วกแตกอ๊วกแตนกันเลยทีเดียว! เห็นว่าถ่ายทำระหว่างผ่าตัดจริงๆ กล้องบันทึกภาพการทำงานของศัลยแพทย์ แฝงนัยยะตรงๆถึงอาชีพของ David รักษาโรคหัวใจ (ทั้งรูปธรรม/นามธรรม) บริเวณนี้ไม่ต่างอะไรกับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ หมอเปรียบได้กับพระเจ้าผู้ให้ชีวิต (และทำลายโดยง่ายเช่นกัน)

เกร็ด: การบันทึกภาพระหว่างผ่าตัด สมัยนี้พบเจอได้ทั่วไปนะครับ เพื่อใช้เป็นหลักฐานตรวจสอบในกรณีเกิดข้อผิดพลาด

มือของหมอ/หัตถ์พระเจ้า ที่แม้ว่าจะดูสวยงามสะอาดสอ้าน แต่แท้จริงแล้วกลับเปลอะเปลื้อนคราบเลือด(จากการใส่ถุงมือ) หาได้บริสุทธิ์จริงดั่งใครเห็น นี่เป็นสะท้อนคำลวง จริง-เท็จ สิ่งที่ใครๆพบเห็นจากเปลือกนอก แท้จริงแล้วอาจกลับตารปัตรตรงกันข้ามเลยก็ได้

เกร็ดหนัง: ชื่อร้านแห่งนี้ (ป้ายสีเหลืองด้านหลัง) คือ Blue Jay restaurant ตามปรัมปราเรื่องเล่าชาวอเมริกัน Blue Jay คือคนรับใช้ของปีศาจ การพบเจอกันในร้านแห่งนี้ ย่อมหมายถึง ความโชคร้ายที่ค่อยๆย่างกรายเข้าหา

ขณะที่ฉากในโรงพยาบาลเน้นความสว่างและสีขาว (ราวกับสรวงสวรรค์) บ้านของ David กลับอึมครึมด้วยสไตล์โบราณ เก้าอี้ไม้ เฟอร์นิเจอร์ย้อนยุค แสงไฟสลัวๆมัวๆ เทียบแทนได้กับโลกมนุษย์/อาณาจักรของกษัตริย์

ช็อตนี้ว่าไปแอบเจ๋งอยู่นะ! พระราชากำลังกล่าวสุนทรพจน์ แต่ใครช่างสังเกตจะไม่พบวินาทีที่ตัวละครเผชิญหน้ากับฝูงชน (มักจะถ่ายมุมเงยขึ้น หรือจากแค่โต๊ะของภรรยา) แค่เพียงเศษเสี้ยววินาทีนี้ที่มีผู้นั่งฟังสะท้อนกับกระจกเงา … นั่นแปลว่า ตัวประกอบเข้าฉากจริงๆมีน้อยนิด เลยไม่สามารถถ่ายทำภาพมุมกว้างเห็นครอบคลุมทั้งหมดได้

เมื่อ Martin ได้รับคำชักชวนให้มาเที่ยวบ้านครอบครัว Murphy เลือกถ่ายช็อตนี้พบเห็นเพียงเงาทะมึนของตัวละคร นี่แปลว่ามันต้องมีลับลมคมในบางอย่างแน่นอน

ความพยายามก่อกวนของ Martin เริ่มจากโทรศัพท์หายามค่ำคืนกำลังจะหลับนอน เป็นเหตุให้ David ต้องรับโทรศัพท์เดินเข้ามาในห้องน้ำ/ห้องแต่งตัว ที่เพิ่งปิดไฟมืดมิด … นี่อีกเช่นกันสะท้อนถึงบางสิ่งอย่างชั่วร้าย กำลังคืบคลานเข้าหา

ที่บ้านของ Martin ช็อตแรกนี้สังเกตว่า David หันหลังให้กล้อง แสดงถึงความกระอักกระอ่วน ลังเลใจ ไม่ค่อยอยากเสียเท่าไหร่ เพราะนี่เป็นการถูกบีบบังคับมา

เกร็ด: ภาพยนตร์เรื่องโปรดของ David คือ Groundhog Day (1993)

ผมมีความใคร่พิศวงในช็อตนี้พอสมควร ทำไมต้องจัดวางองค์ประกอบให้มีความสมมาตร ราวกับจะสื่อว่าเบื้องลึกภายในจิตใจ ต่างเติมเต็มความต้องการกันและกัน … แต่ไฉน David กลับหาข้ออ้างบอกปัดปฏิเสธนั้น ช่างน่าพิศวงสงสัยเสียจริง!

ฉากโชว์ขนหน้าอก เป็นอะไรที่ขำไม่ค่อยออกสักเท่าไหร่ คือความพยายามต้องการเปรียบเทียบ/แบ่งแยก วัยรุ่น-ผู้ใหญ่ คนสองต่างกันด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิ ประสบการณ์ชีวิต แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีทางหลบหนีพ้นกฎแห่งกรรม

จะว่าไปทดสอบร่างกายด้วยการวิ่ง เปรียบได้กับชีวิตที่กำลังเติบโตของ Martin ไล่ล่าความเป็นผู้ใหญ่

Bob แสดงอาการป่วยครั้งแรกในห้องนอน ภาพช็อตนี้ครึ่งหนึ่งบดบังด้วยบานประตูดำมิด เต็มไปด้วยความพิศวงสงสัย มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ และถ้าใครสังเกตรูปตรงหัวเตียง นั่นคือภาพร่างกวาง

หลังจากพา Bob ทดสอบร่างกายไม่เห็นมีอะไรผิดพลาด แต่ระหว่างกำลังเดินลงบันไดเลื่อนกลับบ้าน ล้มทรุดลงแบบไม่ทันตั้งตัว, ไดเรคชั่นฉากนี้ถ่ายจากชั้นบนมุมก้มค่อยๆ Tilt Down ลงมาจนถึงช็อตนี้ ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบัญชาจากเบื้องบน หรือพระเจ้าสั่งมา ไม่มีใครสามารถกำหนดควบคุมหาคำตอบอะไรได้

การสนทนาระหว่าง David กับ Martin ที่ยอมรับสารภาพว่าอาจเป็นตัวบงการ มีพลังลึกลับบางอย่างให้ลูกๆของเขาป่วยหนักใกล้ตาย จำต้องเลือกตัดสินใจบางสิ่งอย่างบูชายัญพระผู้เป็นเจ้า, สถานที่น่าจะคือโซนอาหารโรงพยาบาล แต่ที่โดดเด่นเหมือนบานอเกล็ดอยู่ด้านนอกกระจก (แต่ดูแล้วน่าจะเป็นเหล็กที่ใช้ตกแต่งภายนอกมากกว่า) มีลักษณะเหมือนกรงขัง แบ่งแยกภายใน-ภายนอกออกจากกัน

คำบอกเล่าของ Martin สามารถตีความได้ทั้งเรื่องจริงและโกหกพกลม เป็นการปล่อยอิสระให้ผู้ชมครุ่นคิดตีความเข้าใจได้ด้วยตนเอง มีทั้งหมด 4 ระยะ
– ระยะแรก, ขาชาเดินไม่ได้ สื่อถึงชีวิตที่ขาดรากฐานมั่นคง จนมิอาจก้าวดำเนินไปข้างหน้า
– ระยะสอง, ปฏิเสธการกินอาหาร คือสูญเสียความอยากในการเติบโตมีชีวิตอยู่
– ระยะสาม, เลือดออกทางตา หรือคือการสูญเสียวิสัยทัศน์ มองไปข้างหน้าไร้อนาคต
– ระยะสี่, ความตาย จุดสิ้นสุดทุกสิ่งอย่าง

การล้มลงของ Kim ระหว่างกำลังซ้อมร้องเพลงคอรัส ผมคิดว่าคงสื่อถึง ‘พระเจ้าก็ไม่ช่วยอะไร’ และมันจะมีช็อตที่ที่กล้องค่อยๆเคลื่อนไหล ถ่ายสมาชิกวงผ่านกระจกกั้นผู้ชมด้านหน้า นี่อาจเป็นการสะท้อนถึงบางสิ่งอย่างบดบัง/ภาพลวงตา พระเจ้าอาจไม่มีอยู่จริง

บริเวณนี้น่าจะตรงหน้าโรงพยาบาล สถานที่ที่ Steven เลือกพูดบอกความจริงกับภรรยา Anna เขานั่งหลบมุมในความมืด ส่วนเธอยืนเผชิญหน้ากับแสงสว่าง

ผมมองหาความจำเป็นของฉากนี้ ก็พบว่าตัดทิ้งไปเลยก็ได้ แต่เหมือนคงไว้เพื่อขายการแสดงของ Nicole Kidman เพราะไม่งั้นเธอจะเป็นตัวประกอบที่จืดชืดไร้สีสันต่อหนัง

ความพยายามค้นหาคำตอบ ใครเป็นคนทำผิดพลาดในการผ่าตัดครั้งนั้น? สุดท้ายแล้วก็คลุมเคลือตอบไม่ได้ ถ้าตัวละครไม่หมกมุ่นกับการหาคำตอบมากเกินไป ก็มิจำต้องเปลืองตัวทำอะไรแบบนี้แม้แต่น้อย

ความขัดแย้ง บาดหมางระหว่างพระราชากับราชินี เลือกถ่ายช็อตนี้มีเสากึ่งกลาง สะท้อนถึงความคิดเห็นอันแตกต่างของพวกเขา ไม่ลงรอยกันชั่วขณะ … แต่เหมือนว่าผ่านค่ำคืนนี้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแตกต่างจากเดิมสักเท่าไหร่

มีคนช่างสังเกตบอร์ดด้านข้าง ข้อความหนึ่งขึ้นว่า ‘Do the right thing.’ ราวกับเป็นคำตอบที่ David ซักถามครูประจำโรงเรียน ถ้าต้องเลือกระหว่าง Bob กับ Kim ใครไหนจะไปตอบได้!

ความพยายามหลบหนีเอาตัวรอดของ Kim สะท้อนการเห็นแก่ตัวของเธอ ช่างหัวคนอื่นประไร ทำไมนายไม่ปล่อยฉันให้หลุดจากบ่วงแห่งโศกนาฎกรรม, ฉากนี้มีการตัดสลับ 3 ช่วงเวลาพร้อมๆกัน
– (อดีต) Kim ไหว้วาน จุมพิตเท้า ร้องขอให้ Martin ทำให้ขาของตนเดินได้อีกครั้ง
– (ปัจจุบัน) David และ Anna ออกค้นหา Kim
– (อนาคต) David รักษาแผลให้ Anna

นี่เป็นการสื่อกลายๆว่า เวลาไม่ใช่สิ่งสลักสำคัญใดๆต่อเรื่องของกฎแห่งกรรม เพราะใครทำอะไรไว้ นานแค่ไหนก็ต้องชดใช้อย่างสาสมควร

เกร็ด: นักวิจารณ์ให้ข้อสังเกตท่าคลานของ Kim คล้ายคลึงกับภาพวาด Christina’s World (1948) ผลงานของ Andrew Wyeth (1917 – 2009) ศิลปินแนว Realist ได้แรงบันดาลใจจากเพื่อนบ้าน Christina Olson ที่ป่วยเป็นโรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อเสื่อมโทรม

แม้ในห้องนี้รายล้อมด้วยแสงไฟ แต่มีเพียงสองดวงที่ส่องขึ้นถึงเพดาน ไม่รู้ต้องการจะสื่อว่า มีเพียงสองคนที่จะรอดชีวิตในเกม ปิดตาตีหม้อยิงปืนนี้หรือเปล่า?

การยิงปืนมีทั้งหมดสามครั้ง
– นัดแรกโดนโคมไฟหลอดหนึ่ง (ฝั่ง Kim) สื่อถึงการกำลังจะสูญเสียบุคคลผู้คือแสงสว่างในชีวิต
– นัดสองไม่รู้โดนอะไร แต่เฉียดภรรยาสุดที่รักไปนิดเดียว … เธอน่าจะคงคือสิ่งที่เขายังขาดไม่ได้หลังจากนี้
– นัดสามตรงเป้าผู้โชคร้าย

ฉากสุดท้ายของหนังหวนกลับมายัง Blue Jay restaurant ด้วยเทคนิคสโลโมชั่น Martin เดินเข้ามาในร้าน จับจ้องมองครอบครัวนี้ที่หลงเหลืออยู่ Kim กำลังจาบจ้วงเฟรนฟราย … ของอร่อยเอาไว้ท้ายสุด (คำพูดของ Martin ตั้งแต่ต้นเรื่อง)

นัยยะของฉากนี้คลุมเคลือมากๆว่าจะสื่อถึงอะไร
– ชีวิตดำเนินต่อไป?
– ซอสพริกสีแดงเหมือนเลือด ครอบครัวนี้ได้ลิ้มรสโศกนาฎกรรม จึงสามารถเข้าถึงวิถีกฎแห่งกรรมเสียที
ฯลฯ

ตัดต่อโดย Yorgos Mavropsaridis สัญชาติกรีก อีกหนึ่งขาประจำของ Lanthimos (แม้ชื่อเดียวกัน แต่ไม่ได้เป็นญาติพี่น้องอะไร), ดำเนินเรื่องในมุมมองของ Steven Murphy เป็นส่วนใหญ่ แต่ช่วงกลางเรื่องเมื่อเขาไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้ จะสลับไปนำเสนอเรื่องราวของ Anna Murphy เผื่อสามารถหาหนทางออก … สุดท้ายก็ล้มเหลว

ไดเรคชั่นการตัดต่อ จะค่อยๆเปิดเผยเรื่องราวออกทีละเล็กน้อย ให้เวลากับการสร้างบรรยากาศอันอึดอัด ตึงเครียด จนเกิดความฉงนสงสัย มันเกิดบ้าบอคอแตกห่าเหวอะไรขึ้น! แต่สุดท้ายก็อาจไม่ได้คำตอบอะไรนะครับ เป็นหนังที่เต็มไปด้วยปริศนาล้วนๆเลย

สำหรับเพลงประกอบไม่มีเครดิต เพราะส่วนใหญ่คัดเลือกสรรค์จากผลงานคีตกวีชื่อดังในอดีต อาทิ
– Schubert: Stabat Mater in F minor, D 383: ท่อน I. Jesus Christus schwebt am Kreuze
– Carol of the Bells บทเพลงร้องคอรัส แต่งโดย Mykola Dmytrovych Leontovych และ Peter Wilhousky
– Gubaydulina: Rejoice! Sonata for Violin and Violoncello: ท่อน IV.
– Ligeti: Konzert für Violoncello und Orchester
– Bach: The St John Passion, BWV 245
ฯลฯ

Stabat Mater in F minor (1816) เป็นบทเพลงสวดของศาสนาคริสต์ประเภท Stabat Mater ประพันธ์โดย Franz Schubert (1797-1828) คีตกวีสัญชาติ Austrian, ดังขึ้นตั้งแต่ภาพยังดำอยู่ เป็นการสร้างโทนบรรยากาศของหนัง กลิ่นอายความตึงเครียดถาโถม โรมรันพลันให้ขนลุกขนพองขึ้นมาโดยทันที

หลายๆบทเพลงนำจากผลงานของคีตกวีสัญชาติรัสเซีย Sofiya Gubaydulina (เกิดปี 1931) เน้นใช้ Accordion สำหรับสร้างเสียงหวีดกรีดร้องอันโหยหวน บาดหู ขนลุกขนพอง สยองเหมือนหนัง Horror เสียจริง
– Rejoice! Sonata for Violin and Violoncello – 4th Movement
– Ex Exspecto, Sonata for Bayan Solo
– De Profundis for Bayan Solo
– Fachwerk for Bayan, Percussion and String Orchestra

นำฉบับเดี่ยว Accordion มาให้รับชมกัน เพียงเท่านี้ก็ชวนให้สั่นสยอง หลอกหลอนยิ่งนัก

ขณะที่ Sound Effect กลายเป็นบทเพลงก็มีเหมือนกัน อาทิ Hecatone เรียบเรียงโดยนักออกแบบเสียง Johnnie Burn

บทเพลงที่ขับร้องโดย Kim (รับบทโดย Raffey Cassidy) ชื่อเพลง Burn (2012) ต้นฉบับขับร้องโดย Ellie Goulding ฟังต้นฉบับนี่คนละอารมณ์เลยนะ!

บทเพลงช่วงท้ายของหนัง The St John Passion (1724), ภาษาเยอรมันใช้ชื่อ Johannes-Passion คือบทเพลงประเภท Passion (ประพันธ์โดยอ้างอิงเรื่องราวจากคัมภีร์ไบเบิล) ประพันธ์โดย Johann Sebastian Bach (1685 – 1750)

เกร็ด: บทเพลงนี้ของ Bach คือ Passion มีความเก่าแก่ที่สุดหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน

ชาวตะวันตกจะมีความเชื่อทางศาสนาที่ว่า ‘ถ้าทำอะไรผิดพลาดแล้วสำนึกได้ พระเจ้าจักยกโทษให้อภัย’ หรือไม่ก็ได้รับโอกาสสองลองใหม่ แต่สำหรับ The Killing of a Sacred Deer คือเรื่องราวของบุคคลกระทำบางสิ่งอย่าง และอีกไม่นานกำลังจะได้รับผลลัพท์นั้นย้อนแย้งคืนสนอง

ผมไม่ครุ่นคิดว่าผู้กำกับ Lanthimos จะมีองค์ความรู้ ศึกษาพุทธศาสนา หรือปรัชญาตะวันออกหรอกนะครับ สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้คงครุ่นคิดด้วยสติปัญญา เข้าใจสิ่งต่างๆด้วยมุมมองโลกทัศนคติตนเอง เชื่อว่าสิ่งต่างๆที่บังเกิดขึ้นมีคำเรียกว่า ‘โศกนาฎกรรม’

แบบนี้เองสินะ ที่ทำให้ชาวตะวันตกมีอคติต่อศาสนาฝั่งโลกตะวันออก เพราะมอง’กฎแห่งกรรม’คือโศกนาฎกรรม! ปฏิเสธจะเชื่อว่า ชาติก่อน-ชาติหน้ามีจริง เราควรทำให้ปัจจุบันชาตินี้มีความยิ่งใหญ่ สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายเพ้อใฝ่ฝัน ปลูกฝังสร้างค่านิยมอุดมการณ์แห่งชีวิต

บอกตามตรงว่าผมไปต่อไม่ถูกจริตกับแนวความคิดดังกล่าวสักเท่าไหร่ แต่ก็จะไปตำหนิโลกทัศน์ชาวตะวันตกก็ไม่ถูกเท่าไหร่ เพราะพวกเขาถูกปลูกฝัง เสี้ยมสั่งสอนแนวคิดมาแบบนั้น, สำหรับชาวตะวันออกเองที่แม้ร่ำเรียนศึกษาพุทธศาสนา แล้วยังไม่เข้าใจว่า ‘กฎแห่งกรรม’ คือสัจธรรมความจริง นั่นถือว่าคือ Black Comedy มันช่างน่าหัวร่อไม่ออกเสียจริง

แซว: จริงๆความ Black Comedy ของหนัง เกิดจากการกระทำ/แสดงออกบางอย่างของตัวละคร ไม่รู้จักกาละเทศะ ผิดที่ผิดเวลา แปลกประหลาดพิศดาร แต่ผมกลับขำกลิ้งชิบหาย ทำไมพวกนายถึงไม่ยินยอมรับความจริง เข้าใจถึงสัจธรรมชีวิต ‘กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนอง’

ถ้าเรายึด ‘กฎแห่งกรรม’ เป็นที่ตั้งของภาพยนตร์เรื่องนี้ จะพบเห็นหลากหลายประเด็นสะท้อนใจความอย่างกึกก้อง
– หน้าหนัง: David เคยทำผิดพลาดก่อเกิดการสูญเสีย เขาจึงต้องเลือกหนึ่งในสามของครอบครัวเพื่อเป็นการสังเวยบูชายันต์
– ระดับมหภาค: ผู้นำประเทศคอรัปชั่นคดโกงกิน ประชาชนคนรุ่นใหม่จึงพยายามโค่นล้มอำนาจ
– ระดับจุลภาค: จิตใจปกคลุมด้วยความโกรธเกลียดเคียดแค้น เมื่อได้ระบายความคลุ้มคลั่งออกจึงก่อให้เกิดความสงบสุข

อาการป่วยไร้ที่มาที่ไป ในความเข้าใจของผมเป็นการสื่อถึงระดับความหมกมุ่น มืดบอดในการแก้ไขปัญหาของตัวละคร หลังจากกระทำผิดพลาดครึ่งหนึ่งจึงเลยเถิด และท้ายสุดประสบย้อนแย้งวกกลับเข้าหาตนเอง
– ขาชาเดินไม่ได้ คืออาการสูญเสียความมั่นคงในหลักการที่เคยยึดถือเชื่อมั่นมาก่อนหน้า (กระทำอะไรผิดพลาด)
– ครุ่นคิดมากจนเริ่มหมกมุ่น ค่อยๆสูญเสียความอยากในการมีชีวิต
– หมกมุ่นมากจนคลุ้มคลั่งยึดติด สูญเสียวิสัยทัศน์ สติปัญญา การมองไปข้างหน้า ตัดสินใจอะไรด้วยตนเอง
– และที่สุดเมื่อไม่สามารถคลายความยึดติด ก็เป็นเหตุให้ประสบพบความสูญเสียกาย-ใจ

คำถามไร้สาระที่หลายคนอาจมองข้ามไม่สนใจ ใครกันแน่ที่คือ ‘Sacred Deer’
– ถ้าอ้างอิงจากปรัมปรากรีก ย่อมคือพ่อของ Martin ที่เสียชีวิตไปก่อนหน้าหนังจะเริ่มต้นขึ้น
– ในเชิงอุปมาอุปไมย กวางศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกฆ่า เปรียบได้กับจิตวิญญาณของ David เพราะต้องเลือกใครสักคนเป็นเครื่องสังเวยบูชายัญ
– หรืออาจจะตีความว่าคือ Bob ลูกชายคนเล็กของ David ไม่ต่างอะไรกับกวางศักดิ์สิทธิ์ ตัวละครเดียวที่เสียชีวิตในหนัง
ฯลฯ

ข้อคิดคติสอนใจของหนัง เวลากระทำหน้าที่การงานหรืออะไร เราควรต้องประกอบด้วย ‘สติ’ และ ‘สัมปชัญญะ’ เพื่อเป็นเครื่องระวังมิให้เกิดความผิดพลาดพลั้งหรืออุบัติเหตุ มิเช่นนั้นอาจต้องคอยรับใช้กฎแห่งกรรม ทำอะไรไว้ย่อมต้องได้สิ่งนั้นคืนสนอง


เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes เสียงตอบรับค่อนข้างดีทีเดียว จึงสามารถคว้ารางวัล Best Screenplay Award แต่ความซับซ้อนซ่อนเงื่อนของเรื่องราว ดูจะมากเกินไปหน่อยสำหรับ Oscar, Golden Globe เลยไม่ได้ลุ้นอะไรปลายปี

ส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบหนังพอสมควร นอกจากบทอันเข้มข้น บรรยากาศอันตึงเครียด การแสดงของ Colin Farrell, Nicole Kidman, Barry Keoghan ตราตรึงอย่างมาก และไดเรคชั่นผู้กำกับ Yougos Lanthimos พัฒนาจนมาถึงใกล้จุดสูงสุดแล้วสินะ!

แนะนำคอหนัง Psychological Thriller บรรยากาศหลอนๆ เขย่าขวัญสั่นสะพรึง, นักอ่านวรรณกรรม หลงใหลปรัมปรากรีก ลองครุ่นคิดเปรียบเทียบ, หมอ จิตแพทย์ นักจิตวิเคราะห์ นำความรู้วิชาชีพมาครุ่นคิดต่อยอด, แฟนๆผู้กำกับ Yougos Lanthimos และนักแสดงนำ Colin Farrell, Nicole Kidman, Barry Keoghan ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับบรรยากาศหลอนๆ ตัวละครโรคจิต เต็มไปด้วยความรุนแรงเกรี้ยวกราด

คำโปรย | ผู้กำกับ Yorgos Lanthimos ได้สังเวย The Killing of a Sacred Deer เพื่อโอกาสสู่เป้าหมายความสำเร็จ
คุณภาพ | หลอนๆตราตรึง
ส่วนตัว | ค่อนข้างชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of